ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1135 ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ / ตอนที่ 1136 ตำแหน่งราชครู
ตอนที่ 1135 ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ / ตอนที่ 1136 ตำแหน่งราชครู
ตอนที่ 1135 ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ
เซี่ยเฉียวเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรนักเมื่อมีเครื่องสำอางอยู่บนใบหน้านานเกินไป ไม่นานนัก พอน้ำก็มาถึง นางจึงล้างเครื่องสำอางออกอย่างมีความสุข
และเผยให้เห็นใบหน้าขาวใส
“พวกเจ้านี่ขี้สงสัยนัก ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ปกติแล้วข้าจะต้องท่องยุทธภพเพื่อกำจัดพวกมารและปีศาจ การจะใช้ใบหน้านี้จึงไม่ค่อยสะดวกนัก ตอนนี้พวกเจ้าเห็นแล้วก็อย่าได้แพร่งพรายออกไปล่ะ มิฉะนั้นต่อไปข้าจะไม่นับว่าพวกเจ้าก็เป็นศิษย์น้องอีก” เซี่ยเฉียวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
รูปลักษณ์ของนางในอดีตมีความเป็นปรมาจารย์เทพเซียนอยู่ เมื่อพูดอะไรอย่างนั้นออกมาก็เลยดูน่าเกรงขามไม่น้อย
แต่ตอนนี้ใบหน้าของนางยังอ่อนเยาว์และเต็มไปด้วยความเป็นเด็ก แม้ว่านางจะดูดี แต่ใบหน้าที่แม้แต่ไขมันแบบเด็กน้อยก็ยังไม่หายไป ดูแล้ว…เหมือนกับนางกำลังหลอกพวกเขาอยู่อย่างไรอย่างนั้น
เซียวอวี้หรงเคยเห็นนางมาก่อน แต่ตอนนั้นเขาเพียงแค่คิดว่าเซี่ยเฉียวเป็นเด็กรุ่นหลังที่มีความสามารถเท่านั้น
เมื่อก่อนเขาไม่เคยมีความคิดเป็นอื่นกับนาง
แต่ตอนนี้…
ศิษย์พี่ใหญ่…งดงามเป็นหนึ่งทำให้เขาใจสั่นหวั่นไหว
แต่…เขาก็ยังมีความละอายใจด้วย! เขาอายุสามสิบแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่…ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง! เขาจึงไม่อาจมีความคิดชั่วร้ายอย่างนั้นกับนางได้!
สีหน้าของเขาเย็นชา และมีความรู้สึกราวกับเขามองกิเลสทางโลกออกอย่างปรุโปร่งโดยไม่รู้สาเหตุ…
จิตใจเซียวอวี้หรงมีแต่ความว่างเปล่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ในขณะที่ซังโหยวนั้นรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง…
เขาเห็นนางแค่แวบเดียวในวันที่รัชทายาทแต่งงานและก็ไม่กล้าที่จะมองนางนานๆ แต่ตอนนี้…
ศิษย์พี่ใหญ่อยู่ตรงหน้าเขานี่เอง
และนางก็เป็นอย่างที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า งดงามควรเมืองราวกับทิวทัศน์ชวนฝันที่ไม่มีอยู่จริง
ชั่วพริบตานั้นเขาก็รู้สึกว่าแสงอาทิตย์จางหายไป เสียงนกร้องเงียบงัน ข้างในใจเหมือนมีฝุ่นผงปลิวว่อน และดูมีสีสันพร่างพราว เมื่อนางเหลือบมองมา ในอกเขาเหมือนมีสัตว์ร้ายที่มีดวงตาสีทองเปล่งประกายดุดัน กรงเล็บแหลมคมกีบเท้างามตะกุยตะกายและร้องเรียกตึงตังอยู่ข้างในไม่หยุด
เขาจ้องมองนางไม่วางตา
จ้องจนหน้าเขาแดงไปหมด
แม้แต่เจียงจิ้นลู่เองก็ตื่นตะลึงไปเหมือนกัน
“จะมองอะไรกันนักหนา!” เซี่ยผิงกั่งสัมผัสได้ถึงสายตาของซังโหยว เขาจึงแค่นเสียงออกมาเล็กน้อย “เจ้ามีน้องสาวหรือไม่ หากข้ามองนางแบบนี้บ้าง เจ้าจะพอใจหรือ”
จ้าวเสวียนจิ่งพยักหน้าอย่างเงียบๆ
เซี่ยผิงกั่งพูดถูก
ซังโหยวค่อยๆ ได้สติ “อะไรนะ”
“……” จ้าวเสวียนจิ่งหัวเราะอย่างเย็นชาออกมา หากไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าซังโหยวเป็นพวกชอบอะไรสวยๆ งามๆ และไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีแล้วล่ะก็ เขาคงอดที่จะลากตัวซังโหยวออกไปควักลูกตาไม่ได้
พอเซี่ยผิงกั่งเห็นหน้าตาซื่อบื้อของอาจารย์พวกนี้แล้ว เขาก็คลายโทสะลงไปบ้าง
“ทำไมพวกเขาไม่รู้จักตัวตนของเจ้า ตอนที่เจ้าอยู่วัดสุ่ยเย่ว์ก็ทำแบบนี้แล้วหรือ” เซี่ยผิงกั่งเอ่ยถาม
เซี่ยเฉียวพยักหน้า “ตอนนั้นข้าก็ไม่ได้ใช้ตัวตนโม่ชูเซิงออกไปไหนนักหรอกเพราะมันไม่จำเป็น ชื่อนี้เอาไว้…รับมือกับพวกศิษย์น้องเป็นหลัก”
รับมือ!?
