สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 139 บะหมี่อาหารทะเลกับเจ้าแมวยักษ์
บทที่ 139 บะหมี่อาหารทะเลกับเจ้าแมวยักษ์
เส้นของบะหมี่อาหารทะเลไม่ควรหนาเกินไป เมิ่งหนานซวี่จึงซอยเส้นให้บางเป็นพิเศษ
เธอลงมีดอย่างฉับไว การเคลื่อนไหวรวดเร็วเสียจนดูเหมือนมีภาพซ้อน เพียงครู่เดียว เส้นบะหมี่เรียวยาวสดใหม่ก็พร้อมใช้งาน
เคล็ดลับความอร่อยของบะหมี่อาหารทะเลคือ เส้นและน้ำซุปต้องจัดการแยกกัน เพื่อให้น้ำซุปใสสะอาดและได้รสชาติที่สดใหม่ที่สุด
เมื่อน้ำเดือดได้ที่ เมิ่งหนานซวี่ก็ใส่เส้นบะหมี่ลงไป รอจนพวกมันพลิ้วไหวในน้ำราวกับฝูงปลาเงิน จึงช้อนขึ้นสะเด็ดน้ำเตรียมจัดเสิร์ฟ
ขั้นตอนสุดท้ายคือการ ‘ประกอบร่าง’ บะหมี่อาหารทะเล
เมิ่งหนานซวี่กรองน้ำซุปอาหารทะเลอย่างละเอียดหนึ่งรอบ แยกกุ้งสดและปลาหมึกเส้นใส่จานไว้ ส่วนหอยไม้ไผ่และหอยตลับเธอแยกไว้อีกชามหนึ่ง
น้ำซุปที่ผ่านการกรองแล้วดูใสสะอาดหมดจด สะท้อนแสงไฟเป็นประกายเงางามน่ากินยิ่งนัก
เธอกดเส้นบะหมี่ลงในชามน้ำซุปสองใบ จัดวางกุ้งและปลาหมึกไว้ด้านบน โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยสีเขียวขจี บะหมี่อาหารทะเลรสเลิศก็เสร็จสมบูรณ์
ส่วนหอยที่เหลือ เมิ่งหนานซวี่ไม่ได้ทิ้ง เธอเก็บพวกมันเข้าอุปกรณ์มิติ ตั้งใจจะเอาไว้ทำแผ่นแป้งทอดอาหารทะเลในวันพรุ่งนี้
“ข้าวเสร็จแล้วค่ะ!”
เมิ่งหนานซวี่เดินถือชามบะหมี่ออกมาจากครัว
เจ้าแมวยักษ์บางตัวที่รออย่างจดจ่อรีบเดินเข้ามาทันที เมิ่งหนานซวี่เห็นชัดเลยว่าดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ
เธออดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
เป็นเจ้าแมวตัวใหญ่จริง ๆ ด้วยสินะ
เว่ยเชิงโม่รับถาดอาหารจากมือเธอ “ผมจัดของเสร็จเกือบหมดแล้วครับ ที่เหลือปล่อยให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดจัดการต่อได้”
เมิ่งหนานซวี่กวาดสายตามองรอบ ๆ พยักหน้าอย่างพอใจ
นี่คือบ้านหลังแรกของเธอหลังจากมาถึงยุคดวงดาว การได้เห็นมันกลับมาสะอาดสะอ้านอีกครั้งทำให้เธอมีความสุขมาก
ทั้งคู่นั่งลงฝั่งตรงข้ามกันและเริ่มเพลิดเพลินกับมื้อค่ำ
เว่ยเชิงโม่เริ่มจากซดน้ำซุปก่อนหนึ่งคำ
เป็นไปตามคาด น้ำซุปนี้สดหวานมาก มันเป็นความหวานที่มีมิติตัดกันอย่างพอเหมาะพอดี จนยากจะหาคำบรรยาย
เมิ่งหนานซวี่ใส่เครื่องปรุงน้อยมาก เพื่อชูรสสัมผัสจากธรรมชาติของวัตถุดิบ ทั้งรสเฉพาะตัวของหอย กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของกุ้งและปลาหมึก ทั้งหมดหลอมรวมกันอยู่ในน้ำซุปชามนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“อร่อยมากครับ”
เว่ยเชิงโม่เอ่ยชมอย่างอดไม่ได้
เมิ่งหนานซวี่ยิ้มตาปิด “ลองทานเส้นดูค่ะ รสชาติจะยิ่งดีขึ้นนะ”
เว่ยเชิงโม่คีบเส้นเข้าปาก
สัมผัสแรกคือความนุ่มลื่นและเด้งสู้ฟันเล็กน้อย เมื่อเคี้ยวจะได้รสชาติสดใหม่ที่ซึมลึก ทั้งกลิ่นหอมของแป้งสาลีบวกกับความฉ่ำของน้ำซุปอาหารทะเล ทำให้เขารู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที เมื่อเห็นเขาชอบ เมิ่งหนานซวี่ก็ลุกไปยกบะหมี่ที่เหลือในครัวออกมาเพิ่ม
“ถ้าไม่พอมีอีกนะคะ ฉันเลี้ยงคุณได้ไม่อั้นเลย”
เจ้าถังข้าวน้อย… อ้อ ไม่ใช่สิ เจ้าถังข้าวใบใหญ่
เว่ยเชิงโม่ที่อ่านสายตาเธอออก ……
เอาเถอะ ในเมื่อเธอเป็น “ผู้เลี้ยงดู” เขาก็ยอมให้ล้อเลียนแล้วกัน!
