สตรีมเมอร์สาวย้อนเวลามาเลี้ยงมหาวายร้าย - บทที่ 35 ขายเสน่ห์
บทที่ 35 ขายเสน่ห์
เว่ยเชิงโม่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“บอสครับ ฉู่ชื่อไปซ่อม ‘บอลทำความสะอาด’ แล้วครับ คุณอดทนไปก่อนนะ พรุ่งนี้ก็น่าจะใช้ได้แล้ว!”
มอร์ริสันยื่นชุดในมือส่งให้ เว่ยเชิงโม่เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ บนเส้นผมยังมีละอองน้ำเกาะอยู่
หยดน้ำค่อย ๆ ไหลผ่านผิวขาวจัดที่ดูเย็นตา ทำให้ความเฉยชาเหินห่างในยามปกติลดน้อยลง และดูมีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
เขาหยิบเสื้อผ้าจากมือมอร์ริสันไปวางไว้บนเตียง พร้อมส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายออกไปได้แล้ว
มอร์ริสันปิดประตู เดินผ่านโถงทางเดินไป และเห็นฉู่ชื่อที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงหัวมุม
“เป็นไง สำเร็จไหม?”
เพื่อที่จะรั้ง ‘พี่สะใภ้’ ผู้ทำของอร่อยให้กินไว้ให้ได้ มอร์ริสันและฉู่ชื่อเรียกได้ว่าขุดทุกกลเม็ดมาใช้
การจะให้บอสไป ‘ใช้มารยาชาย’ ตรง ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องถอยมาใช้แผนลวงเพื่อบรรลุเป้าหมายแทน
ในเมื่อชื่อแผนคือ ‘มารยาชาย’ สิ่งที่สำคัญอันดับหนึ่งย่อมเป็น
‘รูปโฉม’ ซึ่งหน้าตาของบอสพวกเขานั้นไม่ต้องพูดถึง แค่ไม่ทำหน้าบึ้งตึง ใบหน้านั้นก็แทบจะถล่มทุกโพลที่เกี่ยวกับความหล่อได้อยู่แล้ว แต่ความยากมันอยู่
ที่กลิ่นอายของบอสนั้นแข็งแกร่งและเย็นชาเกินไป
บรรดาลูกสาวตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ตอนดูรูปต่างก็ร้องกรี๊ดว่า ‘ฉันไหว’ แต่พอเจอตัวจริงเข้าหน่อย ต่างก็เซย์โนว่า ‘ฉันไม่ไหว ฉันไม่สู้’ กันถ้วนหน้า
งามล้ำแต่ ‘เย็นชา’ นั่นคือคำนิยามของเขา
ฉู่ชื่อใช้ประสบการณ์ที่ดูนิยายน้ำเน่ามานานหลายปีรับประกันว่า ผู้ชายที่ต่อให้เย็นชาแค่ไหน พอใส่ ‘เสื้อเชิ้ตสีขาว’ เข้าไป ก็จะดูอ่อนโยนขึ้นมาสักสองสามส่วนเสมอ
ดังนั้นทั้งคู่จึงร่วมหัวจมท้ายทำลายบอลทำความสะอาดที่ดูแลเรื่องเสื้อผ้าโดยเฉพาะ แล้วยังแกล้งทำชุดที่เว่ยเชิงโม่ใส่อยู่ตอนนี้เลอะเทอะ ‘โดยไม่ตั้งใจ’ อีกด้วย
“ฉันลงมือเอง วางใจได้!” มอร์ริสันทำสัญลักษณ์มือว่าสำเร็จ
ฉู่ชื่อมองไปทางห้องของเว่ยเชิงโม่
“งั้นก็เตรียมขั้นตอนต่อไป!”
เว่ยเชิงโม่เช็ดผมลวก ๆ แล้วหยิบเสื้อขึ้นมาแต่พอสัมผัสเนื้อผ้า เขาก็พบความผิดปกติทันที
เสื้อตัวนี้… มันบางเกินไปหรือเปล่า?
