วาฬน้อยผู้ป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ - บทที่ 99 วันส่งท้ายปีที่คึกคัก
บทที่ 99 วันส่งท้ายปีที่คึกคัก
วันที่สามสิบเดือนธันวาคมบ้านตระกูลฉินคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะในบ้านมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน แถมยังกินเก่งมาก ตระกูลฉินจึงต้องเตรียมอาหารในปริมาณที่เยอะกว่าปีก่อน ๆ
ฉินอิงอิงรู้สึกอยากอาหารมาก ยังไงพี่ชายของเธอก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว
“พี่ลี่เฉิง กินเนื้อสิคะ”
ฉินอิงอิงตักลูกชิ้นเนื้อให้พี่ชายผู้ให้อาหารหนึ่งลูก เดิมทีเจ้าตัวเล็กอยากจะป้อนเข้าปาก ผลคือเธอมีใจแต่ไร้เรี่ยวแรง มือสั่นเสียจนต้องวางลูกชิ้นลงในชามใบเล็กตรงหน้าเขาแทน
ตระกูลฉินเห็นภาพตรงหน้าแล้วลุ้นจนใจเต้นรัว ปากก็ยกยิ้มจนเป็นเส้นโค้ง
อิงอิงน้อยน่ารักเกินไปแล้วจริง ๆ
ฉินเฉิงเจ๋อยิ้ม “อิงอิงน้อยก็กินด้วยสิ เดี๋ยวพี่ดูแลลี่เฉิงให้เอง”
ฉินอิงอิงส่ายหน้าและพูดอธิบายด้วยเสียงเล็ก ๆ ของเด็ก “ไม่เหมือนกันนะคะ นั่นน่ะพวกพี่ดูแล ไม่ใช่อิงอิงดูแลซะหน่อย”
ฉินเฉิงไห่แหย่น้องสาวอย่างอดไม่ได้ “อิงอิงน้อยไม่เห็นเราเป็นคนในครอบครัวเหรอ?”
ฉินอิงอิงวางช้อนลงทันที เธอกลืนเนื้อในปากลงคอโดยไม่เคี้ยวเลยแม้แต่น้อย
โชคดีที่เป็นหมูตุ๋นเนื้อจึงนุ่ม กลืนง่าย ไม่อย่างนั้นลูกวาฬน้อยต้องสำลักแน่นอน
เยี่ยนลี่เฉิงรีบร้อนยื่นมือออกมาช่วยลูบหลังของเธอและฟังเสียงไร้เดียงสาพูดกับฉินเฉิงไห่
“พี่รองพูดไม่ถูกนะคะ ถึงครอบครัวที่แท้จริงของอิงอิงจะอยู่ในทะเล แต่อิงอิงก็ถูกพ่อพากลับมาแล้ว ครอบครัวของพ่อก็คือครอบครัวของอิงอิง!”
ฉินเฉิงไห่รีบยอมรับทันที “ใช่! อิงอิงน้อยพูดถูก พี่รองผิดเอง พี่รองขอโทษนะตัวเล็ก ขอโทษนะ”
ฉินอิงอิงยิ้มอย่างใจกว้าง ดวงตาทั้งสองเป็นประกาย
“คนครอบครัวเดียวกันทำไมต้องเกรงใจด้วย พี่ไม่ต้องพูดขอโทษหรอก พี่รอง พี่ก็กินเนื้อด้วยสิคะ!”
ฉินอิงอิงเตรียมยืนขึ้นตักลูกชิ้นเนื้อให้พี่รองหนึ่งลูก ผลคือเธอลืมไปว่าโต๊ะค่อนข้างสูง เก้าอี้ของเธอก็ถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษ
เจ้าตัวเล็กไหลลงจากเก้าอี้ เหลือให้เห็นเพียงหัวเล็ก ๆ ที่มีผมสีดำขลับโผล่ขึ้นมาเพียงครึ่งหัวกับคิ้วดกดำดูขี้เล่นบนหน้าผาก… อืม แล้วก็ช้อนกระเบื้องเคลือบสีขาวที่ชูขึ้นเตรียมจะตักลูกชิ้นเนื้อด้วย
เหล่าเด็กน้อยตระกูลฉินมองภาพตรงหน้า
“ฮ่า ๆ!”