หลังจากอิ่มหนำสำราญ เว่ยเชิงโม่ก็คืนร่างเป็นเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ นอนแหมะอยู่บนพรมอย่างเกียจคร้าน หางยาวแกว่งไปมาเป็นจังหวะ ดูผ่อนคลายสุดขีด
ส่วนเมิ่งหนานซวี่ก็ซุกตัวลงในกองขนฟูที่ไม่ได้สัมผัสมาพักใหญ่ รู้สึกมีความสุขจนถอนตัวไม่ขึ้น
เจ้าแมวยักษ์ที่กินอิ่มแล้วอารมณ์ดีมาก ยอมปล่อยให้เธอฟัดและดมขนได้ตามใจชอบ
“พรุ่งนี้เราจะไปบ้านตระกูลเมิ่งกี่โมงคะ?” เมิ่งหนานซวี่ลูบขนเสือขาวที่เรียบลื่น พลางนึกถึงธุระสำคัญในวันพรุ่งนี้
เสือขาวตัวใหญ่สะบัดหาง “ฟ้าสว่างเมื่อไหร่เราออกเดินทางทันทีครับ”
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้า ก่อนจะดมขนฟู ๆ ต่ออย่างอาลัยอาวรณ์
อ่า… ไม่อยากห่างเลย
แววตาสีอำพันของเธอเต็มไปด้วยความเสียดาย
เว่ยเชิงโม่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะย่อส่วนจากเสือขาวตัวโตกลายเป็น “ลูกแมวสีขาว” ตัวน้อย
“ไปเถอะครับ ไปนอนกัน พรุ่งนี้ยังมีศึกหนักรออยู่”
เมื่อเห็นลูกแมวขาวนุ่มนิ่มตรงหน้า เมิ่งหนานซวี่ก็ยิ้มหน้าบานทันที เธอฟัดพุงแมวน้อยหนึ่งทีถ้วน ก่อนจะอุ้มแมวขึ้นไปนอนบนชั้นบนอย่างร่าเริง
ลูกแมวขาวเอนซบที่ไหล่ของเธอ ดวงตาสีฟ้าครามฉายแววขี้เล่นจาง ๆ
พี่ชายพูดถูก… อาศัยขนฟู ๆ พวกนี้ บางครั้งก็ช่วยเรียกร้องสวัสดิการให้ตัวเองได้เหมือนกันนะ
ก่อนที่ความมืดจะจางหาย ดวงอาทิตย์ก็เริ่มโผล่พ้นหมู่เมฆ ท้องฟ้าถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือแสงอรุณสีแดงฉาน อีกฝั่งคือแสงดาวที่ยังคงระยิบระยับ
เสือขาวตัวใหญ่ที่มีลายพาดกลอนสีเงินก้าวเดินไปบนสายลม ราวกับแสงจันทร์นวลตาที่หล่นลงมาจากขอบฟ้า ดูศักดิ์สิทธิ์และงดงามยิ่งนัก
เมิ่งหนานซวี่หมอบอยู่บนหลังเสือขาว มองดูทัศนียภาพตรงหน้าด้วยความทึ่ง ลมเย็นพัดผ่านปลายผม เมฆลอยผ่านชายเสื้อ เธอรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝันที่มหัศจรรย์
“ดาวทุกดวงในสหพันธรัฐมีเอกลักษณ์ความงามของตัวเอง เราค่อย ๆ ไปดูด้วยกันทีละดวงก็ได้ครับ” เสียงของเว่ยเชิงโม่สลายไปกับสายลม แต่กลับดังชัดเจนในใจของเมิ่งหนานซวี่
ทุกครั้งที่อาทิตย์ขึ้นและจันทร์ตกในอนาคต ผมอยากจะแบ่งปันมันร่วมกับคุณเมิ่งหนานซวี่แววตาอ่อนโยน เธอเอนตัวลูบขนเสือขาวเบา ๆ
จากบ้านพักไปยังคฤหาสน์เก่าของตระกูลเมิ่งนั้นไม่ไกล ทั้งคู่มาถึงจุดหมายในเวลาไม่นาน
เมิ่งหนานซวี่กระโดดลงสู่พื้นอย่างคล่องแคล่ว เว่ยเชิงโม่ก็คืนร่างกลับเป็นมนุษย์
“ไม่มีคนอยู่เหรอ?”
