สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 148 เรื่องจุกจิก (ตอนเช้า)
ในตอนนี้ เนื้อไก่สุกได้ที่พอดี เมิ่งหนานซวี่จึงเท ‘อาวุธลับ’ ของวันนี้ลงไป นั่นคือ ซอสปรุงรสอเนกประสงค์
เต้าเจี้ยวเหลือง ซอสหวาน ยี่หร่า และซอสหอยนางรม คือส่วนประกอบทั้งหมดของซอสนี้ เธอใช้น้ำสะอาดละลายพวกมันเข้าด้วยกัน แล้วปรับรสชาติตามความชอบส่วนตัว เพียงเท่านี้ซอสปรุงรสรสเลิศก็เสร็จสมบูรณ์
ทันทีที่ซอสลงสู่กระทะ กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศก็โชยออกมา เมิ่งหนานซวี่ค่อย ๆ พลิกผัดอย่างระมัดระวังจนชิ้นไก่ทุกชิ้นเคลือบไปด้วยซอสสีเข้มสวยงาม จากนั้นจึงเติมน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ลงไป
ปริมาณน้ำไม่ต้องมากนัก แค่ท่วมชิ้นไก่ประมาณครึ่งหนึ่งก็พอ
ขั้นตอนต่อไป คือการรอคอย
เมิ่งหนานซวี่หันไปถาม “ซางซาง เสี่ยวไป๋ ล้างผักเสร็จหรือยังจ๊ะ?”
เว่ยเชิงไป๋เงยหน้าจิ้มลิ้มมองเธอ “อาสะใภ้ ผมล้างเสร็จแล้วครับ!”
เมิ่งซางลู่วาง ‘ผลงาน’ ของเขาลงตรงหน้าเธอ “อาหญิง มีอะไรให้พวกเราช่วยอีกไหมครับ?”
เมิ่งหนานซวี่โน้มตัวลงไปจูบแก้มเด็กน้อยทั้งสองคน “ขอบใจมากจ้ะ ถ้าเป็นไปได้ ช่วยนำจานชามไปเตรียมข้างนอกได้ไหมคะ? เราใกล้จะได้ทานข้าวกันแล้วล่ะ”
“แน่นอนครับ!”
เด็กน้อยสองคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน
เมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งทั้งสองยุ่งวุ่นวายกับการช่วยงาน เมิ่งหนานซวี่ก็รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก
“พี่สะใภ้รอง!” เว่ยเชิงเหยาโบกมือให้อย่างร่าเริง “พวกเราอุ่นข้าวสวยเสร็จแล้วนะ!”
เมิ่งหนานซวี่ยิ้มตอบ “รอเดี๋ยวนะคะ ทางนี้ก็ใกล้เสร็จแล้วเหมือนกัน!”
เธอเปิดฝาหม้อออก ซอสสีน้ำตาลเข้มงวดลงไปมากแล้ว เหลือเพียงส่วนที่กำลังเดือดปุด ๆ ไอความร้อนที่ลอยคลุ้งหอบเอาความหอมเข้มข้นอบอวลไปทั่วห้องครัว
สองพี่น้องเว่ยเชิงหลี่ !!!
หอมมากจริง ๆ !
เมิ่งหนานซวี่จัดวางผักกาดหอมที่ล้างสะอาดรองก้นจาน แล้วปิดไฟ เทไก่ผัดซอสลงไป โรยหน้าด้วยผักชีสับอีกกำมือหนึ่ง อาหารจานด่วนที่ครบทั้งสี กลิ่น และรสชาติก็เสร็จเรียบร้อย
“พี่สะใภ้ ผมยกเองครับ” เว่ยเชิงหลี่ก้าวเข้ามาอาสายกจานอาหารบนโต๊ะ
เมิ่งหนานซวี่ยิ้ม “งั้นรบกวนด้วยนะคะ”
เว่ยเชิงเหยาที่ช้าไปก้าวหนึ่ง “……”
แค้นนัก! เสียโอกาสทำแต้มใกล้ชิดพี่สาวเมิ่งไปอีกหนึ่งอย่าง!เมื่อไก่ผัดซอสวางลงบนโต๊ะ มันก็ดึงดูดความสนใจของทุกคนทันที สีสันที่หลากหลายและกลิ่นหอมเข้มข้น เพียงแค่เห็นก็ทำให้น้ำลายสอแล้ว
“มัวอึ้งอะไรกันอยู่ล่ะ รีบทานเถอะจ้ะ!” เมิ่งหนานซวี่เร่งเร้าด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนสบตากันแล้วเริ่มจับตะเกียบ
เว่ยเชิงเหยากัดลงไปคำหนึ่ง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความทึ่ง
เนื้อไก่นุ่มชุ่มฉ่ำ ไม่เหนียวและไม่แห้งกระด้าง ทันทีที่เข้าปากไม่มีกลิ่นคาวหรือความเลี่ยนหลงเหลืออยู่ มีเพียงรสสัมผัสของซอสที่กลมกล่อมกระจายไปทั่ว
นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว!
