ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 1183 กราบอาจารย์ / ตอนที่ 1184 รีบตายรีบไปเกิดใหม่
ตอนที่ 1183 กราบอาจารย์ / ตอนที่ 1184 รีบตายรีบไปเกิดใหม่
ตอนที่ 1183 กราบอาจารย์
หากเป็นนักพรตต้มตุ๋นหลอกลวงตามถนนก็จะต้องทำนายดวงชะตาของเมิ่งจี๋ฟังว่ายืนยาวเกินจริง แต่ตระกูลเมิ่งไม่ใช่ตระกูลธรรมดาทั่วไป พวกเขาย่อมรู้ว่าปรมาจารย์คนไหนบ้างที่ใช้ได้
และคนที่เขาไปหาก็เป็นพวกที่น่าเชื่อถือทั้งนั้น
ปรมาจารย์พวกนั้นทำนายอย่างผิวเผิน พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่โต โหงวเฮ้งและรูปกระดูกของเมิ่งจี๋ฟังล้วนแต่มีลักษณะที่ดีมากทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาคำนวณอย่างละเอียดโดยคำนึงแปดอักษร นิสัยใจคอ และชาติกำเนิดแล้ว กลับพบปัญหาใหญ่
“ดวงชะตาของผู้บวชเรียน”
หลังจากความพยายามหลายวัน ท่านเมิ่งโหวก็ได้คำตอบออกมาอย่างนั้น
ผมเขาขาวหงอกหมดแล้ว
หลังจากคำนวณอย่างรอบคอบแล้วปรมาจารย์เหล่านี้ก็ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน หากบุตรชายของเขาเป็นพระ เขาจะอายุยืน แต่หากเขาไม่เป็นพระ เขาจะอยู่ได้ไม่เกินสามสิบปี?!
เมิ่งจี๋ฟังเองก็มึนงงเช่นกัน
เขารู้สึกวิงเวียนจะเป็นลม
“ท่านพ่อ ข้าไม่ต้องการโกนหัวบวชเป็นพระนะ!” เมิ่งจี๋ฟังตกตะลึง “ดื่มเหล้าไม่ได้ มองสาวงามก็ไม่ได้ แล้วชีวิตจะมีความหมายอะไร ข้าไม่สนล่ะ ให้ข้าตายๆ ไปเสียเลยก็แล้วกัน! ข้ายังมีเวลาเหลืออีกตั้งหลายปีไม่ใช่หรือ อย่างน้อยๆ ก็ยังพอมีลูกทิ้งไว้ได้!”
“……” ท่านเมิ่งโหวมือไม้สั่นไปหมด
“ท่านพ่อ ท่านคงไม่ส่งข้าไปบวชจริงๆ หรอกนะ!” เมิ่งจี๋ฟังรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
ท่านเมิ่งโหวกำหมัดแน่น “หากเจ้าปล่อยให้ข้ากับท่านแม่ของเจ้าต้องส่งเจ้าไปปรโลกจริงๆ นั่นไม่ได้หมายถึงชีวิตของเจ้าเท่านั้น แต่มันหมายถึงชีวิตของข้ากับท่านแม่ของเจ้าด้วย! พี่ชายของเจ้าสุขภาพร่างกายไม่ดี เดิมทีข้าคิดว่า ถึงอย่างไรตำแหน่งซื่อจื่อนี้ก็ต้องเป็นของเจ้า แต่ตอนนี้…ลูกเอ๋ย โชคดีที่เจ้ายังมีน้องชาย เจ้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องทายาทสายตรง…”
“???” เมิ่งจี๋ฟังจ้องมองเขาอย่างตกตะลึง
หากอย่างนั้นตอนนี้…
“ปรมาจารย์พวกนั้นก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ โชคดีที่รู้ตัวเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าหากปล่อยให้นานไปกว่านี้ดวงชะตาที่ว่าก็จะหายไป ทีนี้ก็ต้องรอแต่ความตายเท่านั้น…”
“ข้าคิดว่า การเป็นพระภิกษุค่อนข้างลำบากลำบน จะต้องตื่นก่อนรุ่งสางเพื่อท่องพระคัมภีร์ และต้องโกนผม เจ้าหล่อเหลาสง่างาม หากไม่มีผมคงดูไม่ดี ไม่สู้เป็นนักพรตดีกว่า ข้าเห็นว่านักพรตพวกนั้นไม่ได้มีกฎระเบียบมากเท่าใดนัก…”
นักพรตยังแบ่งเป็นสองประเภท
พวกหนึ่งคือถือศีลและไม่แต่งงาน และอีกพวกหนึ่งคือสามารถแต่งงานและมีลูกได้…
แต่เขาคิดว่าบุตรชายของเขาอาจจะแต่งงานไม่ได้แล้ว…
“ท่านพ่อ?” ใจของเมิ่งจี๋ฟังสั่นสะท้าน “ข้า…ข้าไม่อยาก…”
“ในเมืองหลวงมีวัดเต๋าอีกหลายวัด เจ้าเลือกดูให้ดี หลังจากที่พ่อกลับไปแล้วจะไปเอาเงินออกมาจากห้องบัญชีจำนวนหนึ่ง แล้วเอาไปมอบให้ที่วัดเต๋าสร้างรูปปั้นเทพทองคำ พอเจ้าเข้าไปอยู่ที่นั่นแล้วจะได้มีเกียรติบ้าง ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากหรอก…” ท่านเมิ่งโหวตาแดงก่ำ
ลูกชายที่น่าสงสารของเขาทำไมถึงมีดวงชะตาแบบนี้ได้
“……” เมิ่งจี๋ฟังเกือบจะตาเหลือกเป็นลมไปแล้ว
ช่วงไม่กี่วันมานี้เขาไปวัดเต๋ามาไม่น้อย กฎเกณฑ์ที่วัดพวกนั้นใช่ว่าจะน้อยเสียเมื่อไร!
