ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 891 รู้คุณคน / ตอนที่ 892 แปลกพิสดารอย่างไรก็มี
ตอนที่ 891 รู้คุณคน / ตอนที่ 892 แปลกพิสดารอย่างไรก็มี
ตอนที่ 891 รู้คุณคน
วิญญาณเหล่านี้ราวกับลิง พวกเขาไม่หลบหลีกอาหารเหล่านั้นเป็นพิเศษ และอยู่ตรงกลางของโต๊ะอาหารที่รายล้อมไปด้วยแขก
ในฐานะที่เป็นวิญญาณ พวกเขาส่วนใหญ่ไม่สามารถรับรสชาติอะไรเป็นพิเศษได้ ดังนั้นสำหรับพวกเขาแล้ว อาหารเหล่านี้จึงมีรสชาติเหมือนๆ กันทั้งนั้น พวกเขาจึงไม่ได้สูดกลืนอาหารทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะไป
แต่บรรยากาศในเวลานี้ดีมากจริงๆ พวกเขาเพลิดเพลินกับดนตรีและการร่ายรำ พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
เซี่ยเฉียวถูกบังคับให้ฟังโดยปริยาย
“กิจการครอบครัวใหญ่โตขนาดนี้ แต่แทบจะไม่มีทายาทสืบทอดแล้ว ชายชราผู้นี้ยังมีความสุขขนาดนี้ได้อีก ช่างเป็นคนเข้าใจโลกจริงๆ!”
“นายท่านผู้เฒ่าของเราเป็นคนใจกว้างและมีมารยาทที่สุด ไหนเลยท่านจะปฏิบัติดูแลแขกไม่ดีเพียงเพราะเรื่องในครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น แขกพวกนี้ก็มาจากเมืองหลวงกันทั้งนั้น จะเหมือนกับคนอื่นๆ ได้อย่างไร” วิญญาณตนหนึ่งที่แต่งกายในชุดบ่าวรับใช้เอ่ยขึ้นด้วยความเคารพนับถือ
“…”
“พวกเจ้ารู้สึกไหมว่าคุณชายคนนั้นหน้าตาดีจริงๆ ร่างเขายังมีกลิ่นอายที่ดมแล้วทำให้รู้สึกสบายอีกด้วย”
“…”
เซี่ยเฉียวไม่เห็นพวกเขารุมเข้าหารัชทายาท และไม่เห็นทหารองครักษ์วิญญาณของรัชทายาทจะมาไล่พวกเขาไป ดังนั้นนางจึงสามารถแน่ใจได้แล้วว่า ตอนที่พวกนางจับหุ่นเชิดและวิญญาณตนอื่นๆ บนภูเขาครั้งนั้น จ้าวเสวียนจิ่งก็ได้รับส่วนแบ่งผลบุญไปด้วยแล้ว ปัญหาของเขาจึงดีขึ้นมากเช่นนี้
หากทำบุญใหญ่ทำนองนี้ได้อีกหลายๆ ครั้ง คุณชายลูกเศรษฐีของนางก็จะหายดีได้
รักษาไม่ยากเท่าไร
เซี่ยเฉียวกำลังคิดอะไรไร้สาระไปเรื่อยเปื่อย ผ่านไปสักพักนางและเซียวอวี้หรงก็เปลี่ยนตำแหน่งที่นั่งกัน เซี่ยเฉียวย้ายไปนั่งข้างเจียงจิ้นลู่
นางเอ่ยถามช้าๆ พลางมองศิษย์น้องห้า “ศิษย์น้อง ทำไมถึงไม่เห็นผู้ชายตระกูลเหมิงในงานเลี้ยงวันนี้เลยเล่า?”
นอกจากนายท่านผู้เฒ่าเหมิงและบ่าวรับใช้ในบ้านแล้ว คนตระกูลเหมิงทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้หญิง!
