สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 144 ชายปริศนา
“คุณหู คุณไปเอารูปนี้มาจากไหน?”
จีหรูเสวี่ยจำชายตรงหน้าได้เขาคือ หูหลี่เพื่อนของเมิ่งฉั่ง
หูหลี่ยิ้มกริ่ม “นั่นไม่สำคัญหรอกครับ ที่สำคัญคือคุณจีครับ คุณอยากช่วยเธอไหม?”
ดวงตาสีอำพันของจีหรูเสวี่ยเย็นเยียบลงฉับพลัน
“เมินเฉยต่อกฎหมายสหพันธรัฐ บังคับลักพาตัวพี่สาวของฉัน คุณนี่ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าจริง ๆ!”
หูหลี่แสร้งทำเป็นตกใจ “โอ้โห ที่แท้สลัดอวกาศก็รู้จักกฎหมายสหพันธรัฐด้วยเหรอเนี่ย!”
จีหรูเสวี่ยรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
เขารู้ได้ยังไง?
ต้องรู้ก่อนว่าหลังจากกลุ่มจันทราขาวปรับเปลี่ยนองค์กร พวกเขาก็แทบไม่ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนอีกเลย
“คุณจี คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยนะ คุณ… อยากช่วยเธอไหม?”
เมื่อมองไปยังภาพโฮโลแกรมของหญิงสาวผมเทาที่ถูกพันธนาการไว้ จีหรูเสวี่ยจิกเล็บลงในฝ่ามืออย่างแรง
“คุณต้องการอะไร?”
กลิ่นอายกดดันในฐานะรองหัวหน้าจันทราขาวระเบิดออก จนหูหลี่ต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เขามองผู้หญิงชุดขาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ และพบว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอเลย
หูหลี่จัดเสื้อผ้าให้เรียบพลางยิ้มเบา ๆ “คุณกำลังตามหาอะไร ผมก็ต้องการสิ่งนั้นแหละครับ”
เขาขยิบตา “ก็แหม… ของที่ท่านเมิ่งทิ้งไว้ให้น่ะ มันช่างเย้ายวนใจเกินไปนี่นา!”
ทุกคำที่เขาพูดราวกับลิ่มที่ตอกย้ำลงในใจของจีหรูเสวี่ย
“พวกคุณ… วางแผนจัดการฉัน?”
เธอเข้าใจทุกอย่างในทันที นี่คือกับดัก! ตั้งแต่ตอนที่จันทราขาวถูกสหพันธรัฐกวาดล้างมันคือแผนการที่วางไว้หมดแล้ว!
เป้าหมายของผู้อยู่เบื้องหลังคือของที่บรรพบุรุษทิ้งไว้มาตลอด! และเธอ… ก็คือ ‘กุญแจ’ ที่มีทั้งสายเลือดและความลับ!
กระแสลมเริ่มก่อตัวขึ้น รอบกายจีหรูเสวี่ยพัดโบกจนชายกระโปรงปลิวไสว
“ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยห่วงสุภาพสตรีท่านนี้เท่าไหร่” หูหลี่หรี่ตาลง ดูเจ้าเล่ห์อย่างบอกไม่ถูก “งั้นคนพวกนี้ล่ะ? คุณจะไม่สนใจพวกเขาด้วยเหรอ?”
ภาพโฮโลแกรมหลายภาพกางออกกลางอากาศ ใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านั้นทำให้จีหรูเสวี่ยรู้สึกเหมือนตกลงไปในเหวลึก
พวกมันเตรียมการมานานแล้วจริง ๆ !
เธอควรทำอย่างไรดี?
ทันใดนั้น ความคิดที่กล้าหาญอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมอง
“ตกลง ฉันจะมอบของให้พวกคุณ” เธอหันไปมองหูหลี่ด้วยแววตามืดมน หูหลี่ชะงักไปเล็กน้อย ไม่นึกว่าเธอจะยอมจำนนเร็วขนาดนี้
“ในเมื่อพวกคุณรู้เรื่องขุมทรัพย์นี้ งั้นก็คงรู้เรื่องราวในตอนนั้นด้วยสินะ?”
