หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 102 หน่วนเป่ากับต้าไป๋เข้ามุมสำนึกตน
บทที่ 102 หน่วนเป่ากับต้าไป๋เข้ามุมสำนึกตน
หลังจากที่หน่วนเป่าและต้าไป๋ล้างเนื้อล้างตัวจนสะอาด ทั้งคู่จึงถูกสั่งให้หันหน้าเข้ามุมสำนึกตนและอดอาหารในเวลาเดียวกัน
“ครั้งนี้แม่เจ้าโกรธจริง ๆ แล้วนะ ข้าเห็นกำแพงนั่นยังคิดว่าเจ้าทำเกินไปเลย”
หมาป่าขาวซึ่งถูกทำโทษครั้งแรกบ่นพึมพำ
เมื่อหลี่เจิ้งได้ยินข่าวว่าหน่วนเป่าสร้างปัญหาและกลัวว่าจะถูกตี หลังจากป้าจ้าวกลับไปจึงรีบตามไปที่บ้านของเซียวหย่งฝู
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้านก็เห็นหน่วนเป่าและต้าไป๋กำลังหันหน้าเข้ากำแพงสำนึกตน เขามองด้วยความสงสาร ก่อนจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมหลินซื่อ
แล้วก็เดินออกมาอีกครั้งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ดูเหมือนว่าครั้งนี้หลินซื่อจะโกรธจริง ๆ แล้ว
“ดูสิ ขนาดหลี่เจิ้งยังช่วยพูดอะไรไม่ได้เลย” หมาป่าขาวพูดซ้ำเติม
หน่วนเป่ายื่นมือออกไปคว้าขนที่หน้าท้องของหมาป่าขาวทันที “นี่แหน่ะ…”
“พรุ่งนี้ไม่อยากกินข้าวแล้วหรืออย่างไร?” หลินซื่อเดินออกมาจากห้องพลางมองพวกเขาด้วยสีหน้าอึมครึม
ทั้งคนและหมาป่าต่างพากันส่ายหน้า
“ยืนให้ดี! ยืนหนึ่งชั่วยาม ห้ามขาด!”
หลี่เจิ้งมองดูหลินซื่อเดินกลับเข้าไปในห้อง ก่อนจะขอตัวกลับไป
สองแม่ลูกหลัวซื่อและหลินเอ้อร์นีจึงเดินเข้ามาทันที
“ตงเหมย มา ๆ ประเดี๋ยวข้าช่วยเจ้าเก็บของ”
หลัวซื่อลงมือช่วยเก็บของตามที่พูด ในขณะที่หลินเอ้อร์นีกลับยืนเฉย ๆ พลางมองไปโดยรอบและสัมผัสของภายในห้อง
ข้าวของเครื่องใช้ในห้องของหน่วนเป่าล้วนทำมาจากไม้หวงฮวาหลี*[1]ทั้งสิ้น คนธรรมดาทั่วไปที่ไหนจะใช้ของดี ๆ เช่นนี้ เว้นเสียแต่บ้านคนร่ำคนรวย
และบนโต๊ะกระจกริมหน้าต่างยังมีของใช้สตรีอันประณีตและสวยงามมากมายวางอยู่
แม้แต่โต๊ะไม้หวงฮวาหลียังไม่เคยได้สัมผัส นับประสาอะไรกับขนเตียวที่วางไว้บนเตียงเตา
นางเดินไปยังด้านหน้าโต๊ะกระจกพลางหยิบปิ่นปักผมทับทิมทองคำรูปหงส์ใส่ในแขนเสื้อเงียบ ๆ
ส่วนหน่วนเป่ากำลังทะเลาะกับหมาป่าขาว หลัวซื่อกำลังประจบเอาใจหลินซื่อจึงไม่มีใครสนใจ
“ตงเหมย รีบให้เด็ก ๆ เข้าบ้านเถิด ซนบ้างถือเป็นเรื่องเล็ก แต่หากป่วยไข้ขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”
หลัวซื่อแสร้งทำเป็นห่วงใยหน่วนเป่า แต่กลับถูกหลินซื่อถลึงตาใส่ “ท่านสั่งสอนเลี้ยงดูหลินเอ้อร์นีกับหลินต้าเป่าจนเสียผู้เสียคนเช่นนั้น ยังจะกล้ามาสอนลูกข้าอีกหรือ? น่าขัน!”
ประโยคนั้นทำเอาหลัวซื่อไปต่อไม่ถูก “นี่เจ้า…ตงเหมย แม่หวังดีนะ ลูกน่ะเป็นดั่งเลือดเนื้อของคนเป็นแม่ หากลูกเจ็บไข้ได้ป่วย ก็มีแต่เจ้าที่เป็นแม่นั่นแหละที่เจ็บปวด!”
หลัวซื่อพูดเสียงดัง หน่วนเป่าที่อยู่หน้าประตูย่อมได้ยินอย่างชัดเจน หากหลินซื่อยังยืนกรานให้นางยืนเช่นนี้ต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกอาจเกิดความบาดหมางเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้
ครั้งแรกไม่เป็นไร หากมีครั้งที่ห้า ครั้งที่สิบหรือครั้งที่หนึ่งร้อยล่ะ?
