หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 111 หน่วนเป่าจะพาท่านบิน
บทที่ 111 หน่วนเป่าจะพาท่านบิน
คืนนี้ตระกูลเซียวเล่นอยู่บนท้องฟ้ากันอย่างคึกคักสนุกสนาน
หากไม่ใช่เพราะหน่วนเป่าร่ายค่ายกลปิดกั้นเสียงเอาไว้ คนในหมู่บ้านคงจะตามมายืนมุงดูกันไปแล้ว
แม้แต่ฉีสือเยี่ยน หานเหนียงและต้าไป๋ยังถูกหน่วนเป่าโยนขึ้นฟ้าอยู่หลายต่อหลายครั้ง
“ที่แท้ดวงจันทร์ก็ใหญ่ถึงเพียงนี้นี่เอง!”
“ขึ้นไปอยู่เหนือเมฆก็ไม่มีหิมะตกแล้ว อยากขึ้นไปนอนบนนั้นเหลือเกิน!”
ต่างคนต่างกล่าวถึงความรู้สึกของตนเอง โดยไม่มีใครง่วงนอนเลยสักคน
และอาจเป็นเพราะความรู้สึกสนุกสนานในตอนนี้ ทำให้ความรู้สึกไม่ดีในจิตใจถูกขจัดออกไปโดยปริยาย
“เอาไว้ให้หน่วนเป่าโตแล้วจะพาพวกท่านบินเอง” หน่วนเป่าให้คำสัญญาที่ค่อนข้างเชื่อถือได้
ทว่าเมื่อนับวันเวลาอย่างจริงจังอาจจะอีกนานโข เพราะตอนนี้หน่วนเป่ายังเป็นแค่ลูกมังกรน้อย
หากต้องการพาคนหลายคนโบยบินไปสุดขอบฟ้า คงต้องใช้เวลาอีกนาน
“เอาล่ะ ได้เวลาเข้านอนแล้วะ เด็ก ๆ พรุ่งนี้เราจะกินหม้อไฟกัน!” หลินซื่อพูดด้วยความสดชื่น
“เย้!”
วันต่อมา ฉางหลิวที่พาเซียวจี้หลางหายไปทั้งคืน เขากลับมาในเช้าอีกวันพร้อมกับวิชาดูดซับปราณเข้าร่างกาย
หากกล่าวว่าตอนแรกฉางหลิวไม่ยินยอมเป็นอาจารย์เท่าใดนัก ตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าเซียวจี้หลางคงจะอยากเปลี่ยนอาจารย์เสียมากกว่า
“หอมเหลือเกิน!” เซียวจี้หลางที่เพิ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน พลันได้กลิ่นหอมโชยออกมา
ก่อนจะเห็นศีรษะเล็ก ๆ ที่โผล่ออกมาจากห้องครัวพร้อมกับเสียงตะโกน “พี่สี่ รีบมากินข้าวเร็วเข้า อร่อยมากเลย!”
“เจ้าสี่ตัวสูงขึ้นหรือ?” หลินซื่อสังเกตว่าลูกชายของตนตัวสูงขึ้นและดูผอมลง
ส่วนหานเหนียงก็เอาแต่จ้องหน้าเขาไม่วางตา “ขาวขึ้นด้วย ผิวเนียนละเอียดราวกับหยกแหน่ะ เจ้าแอบใช้อะไรมาหรือ?”
ความสนใจของสตรีช่างแตกต่างกันจริง ๆ
นานครั้งหน่วนเป่าจะคีบเนื้อให้เขาครั้งหนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า “พี่สี่ ท่านไหว้อาจารย์หรือยัง?”
เพราะเวลาแค่เพียงหนึ่งคืนทำให้เขาสามารถดูดซับพลังปราณเข้าร่างกาย และยังเลื่อนขั้นเป็นระดับสอง พรสวรรค์เช่นนี้อย่าเรียกว่าหนึ่งในหมื่นเลย แบบนี้มันหนึ่งในล้านชัด ๆ
นางจึงไม่เชื่อว่าฉางหลิวจะไม่ใจร้อน
เซียวจี้หลางกินเนื้อที่น้องสาวคีบมาให้ด้วยความรักอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “หากพูดถึงเรื่องกราบไหว้อาจารย์ละก็… ข้าจำได้ว่าพี่ใหญ่กับพี่รองเคยบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ข้าก็เลยปฏิเสธไปแล้ว”
ปฏิเสธไปแล้ว? ฮ่า ๆ ๆ
หน่วนเป่าอยากจะเอามือไปช่วยรองน้ำตาที่ไหลพรากของฉางหลิวเหลือเกิน
หลินซื่อได้ยินเรื่องไหว้อาจารย์จึงวางตะเกียบในมือลงทันที “เดี๋ยวข้าจะไปเตรียมของสำหรับไหว้อาจารย์ บ้านเรามีครบทุกอย่าง ยกเว้นขึ้นฉ่าย ตอนนี้คงหายากน่าดูเลยใช่หรือไม่?”
