หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 105 โหดร้ายเกินพรรณา
บทที่ 105 โหดร้ายเกินพรรณา
หมาป่าขาวเอาอุ้งเท้าวางไว้บนไหล่หลิวเหล่าหานพลางส่งเสียงในลำคอ แม้ว่าทุกคนจะไม่เข้าใจภาษาของหมาป่า แต่ก็พอจะรับรู้ได้ว่ามันกำลังปลอบใจ
เมื่อรับรู้ถึงน้ำใจของหมาป่าขาว หลิวเหล่าหานจึงอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา
จนถึงตอนนี้ทุกคนต่างคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวมาก
เขาคิดว่าหลี่เจิ้งเห็นว่าเหยื่อเป็นเพียงสุนัข จึงไม่ตั้งใจจะตามหาฆาตกรจากใจจริง
ทว่าหลิวเหล่าหานเข้าใจผิด หลี่เจิ้งเป็นผู้ที่กังวลมากกว่าใคร ๆ
เพราะเมื่อกล้าที่จะทำกับสุนัขในวันนี้ นั่นแปลว่าพรุ่งนี้อาจทำกับคนได้เช่นกัน แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
หลังจากที่หลิวเหล่าหานได้รับการปลอบโยนจากต้าไป๋ เขาก็อารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นหลี่เจิ้งจึงขยิบตาเป็นสัญญาณให้ผู้เฒ่าเซียว ก่อนจะอุ้มหน่วนเป่าออกไปพูดคุยด้านนอก
“พี่ชาย มานั่งตรงนี้สิ ข้ามีเรื่องสงสัยอยากจะหารือเสียหน่อย” ผู้เฒ่าเซียวพูดพร้อมคว้าคอหลิวเหล่าหานไปที่ห้องครัวพลาง หยิบเหยือกเหล้าและแก้วสองใบออกมาจากตู้
“ว่ามาเถิด ข้าจะได้เรียบเรียงเรื่องในหัวไปพร้อมกัน” ตั้งแต่เห็นร่างไร้วิญญาณนั้นจนกระทั่งตอนนี้ เขายังรู้สึกสับสนไม่หาย
“ท่านเจอเจ้าหม่าเจี้ยงครั้งสุดท้ายเมื่อใด?”
หม่าเจี้ยงคือสุนัขของหลิวเหล่าเหาน ตัวของมันมีสีเหลืองนวลเช่นเดียวกับซอสงาจึงตั้งชื่อมันว่าหม่าเจี้ยงนั่นเอง
“ช่วงบ่ายก่อนจะนอนน่ะ”
หลายวันมานี้อากาศหนาวเย็น ตกช่วงบ่ายชาวบ้านไม่มีอะไรทำจึงงีบหลับกันเป็นเรื่องปกติ
ผู้เฒ่าเซียวยกแก้วขึ้นชนกับหลิวเหล่าหาน ก่อนจะดื่มหมดในรวดเดียว
เห็น ๆ กันอยู่ว่าเป็นเหล้าชั้นดี ทว่าหลิวเหล่าหานกลับไม่รับรู้รสแต่อย่างใด
“พี่ชาย ได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ บ้างหรือไม่?”
หลิวเหล่าหานมักจะหลับลึกทุกครั้ง แล้วเขาจะได้ยินเสียงได้อย่างไร?
พวกเขาทั้งสองดื่มกันจนเริ่มเคลิบเคลิ้ม อีกด้านหนึ่งหลี่เจิ้งกำลังอุ้มหน่วนเป่าไปยังร้านยา
หมอฟางกำลังตรวจศพของหม่าเจี้ยง
หลี่เจิ้งพยายามปิดตาของหน่วนเป่าเอาไว้ แต่นางกลับหลบไปหลีกมา
“ถูกวางยาพิษหรือ?”
หมอฟางตรวจสอบทุกส่วนอย่างระมัดระวังโดยสวมถุงมือที่ทำจากลำไส้แกะ “ไม่ใช่ แต่เลือดออกมาถึงเพียงนี้แสดงว่าตอนถูกถลกหนังน่าจะยังมีชีวิตอยู่”
หลี่เจิ้งได้ยินพลันตัวสั่นระริก ถลกหนังทั้งเป็นงั้นหรือ!
จู่ ๆ หมอฟางก็มองไปที่จุดหนึ่งเป็นเวลานาน “ดูเหมือนจะมีรอยกัด รอยฟันดูเหมือนกับเป็นฝีมือของ… คน?”
“อ๊อก!”
หลี่เจิ้งอาเจียนออกมาทันที!