ฉินเฉิงฮ่าวกลั้นขำไม่ได้เป็นคนแรก
ฉินเฉิงหนิงหัวเราะออกมาเป็นคนที่สอง จากนั้นก็มีคนที่สาม คนที่สี่…
ฉินอิงอิงบุ้ยปาก
เธอแสดงอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา เด็กหญิงดูเซ็งอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าตัวเผลอคิดถึงร่างกายที่ใหญ่โตในฐานะลูกวาฬแปซิฟิก แล้วย้อนมองร่างกายที่ต้วมเตี้ยมของลูกมนุษย์ซึ่งสูงน้อยกว่าโต๊ะกินข้าวด้วยซ้ำ…
ฉินอิงอิงพูดเบา ๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่เป็นมิตรและฟังดูผ่อนคลาย “ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย… ไม่งั้น… อิงอิงต้องทำให้ทุกคนประทับใจได้แน่!”
ฉินเฉิงเจ๋อมีความสุขมาก เขาอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นจากพื้นและวางลงบนตักของตัวเอง
“อิงอิงน้อยรู้ความหมายของคำว่าประทับใจด้วยเหรอ?”
ฉินอิงอิงต้องรู้อยู่แล้ว เธอมีสมองอันชาญฉลาดเหนือมนุษย์อยู่นะ
“ประทับใจหมายถึงทำให้ทุกคนตกใจสุดขีด ตกตะลึง แล้วก็ประหลาดใจอย่างคาดไม่ถึงค่ะ…”
ฉินเฉิงเจ๋อชะงัก
ฉินเฉิงฮ่าวลูบท้ายทอยใช้ศอกสะกิดฉินเฉิงหนิงพี่ชายฝาแฝด “พี่ ตอนเราอายุสามขวบครึ่งรู้ศัพท์เยอะขนาดนี้รึยัง?”
ฉินเฉิงหนิงเหลือบมองเขาด้วยความดูแคลน “นายรู้วิธีกินเนื้อสัตว์ทุกประเภท แต่ไม่รู้ศัพท์ยาก ๆ เลยสักคำ! ฉันรู้หลายคำอยู่นะ แต่ไม่ได้รู้เยอะเท่าอิงอิงน้อย!”
ฉินเฉิงฮ่าวมองตาปริบ “…”
น้องสาวคนนี้ทั้งอ่อนโยน ทั้งน่ารัก ทั้งเจ๋งสุด ๆ ที่สำคัญคือเธออาจเป็นเซียนวิชาการที่หาตัวจับได้ยากด้วย?
ฉินเฉิงฮ่าวรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลในฐานะพี่ชายทันที
พละกำลังสู้น้องไม่ได้มันก็อีกเรื่อง แต่ถ้าสติปัญญาก็ยังแพ้ยับเยิน เขาจะเอาหน้าในฐานะพี่ชายนี้ไปไว้ที่ไหนได้บ้าง?
ดังนั้นหลังผ่านพ้นปีเก่าไป ฉินเฉิงฮ่าวจึงตัดสินใจที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น มุ่งความสนใจไปที่การทำโจทย์เลขให้พวกพี่ชายทั้งเจ็ดคนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง! แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องราวในภายหลัง
ตอนนี้ทุกคนชื่นชอบหัวสมองที่เฉลียวฉลาดของอิงอิงน้อยเป็นอย่างมาก
“ทำไมน้องถึงได้รู้เยอะขนาดนี้ล่ะ?”