ศิษย์น้องทั้งสี่รวมถึงจ้าวเสวียนจิ่งด้วยต่างก็รู้สึกปวดใจอย่างอธิบายไม่ได้ขึ้นมาทันที
เซี่ยผิงกั่งพึงพอใจ “ถูกต้อง ตอนนั้นเจ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ จะต้องรู้จักระมัดระวังตัวไว้ก่อน แม้ว่าจะเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน แต่ก็ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาเป็นหมาป่าในคราบลูกแกะหรือไม่”
“……” แม้ว่าเซี่ยเฉียวจะรู้สึกพูดอะไรไม่ออก แต่นางก็ยังพยักหน้า
ตอนที่นางยังเด็ก นางคิดเช่นนั้นจริงๆ
นางรู้สึกว่านางสุขภาพร่างกายไม่ดี สู้คนอื่นไม่ได้ ถ้าหากนางยังเป็นเด็ก คนอื่นก็จะรังแกได้ง่าย แล้วต่อไปก็จะยืนหยัดเชิดหน้าไม่ได้อีก
นางก็เลยต้องมีตัวตนที่เอาไว้หลอกพวกศิษย์น้องของนาง
แต่พอเซี่ยเฉียวเห็นสายตาไม่พอใจของศิษย์น้องทั้งหลายแล้ว นางก็รีบพูดขึ้นทันที “ความจริงแล้ว…ตอนนั้นข้ายังมีความคิดอีกอย่าง ตอนที่ข้ายังเด็กสุขภาพร่างกายของข้าย่ำแย่กว่านี้ หมอหลายคนก็ยืนยันว่าข้าคงจะผ่านพ้นปีนั้นไปไม่ได้ หากข้าบอกว่าข้าอายุมากหน่อย ต่อให้ข้าตายไปก็จะได้ไม่ดูน่าสงสารอะไรขนาดนั้น พวกเจ้าจะได้ไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจให้มาก”
ตอนที่ 1136 ตำแหน่งราชครู
เซี่ยเฉียวไม่ได้พูดโกหก ส่วนซังโหยวที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที
ศิษย์พี่ใหญ่หน้าตาดี ศิษย์พี่ใหญ่พูดอะไรก็ถูกต้องไปหมด
“อาจารย์เคยบอกไว้ว่า ร่างกายของศิษย์พี่ใหญ่อ่อนแอมีโรครุมเร้า ให้พวกเราคอยดูแลให้มากๆ” สีหน้าซังโหยวหลงใหล
พอเป็นรูปลักษณ์เช่นนี้ดูแล้วเจริญหูเจริญตาจริงๆ
ผิวขาวใสไร้ราคี งดงามสมบูรณ์แบบ…
“……” เจียงจิ้นลู่มองซังโหยวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา และสังเกตเห็นสีหน้าเย็นชาของฝ่ารัชทายาท เขาจึงได้รีบเตือนสติซังโหยว “ศิษย์พี่ใหญ่และรัชทายาทเป็นคู่สวรรค์สร้าง ช่างเหมาะสมกันจริงๆ”
“อืม งดงามทั้งคู่” ซังโหยวพยักหน้า
แน่นอนว่าระหว่างผู้ชายที่หล่อเหลาและผู้หญิงที่งดงาม เขาย่อมชอบอย่างหลังมากกว่านิดหน่อยอยู่แล้ว
เซี่ยผิงกั่งกระแอมออกมาหนึ่งที “แล้วต่อไปเจ้าวางแผนจะทำอย่างไร”
เขาคิดว่านางแต่งงานออกเรือนไปแล้ว จึงไม่ควรที่จะยุ่งวุ่นวายกับพวกวิญญาณอีก ถ้าหากรัชทายาทเกิดไม่สบายใจขึ้นมา น้องสาวของเขาก็จะสูญเสียความโปรดปรานไปได้
ตอนนี้ให้นางรีบมีลูกสักคนก่อนจะดีกว่า…
แต่ดวงของเซี่ยเฉียวพิฆาตคนใครอบครัว เขาก็กลัวว่าเด็กจะไม่รอด
ในใจจึงรู้สึกค่อนข้างขัดแย้งพอสมควร
“ไม่มีแผนอะไร แบบนี้ก็ดีแล้ว” เซี่ยเฉียวเอ่ยหน้าด้านๆ “พี่ชายใหญ่ ท่านดูสิ ที่นี่ก็ไม่ได้มีคนนอก…”
นางพูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็หันไปมองสะใภ้ไช่
“เมิ่งจี๋ฟังเป็นคนนอกก็จริง แต่ตอนนี้สะภไช่สิงร่างเขาอยู่ เขาจึงไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ส่วนคนข้างกายฝ่าบาท นอกจากโจวเว่ยจงแล้ว พวกเขาก็อยู่ห่างออกไปทั้งนั้น พวกเขาคงไม่ถามอะไรมากมาย ประเดี๋ยวข้าจะแต่งหน้าใหม่ คนอื่นก็ไม่รู้แล้ว…” เซี่ยเฉียวเอ่ย “ตราบใดที่พวกเจ้าไม่พูดออกไป”