เสื้อผ้าที่มอร์ริสันส่งมาดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่ที่จริงกลับซ่อนกลเม็ดเอาไว้ เสื้อเชิ้ตสีขาวบางราวกระดาษ เมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟมันดูโปร่งแสงนิด ๆ กางเกงสแล็คสีดำทรงเป๊ะ ตัดเย็บมาอย่างดี เมื่อสวมใส่แล้วยิ่งขับเน้นรูปร่างให้ดูโดดเด่นเว่ยเชิงโม่ที่ปกติใส่แต่เครื่องแบบทหารรู้สึกไม่ชินนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
แค่คืนเดียวเท่านั้น เขาไม่ได้เป็นคนเรื่องมากขนาดนั้น หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ เว่ยเชิงโม่ก็เปิดดูบันทึกการสอบสวนของวันนี้ หวังว่าจะพบร่องรอยอะไรเพิ่มเติม
แต่ในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงสนทนาที่ดังมาจากเครื่องมอนิเตอร์
มอร์ริสันลืมเอามันออกไป
“คุณเมิ่งจะไปแล้วเหรอ?”
“เก็บของเสร็จหมดแล้ว ฉันเห็นกับตาเลย!”
“เธอทำอาหารอร่อยขนาดนั้น ถ้าอยู่ต่ออีกสักสองสามวันก็ดีสิ”
“ก็ว่างั้นแหละ แต่ไม่มีญาติไม่มีความสัมพันธ์อะไร อยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่เหมาะ”
“เฮ้อ ถ้าท่านผู้บัญชาการสามารถ…”
ทหารยังคงถกเถียงกันต่อไป แต่เว่ยเชิงโม่กลับฟังอะไรไม่เข้าหูอีกแล้ว
เธอจะจากไปแล้วเหรอ?
เว่ยเชิงโม่เม้มปาก วางบันทึกการสอบสวนในมือลง แล้วลุกขึ้นผลักประตูออกไป
เมื่อเห็นเงาหลังของเว่ยเชิงโม่ที่เดินจากไป มอร์ริสันและฉู่ชื่อที่แอบอยู่ห้องข้าง ๆ ก็สบตากัน
เรียบร้อย!
เมิ่งหนานซวี่ห่มผ้าให้มหาตัวร้ายน้อยที่หลับปุ๋ยไปแล้ว จากนั้นก็เดินออกจากห้องแล้วปิดประตู
ฉู่ชื่อทำงานละเอียดมาก เขาจัดห้องพักให้เธอเป็นแบบห้องชุด เธอนั่งลงบนเตียงแล้วเริ่ม ‘รอปาฏิหาริย์โดยไม่คิดลงมือ’
[คุณคิดจริง ๆ เหรอว่าเว่ยเชิงโม่จะมาใช้มารยาชาย]
521 รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ [ฝันเอายังจะไวกว่าเลยมั้ง]
เมิ่งหนานซวี่กอดหมอนอิงนุ่มนวลพลางยิ้ม
“ในแง่ของเจตนาเขาอาจจะไม่ทำ แต่ในแง่ของสถานการณ์น่ะไม่แน่หรอกนะ”
รองแม่ทัพสองคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา เมิ่งหนานซวี่ยังคงเชื่อมั่นในพลังขับเคลื่อนของพวกเขา
มารยาชายเหรอ…
พอนึกถึงสัดส่วนร่างกายที่ยอดเยี่ยมของชายหนุ่ม
เมิ่งหนานซวี่ก็เริ่มคาดหวังกับ ‘อาหารมื้อใหญ่’ ที่กำลังจะมาเสิร์ฟถึงประตูบ้าน
521 พิมพ์จุดไข่ปลา (…) ออกมาหลายจุด ก่อนจะหนีไปเล่นเกม
ปัง ปัง ปัง!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
เมิ่งหนานซวี่ยกมุมปากขึ้น เตรียมพร้อมเต็มที่
พอเปิดประตูออกมา ก็เป็นเว่ยเชิงโม่จริง ๆ บนตัวเขายังมีความชื้นจากการอาบน้ำจาง ๆ เสื้อเชิ้ตสีขาวบางจนเกือบโปร่งแสง เผยให้เห็นลายกล้ามเนื้อลาง ๆ
เมิ่งหนานซวี่: !!!
ชุดขาว+เปียกโชก?!
เธอต้องเพิ่มน่องไก่ให้มอร์ริสันกับฉู่ชื่อคนละสองน่องแล้ว!