หน่วนเป่าพยายามปลอบใจตนเองว่าอีกฝ่ายคือมนุษย์ปีศาจ มันจะทำอะไรก็ได้อย่างที่เราคาดไม่ถึง
แต่สีหน้าของนางยังคงดูไม่ค่อยดีนัก
“ข้าขอให้ทีมลาดตระเวนตรวจสอบอย่างเคร่งครัดมากขึ้น หน่วนเป่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?” หลังจากที่หลี่เจิ้งอาเจียนเสร็จ ใบหน้าของเขาซีดเซียวเล็กน้อย แต่น้ำเสียงกลับหนักแน่นขึ้นอย่างผิดปกติ
“อย่าให้บ้านที่มีสุนัขกับเด็กคลาดสายตา ข้าจะช่วยจับตาดูเช่นกัน” หน่วนเป่าอยากจะข่วนผนังเหมือนกับต้าไป๋เสียเดี๋ยวนี้เลย
“หมอฟาง หมอฟาง รีบดูอาการเขาเร็วเข้า” ทันใดนั้นเสียงร้องจากด้านนอกก็ดังขึ้น
“หม่านถัง?” หลี่เจิ้งเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงของลูกชาย
หมอฟางถอดถุงมือออกแล้วรีบเปิดประตู หลิวหม่านถังวิ่งเข้ามาโดยมีหลิวเกิ่นเซิงอยู่ในอ้อมแขน
“ท่านพ่อ?”
“เกิดอะไรขึ้นกับเกิ่นเซิง?” แม้ว่าหลี่เจิ้งจะเข้มงวดกับเกิ่นเซิงมาก ทว่าในใจกลับรักและเอ็นดูเขาเป็นอย่างยิ่ง
ใบหน้าของหลิวเกิ่นเซิงไร้สีเลือด และบิดเบี้ยวเนื่องจากความเจ็บปวด “นะ หน่วนเป่า เจ้าอยู่… ให้ห่างจากเขาเอาไว้”
หลิวเกิ่นเซิงคว้ามือของหน่วนเป่าเข้ามาพลางกระซิบ
“พี่เกิ่นเซิง อย่าขยับนะ”
นางพูดพลางมองไปที่หมอฟาง บัดนี้หมอฟางเริ่มตรวจอาการของหลิวเกิ่นเซิงแล้ว เขากดไปที่ท้องและแขนขาของเด็กชาย
ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกาย
“…ดูเหมือนจะมีของบางอย่างอยู่ข้างใน!” หมอฟางพูดด้วยความไม่มั่นใจนัก
หลี่เจิ้งเฝ้าดูหลานชายดิ้นทุรนทุรายไปมาด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อของความกังวล ส่วนพ่อแม่ของหลิวเกิ่นเซิงแทบจะเป็นลมด้วยความหวาดกลัว
ของบางอย่าง?
หน่วนเป่าผลักหมอฟางออก ก่อนจะโบกมือหนึ่งครั้ง แสงสีทองเปล่งประกายคลุมร่างของหลิวเกิ่นเซิงในทันที
หลี่เจิ้งเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งไปปิดประตู
ในจิตสำนึกเทพของนางบอกว่าร่างของหลิวเกิ่นเซิงมีเข็มเล็ก ๆ มากมายอยู่ในนั้น
หน่วนเป่าพลันร้องไห้ตะโกนลั่น “พี่เกิ่นเซิง ข้าขอโทษ หน่วนเป่าผิดเอง ฮือ…”
นางร้องไห้พร้อมกับเปิดปากแผลบนร่าง ก่อนจะมีเข็มสีเงินกระเด็นออกมาพร้อมกับแสงจากบาดแผลของหลิวเกิ่นเซิง
“กรี๊ดดด!” แม่ของหลิวเกิ่นเซิงกรีดร้องก่อนจะเป็นลมล้มพับไปทันที
ส่วนหลี่เจิ้งกระทืบเท้าและตะโกนด่าด้วยความโกรธ “เดรัจฉาน! มันต้องไม่ตายดีแน่!”
หมอฟางก้มหยิบเข็มขึ้นมาจากพื้น “ไม่มีพิษ”
เพราะนางกลัวว่าจะทำให้ผลกรรมเกี่ยวโยงกัน จึงยังไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก
ที่หลิวเกิ่นเซิงต้องถูกหลินเหลียงเถียนทำร้าย ก็เพราะปกป้องนาง
หน่วนเป่าร้องไห้สะอึกอื้น ทว่าท้องฟ้าด้านนอกพลันมืดลง สายฟ้าปรากฏขึ้นเป็นช่วง ๆ และหิมะเริ่มตกหนักมากขึ้น
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นลั่นเมือง ทำเอาผู้คนในเมืองอิ้งซานอกสั่นขวัญแขวนกันไปหมด
หลี่เจิ้งรีบอุ้มหน่วนเป่าขึ้นมาปลอบ “ไม่ต้องร้องแล้ว ไม่ต้องร้อง!”
