หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 104 มนุษย์ปีศาจ
บทที่ 104 มนุษย์ปีศาจ
ผู้เฒ่าเซียวกำลังนั่งผิงไฟอยู่หน้าเตา เขามองหลินซื่อที่ดีใจในตอนแรก ก่อนจะหน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อได้ยินว่าหญิงคนนั้นมีปัญหาเรื่องชาติกำเนิด ก่อนจะส่ายหน้าพลางสูบกระบอกยาในมือ “ไหนบอกว่าไม่ปัญหา เช่นนั้นเจ้าก็เลิกคิดเถิด”
เอาเวลาไปคิดว่าจะทำให้ตระกูลหลินย้ายออกไปอย่างไรดีกว่า!
เพราะไม่ว่าอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ ผู้เฒ่าเซียวได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าพูดออกไปตรง ๆ
“หากหิมะหยุดตกแล้ว ตระกูลหลินจะย้ายออกไปพักที่อื่นใช่หรือไม่?” เซียวหย่งฝูรู้ดีว่าภรรยาของเขาไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลเดิมแม้แต่น้อย จึงถามออกไปตามตรง
เมื่อได้ยินคนกล่าวถึงตระกูลหลิน หน่วนเป่าจึงเหลือบมองท่าทีของฉีสือเยี่ยน เด็กชายยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก ปิ่นปักผมชิ้นนั้นแม้จะเรียบง่ายแต่เป็นของรักของหวงของเสด็จแม่ของเขา
เขาเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมถึงมอบมันให้กับหน่วนเป่า
ทว่า ตอนที่เห็นหน่วนเป่าพุ่งตัวเข้าไป เขาก็เข้าใจทันทีว่านี่เป็นแค่การเปลี่ยนเจ้าของเท่านั้น
หน่วนเป่าแอบกระซิบข้างหูเขาเบา ๆ “ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานหลี่เจิ้งจะไล่พวกเขาออกไปเอง”
ฉีสือเยี่ยนพยักหน้ารับ โดยไม่ถามอะไรต่อ
ค่ำคืนนั้นมีสุนัขถูกถลกหนังและแขวนไว้หน้าประตูอีกครั้ง
ครั้งนี้ชาวบ้านเริ่มลือกันว่าในหมู่บ้านมีปีศาจร้ายแฝงตัวอยู่ในหมู่ผู้คน
แม้ทีมลาดตระเวนจะเพิ่มกำลังและขอบเขตในการตรวจสอบ ทว่าเรื่องเช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นได้
ขณะที่หน่วนเป่ากินมื้อเย็นเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นหน้าลานบ้านและเจอกับหลินเหลียงเถียนที่กลับมาพอดี
เมื่อเห็นหมอกหนาสีดำทะมึนที่ด้านหลัง หน่วนเป่าทำได้เพียงยักไหล่อย่างไม่สนใจนัก
ดูเหมือนว่าหลินเหลียงเถียนจะอารมณ์ดีมาก เขาค่อย ๆ เดินไปหาหน่วนเป่า “เจ้าหมาป่าตัวนั้นล่ะ?”
หน่วนเป่าปิดจมูกด้วยความรังเกียจ “ออกไปนะ น่าขยะแขยงที่สุด!”
หลินเหลียงเถียนยกมือขึ้นมาดม กลิ่นคาวเลือดที่เคยเปรอะเปื้อนจางลงจนแทบไม่มีกลิ่นแล้ว “เจ้าเด็กบ้า หากกลัวนักก็เรียกหมาป่าของเจ้ามาปกป้องสิ!”
“เจ้าเนี่ยนะที่จะทำให้ข้ากลัว? เจ้าอัปลักษณ์!”
ก็แค่มนุษย์ปีศาจเท่านั้นเอง
หลินเหลียงเถียนมีกายเป็นมนุษย์ ทว่าความชั่วร้ายในจิตใจ ทำให้กลายเป็นมนุษย์ปีศาจ
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้หน่วนเป่าได้กลิ่นเหม็นจากตัวของเขา
จะเห็นได้ว่าเขาคร่าชีวิตสัตว์บริสุทธิ์ไปมากเพียงใดแล้ว
ไหนจะหมอกหนาทึบบนตัวอีก มันหนาจนหน่วนเป่าแยกไม่ออกว่านอกจากสัตว์แล้ว เขาเคยสังหารมนุษย์บ้างหรือไม่
หลินเหลียงเถียนที่อายุไม่เกินสิบปี แต่กลับมองหน่วนเป่าด้วยสีหน้าสงบนิ่งและดวงตาฉายแววเย้ยหยัน
หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป คงจะหวาดกลัวสายตาของเขาไปแล้ว แต่นอกจากเจ้าก้อนแป้งจะไม่หลบตาแล้ว ยังจ้องกลับจนเห็นแสงสีแดงที่ปรากฏในดวงตาของอีกฝ่ายเป็นระยะอีกด้วย
หมอกดำทะมึนข้างหลัง แสงสีแดงในดวงตา กลิ่นเหม็นคาวในตัว นี่แหละคือมนุษย์ปีศาจ
ในขณะที่หน่วนเป่ากำลังจะตอบ เซียวจี้หลางและหลิวเกิ่นเซิงที่เดินกอดคอกันเข้ามาเห็นหลินเหลียงเถียนอยู่ตรงหน้าน้องสาว เซียวจี้หลางจึงรีบตรงดิ่งไปยังทั้งคู่โดยลืมความหวาดกลัวไปเสียสนิท
“เจ้าจะทำอะไรน่ะ?”