หน่วนเป่าค้นหาในมิติเทพมังกรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเจอขึ้นฉ่ายหนึ่งกอตรงตีนเขาที่ยังไม่ถูกกัดกินจนหมด
“ใช้อันนี้แล้วกัน ขอเพียงความหมายครบถ้วนก็พอ*[1] ตอนนี้แทบจะเป็นเขาที่ต้องขอร้องให้พี่สี่ไหว้อาจารย์แล้ว” หน่วนเป่ายิ้มอย่างภาคภูมิ พี่สี่ของนางกำลังถูกอาจารย์ไล่ตามให้กราบไหว้อย่างเป็นทางการ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
เซียวหย่งฝูพลันชี้ไปที่รอยฟันบนขึ้นฉ่าย “หน่วนเป่า เจ้าไปแย่งอาหารของใครมาน่ะ!”
“ไม่ต้องดูละเอียดขนาดนั้นหรอก” หน่วนเป่าตอบพลางยิ้มอย่างน่ารัก
ฉีสือเยี่ยนเห็นว่าทุกคนกำลังพูดคุยกัน จึงอาศัยโอกาสนั้นตักเนื้อชิ้นใหญ่ใส่ลงในชามของหน่วนเป่า “รีบกินสิ!”
“ฉีสือเยี่ยน เจ้าใจร้ายเกินไปแล้ว!” ผู้เฒ่าเซียวมองจานเนื้ออันว่างเปล่า
หานเหนียงเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปในครัว และหยิบเนื้อออกมาอีกสามจาน “ยังมีเยอะเลยเจ้าคะ พอกินอย่างแน่นอน”
ในขณะที่ทุกคนต่างแย่งกันคีบเนื้อ ทว่าหน่วนเป่ากลับนั่งเฉย ๆ เพราะนางมีเนื้ออยู่เต็มชามแล้ว
“หิมะจะตกอีกนานแค่ไหนกัน ฟืนของชาวบ้านใกล้จนหมดแล้วนะ” ผู้เฒ่าเซียวเปรยเบา ๆ เขามักจะไปเยือนบ้านคนอื่นอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้รู้สถานการณ์ในหมู่บ้านไม่น้อย
ขนาดพวกเขาเตรียมตัวล่วงหน้า บัดนี้ยังใกล้เดือดร้อนเข้าไปทุกที ไม่รู้ว่าหมู่บ้านอื่นจะเป็นเช่นไร
“เหตุใดจึงไม่ได้ยินข่าวคราวบรรเทาทุกข์จากราชสำนักเลยล่ะ?” เซียวหย่งฝูคาดหวังต่อราชสำนักไม่น้อย
ผู้เฒ่าเซียวยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ หลายปีมานี้ราชสำนักไม่เคยดูแลเอาใจใส่พสกนิกร ที่ทุกคนสามารถมีชีวิตรอดอยู่ในตอนนี้ก็เพราะพึ่งพาตนเอง พึ่งพาสวรรค์ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับราชสำนักบ้า ๆ นั่นสักนิด
หานเหนียงเหลือบมองฉีสือเยี่ยนอย่างระมัดระวัง หากพวกเขาไม่ใช่ตระกูลเซียว และไม่ได้มีหน่วนเป่าเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เกรงว่าอาจจะไม่มีชีวิตรอดด้วยซ้ำ
ต่อให้มีสถานะสูงส่งอย่างฉีสือเยี่ยน ทว่ากลับมีคนมากมายที่อยากให้เขาหายไปจากโลกใบนี้
ฉีสือเยี่ยนคีบลูกชิ้นปลาให้หน่วนเป่าด้วยความสงบ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
ทว่าในใจกลับคิดไปไกล เท่าที่เขาได้ยินข่าวมาก็คือแผนการบรรเทาทุกข์ไม่ได้ถูกดำเนินการเป็นเรื่องแรก เพราะพ่อของเขามัวสนใจอยู่กับการเขียนออกคำสั่งวิจารณ์ตนเอง*[2]
หลังจากนั้นจึงไปขอพรกับปรมาจารย์แห่งวิหารเทพ
เมื่อไร้ผลจึงค่อยนึกถึงเรื่องบรรเทาทุกข์พสกนิกร
ทว่ากว่าที่คำสั่งบรรเทาทุกข์จะไปถึงเมืองอิ้งซาน เกรงว่าหิมะก็คงจะหยุดตกและมีคนตายจำนวมมากแล้ว
เสด็จพ่อของเขาใส่ใจแค่เพียงสตรีเท่านั้น
ฉีสือเยี่ยนยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ และคีบเนื้อให้หน่วนเป่าไม่หยุด
“พี่เยี่ยน ท่านหยุดคีบเถอะ หน่วนเป่าอิ่มแล้ว!” เจ้าก้อนแป้งสู้ไม่ไหวจริง ๆ
