สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 101 ก่อนเรื่องราวจะเริ่มต้น
บทที่ 101 ก่อนเรื่องราวจะเริ่มต้น
“น่าเบื่อจังเลยนะ”
ชายหนุ่มรูปงามผมสีดำยาวมองออกไปนอกยานรบ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกดวงตาสีเขียวมรกตของเขางดงามจนน่าใจหาย แต่ภายในนั้นกลับว่างเปล่า
หนี้แค้นได้รับการชำระแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่เหลืออะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์อีกต่อไปชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขาไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาสีเขียวเข้มนั้นกลับดูไร้ชีวิตชีวาโลกใบนี้ นอกจากความแค้นแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของพวกเขาเลย พวกเขาคือกลุ่มคนที่โลกไม่รัก
“ฉันรู้ว่านายก็คิดเหมือนกัน” ชายผมยาวกล่าวกลั้วยิ้ม
แม้คำพูดจะฟังดูเหมือนยิ้มหัว แต่ในแววตาของเขาไม่มีระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใด ๆเขาเหมือนกับตุ๊กตาที่มีเปลือกนอกหรูหรา แต่ดวงวิญญาณภายในนั้นสูญสลายไปนานแล้ว
ชายหนุ่มผมสั้นดวงตาสีเขียวเข้มขยับมุมปาก แต่กลับเค้นคำพูดออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียวทว่าชายผมยาวกลับเข้าใจความหมายของเขาได้ในทันที
“อืม… ฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ใครใช้ให้มันเป็นความปรารถนาสุดท้ายของอาเล็กกันล่ะ”
“เพราะงั้นนายอย่าทิ้งฉันไปเลยนะ” ชายผมยาวหลุบตาลง
“ข้างกายฉันเหลือเพื่อนแค่นายคนเดียวแล้ว”
เมิ่งซางลู่มองไปยัง “อีกครึ่งหนึ่ง” ของเขา
ดูเหมือนเขาจะไม่ได้พูดมานานมากแล้ว น้ำเสียงจึงฟังดูแหบพร่าผิดปกติ: “นายว่า… ความตายคือจุดจบ หรือคือการเริ่มต้นใหม่กันแน่?”
เว่ยเชิงไป๋ชะงักไป
ความตาย?
นายคิดจะทำอะไรกันแน่?
ต่อท่าทีระแวดระวังของเขา เมิ่งซางลู่กลับไม่รู้สึกตัว เขาชูมือขึ้น ค่อย ๆ ใช้นิ้ววาดตามรูปร่างของจักรวาลตรงหน้า
“โลกใบนี้กำลังจะเดินไปถึงจุดสิ้นสุดแล้ว”
เขาพยากรณ์ด้วยเสียงแผ่วเบา
“นายหมายความว่ายังไง?”
ดวงตาสีเขียวมรกตของเว่ยเชิงไป๋เริ่มมีแววประหลาดใจ เมิ่งซางลู่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับถามเรื่องที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันเลย
“ถ้าจบเกมก่อนที่เกมจะสิ้นสุดลง… จะเป็นยังไงนะ?”
เขามองไปยังชายผมยาวตรงหน้า ด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างที่หาได้ยาก
เว่ยเชิงไป๋คิดครู่หนึ่งแล้วเอียงคอ: “โหลดเซฟใหม่เหรอ?”
“ใช่… โหลดเซฟใหม่”
น้ำเสียงของเมิ่งซางลู่ยังคงราบเรียบ แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความบ้าคลั่ง
“ถ้าสามารถโหลดเซฟกลับไปในอดีตได้ล่ะ?”
ความเงียบเข้าปกคลุม
“ฮ่า ๆ ๆ!”
จู่ ๆ เว่ยเชิงไป๋ก็หัวเราะออกมา ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อย หยาดน้ำตาคลออยู่ที่ขนตาที่ยาวงอน มันเป็นความงามที่ดูแตกสลายอย่างประหลาด
“มันเป็นแบบนั้นเองเหรอ?”
“ฉันชอบความคิดนี้!”
ดวงตาสีเขียวมรกตของเขากลับมาเป็นประกายอีกครั้ง หากสามารถเริ่มใหม่ได้ จะสามารถทวงคืนความโศกเศร้าและความตายเหล่านั้นกลับมาได้ไหม?
“ให้ฉันไปกับนายด้วย!”