ต้องบอกเลยว่าเจตนาร้ายของหลัวซื่อนั้นเกินคาดเดาจริง ๆ
หลินซื่อวางผ้าในมือลง ก่อนจะมองหลัวซื่ออย่างเย็นชา “ท่านคงไม่คิดว่าที่ข้ามีลูกเป็นเพราะยอมรับวิธีการเป็นแม่ที่เลวร้ายเช่นท่านหรอกนะ?”
หลัวซื่อได้ยินดังนั้น ก็แทบจะอดด่าออกมาไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นว่าลูกสาวแข็งข้อกับตนขึ้นมาจริง ๆ
ราวกับน้ำมันเกลือไม่เข้า อ่อนแข็งล้วนไม่กิน*[1]
หลินซื่อมองหน้าบูดเบี้ยวของหลัวซื่อด้วยความสะใจยิ่ง
นางไม่สนใจหญิงชราอีกต่อไป ก่อนจะเช็ดตู้พลางบ่นพึมพำ “คนอะไร เห็นคนอื่นมีเรื่องแล้วดีใจขนาดนั้น รีบมาดูเรื่องตลกขบขันเร็วยิ่งกว่าไปงานศพเสียอีก!”
แผละ!
หญิงชราโยนผ้าลงในถังน้ำ ก่อนจะเดินออกไปทันที “ข้าขอตัวไปดูเด็ก ๆ ก่อน ได้เวลานอนพักแล้ว!”
หลินซื่อเงยหน้ามองรอยมือรอยเท้าบนกำแพงก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “พวกเจ้าเข้ามาได้แล้ว!”
หน่วนเป่าวิ่งกระโดดเข้าไปในอ้อมกอดของมารดาโดยไม่เสแสร้ง “ท่านแม่ หน่วนเป่าผิดไปแล้ว คืนนี้หน่วนเป่าจะลบรอยบนกำแพงออกให้”
หลินซื่อทำท่าตีก้นก่อนจะชี้ไปที่มุมหนึ่ง “ตรงนั้นไม่ต้องเช็ดนะ แม่คิดว่ามันสวยดี”
หน่วนเป่าเพ่งมองอย่างละเอียด พร้อมกับหัวเราะเสียงดัง “เหมือนหน่วนเป่าเลย!”
หลินซื่อส่ายหน้า “ไม่ต้องเช็ดแล้ว รอให้พี่ใหญ่ของเจ้ากลับมา เขาจะได้เห็นว่าเจ้าเอาหมึกของเขามาปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรบ้างดีกว่า”
หลินซื่ออุ้มหน่วนเป่าขึ้นมาบนเตียงเตา จากนั้นสองแม่ลูกจึงมองดูกำแพงด้วยกันและเดาว่าภาพบนนั้นคือตัวอะไรบ้าง
ผู้เฒ่าเซียวที่มองด้วยความกังวลพูดขึ้น “ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ คิดว่าจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมเสียหน่อย”
เซียวหย่งฝูตอบกลับด้วยสีหน้าอิจฉา “ข้าเองก็อยากจะเล่นกับพวกนางสองแม่ลูกเช่นกัน”
ผู้เฒ่าเซียวยกมือทำท่าตีลูกชาย “โตป่านนี้แล้วยังจะเล่นอะไรอีก รีบไปอุ่นข้าวให้หน่วนเป่าเร็วเข้า”
เหล่าพี่ชายที่อยากจะเกลี้ยกล่อมมารดา ต่างถูกลงโทษอยู่ในห้องนอน แม้แต่ฉีสือเยี่ยนเองก็ไม่เว้น
ทว่าผู้เป็นแม่กลับลืมไปเสียสนิทเพราะมัวแต่เอาใจหน่วนเป่า ส่วนผู้เป็นพ่อเองก็ลืมว่าพวกเขายังไม่ได้กินข้าว จึงอุ่นข้าวให้ลูกสาวแค่คนเดียว
“เอ๊ะ! ดูเหมือนว่าข้าจะได้ยินเสียงหัวเราะของหน่วนเป่า รวมทั้งเสียงหัวเราะของท่านพ่อท่านแม่ด้วย” เซียวเฉินหลางเอาหูแนบกับกำแพงเพื่อแอบฟัง
ฉีสือเยี่ยนจึงเดินออกไปดู “ไม่ใช่แค่ดูเหมือนหรอก แต่ใช่เลยต่างหาก!”
“ท่านแม่! ลำเอียงที่สุด!” เซียวจี้หลางเบะปากพลางทำท่าออดอ้อนเหมือนหน่วนเป่า
หลินซื่อไม่ได้สนใจพวกเขา จนกระทั่งเซียวหย่งฝูขมวดคิ้วพูดขึ้นว่า “เจ้าพวกนั้นหายไปไหนกัน หายไปนานไม่เห็นแม้แต่เงาเลย!”