พวกผู้ใหญ่ไม่ได้พูดอะไร แม้ภายนอกจะดูเหมือนพวกเขากำลังกินข้าว แต่ที่จริงพวกเขาตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก เพราะอยากรู้ว่าอิงอิงน้อยจะตอบว่าอะไร
ฉินอิงอิงลืมความหดหู่ของการเป็นลูกมนุษย์ตัวเล็กไปในทันที ดวงตาเป็นประกายมองไปยังพี่ชายผู้ให้อาหาร จากนั้นก็มองผ่านหลังของพี่ชายไปยังโต๊ะอาหารของผู้ใหญ่ ดวงตาของเธอจ้องมองไปที่พ่อผู้ให้อาหารอย่างแม่นยำ
“พ่อกับพี่ลี่เฉิงสอนมาดีค่ะ!”
ฉินอี้หานยกมุมปาก “…”
เยี่ยนลี่เฉิงเองก็กลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว “…”
ในขณะที่ฉินอี้ซิงกับภรรยานยิ้มแห้ง ๆ “…”
ส่วนฉินอี้เฉินกับภรรยาได้แต่หัวเราะแหะ ๆ “…”
หลานรัก ถ้าหนูไม่เปรียบเทียบก็ไม่มีอะไรเสียหายนะ!
เมื่อก่อนพวกเขาคิดว่าน้องสามไม่สนใจเรื่องแต่งงาน เป็นเครื่องจักรที่ไม่คิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ทำให้คนที่เห็นพากันวิตกว่าจะไม่มีทายาทสืบสกุล
ตอนนี้… พวกเขาขอเอาความห่วงใยนั่นโยนให้หมากินเถอะ!
พวกเขาก็อยากสัมผัสความสุขจากการได้มีเจ้าตัวน้อยเหมือนกันนะ!
ฉินอี้หานอมยิ้มมองไปทางลูกสาวสุดที่รัก “อิงอิงน้อยฉลาดแบบนี้เองต่างหาก!”
เยี่ยนลี่เฉิงเองก็เห็นดีเห็นงาม “อาฉินพูดถูก อิงอิงน้อยฉลาดด้วยตัวเองอยู่แล้ว!”
หนูน้อยฉินเฉิงฮ่าว “…”
เขาถูกโจมตีอย่างหนักอีกแล้ว!
แต่เด็กชายพูดไม่ได้ เขาได้แต่ก้มหน้ากินเงียบ ๆ พยายามไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจเพราะกลัวถูกนำไปเปรียบเทียบ
ผลคือกลัวอะไรก็ได้สิ่งนั้น ซูหลีที่เป็นแม่แท้ ๆ กวาดสายตามาพอดี หนูน้อยฉินเฉิงฮ่าวที่มีข้าวอยู่ในปากสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
และวินาทีต่อมา แม่ของเขาก็พูดสิ่งที่เขากลัวจริง ๆ
“ตอนอายุสามขวบครึ่ง เฉิงฮ่าวยังถือช้อนไม่นิ่งเลย เด็กผู้หญิงนี่ดีกว่าจริง ๆ สินะ!”
ต่งอวิ๋นพูดต่อ “จะว่าไปเฉิงเฟิงตอนอายุสามขวบครึ่งก็ไม่ได้รู้คำศัพท์อะไรเลย!”
หนูน้อยฉินเฉิงฮ่าวหมดคำโต้แย้ง “…”
ส่วนหนูน้อยฉินเฉิงเฟิงโกรธมากเป็นพิเศษ “อิงอิงน้อยฉลาดมาก! พี่ห้ารู้สึกด้อยกว่าไปเลย! อิงอิงน้อย มา กินข้าวกัน ๆ!”