ในดวงตาของเว่ยเชิงไป๋ก็เริ่มมีความบ้าคลั่งผุดขึ้นเช่นกันมันคือการเดิมพันครั้งสุดท้ายของคนสิ้นหวังที่กำลังจะตาย
“นายกับฉันไม่เหมือนกัน” เมิ่งซางลู่ส่ายหน้า
พ่อของเขาไม่ทิ้งคำพูดใด ๆ ไว้เลย อาเล็กของเขาก็ต้องตายอย่างอนาถในปากของสัตว์อสูร เขาคือคนตัวคนเดียวอย่างแท้จริง การมีชีวิตอยู่หรือความตายสำหรับเขาไม่มีความหมายอะไรเลย
แต่เว่ยเชิงไป๋ต่างออกไป เหล่าคนที่เคยติดตามอาเล็กของเขายังคงอยู่เคียงข้างเขา
เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
“การที่ฉันมีชีวิตอยู่… มันคือเรื่องที่ใจร้ายที่สุด” เว่ยเชิงไป๋ปัดผมไปไว้หลังหู เผยให้เห็นต่างหูสีดำที่ติ่งหู ท่าทางของเขาดูสง่างามและเป็นอิสระอย่างบอกไม่ถูก
“พวกเขาเห็นฉัน ก็จะนึกถึงอาเล็ก ตราบใดที่ฉันยังอยู่ พวกเขาจะถูกขังอยู่ในกรงขังแห่งความทรงจำตลอดไป”
เว่ยเชิงไป๋หลับตาลง “คุณอาฉู่ชื่อ คุณอามอร์ริสัน แล้วก็คุณอาเรนาต้า… พวกเขาไม่ได้ตายแบบนั้นหรอกเหรอ?”
เพื่อล้างแค้น เพื่อปกป้องคนไร้ค่าอย่างเขา พวกเขาจึงจากไปกันหมด
“นายว่าฉันจะอยู่ไปทำไมล่ะ? เพื่อให้พวกเขาติดอยู่ในฝันร้ายต่อไปงั้นเหรอ?”
เมิ่งซางลู่ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่มองดูจักรวาลที่ไร้ก้นบึ้งตรงหน้าเงียบ ๆ
“นึกถึงอาเล็กของนายสิ” ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงพูดขึ้น
“เขาเคยมีโอกาสรอด แต่เขายอมตายอย่างสงบก็เพื่อนาย เขาอยากให้นายมีชีวิตอยู่ เขาอยากให้นายมีความสุข”
เว่ยเชิงไป๋ไม่ยอมลืมตา
เขาดูเหมือนจะจมดิ่งอยู่ในความฝันเก่า ๆ ที่ไม่เคยจบสิ้น
ที่นั่น… เขาไม่เคยสูญเสียอะไรเลย
เมิ่งซางลู่หันหลังกลับ: “การลืมทุกอย่าง ถึงจะทำให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างดี”
การลืม คือคำอวยพรสุดท้ายที่เขามอบให้เพื่อนคนนี้ หลังจากเขาเดินจากไป ห้องที่ว่างเปล่าก็ยิ่งเงียบสงัดขึ้น
“คนโกหก!” เว่ยเชิงไป๋ลืมตาขึ้น มองตามทิศทางที่เขาจากไป “เหมือนอาเล็กเลย เป็นคนโกหกเหมือนกันหมด”
“ครั้งนี้… อย่าหวังว่าใครจะทิ้งฉันไว้คนเดียวได้อีก!”
พลังพิเศษของเมิ่งซางลู่ชื่อว่า [ความคิดอัจฉริยะก้าวล้ำ]
ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอะไร อัตราความถูกต้องจะสูงกว่า 90% เสมอ หากเริ่มใหม่อีกครั้งจะเป็นอย่างไรนะ?
เมิ่งซางลู่มักจะคิดแบบนี้บ่อย ๆ มันจะไม่เป็นอย่างไรหรอก ก่อนที่เขาจะได้คิดลึกซึ้งไปกว่านั้น พลังพิเศษของเขาก็ให้คำตอบออกมาแล้ว
จากการวิจัยของเขา ยี่สิบปีคือขีดจำกัดสูงสุดของการย้อนเวลา แต่ในตอนนั้น พ่อของเขาและอาเล็กของเขาได้ตายไปนานแล้ว
แล้วเขายังจำเป็นต้องทำเรื่องนี้อยู่อีกไหม?
