สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 149 สมรภูมิเผือก
เมิ่งหนานซวี่ถูกเสน่ห์ของสิ่งมีชีวิตขนฟูมอมเมาจนขาดสติ “จริงจังที่สุดเลยจ้ะ อาหญิงสัญญา!”
เว่ยเชิงโม่ก้าวเข้ามาอุ้มเมิ่งซางลู่ขึ้น “คราวหน้าต้องจำไว้ว่าต้องสวมรองเท้าแตะด้วยนะ อย่าปล่อยให้ตัวเย็นล่ะ”
เมิ่งซางลู่รู้สึกได้ถึงฝ่ามือใหญ่อันทรงพลังที่โอบอุ้มเขาขึ้นมา เขากะพริบตาปริบ ๆ แล้วเอื้อมมือไปโอบรอบคอของเว่ยเชิงโม่ไว้
เมื่อสัมผัสได้ถึงการตอบสนองของเด็กน้อย ดวงตาสีฟ้าครามของเว่ยเชิงโม่ก็สั่นไหวไปด้วยรอยยิ้ม
“อาโม่กับอาหญิงก็คิดถึงพวกหนูมากเหมือนกัน ไปเถอะ คืนนี้เรานอนด้วยกันหมดนี่แหละ”
ในมุมที่พวกผู้ใหญ่ระวังไม่ทันเห็น เจ้าเสือดาวหิมะน้อยแอบโบกอุ้งเท้าขนฟูให้เมิ่งซางลู่
เห็นไหมล่ะ? ฉันบอกแล้วว่าลูกอ้อนน่ะได้ผลเสมอ!
เมิ่งซางลู่มองดูอาหญิง แล้วหันมามองคุณอาเว่ยที่อุ้มเขาอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาบาง ๆ
ลูกอ้อนได้ผล… ก็เพราะพวกเขารักเรายังไงล่ะ
เตียงหลังใหญ่ของเมิ่งหนานซวี่ถูกจับจองจนเต็มพื้นที่
เว่ยเชิงไป๋ที่คืนร่างมนุษย์แล้ว เดี๋ยวก็ซบคุณอาหนุ่ม เดี๋ยวก็กอดอาสะใภ้ เขามีความสุขจนแทบจะตัวลอย
เขาจำความรู้สึกตอนที่เคยนอนกับคุณพ่อคุณแม่ได้ ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะได้สัมผัสมันอีกครั้ง!
แถมยังมีพี่ชายเพิ่มมาอีกคนด้วย!
เว่ยเชิงไป๋กอดพี่ชายของเขาแล้วเอาหน้าถูไถไปมา
เมิ่งซางลู่กดตัวน้องชายไว้ด้วยความจนใจ “นอนได้แล้ว”
เว่ยเชิงไป๋ยอมสงบลงในที่สุด
เขาไม่อยากให้ปริมาณการบ้านในวันพรุ่งนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรอกนะ
“มีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอจ๊ะ” เมิ่งหนานซวี่นึกขำพลางบีบแก้มเขาเบา ๆ
เว่ยเชิงไป๋เงยหน้ายิ้มกว้างให้เธอ “อื้อ!”
มีความสุขครับ! มีความสุขมากที่สุดเลย!
เว่ยเชิงโม่ลูบเส้นผมที่นุ่มละเอียดของหลานชาย ในใจรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย
หลังจากพี่ชายและพี่สะใภ้หายสาบสูญไป เขาใช้พลังกายใจส่วนใหญ่ไปกับการตามหาร่องรอยของพวกเขา จนละเลยและขาดการเอาใจใส่หลานชายเพียงคนเดียวคนนี้ไปมาก
หากไม่ใช่เพราะได้พบกับอาซวี่ เขาคงไม่มีปัญญาพาน้องชายมาอยู่ข้างกายแบบนี้ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเมิ่งหนานซวี่การได้พบเธอนับเป็นโชคดีที่สุดในชีวิตของเขา
เมิ่งหนานซวี่อ่านสายตาเขาออก เธอส่งยิ้มให้โดยไร้คำพูด
ความโชคดีนั้นเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย การที่เธอได้พบเขาก็เป็นปาฏิหาริย์เช่นกันไม่ใช่หรือ?
เว่ยเชิงไป๋หลับตาลงได้ไม่นานก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
เขาหันไปหาเมิ่งซางลู่ที่นอนอยู่ฝั่งซ้าย กระซิบเบา ๆ “พี่ครับ ผมนอนไม่หลับ”
เมิ่งซางลู่นิ่งคิด “งั้นก่อนนอนก็นึกถึงแบบฝึกหัดที่ทำไปสิ อย่าปล่อยให้เวลาอันมีค่านี้สูญเปล่า”
เว่ยเชิงไป๋ “……”
พี่ครับ… พี่เป็นปีศาจหรือเปล่าเนี่ย?