เป็นผลให้ฉีสือเยี่ยนผู้ยึดหลักการไม่สิ้นเปลืองอาหาร จึงต้องกินกับข้าวในจานนั้นจนหมดเกลี้ยง
…
ณ เมืองอิ้งซาน หลีซู่พยายามมองโลกในแง่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว
เสบียงอาหารที่หน่วนเป่ามอบให้ครั้งก่อน สามารถทำให้ประชาชนและผู้อพยพอยู่ดีกินดีในช่วงเวลาหนึ่ง
ทว่าคนมากมายเช่นนั้น นานวันเข้าเสบียงก็หดหายไปตามกาลเวลา
แต่เหล่าพ่อค้ารายใหญ่ที่ร่ำรวยเงินทองกลับปิดบ้านเงียบราวกับแกล้งตาย
มีเพียงตระกูลจางเท่านั้นที่ยังคงเปิดโรงทานแจกจ่ายโจ๊กให้ชาวเมือง
ในที่สุดหลีซู่ก็ตัดสินใจว่าจะนำน้ำพักน้ำแรงชาวบ้านจากพ่อค้าเหล่านั้นกลับคืนมาให้จงได้
อย่าคิดว่าการที่เขาเป็นถึงเจ้าเมืองอิ้งซานตำแหน่งที่สูงสุดในเมืองแล้วจะทำอย่างไรก็ได้ เมื่อถึงเวลาคับขัน เขาเองก็ไม่สามารถก้าวเข้าไปในบ้านพ่อค้าเหล่านั้นได้เช่นกัน
แม้แต่หมู่บ้านใกล้เคียง ในตอนที่ประกาศลำดับสิ่งของให้นำเสบียงอาหารมาแลก ก็มีเพียงสองสามหมู่บ้านเท่านั้นที่มา
จะว่าไปแล้วไม่รู้ว่าช่วงนี้เทพมังกรน้อยเป็นอย่างไรบ้าง
จางซื่อมีกำหนดคลอดบุตรในวันสองวันนี้ ดังนั้นทุกครั้งที่ต้องห่างกัน เขาจึงเป็นห่วงนางอยู่เสมอ
เมื่อผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมามากมาย ทำให้เขาไม่ไว้วางใจผู้ใดอีก
เขาสามารถออกมาลาดตระเวนได้บ้าง เป็นเพราะเครื่องรางป้องกันภัยที่หน่วนเป่าเคยมอบให้และสภาพอากาศเช่นนี้
อีกไม่นานก็จะถึงวันที่หิมะหยุดตกตามที่หน่วนเป่าเคยบอกแล้ว
หลีซู่สะบัดหิมะบนตัวออก ก่อนจะเดินทางกลับจวน
อีกด้านหนึ่ง ณ หมู่บ้านเหยาเจียซึ่งใช้เวลาเดินทางจากหมู่บ้านหลิวกังหนึ่งชั่วยาม มีคนตายไปหลายสิบคนแล้ว
พวกเขาไปแลกเสื้อผ้าฝ้าย ทว่าไม่มีฟืน
ชาวบ้านในหมู่บ้านเหยาเจียมีไม่มากนัก เป็นหมู่บ้านที่มีขนาดพอ ๆ กับหมู่บ้านหลิวกัง
“ท่านพ่อ คนจากหมู่บ้านฟู่อวี้มาแล้ว” เหยาลู่เซิงลูกชายของเหยากู่อวี่หัวหน้าหมู่บ้านเหยาเจียเข้ามาพูดอย่างรีบร้อน
เมื่อเหยากู่อวี่ได้ยินคำว่าหมู่บ้านฟู่อวี้ก็มีสีหน้าไม่ดีนัก “พวกเขาจะเอาเราถึงตายเลยหรืออย่างไร!”
เหยาลู่เซิงปัดหิมะบนบ่าออก “พวกเขาบอกว่าครั้งนี้ไม่ได้เอาอะไรจากเรา แต่มาถามถึงของที่หมู่บ้านหลิวกังแลกเปลี่ยนเมื่อครั้งก่อน”
เหยากู่อวี่เข้าใจในทันทีว่าหมู่บ้านฟู่อวี้ต้องการปล้นชิงเสบียงนั่นเอง
“เจ้าบอกไปแล้วหรือ?” เหยากู่อวี่ถามด้วยความตื่นตระหนก เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์นั้น เขาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ
ลูกชายของเขานั่งลงบนเก้าอี้พลางรินชา “ข้ายื่นข้อเสนอไปว่าข้าจะยอมเล่าเรื่องตอนนั้นให้ฟัง หากพวกเขายอมมอบฟืนให้เรา”
“พวกเขายอมรับปาก!” เหยาลู่เซิงกระซิบเสียงเบา “ท่านพ่อ ดูเหมือนว่าครั้งนี้พวกเขาจะลงมือครั้งใหญ่เลยล่ะ”
[1] ต้นขึ้นฉ่าย 芹菜 คำว่า “芹” (ฉิน) มีเสียงคล้องจองกับคำว่า “勤” (ฉิน) แปลว่า มีความเพียร วิริยอุตสาหะ และขยันขันแข็ง
[2] หมายถึง แถลงการณ์ยอมรับความผิดพลาดในการปกครองยามเกิดภัยพิบัติ