สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 20 พ่อขยะหาเรื่อง
บทที่ 20 พ่อขยะหาเรื่อง
เมื่อถูกเสี่ยวไป๋มองด้วยสายตาเหมือนมอง ‘คนใจดำที่ทิ้งขว้างกัน’ เมิ่งหนานซวี่ก็ใจกระตุกวูบ รีบอธิบายทันที
“อันนี้มันย่อยยากจ้ะ แกกินไม่ได้หรอก”
แกงจืดแฟงซี่โครงหมูเมื่อวานรสชาติจืดชืด เสี่ยวไป๋จะดื่มเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ฉือป้านี่ห้ามกินเด็ดขาดแม้เธอจะเพิ่งเคยเลี้ยงแมวเป็นครั้งแรก แต่สามัญสำนึกข้อนี้เธอก็ยังพอรู้ ทว่าประเด็นสำคัญคือ เวยเซิงโม่ไม่ใช่แมวปกติ!
เว่ยเชิงโม่ที่โกรธกับการ ‘สองมาตรฐาน’ ของเมิ่งหนานซวี่ เล็งไปที่ฉือป้าในชามของเธอ พอเธอเผลอเขาก็รีบคาบไปก้อนหนึ่งทันที
เมิ่งหนานซวี่: !!!
“เสี่ยวไป๋! อันนั้นกินไม่ได้ คายออกมาเดี๋ยวนี้!”
เว่ยเชิงโม่กระโดดขึ้นไปบนหลังตู้ แล้วรีบกลืนฉือป้าลงท้องอย่างรวดเร็ว
ความขมจาง ๆ ของผงถั่วช่วยชูรสหวานของน้ำตาลให้เด่นชัดขึ้น กลิ่นหอมของข้าวและถั่วสอดประสานกัน ยิ่งเคี้ยวรสชาติก็ยิ่งพรั่งพรู
สัมผัสนุ่มเหนียวและรสชาติที่สดใหม่ทำให้เว่ยเชิงโม่ที่เพิ่งเคยทานขนมหวานเป็นครั้งแรกถึงกับหรี่ตาลงด้วยความฟิน
เมิ่งหนานซวี่ที่เห็นเสี่ยวไป๋กลืนฉือป้าลงไปทั้งลูกถึงกับสติแตก เธอคว้าตัวมันมาเขย่าหวังจะให้มันสำลักสิ่งที่เพิ่งกินเข้าไปออกมา
“ทำไมแกถึงตะกละกินทุกอย่างแบบนี้เนี่ย? แกนึกว่าตัวเองเป็นคนหรือไง?”
เมิ่งหนานซวี่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ส่วนเว่ยเชิงโม่ก็ยังคงใช้สายตาไร้เดียงสามองเธอก็ฉันเป็นคนจริง ๆ นี่นา
[โฮสต์วางใจได้ครับ เขาไม่เป็นไรเลย!]
