สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 147 ไก่ผัดซอสสูตรเร่งด่วน
วิลล่าสีเงินยวงตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงที่อาบไล้ไปทั่วทะเลดอกไม้ กลิ่นหอมจาง ๆ ของมวลผกาที่คุ้นเคยลอยมาปะทะจมูก ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงตั้งอยู่ที่เดิมราวกับเวลาถูกหยุดไว้ ทว่าสำหรับ เมิ่งหนานซวี่ ความรู้สึกที่เธอมองสถานที่แห่งนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในอดีต มันอาจเป็นเพียงที่ซุกหัวนอน หรือสถานีพักพิงชั่วคราวในฐานะคนแปลกหน้า แต่ในยามนี้ หัวใจของเธอระลอกแล้วระลอกเล่ากลับสั่นไหวด้วยความโหยหาอย่างประหลาด
เธอมองเงาของคฤหาสน์ที่ทอดยาว เปรียบเสมือนเรือลำน้อยที่ร่อนเร่กลางพายุคลั่งมาแสนนาน ในที่สุดก็ได้พบกับท่าเรือที่สงบเงียบและอยากจะทอดสมอพักพิงไปตลอดกาล ในขณะที่เธอกำลังตกอยู่ในภวังค์ ความอบอุ่นขุมหนึ่งก็แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือ เว่ยเชิงโม่ ยื่นมือหนามาประสานเรียวนิ้วเข้ากับเธออย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“ไปกันเถอะครับ กลับบ้านเรากัน”
คำว่า ‘บ้านเรา’ ราวกับมีมนต์ขลัง เมิ่งหนานซวี่หันไปมองสบประสานสายตาชายหนุ่ม ดวงตาสีอำพันของเธอสั่นระริก เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่ลึกซึ้งจนบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ มันคือความเชื่อใจและความผูกพันที่หล่อหลอมผ่านความเป็นตายมาด้วยกัน
เมื่อเห็นภาพ ‘สวรรค์สร้าง’ ตรงหน้านี้ เว่ยเชิงเหยาที่ยืนอยู่ข้างหลังก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้
ทั้งที่นามสกุลเว่ยเหมือนกันแท้ ๆ เลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลเดียวกันเป๊ะ ๆ ทำไมพี่รองของเธอถึงได้กลายเป็น ‘ผู้ชนะในชีวิต’ ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้?
มองไปทางซ้าย… เจ้าก้อนแป้งสองคนที่น่ารักราวกับตุ๊กตาแก้วก็เป็นของเขา
มองไปทางขวา… พี่สาวเมิ่งคนสวยที่เพียบพร้อมทั้งวรยุทธ์และเสน่ห์ปลายจวักก็เป็นผู้หญิงของเขา ส่วนเธอ… เว่ยเชิงเหยา นอกจากพี่ชายคนโตที่วัน ๆ ทำตัว ‘หมา ๆ’ ใส่เธอแล้ว ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เว่ยเชิงเหยาก็แอบยกหลังมือขึ้นซับน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจให้ตัวเองเงียบ ๆ ในใจตะโกนก้องว่า โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
อย่างไรก็ตาม กลิ่นอายความเศร้าสร้อยของสาวโสดก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเมิ่งหนานซวี่หัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวใจที่ใสกระจ่างราวกับกระดิ่งเงินช่วยปัดเป่าบรรยากาศอึดอัดไปจนสิ้น
“เดินทางมาเหนื่อย ๆ พวกคุณไปพักผ่อนกันก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันกับอาโม่จะเข้าครัวไปทำของอร่อย ๆ ให้กิน”
เธอกะพริบตาอย่างมีเลศนัยและซุกซน “รับรองว่าเป็นของโปรดของทุกคนแน่นอน”
คำว่า ‘ของอร่อย’ ราวกับสวิตช์เปิดการทำงานของเด็ก ๆ เว่ยเชิงไป๋ รีบถลาเข้าไปเกาะชายเสื้อเมิ่งหนานซวี่ทันที ดวงตากลมโตฉายแววอ้อนวอน
“ผมขอช่วยด้วยได้ไหมครับ? ผมสัญญาว่าถ้ากินเสร็จแล้วจะรีบไปปั่นการบ้านที่ค้างไว้ให้เสร็จทันทีเลย! จะไม่ดื้อไม่ซนเลยครับ!”