ในขณะที่ผู้ปกครองยังคงสนทนาหัวข้อนี้กันต่อ นอกจากพี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พี่สี่และลี่เฉิงแล้ว น้องชายอีกสามคนที่เหลือจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการถูกโจมตีอย่างแน่นอน
ต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง
ฉินเฉิงหนิงเข้าใจสถานการณ์ได้ในเสี้ยววินาที เขาคีบเนื้ออกตุ๋นให้น้องสาว
“อิงอิงน้อย รีบชิมสิ อร่อยมากเลยนะ”
เยี่ยนลี่เฉิงเห็นน้องชายทั้งสามคนก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
ฉินเฉิงเจ๋อ ฉินเฉิงไห่ และฉินเฉิงหลี มองไปที่น้องชายทั้งสามของพวกเขาเช่นกัน จากนั้นจึงมองแม่ ๆ ที่ยังคงยิ้มไม่ออกหลังจากการสนทนาสิ้นสุดลง ท้ายที่สุดพวกพี่ ๆ ก็เลือกที่จะช่วยเหลือน้องชายที่น่าสงสารทั้งสาม
“มา ทุกคนมากินกันเถอะครับ อิงอิงน้อยอยากกินอะไร พี่จะคีบให้!”
“ถั่วเขียวทอดของโปรดของลี่เฉิงอยู่นี่นะ”
“พระกระโดดกำแพง ของโปรดเฉิงหนิงอยู่นี่”
“นี่ครับ บัวลอยของโปรดพี่ใหญ่!”
…
พวกผู้ใหญ่เห็นความคึกคักมีชีวิตชีวาของเด็ก ๆ ที่สามัคคี อบอุ่น และเปี่ยมไปด้วยพลังก็พากันยิ้มด้วยความรักและความเอ็นดู
เพราะมีอิงอิงน้อยเพิ่มเข้ามาหนึ่งคน เหมือนว่าวันส่งท้ายปีครั้งนี้จะคึกคักกว่าปีก่อนเยอะเลย
ท้ายที่สุดแล้ว เด็ก ๆ เคยถูกคุมเข้มอย่างมากต่อหน้านายใหญ่ตระกูลฉินและฉินอี้หาน ตอนกินข้าว พวกเขาพูดคุยกันไม่ได้เลย
ดังนั้นถึงแม้สมาชิกในครอบครัวจะอยู่กันพร้อมหน้า และนายใหญ่ตระกูลฉินกับฉินอี้หานเองก็ไม่เคยพูดคำที่รุนแรง แต่พวกเด็ก ๆ ก็หวาดกลัวพวกเขาอย่างช่วยไม่ได้
ทว่าปีนี้… ห้องรับแขกกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เป็นวันส่งท้ายปีที่แสนจะคึกคัก
ข้าวมื้อเดียวกินเวลาไปจนถึงสี่โมงเย็น แต่ละคนล้วนกินจนพุงกาง
โดยเฉพาะฉินอิงอิงที่สามารถเห็นท้องป่อง ๆ ได้ชัดเจนที่สุด เมื่อเจ้าตัวน้อยรู้สึกว่ากระโปรงตัวเก่ารัดหน้าท้องของเธอ จึงเปลี่ยนมาสวมชุดฮันฝูหลวม ๆ ถึงแม้จะมีสีแดงสดเหมือนเคย แต่กลับให้ความรู้สึกสบายมากกว่า ลูกวาฬน้อยคลายสายรัดกระโปรงเหนือเอว ถึงเธอจะมีพุงกลม ๆ ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ปัญหา
ฉินอิงอิงพึงพอใจมาก เจ้าตัวเล็กเตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็นที่จะมาถึงในไม่ช้า
มันน่าอร่อยมาก!
ยากที่จะปฏิเสธได้!
และเธอก็ไม่อยากปฏิเสธด้วย!
เหล่าพี่ชายทั้งแปดคนเห็นดวงตาที่สดใสมองไปทางห้องครัวเป็นครั้งคราว พวกเขาต่างก็พากันเอ็นดู
“ไป อิงอิงน้อย ออกไปเดินเล่นย่อยอาหารข้างนอกกัน!” ฉินเฉิงอวี้อุ้มเธอขึ้นมาและวิ่งออกไปที่ประตูด้วยความเร็วสูง
พี่ชายที่เหลือมองเห็นก็รีบร้อนตามไป
เหล่าเด็กหนุ่มไม่มีใครคิดเลยว่า การที่พวกเขาออกไปข้างนอกจะทำให้ได้พบกับเรื่องไม่คาดฝัน…