521 รีบรายงานหลังจากตรวจเช็กร่างกายแมวน้อย [สัตว์ในยุคดาราจักรมีการวิวัฒนาการที่แตกต่างกันไป ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นทิศทางการวิวัฒนาการของเขาก็ได้ครับ]
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งหนานซวี่จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี่มันน่ากลัวจริง ๆ
“โอเคจ้ะ ฉันรู้แล้วว่าแกกินได้ทุกอย่าง” เธอเอื้อมมือไปลูบขนเจ้าแมวน้อย สัมผัสที่เรียบลื่นดุจผ้าไหมทำเอาเธอเคลิ้ม “อยากกินก็กินไปเถอะ”
เมิ่งหนานซวี่เลื่อนจานอาหารส่วนของผู้ชมไปให้เจ้าแมวขาว
เว่ยเชิงโม่พยักหน้าอย่างพอใจ
แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย
หลังจากมื้อเช้าที่วุ่นวายจบลง เมิ่งหนานซวี่ก็พาเจ้าก้อนแป้งไปออกกำลังกายที่สวนหลังบ้าน
“ตรงนี้ จุดศูนย์ถ่วงต้องต่ำลงอีกนิดจ้ะ”
“ยกแขนขึ้น หมัดต้องมีพลัง”
“ใช่จ้ะ แบบนั้นแหละ อดทนไว้นะ”
เจ้าแมวขาวมองดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาทั้งสองอย่างสนใจ พลางคิดว่าหลังจากกลับไป เขาควรจะสอน ‘เสี่ยวไป๋’ (หลานชายของเขา) แบบนี้บ้าง
ส่วนเมิ่งหนานซวี่แอบกังวลเรื่องการฝึกร่างสัตว์ของหลานชาย แต่พอคิดถึงร่างสัตว์ของตัวเองแล้ว… อย่าเอาออกมาให้อายเขาเลยดีกว่า ฝึกร่างมนุษย์ให้แข็งแกร่งก่อนค่อยว่ากัน
ในยามนี้กลิ่นหอมของดอกไม้ขจรกระจาย ลมพัดเอื่อย ๆ แม้แต่ใบไม้ที่ร่วงหล่นยังดูเหมือนจะเคลือบด้วยแสงอาทิตย์อันอ่อนโยน เว่ยเชิงโม่ท่ามกลางความสงบที่หาได้ยากนี้ก็เริ่มเคลิ้มหลับไป
ในความฝันเลือนลาง เขาเห็นพี่ชายและพี่สะใภ้ที่หายสาบสูญไป พวกเขาบอกให้เขาไม่ต้องเป็นห่วง และให้ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี
มุมปากขยับยิ้มเล็กน้อย เว่ยเชิงโม่ผู้ที่ดิ้นรนมานานโดยไม่เคยหยุดพักก็ได้หลับสนิทอย่างมีความสุข
“ท่านประธานเมิ่งครับ ตั้งแต่อาร์ทิมิสได้พรีเซนเตอร์คนปัจจุบันไป ยอดขายของพวกเขาก็สูงกว่าเราถึง 3 เท่าแล้วครับ!”
ผู้ดูแลสนามล่าสัตว์ตระกูลเมิ่งกล่าวด้วยเสียงถอนหายใจ
เมิ่งฉ่าง หน้าเขียวคล้ำ
“ยัยนั่นไม่ได้ติดต่อมาเซ็นสัญญากับเราเหรอ?”
ผู้ดูแลส่ายหน้า
“ต้องโทษที่พวกเราไม่ได้ให้ความสำคัญด้วยครับทางอาร์ทิมิสนั่นบิ๊กบอสเขาไปเซ็นสัญญาถึงที่ด้วยตัวเองเลยนะครับ”
เมิ่งฉ่างโบกมือให้ผู้ดูแลออกไป ก่อนจะขว้างรายงานการเงินที่สนามล่าสัตว์ส่งมาลงบนพื้นด้วยความโกรธ
“ช่างบังอาจนัก!”
เมิ่งฉ่างกดโทรศัพท์หาเมิ่งหนานซวี่ทันที
“ฮัลโหล?”
“เมิ่งหนานซวี่! ให้แกไปเซ็นสัญญา แกไปเซ็นถึงไหนกันห๊ะ!” เมิ่งฉ่างโกรธจนตัวสั่น
ยอดขาย 3 เท่านั่นมันคือเหรียญดาวมหาศาล ต่อให้ตอนนี้จะเปลี่ยนใจมาเซ็นด้วย ความสูญเสียที่ผ่านมาก็เรียกคืนไม่ได้แล้ว!
เสียงจากปลายสายตอบกลับมาอย่างไม่รีบร้อน
“ฉันก็เซ็นแล้วนี่คะ”
ใช่… เธอเซ็นแล้ว แต่เซ็นกับอาร์ทิมิสไงล่ะ!
“นี่แกใช้ท่าทางแบบนี้พูดกับฉันเหรอ?!”
เมิ่งฉ่างไม่คาดคิดเลยว่า ลูกสาวคนนี้จะไม่มีความรู้สึกละอายใจเลยแม้แต่นิดเดียว
“คุณเมิ่งคะ คุณยังจำได้ไหมว่าเมื่อ 7 ปีก่อนคุณรับปากอะไรพี่ชายฉันไว้?”