หูหลี่ขยิบตา “แน่นอนครับ”
ทว่าจีหรูเสวี่ยไม่พลาดที่จะเห็นความงุนงงแวบหนึ่งในดวงตาของเขา
ดูเหมือนเขาจะแค่เคยได้ยินเรื่องราวมาบ้างแต่ไม่ได้รู้ลึกซึ้ง ถ้าเป็นแบบนี้ เรื่องก็ง่ายขึ้นแล้ว
“ฉันเจอห้องลับนั่นแล้ว แต่ฉันเปิดมันไม่ได้” จีหรูเสวี่ยกล่าวเรียบ ๆ “ถ้าไม่เชื่อก็ตามฉันมา”
“เปิดไม่ได้จริง ๆ ด้วย…”
ดวงตาของหูหลี่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
จีหรูเสวี่ยเช็ดรอยเลือดที่นิ้วมือ “บรรพบุรุษของฉันรักเด็กมาก และเคยบอกว่าลูกหลานคือความหวังของตระกูลเมิ่ง ดังนั้นฉันจึงสันนิษฐานว่า…”
“ประตูนี่ต้องให้เด็กของตระกูลเมิ่งเป็นคนเปิดเท่านั้น?”
หูหลี่ต่อประโยคให้เธอทันที
จีหรูเสวี่ยลังเลเล็กน้อย “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ”
หูหลี่พยักหน้า “งั้นคุณรอฟังข่าวจากผม”
“เรื่องห้องลับฉันบอกคุณหมดแล้ว หวังว่าพวกคุณจะรักษาคำพูด ไม่ลงมือกับพวกเขา”
คมมีดสายลมเริ่มก่อตัวในมือของจีหรูเสวี่ย “ไม่อย่างนั้น ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะสู้จนตัวตาย”
หูหลี่เอียงคอยิ้ม “ผมอยากได้ของข้างในมากกว่าคุณซะอีก วางใจเถอะ ผมจะกล่อมให้ท่านผู้นั้นไม่บุ่มบ่าม”
หลังจากเขาจากไป จีหรูเสวี่ยจ้องมองที่ประตูห้องลับอยู่นาน ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง เธอเดินออกจากห้องลับมายังสวนดอกไม้ และบังเอิญเจอเมิ่งฉั่งเข้าพอดี ชายหนุ่มดึงเธอเข้าไปกอดในอ้อมแขนอย่างคุ้นเคย “หรูเสวี่ย ที่แท้คุณอยู่นี่เอง”
จีหรูเสวี่ยโปรยยิ้มแบบดอกไม้ขาวผู้ไร้เดียงสา “ฉันอยากมาดูดอกไอริสน่ะค่ะ”
เมิ่งฉั่งที่ถูกเธอปั่นหัวจนงงงวยตอบอย่างบื้อใบ้ “ชอบดูก็ดูไปเถอะ”
กุหลาบแดงมันก็สวยดี แต่กุหลาบขาวก็น่ามองไม่แพ้กันเขาเอื้อมมือไปจะลูบแก้มจีหรูเสวี่ย
“เอ๊ะ? มือผมไปโดนอะไรบาดมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
เมิ่งฉั่งมองมือที่บาดเจ็บของตัวเองด้วยความฉงนสุดขีด จีหรูเสวี่ยพลันหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเสียจนน้ำตาคลอเบ้า มันน่าขำขนาดนั้นเลยเหรอ?
เมิ่งฉั่งยืนงงเป็นไก่ตาแตก
เมื่อฟังถึงตรงนี้ เมิ่งหนานซวี่ก็เข้าใจกระจ่างชัดว่า ประตูห้องลับนั้นต้องใช้ทายาทจากทั้งตระกูลเมิ่งและตระกูลจีเปิดร่วมกันเท่านั้น
[คุณแม่สร้างคำลวงขึ้นมา และนั่นคือนำไปสู่การเกิดของพวกเรา]
เสียงของเมิ่งหนานกุยช่างอ่อนโยนราวกับสายลมในเดือนสามที่พัดพาความปลอดโปร่งมาให้
[ความจริงคำลวงนี้ไม่ได้สูงส่งอะไรเลย ผู้อยู่เบื้องหลังก็กึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว]
[เพื่อควบคุมคุณแม่ พวกนั้นทำลายพลังพิเศษและพลังจิตวิญญาณของเธอ ทำให้เธอที่สูญเสียพลังไปกลายเป็นคนที่อ่อนแอลง]
[ส่วนเมิ่งฉั่ง…]
แววตาของเมิ่งหนานกุยดูซับซ้อน [ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายระหว่างเขากับคุณแม่ คือสิ่งที่คุณแม่เลือกเอง]
ถูกเกลียดชัง ถูกตีตัวออกห่าง เพื่อให้คนพวกนั้นไม่นึกถึงความเป็นไปได้อื่น
[แต่คนเลวก็คือคนเลว] เมิ่งหนานกุยแค่นเสียงอย่างเหยียดหยาม [ผู้ชายที่ลงมือกับภรรยาตัวเอง ต่อให้จะอ้างเหตุผลสวยหรูแค่ไหน ก็คือคนสารเลวอยู่ดี]
เขาก้มหน้าลง ราวกับกำลังสบตากับใครบางคน [อาซวี่ น้องได้ยินพี่ไหม!]