หลังจากที่เขาเข้าไปอยู่ที่นั่นแล้ว อาหารอร่อย เครื่องดื่มดีๆ และความสนุกสนานก็จะหายไปหมด แล้วเขาจะใช้ชีวิตแบบไหนกันเล่า!
“ท่านพ่อ โม่ชูเซิงก็เป็นนักพรตนี่?! ท่านดูนางสิ…นางทั้งดื่มเหล้า พูดโม้ เตร็ดเตร่ไปเรื่อย ใช้ชีวิตสบายๆ ไปวันๆ!? หากให้ข้าเป็นนักพรตอย่างนางก็ยังพอได้ แต่หากให้เป็นแบบนักพรตที่อยู่ในวัดเต๋าอย่างนั้น…ข้าทำไม่ได้” จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้
โม่ชูเซิงนั่นยังสามารถเปิดร้านได้ด้วยนะ
แถมยังทำเงินได้มากมาย ใช้ชีวิตได้อิสระเสรีตั้งขนาดไหน
“เจ้าคิดจะกราบโม่ชูเซิงเป็นอาจารย์?” ท่านเมิ่งโหวครุ่นคิดเล็กน้อย แม้ว่ามันจะน่าอับอายอยู่บ้าง แต่บุตรชายของเขาก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ขอแค่เขาต้องการ ต่อให้ต้องใช้กำลังทั้งหมดของครอบครัวก็จะต้องทำความปรารถนาของเขาให้สำเร็จ!”
“ข้ายังไม่ได้…คิดให้ดี…”
เขาไม่คิดที่จะเป็นนักพรตเลย!
“ลูกเอ๋ย หลังจากที่เจ้ากลับไปแล้ว เจ้าก็เอาเงินไปมอบให้ปรมาจารย์โม่เป็นค่าฝากตัวเป็นศิษย์ให้มากหน่อย เรียนรู้จากนางให้มาก พยายามเรียนรู้วิชาที่จะทำให้ยืดอายุเจ้าออกไปได้นานๆ…พ่อขอแค่ให้เจ้าแข็งแรงและปลอดภัย ไม่ขออะไรอีกแล้ว!”
ตอนที่ 1184 รีบตายรีบไปเกิดใหม่
สีหน้าท่านเมิ่งโหวดูเศร้า เขาตบไหล่บุตรชายเล็กน้อย แล้วก็ยิ่งรู้สึกสงสาร ใบหน้าแก่ชราของเขาดูเป็นทุกข์มาก ร่างกายห่อเหี่ยว ไม่มีชีวิตชีวาใดๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของพวกเขานั้นดีเสมอมา พอเมิ่งจี๋ฟังเห็นว่าบิดาของเขาเสียใจมากกว่าตัวเขาเองเสียอีก เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี…
“ท่านพ่อ…ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องของข้าหรอก ข้าไม่มีหน้าที่จะไปกราบโม่ชูเซิงเป็นอาจารย์หรอก นางราวกับมีขนหงส์ปักอยู่บนตัว หยิ่งยโสยิ่งนัก เวลาที่นางมองข้าช่างร้ายกาจนัก ก่อนหน้านี้ข้าอยู่กับนางมาวันครึ่ง นางก็ใช้ข้าเหมือนเป็นลูกนาง…” เมิ่งจี๋ฟังรีบฟ้องทันที
ท่านเมิ่งโหวได้ยินเช่นนั้นกลับนิ่งคิดเล็กน้อย
“แล้วนางปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้ก่อนหรือหลังที่จะทำนายดวงชะตาให้เจ้า” เขาเอ่ยถาม
เมิ่งจี๋ฟังครุ่นคิดเล็กน้อย เขารู้ดีว่าบิดาของตนหมายความว่าอย่างไร เมิ่งจี๋ฟังลังเล็กน้อย แต่ก็ตอบเขา “หลังจากนั้นกระมัง…ก่อนหน้านั้นแม้ว่านางจะเย็นชากับข้าอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่ได้คิดที่จะใช้ข้า หลังจากนั้นจู่ๆ นางก็เหมือนเป็นคนละคน ประเดี๋ยวก็ว่าข้าไม่เคารพผู้อาวุโส ประเดี๋ยวก็บ่นว่าข้าเสเพลไม่รู้ความ…”
“ท่านพ่อ ท่านหมายความว่า…”
“ปรมาจารย์โม่ผู้นี้มีความสามารถไม่ธรรมดา นางคำนวณง่ายๆ ก็รู้แล้วว่าเจ้ากำลังจะถึงคราวเคราะห์ บางทีนางอาจจะทำนายแล้วว่าต่อไปจะต้องรับเจ้าเป็นศิษย์แน่ๆ? เจ้าดูผู้วิเศษพวกนั้นสิ พวกเขาแต่ละคนต่างก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่ชอบแปดเปื้อนกับเรื่องทางโลก กับลูกของคนอื่นก็จะไม่สนใจอะไรมาก…” ท่านเมิ่งโหวครุ่นคิดพิจารณา