เมิ่งฉ่างชะงักไป
“ใบแถลงการณ์ตัดความสัมพันธ์นั่นยังอยู่ในระบบของสหพันธ์อยู่นะคะ คุณว่าฉันควรจะใช้ท่าทางแบบไหนพูดกับคุณดี?” เสียงจากปลายสายดูจะเย็นชาลงทันที
“ทรัพย์สินตระกูลเมิ่งไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราพี่น้อง และคุณ… คุณเมิ่ง ก็ไม่ใช่พ่อของเราอีกต่อไป คุณเอาอะไรมามั่นใจว่าฉันจะยอมทำงานให้คุณฟรี ๆ?”
“ฝันกลางวันน่าจะไวกว่านะคะ”
ติ๊ด… ติ๊ด…
เมิ่งฉ่างฟังเสียงสัญญาณที่ถูกตัดไป ใบหน้าดำคล้ำจนดูไม่ได้
“ไอ้เดรัจฉานตัวน้อย กล้าพูดแบบนี้กับพ่อแกเหรอ!”
“แกคอยดูเถอะ!”
เมิ่งหนานซวี่วางสายเสร็จ ก็จัดการลบและบล็อกเบอร์ทันทีการคุยกับเศษสอยพรรค์นี้แม้แต่ประโยคเดียวก็ถือว่าเสียเวลาชีวิต!
พอหันกลับมา เธอก็เห็นเจ้าแมวขาวนิ่งมองเธออยู่ไม่ไกล เหมือนจะมองเธอด้วยความเป็นห่วง
เมิ่งหนานซวี่อุ้มเจ้าแมวขึ้นมา แล้วเอาหน้าซุกที่จมูกเปียก ๆ ของมันอย่างเอ็นดู
“เป็นห่วงฉันเหรอจ๊ะ?”
คราวนี้เจ้าแมวขาวไม่ได้ดิ้นรน เพียงแต่ใช้หางปัดผ่านตัวเธอเบา ๆเมิ่งหนานซวี่ขำออกมา
“ฉันไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องห่วง”
คนที่ควรจะห่วงน่ะ คือไอ้ผู้ชายสารเลวนั่นต่างหาก!
ในขณะเดียวกัน บนเว็บบอร์ดอาหารของสตาร์เน็ต ชาวเน็ตกำลังโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนใต้กระทู้หนึ่งเพื่อปกป้องเมนูโปรดของตัวเอง
[คห.3-ครูฝึกฉันหัวล้าน: สตรีมล่าสุดของ “คนเลี้ยงเจ้าก้อนแป้งผู้ขยันขันแข็ง” ดูหรือยัง? ฉือป้านี่มันสุดยอดจริง ๆ ฉันลองทำกินเองที่บ้านไปหลายรอบแล้ว]
[คห.4-กระต่ายของอลิซ: ถึงฉือป้าจะอร่อย แต่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงคือที่สุดเว้ย ใครไม่ยอมมาสู้กัน!]
[คห.5-พี่ชายฉันมีความรักแล้ว: มาเลย! อสูรเมี่ยเมี่ยผัดพริก ต่างหากคือตำนานตลอดกาล]
[คห.6-พี่สาวฉันมีความรักแล้ว: ฉันโหวตโจ๊กฟักทอง ตั้งแต่ที่บ้านเริ่มกินสิ่งนี้ ปู่กับย่าฉันแข็งแรงขึ้นเยอะเลย]
[คห.7-น้ำเลมอนจงเจริญ: +1 บ้านฉันก็เหมือนกัน กิจกรรมโปรดของคุณย่าจากที่เคยดูละครน้ำเน่า กลายเป็นรอดูพี่สาวสตรีมแทนแล้ว]
[คห.78-แอบชอบเธอเงียบ ๆ: ขยะสร้างกระแส สิ่งที่ยัยนี่ทำจะไปสู้ “มีมี่อ้าย” ของฉันได้ยังไง?]