เมิ่งหนานซวี่ลูบที่หัวใจของตัวเอง
เธอได้ยินแทนเจ้าของร่างเดิมแล้ว
[คุณแม่ของเราเก่งมาก ภายใต้ความช่วยเหลือของชายปริศนาคนหนึ่ง เธอช่วยคนของจันทราขาวหนีไปได้] เมิ่งหนานกุยหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเล่าต่อ [ชายปริศนาคนนั้นคือใครพี่ไม่ค่อยแน่ใจ แต่เขาน่าจะเกิดเรื่องขึ้นเหมือนกัน]
[เพราะพวกเราไม่ได้หนีออกจากตระกูลเมิ่งตามแผนที่วางไว้]
ชายปริศนา…
ตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่งสินะ
เมิ่งหนานซวี่จดจำตัวละครไร้ชื่อคนนี้ไว้ในใจ
[เมื่อคุณแม่เห็นสถานการณ์เปลี่ยนไป เธอจึงเล่าทุกอย่างให้พี่ฟัง] เมิ่งหนานกุยมองไปยังกล่องด้านหลัง [ของพวกนี้ เธอก็มอบมันไว้ให้พี่]
[ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต คุณแม่ระเบิดพลังพิเศษที่เหลืออยู่ทำลายห้องลับทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือทิ้ง]
[แต่ผู้อยู่เบื้องหลังไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้น พี่กับน้องเลยกลายเป็นจุดสนใจของพวกมัน]
[จนกระทั่งเมื่อ 7-8 ปีก่อน มีเบาะแสขุมทรัพย์ตระกูลเมิ่งปรากฏขึ้นตามที่ต่าง ๆ ในสหพันธรัฐ ผู้อยู่เบื้องหลังจึงเลิกจับตาดูพวกเรา]
[และพี่ก็ได้อาศัยการแต่งงานกับคุณหูถูตั้นเพื่อหลบหนีออกจากตระกูลเมิ่ง]
[เอาล่ะ เรื่องราวของตระกูลเมิ่งจบลงเพียงเท่านี้แหละ!] เสียงของเมิ่งหนานกุยเริ่มจางหายไป ราวกับจะสลายไปในอากาศ [นำของพวกนี้ไปเถอะ นำพวกมันคืนสู่สหพันธรัฐ]
[พวกเขา… ถูกจองจำอยู่ในความโลภของมนุษย์มานานเกินไปแล้ว]
พูดจบ ภาพโฮโลแกรมของเมิ่งหนานกุยก็หายลับไปเมิ่งหนานซวี่เดินไปแตะที่ลูกบอลโฮโลแกรม
หมดแค่นี้เหรอ?
พี่ยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดไม่เคลียร์เลยนะ!
เช่น เรื่องเมื่อ 7-8 ปีก่อน เรื่องการเคลื่อนไหวของผู้อยู่เบื้องหลังหลังจากนั้น ทั้งเรื่องกลุ่มจันทราขาวเป็นยังไงต่อ และ…
สาเหตุการตายของพี่น่ะ
เมิ่งหนานซวี่ถอนหายใจยาว ก่อนจะเก็บลูกบอลโฮโลแกรมเข้าอุปกรณ์มิติเงียบ ๆของสิ่งนี้ ไว้รอให้ซางซางโตกว่านี้ค่อยมอบให้เขาแล้วกัน
เว่ยเชิงโม่รอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย ในที่สุดเขาก็ได้พบนกขาวตัวน้อยที่บินกระหืดกระหอบกลับมา
นกขาวบินโซเซมาซบที่ฝ่ามือเขา ก่อนจะนอนหงายหลังนิ่งไปเลย
เว่ยเชิงโม่อดไม่ได้ที่จะใช้นิ้วจิ้มพุงนุ่ม ๆ ของเธอหนึ่งที
นกขาวส่งสายตาค้อนกลับมาให้เขาอย่างแสนงอน
“เป็นยังไงบ้างครับ?” เว่ยเชิงโม่เริ่มจัดระเบียบขนให้เธออย่างอ่อนโยน
นกขาวตัวน้อยถอนหายใจ “เรื่องมันยาวน่ะค่ะ”