“เธอจะไปแล้วเหรอ?” เสียงของเว่ยเชิงโม่แฝงความร้อนรนเล็กน้อย
ตอนที่เขาพูด ลูกกระเดือกขยับไหวเบา ๆ ดูเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก
“ไป? ทำไ… อ้อ ใช่ค่ะ ฉันกะว่าจะไป ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่”
ตอนแรกเธอประหลาดใจกับคำถาม แต่ไม่นานเธอก็คิดได้ทันทีว่าสองคนนั้นหลอกเขามายังไง การที่เขาสนใจว่าเธอจะไปหรือไม่… ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ไร้ความรู้สึกต่อเธอสินะ
เมิ่งหนานซวี่สวมบทบาทนักแสดงสาวทันที เปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าสร้อย
“บ้านของฉันกับอาซางก็คงซ่อมไม่เสร็จในเวลาอันสั้น ต้องรีบกลับไปวางแผนอย่างอื่นต่อค่ะ”
521 ที่แอบกลับมาดูเผือกแทบจะกลอกตาใส่
วางแผนอย่างอื่นกะผีน่ะสิ! คุณน่ะอยากจะผูกมัดกับเขาเดี๋ยวนั้น แล้วตามเขาไปเมืองหลวงจะตายอยู่แล้ว!
“เธอ… ถ้าอย่างนั้น พักอยู่ที่นี่ดีไหม?” หัวใจของเว่ยเชิงโม่เต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
นั่นสิ บ้านเธอพังแล้ว อีกพักหนึ่งเธอก็ต้องไปเมืองหลวงอยู่ดี ทำไมไม่พักอยู่บนยานรบนี้ไปเลยล่ะ จะได้เดินทางไปด้วยกันเมิ่งหนานซวี่แอบดีใจในใจ
เยี่ยมมาก ติดกับแล้ว
“ก็ได้ค่ะ งั้นรบกวนคุณรับเลี้ยงฉันไว้อีกสักสองสามวัน พอถึงเมืองหลวงแล้วฉันซื้อบ้านได้เมื่อไหร่จะรีบย้ายออกทันที”
ย้ายออก…
เว่ยเชิงโม่มองหญิงสาวตรงหน้า ในใจเกิดความรู้สึกไม่อยากจากขึ้นมาอย่างกะทันหัน
การใช้ชีวิตร่วมกันมาราวหนึ่งเดือนทำให้เขาชินกับไออุ่นจากตัวเธอ ชินกับกลิ่นกายของเธอไปแล้ว สำหรับเขา เธอคือตัวตนที่พิเศษและไม่เหมือนใคร
แต่เธอก็ต้องจากไปอยู่ดีพอนึกถึงตรงนี้ เว่ยเชิงโม่ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย
เขาเป็นคนนิสัยเย็นชามาแต่ไหนแต่ไร ไม่ชอบสุงสิงกับใคร นอกจากพี่ชายและเพื่อนไม่กี่คนแล้ว เขาก็แทบไม่มีสังคมเลย เขาไม่รู้วิธีที่จะรั้งผู้หญิงที่พิเศษคนนี้ไว้
เมื่อเห็นความเงียบของอีกฝ่าย เมิ่งหนานซวี่ก็รู้สึกขัดใจ
สรุปคือจะเดินทางไปเมืองหลวงด้วยกันเฉย ๆ เหรอ? แล้วที่ฉันเหนื่อยแกล้งนี่เพื่ออะไร!
521 หัวเราะเยาะ
[ไหนบอกอยากเป็นคุณอาสะใภ้ของเวยเชิงไป๋ไง ยังอีกไกลครับ!]
ทันใดนั้น เว่ยเชิงโม่ก็เอ่ยปากขึ้น
“ผม… พี่ชายของผมหายตัวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน”
เมิ่งหนานซวี่รู้ข้อมูลส่วนนี้ดี ตั้งแต่ก่อนจะมาโลกนี้ เธอท่องจำข้อมูลที่เกี่ยวข้องจนแม่นยำขึ้นใจ
พี่ชายของเว่ยเชิงโม่คือ เว่ยเชิงเยี่ยน ผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่งของตระกูลเว่ยเชิง
เขามีชั้นเชิงทางการเมืองสูงส่งและโดดเด่นตั้งแต่อายุยังน้อย อำนาจแผ่ขยายไปทุกภาคส่วนของสหพันธ์
เป็นอัจฉริยะที่ร้อยปีจะเจอสักคน แต่ในฤดูหนาวปีดาราจักรที่ 2049 เขาและภรรยา ‘หานหลินเยว่’ ถูกลอบโจมตีระหว่างทางกลับเมืองหลวงและสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“คุณคงเดาฐานะของผมได้แล้ว ผมมาจากตระกูลเว่ยเชิงในเมืองหลวง”
เมิ่งหนานซวี่พยักหน้า ต่อให้ไม่มี 521 แค่เห็นยานรบและร่างอสูรของเขา เธอก็เดาได้ดาวคู่แห่งตระกูลเวยเชิง พยัคฆ์ขาวตาฟ้า สี่เทพสัตว์อสูรจุติ!