เซียวจี้หลางผลักหลินเหลียงเถียนออก หลิวเกิ่นเซิงที่ตามมาก็ผลักเขาอีกเช่นกัน
หลินเหลียงเถียนที่สีหน้ามืดมนไม่เปลี่ยนจู่ ๆ กลับคว้าคอเสื้อของหลิวเกิ่นเซิงด้วยสายตาดุร้าย
หลิวเกิ่นเซิงรู้สึกว่าขาของตนเองเริ่มลอยเหนือพื้น ก่อนจะหันไปมองหน่วนเป่าที่อยู่ด้านหลัง
ท่านเทพมังกร! ช่วยข้าด้วยยย!
นี่มันไม่ใช่คนธรรมดาแล้วนะ!
แม่ว่าทั้งสองจะอายุไล่เลี่ยกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะยกเขาจนตัวลอยจากพื้นได้เช่นนี้
เซียวจี้หลางตกใจจึงรีบเข้าไปแกะมือของหลินเหลียงเถียน ทว่ามันกลับแน่นและหนักอึ้งราวกับหินก้อนใหญ่
เมื่อเห็นว่าหน่วนเป่าไม่ทำอะไรสักอย่าง หลินเหลียงเถียนจึงมองด้วยสายตาท้าทาย
ไม่นานหิมะรอบตัวหน่วนเป่าพลันลอยขึ้น อุณหภูมิโดยรอบต่ำลงจนรู้สึกเย็นยะเยือก
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะลงมือ ประตูห้องของตระกูลหลินก็เปิดออกเสียงดัง
“อ้าว! พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?” เป็นหลัวซื่อที่เปิดประตูออกมาตะโกนถาม
หลินเหลียงเถียนรีบวางหลิวเกิ่นเซิงลงทันที ก่อนจะผลักเขาออกไปให้ห่างจากตัว
เสียงของหลัวซื่อดึงดูดความสนใจของทุกคนในบ้าน “มีอะไรหรือ?”
เซียวหย่งฝูเห็นสีหน้าเด็ก ๆ ไม่ปกติ ในขณะที่หลินเหลียงเถียนยังคงหน้าตามืดมนเช่นเดิม
หลัวซื่อรีบเดินเข้าไปจับมือหลินเหลียงเถียนอย่างใจร้อน “หลานรัก เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? พวกเขารังแกเจ้าหรือไม่?”
มีนางเพียงคนเดียวที่กล้าพูดเช่นนี้ ทั้งที่หลินเหลียงเถียนอายุมากที่สุดในหมู่เด็ก ๆ ที่ยืนอยู่ตรงนี้
และเมื่อครู่ยังยกตัวหลิวเกิ่นเซิงจนเท้าลอยอีกต่างหาก
หน่วนเป่าหันไปมองหลิวเกิ่นเซิง เมื่อเห็นว่าเขาเพียงเอามือกุมหน้าอกไม่มีอาการอื่นใด จึงลากพวกเขาทั้งสองกลับเข้าไปในบ้าน
ใคร ๆ ต่างก็ดูออกว่าพวกเขาต้องพบเจอเรื่องบางอย่างมา แต่ในเมื่อไม่มีใครยอมพูดจึงทำอะไรไม่ได้
หน่วนเป่าเดินกลับห้องด้วยความไม่พอใจ ทั้งยังปิดประตูไม่ให้เซียวหย่งฝูกับฉีสือเยี่ยนตามเข้าไป
“เป็นอะไร? อึดอัดมากเลยหรือ?”
หมาป่าขาวถามอย่างกวนประสาท
“มนุษย์ปีศาจจะลงโทษเช่นเดียวกับคนอื่นไม่ได้ มันจะทำให้กลายร่างเป็นมนุษย์ปีศาจง่ายขึ้น เจ้าคิดว่ามันอึดอัดหรือไม่?”
หน่วนเป่าระบายอารมณ์ด้วยการถอนขนหมาป่าขาว แต่กลับไม่รู้สึกดีขึ้นสักนิด
หมาป่าขาวเพิ่งเคยได้ยินคำว่ามนุษย์ปีศาจเป็นครั้งแรก เพราะเมื่อหนึ่งปีก่อนมันยังเป็นเพียงหมาป่าธรรมดาทั่วไป
“เช่นนั้นควรทำอย่างไรต่อ?”
“มนุษย์ปีศาจต้องสังหารเท่านั้น!”
