หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 103 หน่วนเป่าต่อยหัวขโมย
บทที่ 103 หน่วนเป่าต่อยหัวขโมย
หลินซื่ออาบน้ำให้หน่วนเป่าเสร็จเรียบร้อย จึงเตรียมตัวอุ้มลูกสาวออกไป ฉีสือเยี่ยนพลันเดินเข้ามาพร้อมกับพูดว่า “ป้าหลิน ข้าขอไปด้วยคน”
หลินซื่อส่งหน่วนเป่าให้กับฉีสือเยี่ยนด้วยความยินดี ก่อนจะเดินนำหน้าไปก่อน
“ตงเหมย พวกเจ้าจะไป…” หลัวซื่อพูดยังไม่ทันจบประโยค หน่วนเป่าก็พูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ไม่ได้ ห้ามไปนะ!”
หลัวซื่อยิ้มอย่างอึดอัด “เจ้าเด็กคนนี้นี่ เจอหน้าก็ไม่ทักทายยายบ้างเลย”
หากพูดดีก็ทำเป็นพูดจาสนิทชิดเชื้อ พูดไม่น่าฟังก็โทษว่าหน่วนเป่าไร้มารยาท
เจ้าก้อนแป้งยังไม่ทันตอบอะไร ฉีสือเยี่ยนพลันก้าวไปข้างหน้าพร้อมชี้ปิ่นปักผมที่อยู่บนศีรษะของหลินเอ้อร์นี “นี่คือปิ่นของหน่วนเป่า! เอาคืนมา!”
ตอนนั้นเองที่ทุกคนเพิ่งสังเกตว่าบนศีรษะของหลินเอ้อร์นีมีปิ่นหงส์ทองคำปักอยู่ ทับทิมด้านบนส่องแสงเป็นประกายแวววาว
หลินเอ้อร์นีรู้เพียงแค่ว่าเด็กคนนี้คือลูกชายของเพื่อนเซียวหย่งฝู จึงไม่ใส่ใจนัก “ไป ๆ ข้าจะใช้ของของหลานบ้างจะเป็นไรไป มันธุระกงการอะไรของเจ้าหรือ?”
หน่วนเป่าตะโกนด้วยความโกรธ “นั่นมันของขวัญที่พี่เยี่ยนให้ข้า เจ้าหัวขโมย!”
“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้!” ฉีสือเยี่ยนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ข้าขอใช้วันสองวัน เดี๋ยวจะคืนให้นางเอง!” หลินเอ้อร์นีโบกมือด้วยความหงุดหงิด
“เจ้าน่ะหรือจะคู่ควรกับของของหน่วนเป่า?” ฉีสือเยี่ยนเริ่มไม่พอใจ “เจ้าจะถอดเองหรือให้ข้าสั่งคนช่วยถอดมันลงมา”
“นางยังเด็กมีไปก็ไม่ได้ใช้ ข้าขอใช้สักสองวันไม่ได้หรือ?”
หลินเอ้อร์นีรู้สึกว่าเด็กคนนี้ช่างดื้อด้านและไม่ฟังใครทั้งสิ้น!
“ต้าไป๋!” ฉีสือเยี่ยนขานเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ หมาป่าขาวค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องและตรงไปยังหลินเอ้อร์นีพลางจ้องอย่างไม่ละสายตา ก่อนจะเตรียมตั้งท่าจู่โจม
หลินเอ้อร์นีเห็นดังนั้นจึงเย้ยขึ้นว่า “เรียกสุนัขตัวนี้มาแล้วคิดว่าจะทำอะไรข้าได้หรือ?”
หลินซื่อกอดอกพลางยิ้มอย่างเย็นชา “ใครบอกเจ้าว่าต้าไป๋คือสุนัข ต้าไป๋ส่งเสียงหน่อยสิ!”
“บรู้ววว…” ต้าไป๋ยืดคอส่งเสียงหอนในทันที
ตระกูลหลินต่างพากันถอยหลัง นี่มันไม่ใช่เสียงร้องของสุนัขนี่!
“ต้าไป๋คือหมาป่าต่างหาก!” หลินซื่อเปิดริมฝากปากแดงเบา ๆ
ด้วยความหวาดกลัวหลินเอ้อร์นีจึงรีบถอดปิ่นปักผมและโยนลงที่เท้าของฉีสือเยี่ยนทันที
ยังไม่ทันทีเขาจะได้ตอบสนอง หน่วนเป่ากลับพุ่งตัวลงจากอ้อมแขนและตรงเข้าไปชนหลินเอ้อร์นีราวกับลูกปืนใหญ่
นางเอาศีรษะเล็ก ๆ ชนเข้ากับขาของหัวขโมยอย่างแรง “โอ๊ย! เจ้าเด็กบ้า เดรัจฉาน…”
หน่วนเป่าไม่เพียงแต่ชนนางจนล้ม ทว่ากลับขึ้นไปขี่บนตัวพร้อมกับประเคนหมัดไปที่หน้าของนางอีกด้วย
“เจ้าโยนของที่พี่เยี่ยนให้ข้าลงกับพื้น! วันนี้ข้าจะต่อยเจ้าจนแม่ของเจ้าจำไม่ได้เลย!”