[ความคิดอัจฉริยะก้าวล้ำ] บอกเขาว่า “ไม่มีความจำเป็น” แต่เขากลับบอกตัวเองว่า “มี”
อย่างน้อยเขาก็สามารถมอบโอกาสให้เจ้าหมอนั่น… เว่ยเชิงไป๋ได้หลายปีมานี้ เขาคือคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอด เขาแอบถือวิสาสะนับอีกฝ่ายเป็นน้องชายไปแล้ว
“ถือซะว่าเป็นของขวัญจากพี่ชายแล้วกันนะ” เมิ่งซางลู่ยิ้มบาง ๆ ดวงตาสีเขียวมรกตดูใสสะอาดเป็นพิเศษ
เขาหยิบสร้อยคอที่ย่าทิ้งไว้ให้ขึ้นมา แววตากลายเป็นลึกล้ำ
“ทุกอย่างเริ่มต้นที่เธอ และทุกอย่างก็ควรจบลงที่เธอ”
จุดยึดเหนี่ยวของโลกใบนี้
เมิ่งซางลู่ใช้สร้อยคอที่ดูธรรมดาแต่ซ่อนความลับไว้มากมายนี้ จบชีวิตของตัวเองลงเลือดค่อย ๆ ไหลรินออกมาช้า ๆ สติของเขาเริ่มพร่าเลือน
การจบชีวิตที่จุดยึดเหนี่ยวจะสามารถย้อนเวลาได้…
ฉัน… คาดเดาผิดไปอย่างนั้นเหรอ?
ทันใดนั้น แสงสีม่วงน้ำเงินก็สว่างวาบขึ้นตรงหน้า
“พี่เมิ่ง!”
เสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของเว่ยเชิงไป๋ดังขึ้นกะทันหัน หยดเลือดทิ่มแทงตาของเขา เขาพยายามจะยื่นมือไปประคองอีกฝ่าย แต่แล้วก็ได้เห็นแสงที่สว่างจ้าขึ้นมา
นี่คืออะไร?
เว่ยเชิงไป๋ชะงักไป แต่การเคลื่อนไหวของมือกลับไม่ช้าลงเลย เขาคว้าแขนของเมิ่งซางลู่ไว้แน่น
คนทั้งสองถูกแสงสีม่วงน้ำเงินกลืนกินไป ห้องกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ไม่เหลือแม้แต่หยดเลือดเพียงหยดเดียว
หลังจากพวกเขาสหายไป โลกใบนี้ก็ค่อย ๆ กลายเป็นภาพลวงตา เหมือนภาพตัดแปะที่แตกสลาย และหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“เฮ้อ…”
ดูเหมือนจะมีใครบางคนลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ
[ใครน่ะ?]
เสียงเด็กสาวดังขึ้นด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งเมิ่งซางลู่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนั้นใครกำลังพูดอยู่? เขาพยายามทำให้ตัวเองสร่างจากอาการเวียนหัว
ซี้ด
เจ็บชะมัด
เขามองตามความเจ็บปวดไป จึงพบว่าแขนของเขาถูกเว่ยเชิงไป๋คว้าไว้แน่นนายตามมาได้ยังไงเนี่ย?
เขาไม่ได้ออกเสียง แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับเข้าใจความหมาย
อย่าหวังว่าจะทิ้งฉันไว้คนเดียวเลย!
ดวงตาสีเขียวมรกตของเว่ยเชิงไป๋เจือแววขำขัน
เขาฉลาดหลักแหลมเพียงใด เรื่องใหญ่อย่างการรีเซ็ตโลกแบบนี้ เขาจะพลาดได้ยังไง!
[อ๊าาาา! โฮสต์! ประตูมิติเวลากำลังจะปิดแล้ว!] เสียงเด็กสาวคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง ดูตื่นตระหนกสุดขีด
[ถ้าพลาดคราวนี้ เราได้ซวยหนักแน่!]
ประตูมิติเวลา!
เมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋สบตากัน ทั้งคู่เห็นความคลั่งไคล้ในแววตาของกันและกัน
“พวกคุณเป็นใคร?” คนที่พูดคือผู้หญิงในชุดดำ ดวงตาของเธอราวกับดวงดารา มีออร่ากดดันมหาศาล เหมือนดาบที่เพิ่งออกจากฝัก
เก่ง! เก่งมากจริง ๆ!