หน่วนเป่าพยายามกลั้นเสียงร้อง ทว่ายังคงสะอึกสะอื้นอยู่บ้าง เสียงฟ้าร้องด้านนอกจึงค่อย ๆ สงบลง
หลิวเกิ่นเซิงผล็อยหลับไป แต่เหงื่อที่ไหลออกมาทั้งตัวราวกับมีใครตักน้ำราด
“หน่วนเป่า! หน่วนเป่าอยู่หรือไม่?” เสียงของหลินซื่อดังขึ้นหน้าประตู นางรู้สึกใจไม่ดีตั้งแต่เสียงฟ้าผ่าครั้งแรก และคิดว่าต้องเกิดเรื่องกับลูกสาวอย่างแน่นอน
หลี่เจิ้งที่กำลังจะพูดรีบเงียบทันที ส่วนหมอฟางกุลีกุจอเก็บเข็มก่อนจะไปเปิดประตูให้หลินซื่อ
หลินซื่อเข้าไปด้านในราวกับคนเสียสติ เมื่อเห็นว่าหน่วนเป่าร้องไห้น้ำตานองหน้า กับหลิวเกิ่นเซิงที่กำลังนอนไม่ได้สติบนเตียงจึงถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น? เกิ่นเซิงเป็นอะไร? แล้วเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ท่านแม่ พี่เกิ่นเซิงไม่สบาย หน่วนเป่าแค่ตกใจร้องไห้น่ะ” เรื่องบางเรื่องยิ่งคนรู้น้อยมากเท่าไรยิ่งดี
หลินซื่อคลายความสงสัย ความร้อนใจพลันหายไป ขอเพียงแค่หน่วนเป่าปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว
“ข้าจะรีบกลับไปต้มยาบำรุงให้เขา หมอฟาง เขาสามารถดื่มได้ใช่หรือไม่?”
เดิมทีบ้านของเซียวหย่งฝูและหลี่เจิ้งอยู่ไม่ไกลกันนัก บัดนี้เถียนซื่อแม่ของหลิวเกิ่นเซิงกำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอ ไหนเลยจะมีแรงไปทำอาหาร
หมอฟางจึงรีบจับชีพจรของหลิวเกิ่นเซิง “อืม ได้ เขาต้องการยาบำรุงอยู่พอดี”
เมื่อได้ยินคำยืนยันของหมอ หลินซื่อจึงเดินกลับไปด้วยความรีบร้อน
เมื่อเกือบถึงยามซวี*[1] หลินซื่อและเซียวหย่งฝูช่วยกันถือกล่องข้าวมาสองกล่อง
พวกเขากำลังรอให้หลิวเกิ่นเซิงฟื้นขึ้นมา
“ท่านลุง หม่านถัง น้องเถียน มากินข้าวกันก่อนเถิด มีทั้งโจ๊กใส่เนื้อและโจ๊กหวาน ข้ายังผัดผักมาเพิ่มอีกสองจานด้วยนะ”
นางพูดพลางหยิบถ้วยออกมา “นี่เป็นผักดองของบ้านข้าเอง กินกับโจ๊กอร่อยนัก”
เซียวหย่งฝูยกหม้อดินเผาสีแดงขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า “นี่เป็นยาที่ข้าต้มมาให้ อุ่นไว้ในหม้อเช่นนี้ก่อน รอให้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วจะได้ดื่มยาร้อน ๆ”
หลินซื่อเช็ดเหงื่อเล็กน้อยก่อนจะดึงแขนเถียนซื่อมานั่ง และวางชามโจ๊กหวานไว้ตรงหน้า “จะให้พี่ป้อนเจ้าหรือไม่”
ในที่สุดเถียนซื่อก็ยิ้มออกมา นางหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบผักดองเข้าปาก ความรู้สึกกรุบกรอบทำให้นางตื่นตัวทันที
“พี่หลิน ผักดองของท่านอร่อยเหลือเกิน!”
นี่ไม่ได้เยินยอกันเกินไปใช่หรือไม่ เพิ่งกินไปแค่คำเดียวเอง
เถียนซื่อที่กังวลจนไม่รู้สึกหิวพลันรู้สึกท้องว่างและอยากกินอาหารตรงหน้าขึ้นมาทันที รีบตักกับข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย
พ่อหลิวเห็นดังนั้นจึงรู้สึกหิวขึ้นมาเช่นกัน
หลินซื่อมองดูพวกเขาทั้งสองกินข้าวอย่างมีความสุข
แม้ว่าหน่วนเป่าจะไม่พูดอะไร แต่นางรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องเกี่ยวข้องกับลูกสาวไม่มากก็น้อย
หลี่เจิ้งทำดีกับหน่วนเป่ามาโดยตลอด ดังนั้นเรื่องแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยมาก
“โอ๊ย… เจ็บ!” หนังตาของหลิวเกิ่นเซิงค่อย ๆ ขยับ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอย
“เจ้าหนูตื่นแล้ว รีบดื่มยานี่ก่อนสิ!”
[1] ยามซวี เวลาช่วง 19:00-20:59