การให้ลูกหลานผู้หญิงออกมารับแขกเช่นนี้ไม่เหมาะสม แต่ในเมื่อเขาปล่อยให้ออกมาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องให้ลูกหลานผู้ชายออกหน้ามาด้วยสิจึงจะถูก มิฉะนั้นก็จะทำให้ผู้หญิงพวกนี้ยิ่งดูไม่เหมาะสมเข้าไปใหญ่
เจียงจิ้นลู่เอ่ยตอบด้วยความรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย “นายท่านผู้เฒ่าสิบสามผู้นี้มีลูกชายแค่คนเดียว ตอนที่เขาออกไปค้าขายข้างนอกถูกโจรภูเขาทำร้ายจนขาหัก จึงไม่ชอบรับแขก เขายังมีหลานชายคนหนึ่งกับลูกบุญธรรมคนหนึ่ง หลายชายของเขาอายุไม่น้อยแล้ว ตอนนี้น่าจะไม่อยู่บ้าน ส่วนลูกบุญธรรม…ก็เป็นเด็กน้อยอายุประมาณสี่ห้าขวบ เป็นเด็กคนที่นายท่านผู้เฒ่าเหมิงอยากจะให้อาจารย์ของพวกเราชี้แนะนั่นแหละ”
“เด็กน้อย?” เซี่ยเฉียวแปลกใจมาก “นาย…นายท่านผู้เฒ่าสิบสามผู้นี้อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว เขาจะรับลูกบุญธรรมอายุน้อยขนาดนี้ไปเพื่ออะไร”
“ว่ากันว่าพ่อแม่ของเด็กน้อยคนนี้ช่วยชีวิตเขาไว้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาจึงรับเด็กคนนี้เป็นบุตรบุญธรรม นายท่านผู้เฒ่าเหมิงก็เป็นคนที่รู้คุณคนคนหนึ่ง” เจียงจิ้นลู่เอ่ย
เซี่ยเฉียวยังคงคิดว่ามันค่อนข้างแปลก
นายท่านผู้เฒ่าเหมิงคนนี้ใช่ว่าไม่มีลูกชายหรือหลานชาย ด้วยอายุของเด็กน้อยคนนี้ เขาน่าจะเป็นเหลนของชายชราได้เลย แต่เขากลับรับเป็นลูกบุญธรรม ซึ่งดูไม่เหมาะสมเท่าไร…
“ข้าได้ยินว่านายท่านผู้เฒ่าสิบสามแทบจะไม่มีทายาทสืบทอดแล้ว มันหมายความว่าอย่างไร” เซี่ยเฉียวถามขึ้นอีก
เจียงจิ้นลู่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที “ศิษย์พี่ไปได้ยินมาจากไหน อย่าให้ใครได้ยินเข้าเชียวนะ ไม่เหมาะไม่ควร”
เซี่ยเฉียวนิ่งไปครู่หนึ่ง
เช่นนั้นก็หมายความว่าศิษย์น้องของนางเองก็ไม่รู้เรื่องราวสถานการณ์ของตระกูลเหมิงแล้ว?
นายท่านผู้เฒ่าเหมิงผู้นี้กำลังปิดบังเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า
วิญญาณเหล่านี้เร่ร่อนไปทั่ว พวกเขารู้มาก โดยทั่วไปแล้วจะไม่โกหกกันหรอก
เจียงจิ้นลู่มองท่าทางจริงจังของศิษย์พี่ใหญ่แล้วก็รู้สึกซับซ้อนในใจ
เขาเคารพศิษย์พี่ใหญ่ แต่กลับไม่มีทางยอมรับสถานะนักพรตหลอกหลวงของนางได้
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านวางตะเกียงไว้ข้างๆ ศิษย์พี่สามก็ไม่เป็นไร แปะยันต์ไว้บนตัวเขาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่…ศิษย์น้องขอร้องท่าน อย่าได้ให้ศิษย์พี่สามดื่มน้ำยันต์อะไรแปลกๆ เลย หรืออย่าได้ห้ามไม่ให้ศิษย์พี่สามพบหมอ จะได้หรือไม่”
ตอนที่ 892 แปลกพิสดารอย่างไรก็มี
เจียงจิ้นลู่คิดอย่างละเอียดมาแล้วว่า การต่อต้านอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีนั้นไม่ถูกต้อง แต่การยอมปล่อยให้พวกเขาทำอะไรเหลวไหลก็ไม่ดี หลังจากที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเขาก็ยังรู้สึกว่าการประนีประนอมจะเหมาะสมกว่า
ขอแค่ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของศิษย์พี่สาม จะจุดตะเกียงหรือแปะยันต์เขาก็ทนได้
“ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้น ข้าย่อมไม่ขัดขวางให้เขาพบหมออยู่แล้ว ป่วยไข้ต้องหาหมอก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนี่” สีหน้าเซี่ยเฉียวจริงจัง
เจียงจิ้นลู่ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งอก “ขอบคุณศิษย์พี่”
มีอะไรต้องขอบคุณด้วย?