ทั้งเมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋ต่างสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามจากเธอ เว่ยเชิงไป๋ยกมุมปากขึ้น ง้าวที่ทำจากลมและหิมะปรากฏขึ้นในมือ เมิ่งซางลู่ชูมือขึ้น ธนูยาวสีดำสนิทก่อตัวขึ้นในมือเช่นกัน อาวุธเทพทั้งสองนี้สร้างขึ้นจากพลังพิเศษของเว่ยเชิงโม่ มีพลังเหนือมิติเวลา
เว่ยเชิงไป๋กล่าวกลั้วยิ้ม: “ท่านผู้กล้าโปรดช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่อยเถอะ พวกเราเองก็ต้องการเข้าประตูมิติเวลานี้เหมือนกัน!”
ง้าวลมหิมะในมือของเขาแผ่ซ่านไอสังหารออกมา
เมิ่งซางลู่ไม่พูดไม่จา ลูกธนูสีดำก่อตัวขึ้นในมือ พลังแห่งการกลืนกินอันน่าสะพรึงกลัวแทบจะฉีกกระชากมิติเวลารอบ ๆ ผู้หญิงชุดดำมองดูอาวุธแล้วมองมาที่พวกเขา
“อาวุธดี… แต่พวกคุณยังไม่ไหว”
น้ำเสียงของเธอไพเราะ แต่คำพูดกลับทรงอำนาจและเด็ดขาดต่อคำพูดนั้น ทั้งคู่ไม่ได้โต้แย้ง
อาวุธเทพสองชิ้นนี้รวบรวมพลังพิเศษทั้งหมดของยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งสหพันธรัฐไว้ ต่อให้เป็นพวกเขา ก็ยังควบคุมมันไม่ได้ทั้งหมด
[อยากเข้าประตูมิติเวลาเหรอ?] เสียงเด็กสาวโวยวายขึ้น [หรือจะเป็นพวกกบฏ?]
[โฮสต์ รีบจัดการพวกเขาสิ!]
คราวนี้ เมิ่งซางลู่และเวยเชิงไป๋พบที่มาของเสียงแล้ว นี่คือ… ปัญญาประดิษฐ์เหรอ? แต่ทำไมถึงมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนสิ่งมีชีวิต?
ผู้หญิงชุดดำเอียงคอเล็กน้อย: “แต่พวกเขาไม่มีเจตนาร้ายนะ”
เสียงเด็กสาวชะงักไป: [เหมือนจะจริงแฮะ]
ผู้หญิงคนนั้นและสิ่งมีชีวิตลึกลับดูเหมือนจะไม่มีเจตนาจะลงมือ
เมื่อมองไปยังประตูมิติเวลาที่กำลังจะหายไปข้างหลังพวกเธอ เมิ่งซางลู่แววตาเข้มขึ้น เขาเปิดฉากโจมตีก่อนทันที
ผู้หญิงชุดดำไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย เธอยื่นมือออกมาแล้วคว้าลูกธนูนั้นไว้ได้อย่าง ง่ายดาย
“คุณควบคุมอาวุธของคุณไม่ได้” น้ำเสียงของเธอเย็นชาและแฝงความเสียดายเล็กน้อย
ลูกธนูสีดำหายวับไปตามนิ้วมือเรียวยาวของเธอ
เมิ่งซางลู่ชะงักไป
เขาสัมผัสไม่ได้ถึงไอสังหารจากผู้หญิงคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว เว่ยเชิงไป๋กวัดแกว่งง้าวลมหิมะแทงเข้าไป แต่เมิ่งหนานซวี่ชักมีดสั้นนิลดำออกมากันไว้ได้ง่าย ๆ เช่นกัน
“อันนี้ก็พอกัน” เธอส่ายหน้า “อาวุธเขาไม่ใช้กันแบบนี้หรอก”
เธอไม่มีเจตนาจะทำร้ายพวกเขา มีดสั้นหมุนอยู่ในมือเธอรอบหนึ่งแล้วหายเข้าไปในแขนเสื้อทันที
เจ้าพวกนี้… หรือจะหลงทางมานะ?
หรือเธอควรจะลองเกลี้ยกล่อมหน่อยดีไหม?
“ฉันจะบอกว่า…”
พอเธอเริ่มอ้าปาก พายุสีดำก็พัดมาอย่างกะทันหัน ม้วนเอาคนทั้งสองเข้าไปในวังวนแห่งมิติเวลาทันที
[อ๊าาาา! พลาดแล้ว พลาดแล้ว!]