เมิ่งซางลู่ พี่ชายคนโตแม้จะวางท่าทีสงบนิ่งกว่า แต่นิ้วมือที่ขยับดึงชายเสื้ออีกด้านของเมิ่งหนานซวี่ และการเดินไปยืนเคียงข้างเว่ยเชิงไป๋อย่างเงียบเชียบ ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ‘เขาก็ต้องการส่วนร่วมเช่นกัน’
เมื่อเห็นความคาดหวังที่เปล่งประกายในดวงตาของเจ้าตัวน้อยทั้งสอง หัวใจของเมิ่งหนานซวี่ก็อ่อนยุบยาบและละลายวูบในทันที ใครจะใจแข็งปฏิเสธเจ้าตัวร้ายน้อยที่น่ารักขนาดนี้ได้ลงคอ?
เธอลูบหัวเด็กชายทั้งสองด้วยความเอ็นดู “อาหญิงกับอาเว่ยกำลังต้องการผู้ช่วยมือหนึ่งอยู่พอดีเลยค่ะ พวกหนูเต็มใจช่วยแบบนี้ ดีใจมาก ๆ เลย”
เด็กน้อยสองคนสบตากัน พลันเห็นประกายความผู้ชนะในดวงตาของอีกฝ่าย ราวกับได้รับเหรียญกล้าหาญ สองพี่น้องตระกูลเว่ยคนโตอย่าง เว่ยเชิงหลี และเว่ยเชิงเหยาเห็นดังนั้น ก็ไม่ยอมน้อยหน้า พวกเขารีบชูมือขึ้นสูงจนสุดแขนพลางตะโกนประสานเสียง “พวกเราก็อยากช่วยด้วย!”
ฉากการทำอาหารระดับ ‘เทพเจ้า’ ของเมิ่งหนานซวี่นั้นหาดูได้ยากยิ่ง หากพลาดโอกาสทองนี้ไป พวกเขาต้องเสียใจไปสามวันเจ็ดวันแน่นอน!
สุดท้าย เมิ่งหนานซวี่จึงจำต้องพาทัพเสริมขนาดมหึมาเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ห้องครัวด้วยท่าทางฮึกเหิม ราวกับแม่ทัพใหญ่กำลังนำทหารออกศึก
ในฐานะฟู้ดบล็อกเกอร์แถวหน้า ห้องครัวของเมิ่งหนานซวี่ถูกออกแบบมาอย่างวิจิตรบรรจงและครบครัน ไม่มีคำว่า ‘เล็ก’ อยู่ในพจนานุกรมแน่นอน แต่อนิจจา… เมื่อมนุษย์ห้าหกคนกรูเข้าไปพร้อมกันด้วยความตื่นเต้น ห้องครัวที่เคยว่ากว้างขวางก็กลายเป็นแออัดยัดเยียดจนหายใจแทบไม่ออกเป็นครั้งแรก
เมิ่งหนานซวี่ “……”
นี่ฉันกำลังจะทำอาหารหรือกำลังจะเปิดโรงทานกันแน่? เธอได้แต่ตั้งคำถามในใจพลางกุมขมับ
เว่ยเชิงโม่ที่ยังคงถือตะกร้าผักสดอยู่ เดินเข้ามาด้วยท่าทางงุนงง เขามองกำแพงมนุษย์ที่ยืนเรียงรายกันหน้าเตาแล้วเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ทำไมเข้ามากันหมดเลยล่ะครับ? เดี๋ยวก็โดนน้ำมันกระเด็นใส่หรอก”
เมื่อเห็น ‘เจ้าแมวใหญ่’ ประจำบ้านที่ขยันขันแข็ง เมิ่งหนานซวี่ก็ตาเป็นประกายทันที เธอไม่ได้ต้องการแรงงานเพิ่ม แต่ต้องการที่ว่าง!
เธอเดินเข้าไปแย่งตะกร้าในมือเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวชายหนุ่มแล้วดันแผ่นหลังกว้างออกไปนอกประตูครัวอย่างไร้เยื่อใย
“ทุกคนอยากช่วยกันหมดเลยค่ะ ทรัพยากรมนุษย์ล้นหลามมาก เพราะฉะนั้น… คุณไปนั่งพักผ่อนรอทานอย่างเดียวเถอะค่ะอาโม่”
เว่ยเชิงโม่ “……”
ใบหน้าหล่อเหลาของประธานเว่ยค้างเติ่งอยู่ครู่หนึ่ง สรุปคือ… เขาที่เป็น ‘ผู้ช่วยอันดับหนึ่ง’ มาโดยตลอด ถูกริบสิทธิ์และไล่ออกจากสนามเพียงเพราะมีแรงงานเด็กและแรงงานไร้ฝีมือมาแทนที่งั้นเหรอ?