เมื่อหลัวซื่อเห็นว่าลูกสาวสุดที่รักถูกต่อย จึงรีบเข้าไปดึงหน่วนเป่า สุดท้ายกลับถูกหมัดเล็ก ๆ กระแทกเข้าที่จมูกเต็มแรง
“โอ๊ย! จมูกข้าแตกหมดแล้ว” หญิงชราพูดด้วยความฮึดฮัดแต่ไม่กล้าเข้าไปอีก
ผู้เฒ่าหลินที่อยู่ในห้องไม่ยอมออกมา ส่วนหลินต้าเป่าไม่เคยสนใจเรื่องของผู้ใดอยู่แล้ว แม้แต่เจิงซื่อที่อยากจะเข้าไปช่วย แต่นางก็กลัวเกินกว่าจะเข้าไปยุ่ง
แต่ที่ทำให้หลินซื่อแปลกใจมากที่สุดคือสามีของหลินเอ้อร์นีกลับไม่เข้าไปห้าม เอาแต่ยืนมองภรรยาถูกต่อยอยู่อย่างนั้น
สุดท้ายจึงมีแค่เด็กอย่างหลี่อวิ๋นและหลี่เสี่ยวฮวาช่วยกับสงบศึกนั้น
ส่วนหลินเหลียงเถียนเอาแต่จ้องมองหมาป่าขาวด้วยใบหน้านึกสนุก
คนอื่น ๆ ในตระกูลเซียวยืนมองอยู่ที่ริมระเบียง ไม่เข้าไปข้องเกี่ยว
หากเข้าไปช่วยเทพมังกรน้อย ก็เท่ากับเป็นการดูถูกนางไม่ใช่หรือ?
ไม่มีใครอยากจะดูหมิ่นพลังสังหารของหน่วนเป่าหรอกนะ
ฉีสือเยี่ยนมองภาพเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้าด้วยความงุนงง
ตอนที่ปิ่นปักผมถูกปาลงพื้น ในใจของเขาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น
ทว่าหน่วนเป่ากลับพุ่งเข้าไปต่อยหลินเอ้อร์นี โดยที่เขาเองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ
ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้ใหญ่หลายคนไม่สามารถห้ามปรามเด็กน้อยอายุเพียงขวบกว่าได้
หลินซื่อมองฉีสือเยี่ยนที่กำลังใจลอย พลางเดินไปหยิบปิ่นปักผมขึ้นมาวางลงบนมือเขา
ก่อนจะเดินไปพูดเบา ๆ “หน่วนเป่า พอได้แล้ว ลงมาเถิด!”
แน่นอนว่าหน่วนเป่าย่อมเชื่อฟังท่านแม่เสมอ นางเลิกต่อยทันใด
หลินซื่อดึงน้องสาวขึ้นมาจากพื้น ในขณะที่หลินเอ้อร์นีกำลังจะพูดด้วยความเสียใจ
หลินซื่อกลับตบหน้าหลินเอ้อร์นีอย่างแรง ตอนที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว
“โอ๊ย! หลินตงเหมย นังสารเลว! เจ้ากล้าตบข้าหรือ?”
“หุบปาก!” หลินซื่อตวาด ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง
“เจ้าว่าใครเดรัจฉาน? ครั้งก่อนยังกินขี้นกไม่พออีกหรือ? หากเจ้าอยากจะกินอีกสักรอบข้าก็ไม่ถือสานะ!”
หลินซื่อพูดจบก็ผลักนางเต็มแรง ก่อนจะปัดมือเบา ๆ “อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าแส่หาเรื่องอีก!”
จากนั้นจึงจูงมือเด็กทั้งสองเดินออกจากบ้านไป
นางยังถามพวกเขาเมื่อเดินถึงหน้าประตูว่า “ผมของข้ายุ่งหรือไม่?”
ทั้งสองส่ายหน้าและตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน “ไม่ยุ่ง สวยมาก!”
“สวยมาก!”
ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องไห้คร่ำครวญและเสียงด่าทอของหลัวซื่อที่ลานบ้าน
“เจ็บมือหรือไม่?” หลินซื่อถามอย่างมีความสุข
หน่วนเป่าส่ายหน้า “หน่วนเป่าไม่เจ็บ” ก่อนจะเบะปากเล็กน้อย “แต่สกปรกมากกว่า!”
ฉีสือเยี่ยนมองหน่วนเป่าด้วยรอยยิ้มทันที
บ้านของแม่ม่ายหลิวอยู่ไม่ไกลนัก เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึง
ที่นั่นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ไม่อ้างว้างเช่นเมื่อก่อนอีกต่อไป
แม่ม่ายหลิวเห็นพวกเขามาถึง จึงออกไปต้อนรับพร้อมกับชักชวนเด็กทั้งสองเบา ๆ “รีบเข้าบ้านกันดีกว่า มีของกินอร่อย ๆ ด้วยนะ”
แม้แต่ฉีสือเยี่ยนที่มักทำหน้าตาเย็นชายังยิ้มออก
“พี่จู้จือ” หน่วนเป่าตะโกนเรียกพลางถามอย่างสงสัย “พี่สะใภ้ล่ะ?”