เสียงเด็กสาวดูสติแตกมาก: [ทำได้แค่เปิดโหมดจับคู่เงื่อนไขแล้ว!]
ผู้หญิงคนนั้นสงบนิ่งมาก: “อ้อ”
เรื่องแค่นี้เอง จะตกใจไปทำไม
[โฮสต์ไม่รีบบ้างเลยเหรอครับ!]
หญิงชุดดำพูดอย่างไม่แยแส: “แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? รีบไปก็ไม่มีประโยชน์”
“จริงด้วย เมื่อกี้สองคนนั้นมันยังไงกันนะ? ทำไมฉันถึงมองหน้าพวกเขาไม่ชัดเลย?”
[เพราะประตูมิติเวลาน่ะสิ…]
เสียงเด็กสาวกำลังจะอธิบาย แต่แล้วก็ต้องตกใจกับข้อมูลตรงหน้า
[คนคนนี้มีค่าความเข้ากันได้กับโฮสต์สูงมากเลย! เร็ว ๆ ๆ พวกเราพุ่งเข้าไปก่อน! ปัญหาอื่นค่อยว่ากันทีหลัง!]
ผ่านไปไม่นาน หญิงชุดดำก็หายวับไปเช่นกัน
“เฮ้อ…”
“เดิมทีฉันกะจะให้เธอไปเป็นอาจารย์ให้พวกเธอแท้ ๆ”
“ในเมื่อพวกเธอวุ่นวายขนาดนี้ ดูท่าต้องให้เธอไปเป็น ‘ผู้ปกครอง’ แทนแล้วล่ะ”
เสียงเดิมก่อนหน้านี้ดังขึ้นอย่างโหยหวน
“521 ภารกิจทางฝั่งนั้นหยุดไว้ก่อน ให้โฮสต์ของนายกลับมาได้เลย”
“จริงด้วย อย่าลืมให้ 1314 ลบความทรงจำส่วนเกินของเขาออกไปด้วยล่ะ”
เมิ่งซางลู่และเว่ยเชิงไป๋ที่ถูกม้วนเข้าไปในวังวนมิติเวลาค่อย ๆ สูญเสียความทรงจำในอดีตไปทีละน้อย แต่สายรัดข้อมือที่พกติดตัวมากลับยังคงติดอยู่ที่ข้อมืออย่างแน่นหนา
ดาวตกวูบผ่าน พวกเขาหลอมรวมเข้ากับ ‘ตัวเอง’ ในโลกใบนี้ ความทรงจำที่แสนเจ็บปวดและห่างไกลถูกผนึกไว้อย่างสมบูรณ์ ทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
นี่คือ… อะไรนะ?
เมิ่งซางลู่ตัวน้อยขยี้ตา มองดูสิ่งที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนข้อมือ
“นี่ดูเหมือนจะเป็น… สายรัดข้อมือ?”
“ทำไมมีผู้ติดต่ออยู่คนเดียวเองล่ะ?”
เว่ยเชิงไป๋จิ้มเข้าไปในช่องแชทของคนคนนั้นด้วยความสงสัย
“พี่เมิ่ง? คนนี้แซ่เมิ่งเหรอ?”
[โฮสต์! หลบเร็ว!]
เสียงเด็กสาวดังแหลมจนแทบแก้วหูแตก
ผู้หญิงชุดดำหลบการโจมตีถึงตายจากอสูรร้าย เธอถอยหลังไปสองสามก้าว มองดูร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของ “ตัวเอง”
“เธอก็ชื่อเมิ่งหนานซวี่เหมือนกันเหรอ?”
เธอชูมือขึ้น มีดสั้นนิลดำอันคมกริบออกจากฝักในพริบตา
“ฉันจะทำตามความปรารถนาเหล่านั้นให้เธอเอง!”
“หัวหน้า เป็นอะไรไปครับ?”
ฉู่ชื่อมองเจ้านายด้วยความกังวล เว่ยเชิงโม่สะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาคลึงหัวคิ้ว รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งฝันไปนานมาก
“ผมไม่เป็นไร”
ตึง
เสียงดังสนั่นดึงดูดความสนใจของเขา
เว่ยเชิงโม่มองออกไปไกล ๆ สายตาหยุดลงที่ผู้หญิงชุดดำคนนั้น
“กลับลำ… เราจะไปช่วยคน!”