ส่วนเว่ยเชิงหลี่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทานอย่างมีความสุขล้นปรี่
‘ขอบใจนะซางซาง! ขอบใจเสี่ยวไป๋! ถ้าไม่มีพวกหลาน ลุงจะมีโอกาสมาฝากท้องบ่อย ๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน!’
เขาเต็มใจจะเป็นพี่เลี้ยงชั่วคราวให้เด็ก ๆ ตลอดไปเลย!
หลังจากส่งสองพี่น้องเว่ยเชิงหลี่กลับไปแล้ว เด็กน้อยทั้งสองก็ขึ้นไปเขียนการบ้านที่ชั้นบนอย่างว่าง่าย
เมิ่งหนานซวี่พิงไหล่เจ้าแมวใหญ่ของเธอพลางหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน
“อาโม่ คุณว่าเราควรส่งมอบของพวกนั้นให้ใครดี?”
เว่ยเชิงโม่ลูบผมยาวของเธอเบา ๆ พลางช่วยนวดคลึงที่หัวคิ้วให้ “ยังไม่ต้องส่งให้ใครทั้งนั้นครับ เก็บไว้ที่พวกเราก่อน”
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ตระกูลหลี่ สมาคมนักปรุงยา หรือขุมกำลังเบื้องหลังอื่น ๆ… เราจะบุ่มบ่ามไม่ได้ ต้องแยกแยะให้ชัดเจนก่อนว่าใครคือศัตรู ใครคือมิตร”
ดังนั้น ก่อนหน้านั้น การให้ ‘ขุมทรัพย์’ อยู่ในการดูแลของพวกเขาจึงเป็นทางเลือกที่มั่นคงที่สุด
เมิ่งหนานซวี่ลุกขึ้นมองเขา “แล้วท่านประธานาธิบดีเสวียละคะ? เราควรบอกเขาไหม?”
เว่ยเชิงโม่ส่ายหน้า “คุณลุงน่ะไว้ใจได้ แต่คนรอบข้างท่านไม่แน่เสมอไปครับ”
เมิ่งหนานซวี่รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย “ช่างเถอะ ไว้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ วันนี้เรารีบนอนกันเถอะค่ะ”
อย่างไรเสียก็เป็นการเดินทางข้ามดวงดาว ต่อให้ร่างกายจะแข็งแกร่งแค่ไหน ความเหนื่อยล้าก็ย่อมมีบ้าง
ทั้งคู่ตัดสินใจขึ้นไปนอน เมื่อเดินผ่านห้องของเด็ก ๆ จู่ ๆ ก้อนขนสีขาวโพลนก้อนหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมา
“เสี่ยวไป๋?”
เว่ยเชิงโม่คีบหลังคอนุ่ม ๆ ของก้อนขนนั้นขึ้นมาพลางถามอย่างประหลาดใจ
เจ้าเสือดาวหิมะน้อยกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา
พอเห็นสิ่งมีชีวิตขนฟู เมิ่งหนานซวี่ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เธอรีบเข้าไปจิ้มพุงกะทิของเสือดาวน้อย “เสี่ยวไป๋ หนูทำอะไรอยู่จ๊ะ?”
“เมี้ยวววว!”
เสือดาวน้อยผู้บริสุทธิ์ใช้หางสะบัดพันข้อมือเธอราวกับกำลังออดอ้อน
เมิ่งหนานซวี่ถูกพิชิตใจในวินาทีนั้น!
เธอรีบช่วยเสือดาวน้อยออกมาจากมือ ‘ใจร้าย’ ของเจ้าแมวใหญ่ทันที
“เด็กดี บอกอาหญิงหน่อยสิคะ วิ่งออกมาแบบนี้อยากทำอะไรเอ่ย?”
“เมี้ยววว…”
เสือดาวน้อยส่งเสียงร้องเบา ๆ ท่าทางดูหงอยเหงาเหลือเกิน
เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
“ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเสี่ยวไป๋คิดถึงพวกคุณมากครับ” เมิ่งซางลู่เดินเท้าเปล่าตามออกมา เขาพูดด้วยความจนใจปนเขินอายเล็กน้อย “เพราะงั้น… คืนนี้เขาอยากจะนอนกับพวกคุณครับ”
เสือดาวน้อยส่งเสียง “อาววว” รับคำอย่างรู้ความ ดวงตาสีมรกตคู่โตมีน้ำตาเอ่อคลอ ดูแล้วน่าเอ็นดูจนหัวใจจะสลาย
หัวใจของเมิ่งหนานซวี่ละลายวูบทันที “แค่มานอนด้วยกันเองเหรอคะ? อาตกลงจ้ะ!” เสือดาวน้อยดวงตาเป็นประกายทันที
จริงเหรอคะ?