หมาป่าขาวเพิ่งเคยได้ยินคำพูดสุดโหดร้ายของหน่วนเป่าเป็นครั้งแรก
ตอนแรกมันจะถามอย่างอื่นต่อ ทว่าเมื่อเห็นเทพมังกรน้อยอึดอัดใจเช่นนั้น นั่นแปลว่าต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างเป็นแน่
ไม่นานหมาป่าขาวพลันตระหนักคิดขึ้นได้ จึงหมอบลงที่ข้างหน้าหน่วนเป่า “คงไม่ใช่ว่าต้องรอจนกว่าเขาจะกลายเป็นมนุษย์ปีศาจจริง ๆ หรอกนะ?”
เจ้าก้อนแป้งพยักหน้ารับ
สวรรค์ช่างเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม! หากเขายังเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ และต้องสูญเสียอีกกี่ชีวิต ก็ไม่อาจพิพากษาความผิดหรือสังหารเขาได้
แม้ว่าหน่วนเป่าจะลงโทษผู้กระทำผิด ทว่าเรื่องสังหารนั้นเคยเกิดขึ้นที่ภูเขาสือเหมินเพียงครั้งเดียว
ดังนั้นเทพไม่ใช่ว่าจะสามารถทำทุกอย่างได้ ยิ่งเรื่องสังหารผู้อื่นตามใจยิ่งเป็นไปไม่ได้
นั่นจะถือเป็นผลกรรมทันที
หน่วนเป่าเอนศีรษะลงบนขนนุ่ม ๆ ของหมาป่าขาวพลางอธิบายรายละเอียดเหล่านั้นให้มันฟัง
หมาป่าที่ได้ยินถึงกับตกตะลึง
“เช่นนั้นพวกเราต้องรอดูมันคร่าชีวิตสัตว์ไม่หยุดน่ะหรือ?” หมาป่าขาวก็นับเป้นสัตว์เช่นกัน มันทนเห็นพฤติกรรมคร่าชีวิตสัตว์อื่นของหลินเหลียงเถียนต่อไปไม่ไหว
“ใกล้แล้ว รอก่อน!” นางคำนวณเวลาที่เขาจะกลายเป็นมนุษย์ปีศาจ
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่หน่วนเป่ากังวลและไม่ได้บอกหมาป่าขาว นั่นคือเมื่อเขากลายเป็นมนุษย์ปีศาจ ดินแดนปีศาจจะเปิดรับเขา
เมื่อถึงเวลานั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
สุนัขในหมู่บ้านนั้นมีไม่มาก บ้านที่เลี้ยงสุนัขพากันนำสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นเข้าบ้านหมดแล้ว
การเห็นสุนัขถูกถลกหนังแขวนไว้หน้าประตูเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และไม่มีใครทำใจได้ทั้งสิ้น
ผู้มาเยือนในวันนี้มีชื่อว่าหลิวเหล่าหาน แต่เขาคนนี้ไม่ได้ขี้ขลาดอ่อนแอเช่นเดียวกับหลิวเหล่าหานเพื่อนบ้านคนเก่า
แม้เขาจะโกรธเป็นอย่างมาก ทว่าหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น จึงตัดสินใจไปหาหลี่เจิ้งก่อน
เขามาถึงบ้านหน่วนเป่าอย่างสุภาพ เซียวหย่งฝูเห็นอีกฝ่ายถือถุงมาใบหนึ่ง ทำให้หนังตากระตุกด้วยความสังหรณ์ใจ “พี่ชาย ไม่ต้องเอาออกมาหรอก เดี๋ยวข้าจะพาท่านเข้าไปเอง”
ห้องของหน่วนเป่าไม่ได้ลงกลอน ดังนั้นเมื่อประตูเปิดออก แสงสีทองในยามเย็นสาดส่องเข้าไปถึงด้านในทันที
หน่วนเป่าที่พูดด้วยความกังวลได้หลับไปแล้ว
นางนอนซบอยู่บนตัวของหมาป่าขาวราวกับหนุนหมอนด้วยความสบาย
พวกเขาเข้ามาเห็นหน่วนเป่ากำลังนอนกรน หมาป่าขาวที่เห็นดังนั้นจึงนำหางมาปิดร่างเด็กน้อยเพื่อป้องกันลมที่พัดเข้ามา
หลิวเหล่าหานถือถุงเดินไปยังหน้าเตียงเตา “ต้าไป๋ ข้าขอดูอุ้งเท้าหน่อย”
หลิวเหล่าหานเป็นคนรักสุนัขมาก ยังเคยมาเล่นกับต้าไป๋อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นต้าไป๋จึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
ไม่นานหลิวเหล่าหานที่ดมอุ้งเท้าของต้าไป๋ก็พูดขึ้น “เอ่อ…เมื่อตอนเที่ยงเจ้ากินเนื้อย่างมาหรือ?”
เพราะอุ้งเท้าเต็มไปด้วยกลิ่นยี่หร่า
หน่วนเป่าที่กำลังหลับตาพริ้มพลันลืมตาโพลง ก่อนจะเอามือบีบคอของหมาป่าขาว “นี่เจ้าแอบกินเนื้อย่างโดยไม่แบ่งข้าหรือ?!”