จู้จือได้ยินดังนั้นจึงเขินจนแก้มแดง “อยู่ด้านใน เยว่ซิ่ว”
ไม่นานหญิงสาวแรกรุ่นคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้อง อาจเป็นเพราะรอยยิ้มที่ชัดเจนเกินไปของแม่ม่ายหลิวและหลินซื่อ แก้มของนางจึงแดงระเรื่อตามไปอีกคน
เยว่ซิ่วเดินมาทักทายหลินซื่อ “สวัสดีเจ้าค่ะ ป้าหลิน”
หน่วนเป่าเม้มริมฝีปากพลางคิด เสียงไพเราะเสียด้วย พี่จู้จือผู้โชคร้ายกลับได้ภรรยาดี ๆ เช่นนี้
หลินซื่อจูงมือเยว่ซิ่วไปพูดคุยกัน ส่วนหน่วนเป่าก็มาคุยกับจู้จือเรื่องสถานการณ์ในเมือง
“พี่จู้จือ สถานการณ์ในเมืองร้ายแรงมากหรือไม่? ทำไมท่านถึงกลับมาล่ะ?”
จู้จือส่ายหน้า “ตั้งแต่ที่เจ้านำเสบียงไปส่ง สถานการณ์ในเมืองก็ดีขึ้นมาก ใต้เท้าหลีแจกจ่ายเสื้อผ้าฝ้าย ทำให้ผู้คนหนาวตายน้อยลงมาก”
“ที่ข้ากับเยว่ซิ่วกลับมาเป็นเพราะขายผักดองหมดแล้ว”
“หา? ขายหมดแล้วหรือ?” หน่วนเป่าจำได้ว่าครั้งล่าสุดเขานำไปสามสิบไห และยังเป็นไหขนาดใหญ่อีกด้วย
จู้จือเอามือถูหน้าผากพลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ใช่น่ะสิ ไม่คิดเลยว่าหิมะตกเช่นนั้นจะมีคนมาซื้อ ก็ไม่มากหรอก ซื้อกันแค่คนละหนึ่งขวดเท่านั้นเอง”
ฉีสือเยี่ยนจับมือของหน่วนเป่า “หิมะตกหนักปิดถนนหนทาง ผักจากหมู่บ้านเข้าเมืองไม่ได้”
“ต่อมาหลังจากพวกเจ้าเปิดทาง ใต้เท้าหลีจึงส่งคนมารับผัก”
หลินซื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาคุยกันจึงพูดขึ้นว่า “จู้จือ ช่วงนี้เจ้าก็ใช้เวลานี้อยู่เป็นเพื่อนแม่กับเยว่ซิ่วไปก่อน”
แม้จะยังเหลือผักดองอยู่หลายไห ทว่าช่วงนี้ถนนไม่สะดวกในการเดินทางจริง ๆ
เมื่อจู่จือได้ยินว่าจะได้อยู่บ้านนานขึ้นจึงดีใจมาก รีบหยิบของกินส่งให้หน่วนเป่ากับฉีสือเยี่ยนทันที
หลังจากกลับบ้าน คนในบ้านรีบถามเรื่องหญิงสาวคนนั้นกับหลินซื่อ “ข้าคิดว่านางก็นิสัยดีนะ”
“นางเป็นคนยิ้มสวย แต่เล่าเรื่องที่บ้านคลุมเครือเกินไป”
หลินซื่อถามนางว่าครอบครัวมีทั้งหมดกี่คน และทำอาชีพอะไรกันบ้าง
แม้ว่าเยว่ซิ่วจะตอบได้อย่างราบรื่น ทว่าคำพูดเหล่านั้นเหมือนคำตอบที่คิดมาอย่างดี ฟังแล้วรู้สึกแปลกประหลาดนัก
“หน่วนเป่า เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?”
หน่วนเป่าที่กำลังกินสาลี่แช่แข็งอย่างเพลิดเพลินถูกถามจึงเกิดความงุนงง “หน่วนเป่าคิดว่าสาลี่แช่แข็งหวานมาก”
“แม่ถามว่าเยว่ซิ่วเป็นคนอย่างไร?” หลินซื่อถามซ้ำอย่างอดทน
นางกำลังถามเด็กเพิ่งหย่านม พูดไปใครจะเชื่อ?
หน่วนเป่าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำนายชะตาให้พวกเขาทั้งสอง “ค่อนข้างดี แม้ว่าชาติกำเนิดจะมีปัญหา แต่เรื่องราวของพวกเขาจะพลิกผันไปมาจนได้คู่กันในที่สุด”