คู่รักผู้ปกครองที่แอบฟังเด็ก ๆ คุยกันแทบจะระเบิดหัวใจหัวเราะออกมา
เมื่อเห็นตัวร้ายหมายเลขสองทำหน้าเซ็งกะตาย เมิ่งหนานซวี่จึงนิ่งคิดแล้วเอ่ยขึ้น “เอาอย่างนี้ไหม อาหญิงจะเล่านิทานให้ฟังจ้ะ”
ทันทีที่ได้ยิน เด็กน้อยทั้งสองก็หันขวับมามองเธอด้วยความคาดหวังทันที
“เรื่องนี้มีชื่อว่า… เฉินเซียงช่วยแม่…”
น้ำเสียงของเธอช่างอ่อนโยนและน่าฟัง เด็กน้อยทั้งสองถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของนิทานอย่างรวดเร็ว
เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็เผลอหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างไม่รู้ตัว
เว่ยเชิงโม่ลุกขึ้นจัดแจงห่มผ้าให้ทั้งคู่
ในขณะที่เขากำลังจะนอนลงบ้าง เมิ่งหนานซวี่ก็ปรากฏตัวข้างเตียงเขาอย่างไร้เสียง
เชิงโม่ประหลาดใจเล็กน้อย “มีอะไรครับ?”
เมื่อกี้ยังดูง่วง ๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?
เมิ่งหนานซวี่ประคองใบหน้าเขาไว้ “เร็วเข้า กลายเป็นแมวให้ฉันจับหน่อย เมื่อกี้ยังลูบไม่หนำใจเลย!”
เจ้าเสือดาวหิมะน้อยดันไปปลุกสัญชาตญาณความโหยหาขนนุ่มนิ่มของเธอเข้าให้ ตอนนี้เธอไม่เหลือความง่วงแล้ว อยากจะนัวเนียขนฟู ๆ อย่างเดียว!
เจ้าของขนฟูตัวจริง “……”
เว่ยเชิงโม่จะทำอะไรได้ล่ะ? ก็ต้องกลายเป็นแมวให้เธอสอยตามระเบียบ!
เมิ่งหนานซวี่ก้มลงซุกพุงนุ่ม ๆ อย่างเต็มแรงพลางถอนหายใจด้วยความฟิน
มีความสุขจัง!
คืนนี้ทุกคนล้วนได้รับความพึงพอใจ
เด็ก ๆ ได้ฟังนิทาน เมิ่งหนานซวี่ได้นัวเนียขนฟู ส่วนเว่ยเชิงโม่นั้นได้รับ…
แมวขาวตัวน้อยหมอบอยู่บนหน้าอกของเมิ่งหนานซวี่ หูเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำมุมมองของแมว… อืม บางครั้งมันก็ทำให้ใจสั่นหวั่นไหวได้ง่าย ๆ จริง ๆ
เดือนกันยายนที่ดาวเมืองหลวงเริ่มคลายความร้อนระอุ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาให้ความรู้สึกอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก
เมิ่งซางลู่ที่ติดนิสัยตื่นเช้าค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แล้วเขาก็พบว่า จังหวะการหายใจของเขาดูจะหนักอึ้งไปหน่อย
ภาพที่เห็นคือเว่ยเชิงไป๋กำลังใช้พุงของเขาเป็นหมอน นอนหลับกรนปุ๋ย ๆ ไม่เหนือความคาดหมายเลยสักนิด เมิ่งซางลู่คิดในใจอย่างไร้อารมณ์
แต่ว่า… คุณอาเว่ยหายไปไหนล่ะ? ทำไมที่ตรงนั้นถึงว่างเปล่า?
เมิ่งซางลู่คิดอย่างสงสัย
ทันใดนั้น แสงสีขาววาบขึ้น ร่างของเว่ยเชิงโม่ก็ปรากฏขึ้นข้างเตียงของเมิ่งหนานซวี่กะทันหัน
ชายหนุ่มขยับผ้าห่มให้เธอ แววตาของเขาอ่อนโยนจนแทบจะละลายเป็นน้ำ
เขาโน้มตัวลงไปจูบที่ริมฝีปากของเมิ่งหนานซวี่เบา ๆ พอเงยหน้าขึ้นมา ก็ประสานสายตาเข้ากับดวงตาของเมิ่งซางลู่พอดี
เว่ยเชิงโม่ “……”
ไม่ต้องถาม… คำเดียวสั้น ๆ คือ…เลิ่กลั่ก
เมื่อเห็นความประหม่าของอีกฝ่าย เมิ่งซางลู่จึงรีบหลับตาลงอีกครั้ง พร้อมทั้งเสริมอย่างรู้ความว่า “เมื่อกี้แสงแดดมันจ้าเกินไปครับ ผมมองไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ ”
เว่ยเชิงโม่ ……
“อือ…”
เมิ่งหนานซวี่ตื่นขึ้นมาพอดี ทันทีที่ลืมตาเธอก็เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของเว่ยเชิงโม่
อา… สามีของเธอช่างงดงามราวกับภาพวาดจริง ๆ !
อารมณ์ของเมิ่งหนานซวี่พุ่งปรี๊ดขึ้นสู่ความสุขทันที เธอคว้าคอเสื้อเว่ยเชิงโม่กระชากลงมาแล้วจูบเขาเบา ๆ หนึ่งที
เว่ยเชิงโม่ “……”
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นละคะ? ใครไม่รู้จะนึกว่าฉันกำลังขืนใจพ่อหนุ่มบริสุทธิ์อยู่นะเนี่ย!”
เมิ่งหนานซวี่หรี่ตาลง เริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เว่ยเชิงโม่ยกมือกุมขมับ พลางชี้ไปที่ข้างหลังเธอ
เมิ่งหนานซวี่หันขวับไปประสานสายตากับตัวร้ายน้อยเข้าอย่างจัง
เมิ่งหนานซวี่ “……”
เมิ่งซางลู่ทำสายตาใสซื่อและจริงใจที่สุด “อาหญิงครับ ผมมองไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ ครับ”