“อย่างนั้นไม่ได้ เจ้าต้องถามความประสงค์ของรัชทายาทด้วย หากข้าแต่งงานแล้ว ภรรยาเอาแต่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอย่างนี้ ข้าก็คงไม่พอใจเหมือนกัน” เซี่ยผิงกั่งชี้ให้เห็นสิ่งที่เขาคิดอยู่
จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ใครๆ ต่างก็บอกว่าเซี่ยผิงกั่งผู้นี้เป็นพวกที่ใช้กำลังเป็นอย่างเดียว ไม่มีความคิดอะไร
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าเด็กนี่มีความคิดมากกว่าใครๆ เสียอีก เพียงแต่มันถูกซ่อนไว้ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดุดันเท่านั้น
คำพูดของเขาในตอนนี้ใช่ว่าจะเป็นการเตือนสติเซี่ยเฉียวเสียเมื่อไร
เห็นได้ชัดว่าเขาอยากรู้ความเห็นของเขามากกว่า
สถานะของพระชายาไม่เหมือนคนอื่น ตามหลักแล้วนางจะต้องทำตัวให้สง่างาม ไม่ควรที่จะทำตัวเป็นนักพรตเตร็ดเตร่ไปทั่ว ถ้าหากวันนี้เขาพยักหน้าเห็นด้วย วันหน้าไม่ว่าจะมีคนอื่นรู้เห็นตัวตนของพระชายา เขาก็จะต้องแบกรับมันไปร่วมกับเซี่ยเฉียว ไม่สามารถที่จะรังแกและทอดทิ้งนางได้ และยิ่งไม่อาจนำเรื่องที่นางเป็นนักพรตนี้มากดขี่เซี่ยเฉียวด้วย
เจ้าเด็กนี่เท่ากับอยากได้ราชโองการก่อน
แต่คนในครอบครัวเซี่ยเฉียวมีไม่มาก เซี่ยเฉียวมีพี่ชายน้องชายแค่สองคนเท่านั้น ส่วนเซี่ยหนิวซานก็เป็นโจรที่มีชื่อเสียงมากเกินไป ชาตินี้ของเขาก็คงไม่มีโอกาสที่จะได้รับหน้าที่สำคัญใดๆ แล้ว อย่างมากที่สุดก็คงพอพึ่งพาอาศัยเซี่ยเฉียวที่เป็นพระชายารัชทายาทหรือฮองเฮาในอนาคตเพื่อได้บรรดาศักดิ์สักตำแหน่ง
คนที่พอสามารถจะใช้ได้ในตระกูลเซี่ยก็มีแต่เซี่ยผิงกั่งคนนี้คนเดียว
เขามีสมองบ้างก็เป็นเรื่องที่ดี
“คนที่ข้าแต่งงานด้วยคือโม่ชูเซิง และก็คือเซี่ยเฉียวด้วย แม้ว่านางจะเป็นพระชายารัชทายาท แต่นางก็ยังเป็นคนที่ข้ารักใคร่ชอบพอ เป็นนางในดวงใจของข้า นางอยากจะทำอะไรก็ให้นางเป็นคนตัดสินใจเอง ข้าคอยช่วยอยู่ข้างๆ ก็พอแล้ว” จ้าวเสวียนจิ่งครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “อีกอย่าง ข้ายังมีความคิดอย่างอื่นด้วย”
เซี่ยเฉียวมองเขาอย่างสงสัย
“เผิงเทียนมิ่งราชครูคนปัจจุบันอายุมากแล้ว ข้าตั้งใจที่จะเสนอให้เสด็จพ่อแต่งตั้งโม่ชูเซิงเป็นราชครูคนต่อไป” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ย
เซี่ยเฉียวใจเต้นทันที “ตอนนี้ยังไม่ได้ อายุของข้าและความสามารถยังไม่พอ”
นั่นเป็นความจริง
นางเชี่ยวชาญเรื่องโหงวเฮ้งทำนายดวงชะตาและการจับวิญญาณ แต่นางไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องอื่นมากนัก นางยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีก
เช่นเดียวกับการดูปรากฏการณ์ดวงดาวเมื่อวานนี้ หากเป็นโม่หลิงจื่ออาจารย์ของนางแล้ว แม้ว่าจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ท่านก็จะมองได้แม่นยำกว่ามาก
นางมีความมั่นใจในตัวเองพอสมควร แต่ถ้าหากพูดถึงตำแหน่งราชครูแล้ว นางจะต้องมีความสามารถสูงกว่านี้