เมิ่งหนานซวี่ไม่ได้สนใจสีหน้าหมาหงอยของสามี เธอหันกลับมาจัดระเบียบกองทัพในครัว วันนี้เธอตั้งใจจะทำเมนู “ไก่ผัดซอสสูตรเร่งด่วน”
นี่คือสูตรลับเฉพาะที่เธอคิดค้นขึ้นเองในช่วงที่งานยุ่งจัด รสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นกระทะ และที่สำคัญคือขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยากแต่ให้ผลลัพธ์ที่หรูหราเกินตัว
“เอาล่ะ เด็ก ๆ ขั้นตอนแรกเราต้องจัดการกับเนื้อไก่ก่อน”
เมิ่งหนานซวี่หยิบมีดเชฟที่ลับจนคมกริบขึ้นมา ท่าทางของเธอเปลี่ยนไปทันที ดูเคร่งครัดและชำนาญราวกับช่างฝีมือชั้นครู
เธอเริ่มจากการเลาะไขมันไก่ส่วนเกินที่มีสีเหลืองอ่อนตรงขอบออกอย่างใจเย็น “จดจำไว้นะคะ การตัดไขมันส่วนเกินตรงนี้ออกจะช่วยลดกลิ่นคาวและไม่ทำให้รสสัมผัสเลี่ยนจนเกินไป ไก่ที่ดีต้องมีความมันแต่ต้องสะอาด”
ใบมีดกรีดผ่านเนื้อไก่อย่างนุ่มนวล เมิ่งหนานซวี่สับไก่เป็นชิ้นลูกเต๋าขนาดพอดีคำอย่างรวดเร็ว เสียงมีดกระทบเขียงดัง ปึก ปึก ปึก เป็นจังหวะที่น่าฟัง เธออธิบายว่าการสับขนาดให้เท่ากันจะช่วยให้ซอสซึมเข้าเนื้อได้ทั่วถึงและสุกพร้อมกันในคราวเดียว
“จากนั้นคือหัวใจสำคัญ… การหมักสองจังหวะ”
เธอกวักมือเรียกเว่ยเชิงไป๋ให้มาช่วยหยิบขวดเครื่องปรุง “ใส่ซีอิ๊วขาวลงไปเพื่อสร้างเบสรสชาติ ตามด้วยซอสหอยนางรมเพื่อความกลมกล่อมและความเงางาม จากนั้น… อาเหยา ส่งพริกไทยป่นกับขิงสับให้พี่หน่อยค่ะ”
การใส่ขิงสับและพริกไทยคือการดับคาวและเพิ่มความร้อนแรงจาง ๆ ให้กับเมนูนี้ เมิ่งหนานซวี่ใช้มือคลุกเคล้าเนื้อไก่อย่างเบามือ “การหมักสูตรเร่งด่วนไม่ต้องรอนานค่ะ เพียงแค่ชิ้นไก่เริ่มดูดซึมซอสและเปลี่ยนสีเล็กน้อย เราก็พร้อมจะลงสนามจริงแล้ว”
เธอตั้งกระทะเหล็กใบใหญ่จนควันจาง ๆ เริ่มลอยขึ้น “จำไว้นะคะ ไม่ต้องใส่น้ำมัน!”
เว่ยเชิงเหยาขมวดคิ้ว “ไม่ใส่น้ำมันแล้วมันจะไม่ติดกระทะเหรอคะพี่สะใภ้?”
เมิ่งหนานซวี่เผยรอยยิ้มมั่นใจ “นี่คือเคล็ดลับค่ะ เรารอจนก้นกระทะร้อนจัดจนมีไอความร้อนสีขาว แล้วเทไก่ลงไปเลย!”
ซ่าาาาาา!
เสียงไก่กระทบความร้อนดังสนั่น พร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องหมักที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เมิ่งหนานซวี่ขยับข้อมืออย่างคล่องแคล่ว พลิกผัดเนื้อไก่อย่างต่อเนื่อง
“น้ำมันจากใต้ผิวหนังไก่จะค่อย ๆ ซึมออกมาเองตามธรรมชาติ มันจะหอมกว่าน้ำมันพืชหลายเท่า และที่สำคัญคือเราต้องคุมไฟให้ดี ห้ามใช้ไฟแรงเกินไปในช่วงแรก ไม่อย่างนั้นเนื้อไก่จะไหม้ก่อนที่น้ำมันจะออก”
ทุกคนในห้องครัวต่างจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตาไม่กะพริบ กลิ่นหอมหวนค่อย ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ กระตุ้นต่อน้ำย่อยให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่เมิ่งซางลู่ที่ปกติจะนิ่งขรึม ก็ยังแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างห้ามไม่ได้
ในพริบตานั้น ไก่ในกระทะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่าม น้ำซอสสีเข้มข้นเริ่มงวดตัวห่อหุ้มชิ้นเนื้อจนขึ้นเงาราวกับเคลือบด้วยอัญมณี นี่ไม่ใช่แค่การทำอาหาร แต่มันคือศิลปะที่เกิดจากความรักและความใส่ใจอย่างแท้จริง…