ตอนนั้นเองที่หลินซื่อนึกภาพสายตาเศร้าสร้อยทั้งสามคู่ขึ้นมาได้ “แย่แล้ว ข้าทำโทษพวกเขาที่ห้อง ลืมไปเสียสนิทเลย!”
“เช่นนั้นอย่ามัวรีรออีกเลย ข้าอุ่นข้าวไว้แล้ว พวกเจ้ารีบไปกินเถิด” เซียวหย่งฝูพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ฉีสือเยี่ยนเห็นพวกเขาทำผิดพลาด แต่กลับมีความสุขกันทุกคน
ยิ่งได้ยินว่าตนเองถูกตำหนิด้วย เขายิ่งรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านที่เป็นของตนเองแล้ว
เด็กชายยิ้มให้กับเซียวหย่งฝู ก่อนจะกอดคอเจ้าหลางสองคนเดินออกไป พร้อมกับเสียงหัวเราะดังขึ้นในบ้าน
พวกเขาสามคนเดินออกมามองหน้ากันที่ริมระเบียง ก่อนจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่เช่นกัน
ในขณะที่ห้องของตระกูลหลินมีเสียงดังโวยวาย เพราะหลัวซื่อกำลังด่าทอหลินเอ้อร์นี
“ข้าถูกหลินตงเหมยด่าเสียจนไม่มีดี แต่เจ้ากลับหนีออกมาไวนักนะ!” หลินเอ้อร์นีที่กำลังนึกถึงปิ่นปักผม ไม่ได้ฟังคำด่าของมารดาแม้แต่น้อย
เมื่อหลัวซื่อไม่เห็นปฏิกิริยาโต้ตอบ จึงหันไปต่อว่าเจิงซื่อที่กำลังเย็บผ้า “เจ้ายังไม่รีบไปทำความสะอาดห้องนั้นอีก สุ่ยเซิง เจ้าไปกับเจิงซื่อ ดูสิ ตอนนี้แทบจะไม่มีที่วางเท้าอยู่แล้ว!”
หลังจากหลัวซื่อได้ระบายอารมณ์ด้วยการด่า นางจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาก ขณะที่กำลังจะเย็บผ้าต่อแต่กลับหาเข็มไม่เจอ
“เหลียงเถียน เมื่อครู่เจ้าอยู่ตรงนี้เห็นเข็มของย่าหรือไม่?“
หลัวซื่อตาไม่ค่อยดี สุดท้ายหลินเหลียงเถียนจึงเข้าไปช่วยหาเข็ม แต่ก็หาไม่เจอ
จากนั้นนางจึงจับมือเขาและพูดว่า “หลานรักของย่า เจ้าน่ะเป็นเด็กดีที่สุดในบ้านแล้ว”
หลินเหลียงเถียนฝืนยิ้ม ก่อนจะคอยมองหลี่อวิ๋นที่ตัวสั่นระริกเป็นลูกนกตลอดเวลา
ในบางครั้งแม่ของเขามักจะสนใจหลินเหลียงเถียนมากกว่า และคนที่ถูกด่าเป็นประจำคือเขาและพี่สาว
คืนนี้หลินเอ้อร์นีเข้านอนแต่หัวค่ำ นางมักจะหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาดูเป็นครั้งคราว โดยไม่มีใครรู้เนื่องจากนางนอนที่มุมห้อง
หลี่สุ่ยเซิงและเจิงซื่อไปเก็บกวาดห้องนอนอีกห้อง กว่าจะกลับก็กลางดึกแล้ว
ในห้องดับไฟไปนาน ทั้งสองจึงแยกย้ายกันเข้านอน
วันต่อมา
แม่ม่ายหลิวเดินมาพร้อมขนมในมือ บอกว่าจู้จือกลับมาตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่าง และยังซื้อของมาฝากหน่วนเป่าอีกด้วย
“ท่านป้า สีหน้าดีใจของท่าน จู้จือไม่ได้กลับมาคนเดียวสินะ!” หลินซื่อหยอกล้อ
ไม่คิดว่าแม่ม่ายหลิวกลับพยักหน้ารับทันที “เจ้าลูกชายไปทำงานในเมืองจึงรู้จักกับหญิงคนหนึ่ง พวกเขากลับมาบ้านด้วยกัน ข้าคิดว่านางนิสัยท่าทางใช้ได้เลย แต่อยากจะให้พวกเจ้าไปช่วยดูอีกแรงน่ะ”
หน่วนเป่ายกมือขึ้น “หน่วนเป่าอยากไปดูพี่สะใภ้ด้วยคน!”
[1] ไม้หวงฮวาหลี คือ ไม้พะยูงหมอ หรือไม้พะยูงจีน
[2] น้ำมันเกลือไม่เข้า อ่อนแข็งล้วนไม่กิน เปรียบเปรยคนหัวแข็ง ดื้อรั้น ใช้ไม้แข็งหรือไม่อ่อนก็ไม่ได้ผล