[คห.79-ขนร่วงเยอะไปหน่อย: ข้างบนนั่น ทำไมต้องไปโจมตีตัวบุคคลด้วยล่ะ?]
[คห.78-แอบชอบเธอเงียบ ๆ: แย่งลูกคนอื่นเขานี่ยังถือว่าตัวเองถูกอีกเหรอ?]
แย่งลูกเหรอ? ทุกคนที่เห็นคอมเมนต์นี้ต่างอึ้งไปตาม ๆ กัน
[คห.94-กอสซิปอันดับหนึ่ง: ลิงก์นี้เลยครับ กดเข้าไปดูเอาเอง]
ทุกคนกดเข้าไปดู ก็พบกับสาวงามผมทองตาสีฟ้ากำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นในไลฟ์สด
“ฉันก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกค่ะ แต่เธอเป็นน้องสาวของสามีฉัน…”
“ฉันเป็นแค่คนธรรมดา จะไปแย่งสู้กับพรานดาราจักรได้ยังไง?”
“ฮือ ๆ … ลูกแม่ แม่คิดถึงหนูเหลือเกินลูก”
เธอร้องไห้ได้ดูสมจริงและน่าเวทนามาก จนทำเอาหลายคนเริ่มคล้อยตาม
จากคำพูดของสาวงามคนนี้ ทุกคนค่อย ๆ ปะติดปะต่อ “ความจริง” ออกมาได้ชุดหนึ่ง…
หญิงหม้ายที่เพิ่งเสียสามีไป พยายามเลี้ยงลูกอย่างยากลำบาก แม้ชีวิตจะขมขื่นแต่แม่ลูกก็รักกันมาก ทว่าวันหนึ่ง น้องสาวของสามีกลับบุกมาถึงบ้าน
ไม่เพียงแต่แย่งชิงทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่พี่ชายทิ้งไว้ให้ แต่ยังพรากลูกไปจากเธอด้วย ทิ้งให้หญิงหม้ายต้องกินน้ำตาต่างข้าวทุกวัน
[นี่มันเกินไปแล้ว ลูกเขาก็มีแม่นะ เป็นแม่อาแท้ ๆ ที่ไหนจะมาดูแลแทนได้?]
[เชี่ย… นี่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือแย่งสมบัติพี่ชายชัด ๆ !]
[คนสวยอย่าร้องนะ เดี๋ยวพวกเราช่วยทวงลูกคืนให้เอง]
[ไม่ได้ยินเหรอ คนที่แย่งเด็กไปน่ะเป็นพรานดาราจักรนะ]
[เป็นพรานแล้วไง เป็นพรานแล้วจะเมินกฎหมายบ้านเมืองได้เหรอ]
……
[สรุปแล้ว คนที่แย่งลูกไปคือใครกันแน่?]
สาวงามสะอื้นไห้: “ตอนนี้เธอผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์อาหารค่ะ ทุกคนชอบเธอมาก…”
“ใช่ค่ะ เธอเป็นสตรีมเมอร์ของซิงซู่ ”
[…คงไม่ใช่คนเดียวกับที่ฉันคิดหรอกนะ…]
[ไม่น่าใช่นะ หลานชายของสตรีมเมอร์คนนั้นดูถูกเลี้ยงมาอย่างดี แถมดูสนิทกับเธอมากด้วย]
[แล้วสตรีมเมอร์คนนั้นก็ดูบอบบาง ไม่เห็นเหมือนพรานเลย?]
[รู้หน้าไม่รู้ใจหรอก ใครจะไปรู้ว่าตัวจริงเธอเป็นยังไง!]
การคาดเดาต่าง ๆ นานา เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ช่องคอมเมนต์ปั่นป่วนไปหมดหูถูต้าน ก้มหน้าลงเล็กน้อย ลอบยิ้มสะใจในที่ที่ชาวเน็ตมองไม่เห็นกล้าทำให้ฉันไม่พอใจ งั้นทุกคนก็อย่าหวังจะได้อยู่อย่างสงบเลย
เมิ่งหนานซวี่… แกคอยดูเถอะ!