“สี่ตระกูลใหญ่มีชื่อเสียงภายนอกที่ดูดี แต่ภายในกลับมีการต่อสู้แบ่งพรรคแบ่งพวกที่ซับซ้อน ตั้งแต่พี่ชายหายตัวไป คนในตระกูลก็เริ่มจับจ้องมาที่ผมและหลานชาย”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เว่ยเชิงโม่ดูมีสีหน้าเหนื่อยล้า “เนื่องจากกฎตระกูล ผมไม่สามารถย้ายออกจากเขตตระกูลได้ง่าย ๆ แต่นั่นกลับเปิดโอกาสให้คนพวกนั้นคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งสารพัดทุกวันจนผมแทบหมดแรง”
เว่ยเชิงโม่มองมาที่เมิ่งหนานซวี่
ดวงตาสีน้ำเงินใสกระจ่างสะท้อนภาพของเธอ
“เธอ… ช่วยพาผมกับหลานชายออกจากเขตตระกูลได้ไหม?”
เมิ่งหนานซวี่เริ่มรู้สึกสงสารชายตรงหน้าขึ้นมาทันทีเธอตอบโดยไม่เสียเวลาคิด
“ฉันจะช่วยคุณเอง!”
เจ้าแมวตัวโตที่น่าสงสารมาอ้อนขนาดนี้ ใครจะทนไหว?
เว่ยเชิงโม่ยิ้มออกมา
เป็นยิ้มที่เหมือนน้ำแข็งละลายและลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ทำให้คนมองถึกับใจสั่น
เมิ่งหนานซวี่มองจนตาค้าง
“จริงเหรอ?”
“จริงค่ะ!”
เว่ยเชิงโม่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ถ้าอย่างนั้น… พวกเราหมั้นกันเถอะ”
เมิ่งหนานซวี่: ???
เมิ่งหนานซวี่ตามไม่ทันไปชั่วขณะ เธอพลาดขั้นตอนไหนไปหรือเปล่า?
ทำไมจู่ ๆ ข้ามกระโดดไปถึงขั้นหมั้นเลยล่ะ!
“ตระกูลเว่ยเชิงจะออกจากเขตตระกูลได้ก็ต่อเมื่อมีการหมั้นหมายแล้วเท่านั้น เพราะงั้นเลย… ต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ”
ในมุมที่เมิ่งหนานซวี่มองไม่เห็น แววตาของเว่ยเชิงโม่ฉายแววเจ้าเล่ห์และพึงพอใจแวบหนึ่ง
คราวนี้เมิ่งหนานซวี่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ไอ้หยา ที่แท้ก็วางแผนรอลูกค้าอยู่ที่นี่นี่เอง!
521 ถึงกับมึนตึ้บ
[สรุป? นี่มันสถานการณ์อะไรครับ?]
เมิ่งหนานซวี่ตอบในใจเงียบ ๆสถานการณ์ที่แมวเจ้าเล่ห์นิสัยเสียกำลังใช้
เล่ห์เหลี่ยมน่ะสิ
เธอมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหยั่งเชิง ราวกับมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของความคิดเขา
เว่ยเชิงโม่หัวใจเต้นแรง
พี่ชายบอกว่า ถ้าใจสั่นต้องรีบลงมือ ถ้าเจอคนที่ชอบต้องรีบตีตราจองไว้ก่อน! จู่ ๆ เว่ยเชิงโม่ก็กุมมือของเมิ่งหนานซวี่ไว้
ไออุ่นที่ร้อนแรงส่งผ่านผิวหนังเข้าไปถึงหัวใจของเธอ
“เธอ… เต็มใจไหม?”
เขาถามอย่างนุ่มนวล แต่เมิ่งหนานซวี่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของเขา
เมื่อมองดูเจ้าแมวตัวโตที่ทำท่าทางประหม่านิด ๆ แววตาของเธอก็ฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาแวบหนึ่ง
“ดูที่ความจริงใจของคุณแล้วกันค่ะ!”