เมิ่งหนานซวี่มองคฤหาสน์ที่ดูทรุดโทรมอ้างว้างด้วยความฉงน
เว่ยเชิงโม่ดึงข้อมูลจากสมองกลออกมา ” เมิ่งฉั่งขาดการสนับสนุนจากตระกูลหู เขาประกาศล้มละลายไปเมื่อเดือนที่แล้วครับ”
เมิ่งหนานซวี่ชะโงกหน้ามาดู “โอ้โห! ถึงขั้นยอมฟ้องร้องกับน้องชายแสนดีของฉันเลยเหรอเนี่ย เยี่ยมไปเลย!”
ฉากหมากัดกันแบบนี้ เธอชอบที่สุด!
เมื่อรู้ความจริงแล้ว ความเสื่อมโทรมของคฤหาสน์ก็มีคำอธิบาย เมิ่งหนานซวี่ไม่รอช้า จูงมือเว่ยเชิงโม่เดินเข้าไปในบ้าน
ทว่าสิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือ ในบ้านหลังนี้ยังมีคนอยู่
“หรูเสวี่ย? ใช่คุณไหม?”
ชายผมเผ้ารุงรังคนหนึ่งนอนเมามายอยู่กลางห้องรับแขกที่รกรุงรัง ดูเหมือนจะไม่มีสติสมประกอบนัก
เมิ่งหนานซวี่จ้องเขาอยู่นานกว่าจะจำได้ “คุณคือ… เมิ่งฉั่ง?”
“ผมเอง ผมเอง!” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนโอนเอน ดวงตาแดงก่ำมองมาที่เมิ่งหนานซวี่ “หรูเสวี่ย ในที่สุดคุณก็ยอมคุยกับผมแล้ว!”
เว่ยเชิงโม่ขยับตัวดันเขาออกไปให้ไกลหน่อย
อยู่ห่าง ๆ อาซวี่ของผมหน่อยครับ ขอบคุณ
“แกเป็นใคร?” เมิ่งฉั่งคำรามราวกับหมาป่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง จ้องมองเว่ยเชิงโม่ด้วยความโกรธแค้น
เมิ่งหนานซวี่เอียงคอกระซิบ “ดูเหมือนเขาจะจำฉันสลับกับแม่น่ะค่ะ”
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมิ่งฉั่งทั้งสารภาพผิดทั้งร้องไห้ บอกว่าเขาไม่ควรนอกใจ ไม่ควรทำกับลูก ๆ แบบนั้น
เมิ่งหนานซวี่หัวเราะ “เหอะ” ออกมาสองคำ
ความรักที่มาในวันที่สายไป มันไร้ค่ากว่าเศษหญ้าเสียอีก ตอนนี้จะมาเสียใจจะมีประโยชน์อะไร?
“หรูเสวี่ย คุณเป็นคนดีขนาดนี้ คุณจะยกโทษให้ผมใช่ไหม?”
เมิ่งฉั่งคุกเข่าลงอย่างอเนจอนาถ มองเมิ่งหนานซวี่ด้วยสายตาอ้อนวอน
เมิ่งหนานซวี่โน้มตัวลงถามเบา ๆ “คุณรักจีหรูเสวี่ยจริงเหรอ?”
ชายคนนั้นพยักหน้า
เมิ่งหนานซวี่ถามต่อ “แล้วคุณรักลูก ๆ ของคุณไหม?”
ชายคนนั้นพยักหน้าอีกครั้ง
เมิ่งหนานซวี่ถีบเขาออกไปจนกระเด็น พลางหัวเราะหยัน “รักอะไรกัน คุณมันรักแค่ตัวเองน่ะสิ!”
“ลูกเมียหนีหาย ทุกอย่างมลายสิ้น… นี่แหละคือผลกรรมของคุณ!”