เมิ่งจี๋ฟังคิดแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
หลายวันมานี้เขาได้พบปรมาจารย์มาไม่น้อย แต่ต่อให้คนเหล่านั้นจะทำนายดวงชะตาให้เขา แต่สีหน้าก็ยังสงบนิ่ง ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
ราวกับว่าเขาก็เหมือนกับนกและแมลงในป่าพวกนั้น ไม่มีอะไรพิเศษ
“ท่านพ่อ ไม่หรอกกระมัง” เมิ่งจี๋ฟังรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นทุกที
หรือว่าเขาจะต้องไปเป็นนักพรตจริงๆ
แถมยังต้องเป็นศิษย์น้องโม่ชูเซิงนั่นอีก นับแต่นี้เป็นต้นไป เขาก็จะเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้อีก ไม่เพียงแต่ต้องพูดจานอบน้อม แต่เขายังต้องคุกเข่าคารวะด้วย?
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
หากเป็นอย่างนั้นแล้วชีวิตยังจะมีความหมายอะไร
สีหน้าของเขาดูท้อแท้หมดหวัง
ท่านเมิ่งโหวรู้จักบุตรชายของเขาดีและเขารู้ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา เขาก็ปลอบโยนเขาอย่างอดทน “ข้าเห็นว่าปรมาจารย์ก็ไม่เลวนะ ถึงอย่างไรนางก็เป็นศิษย์คนโตของหลีซื่อเหยี่ยน ศิษย์คนโตก็เหมือนกับลูกคนโตทายาทสายตรงของตระกูล ล้วนแต่สามารถรับหน้าที่สำคัญได้ แม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นศิษย์สำนักของหลีซื่อเหยี่ยน แต่ก็ยังพออาศัยความสัมพันธ์ได้บ้าง ต่อให้เป็นนักพรต เจ้าก็ยังมีกลิ่นอายของบัณฑิตมากกว่าคนอื่นๆ”
“เจ้าเป็นคนรักสนุก และปรมาจารย์โม่ก็ไม่ใช่คนระเบียบจัด เจ้าติดตามนางย่อมดีกว่าการบำเพ็ญในวัดเต๋ามาก” ท่านเมิ่งโหวเอ่ย
แต่เมิ่งจี๋ฟังกลับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นแล้วในเวลานี้
เขาถูกส่งกลับบ้านเมื่อไรก็ไม่รู้
เมิ่งโหวพูดเรื่องนี้กับคนในครอบครัวของเขา
และก็เกิดการร้องไห้ขึ้นอีกครั้ง เมิ่งจี๋ฟังในเวลานี้รู้สึกราวกับว่าเขาตายไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเห็นมารดาของเขาหลั่งน้ำตาออกมาไม่ขาดสาย น้ำตาหยดลงมาทีละหยดราวกับน้ำตาเทียนที่หยดลงบนเนื้อตัวเขา มันเจ็บมากจริงๆ
เขาประกาศอย่างกล้าหาญว่าเขาจะไม่เล่าเรียนเต๋า แต่กลับกลายเป็นว่ามันยิ่งทำให้มารดาของเขาร้องไห้หนักกว่าเดิม
ได้ นางยอมให้เขาเป็นนักพรตไปตลอดชีวิตดีกว่าเห็นเขารีบตายรีบไปเกิดใหม่เร็วๆ
เขารู้สึกชาไปทั้งตัว
เพื่อให้ลูกชายของเขา ‘ไป’ อย่างสบายใจ ท่านเมิ่งโหวถึงกับจัดงานรื่นเริงสามวัน อาหารเลิศรสหายากทุกชนิดที่มีในบ้านถูกยกมาให้เขา ทุกมื้อจะมีนักร้องนางรำมาร้องรำทำเพลง ช่างมีความสุขมาก
ตอนแรกก็เขาคิดว่ามันเป็นไปเพื่อให้เขาสนุกที่สุด แต่พอมองไปมองเขากลับรู้สึกราวกับว่ามันเป็นการฉลองที่เขาจากไปได้ในที่สุด…