เซี่ยเฉียวเอียงคอมองการแสดงร่ายรำอย่างเหม่อลอย
เจียงจิ้นลู่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ศิษย์พี่…ทำไมท่านต้องพกยันต์เหลืองออกมาข้างนอกด้วย”
“ขับไล่วิญญาณชั่วร้าย” เซี่ยเฉียวไม่พูดอะไรมาก
เจียงจิ้นลู่ลังเลเล็กน้อย “สว่างสดใสออกอย่างนี้ ไหนเลยจะมีอะไรชั่วร้าย ข้าไม่เห็นด้วยกับศิษย์พี่ใหญ่ ในเมื่อคิดจะกำจัดพวกเขาก็ต้องมองเห็นให้ได้ก่อนสิ แต่ที่สายตาพวกเรามองเห็นก็สะอาดไปหมด มีของสกปรกที่ไหน…”
สีหน้าของเซี่ยเฉียวชะงักไปเล็กน้อย
“เจ้ามองไม่เห็นไม่ได้แปลว่าใต้หล้านี้จะไม่มีคนมองเห็นนี่?” เซี่ยเฉียวพูดจามีเหตุผล “พระสงฆ์และนักพรตบนโลกใลกใบนี้ก็มีความสามารถอยู่บ้าง ส่วนมากก็ยังคงสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของวิญญาณชั่วร้าย เจ้าไม่เคยบำเพ็ญตนมาก่อน สิ่งที่เจ้าเห็นย่อมเป็นสิ่งธรรมดาทั่วไป”
“ศิษย์พี่ใหญ่ คำพูดพวกนั้นล้วนแต่เป็นคำพูดเกินจริงที่พวกพระและนักพรตแต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น” เจียงจิ้นลู่ยิ้ม
รอยยิ้มของเขาค่อนข้างดูถูกเหยียดหยาม
ในคำพูดของเขาเผยความความรังเกียจอย่างลึกซึ้งต่อพระสงฆ์และนักพรตบนโลกนี้
เซี่ยเฉียวเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้นก็รู้สึกหงุดหงิด
นางยืดหลังตรง “ศิษย์น้องหมายความว่าศิษย์พี่เป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง ไม่มีความสามารถที่แท้จริง”
“แม้ว่าศิษย์พี่จะเป็นคนที่ศึกษาเต๋า แต่ท่านก็ไม่ทำเรื่องชั่วร้ายและหลอกหลวงคนอื่น เรื่องจุดตะเกียงและแปะยันต์นี่อาจจะช่วยให้คนสงบจิตใจลงได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ท่านไม่ได้ทำร้ายร่างกายคนป่วยเสียหน่อย…จะไปเหมือนกันกับพระและนักพรตที่ไล่จับวิญญาณพวกนั้นได้อย่างไร” เจียงจิ้นลู่เอ่ยทันที
เซี่ยเฉียวหัวเราะออกมาเล็กน้อย “ข้ายังตอบคำถามก่อนหน้านี้ของเจ้าไม่จบ”
“ตอนที่ข้าขับไล่วิญญาณชั่วร้าย บางครั้งก็จะให้คนดื่มน้ำยันต์ หากวิญญาณชั่วร้ายยังไม่ถูกกำจัดไป หาหมอไปก็ไม่มีประโยชน์” เซี่ยเฉียวเอ่ยเสริม
เจียงจิ้นลู่ตะลึงไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกโกรธอยู่บ้าง “ชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่ จะทำเป็นเล่นได้อย่างไร!”
“ศิษย์น้องรู้ได้อย่างไรว่าข้าทำเป็นเล่น เจ้าไม่เคยเห็นวิญญาณชั่วร้าย เพราะศิษย์น้องประสบการณ์น้อย โลกใบนี้กว้างใหญ่ แปลกพิสดารอย่างไรก็มี” เซี่ยเฉียวเอ่ยช้าๆ และไม่ได้รู้สึกโกรธ
“หากเป็นอย่างที่ศิษย์พี่พูดก็หมายความว่า สิ่งที่ท่านเห็นกับสิ่งที่ข้าเห็นไม่เหมือนกัน?” เจียงจิ้นลู่เสียดสีนางเล็กน้อย
เซี่ยเฉียวกลับพยักหน้าอย่างจริงจัง “ถูกต้อง”
“เฮ้อ” เจียงจิ้นลู่ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา เขาผิดหวังเล็กน้อย “ศิษย์พี่ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกต้มตุ๋นพวกนั้น เป็นศิษย์น้องที่คิดมากเกินไป”
“กับข้าวจานที่อยู่ตรงหน้าเจ้าเพิ่งจะถูกวิญญาณกินไป ไม่มีรสชาติอะไรแล้ว เจ้าไม่เชื่อก็ลองชิมดู” เซี่ยเฉียวไม่ได้เถียงกับเขา เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะตักกับข้าวเพิ่ม จึงได้เอ่ยขึ้นมาด้วยความมั่นใจ
มือของเจียงจิ้นลู่หยุดชะงักเล็กน้อยก่อนจะคีบอาหารยัดเข้าปากตนเองไปในที่สุด
มันเป็นอาหารผัดธรรมดาทั่วไปจานหนึ่ง รสชาติ…
อืม ไม่มีรสชาติแล้วจริงๆ
ไม่ได้อร่อยหรือไม่อร่อย พอกินเข้าไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร ไม่ได้จุดความสนใจและไม่สนใจมันด้วย
“กับข้าวก็แค่เย็นแล้วเท่านั้น” เจียงจิ้นลู่ไม่ได้รู้สึกว่ากับข้าวไม่อร่อยจะแปลว่ามีวิญญาณ
อีกอย่าง วิญญาณก็สามารถกินของของคนเป็นได้ด้วย?
น่าขัน น่าขันเกินไปแล้ว
ความอยากเอาชนะของเซี่ยเฉียวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันอีกแล้ว
ในฐานะศิษย์น้องของนาง แต่เขากลับสงสัยในจรรยาบรรณวิชาชีพของนาง นั้นได้หรือ!
นางมองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยกับเจียงจิ้นลู่ในที่สุด “ศิษย์น้อง เจ้าเห็นคุณหนูสี่นั่นไหม อีกเดี๋ยวจอกเหล้าของนางจะหก”
บนโต๊ะมีวิญญาณตนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าจอกเหล้าและกำลังเป่าลมใส่มันอยู่