หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 112 คนปล้นทรัพย์มาหมู่บ้านหลิวกังแล้ว
บทที่ 112 คนปล้นทรัพย์มาหมู่บ้านหลิวกังแล้ว
สองวันให้หลัง ในที่สุดหิมะที่ตกติดต่อกันนานครึ่งเดือนก็หยุดลง
ทุกหนแห่งของเมืองอิ้งซานเอ่อล้นไปด้วยความเปรมปรีดิ์ ผู้คนที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังเคราะห์ร้ายพากันเดินออกจากบ้านและหมู่บ้านของตนไป
ทว่าไม่นานนักพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่า ความเป็นจริงเสบียงอาหารยังคงไม่มีเช่นเดิม
ถ่านฟืน ก็ไม่มี
จำนวนคนในหมู่บ้านเริ่มลดน้อยลงมากขึ้นเรื่อย ๆ
หากไม่ตาย ก็ต้องออกจากบ้านกลายเป็นผู้อพยพ
หมู่บ้านที่สามารถรักษาจำนวนคนให้คงอยู่ได้จนเวลานี้ แทบไม่มีเลย
หากบอกว่ามี แน่นอนว่านั่นก็คือหมู่บ้านหลิวกัง
แต่หลี่เจิ้งไม่ได้โง่ วันเดียวกันกับที่หิมะหยุดตก เขาก็ประกาศให้ทุกคนเข้าประชุม
“บัดนี้หิมะที่ตกนานหลายวันได้หยุดลงแล้ว ข้ารู้ว่าทุกคนดีใจกันมาก ข้าก็เช่นกัน” หลี่เจิ้งเห็นชาวบ้านแสดงความยินดีออกมา ก็แอบโล่งอกในใจ
“ข้าจำเป็นต้องประกาศแก่ทุกท่านว่าสถานการณ์วิกฤตได้ผ่านพ้นไปแล้ว อีกไม่นาน พวกเราจะต้องเผชิญกับการทดสอบและความยากลำบากที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น”
เมื่อพูดเช่นนี้ออกไป ชาวบ้านแทบจะไม่เชื่อ
หลี่เจิ้งลูบหน้า “พวกเจ้าคงรู้สึกว่าไอ้เฒ่าอย่างข้าคนนี้เลวร้ายมาก แต่ข้ายังคงต้องบอกกับทุกท่านว่าทั่วทั้งเมืองอิ้งซาน นอกจากหมู่บ้านหลิวกังแล้ว จำนวนคนตายในหมู่บ้านอื่น ๆ มีประมาณยี่สิบคนขึ้นไปทั้งสิ้น”
“มีอย่างน้อยสิบกว่าหมู่บ้านที่ว่างเปล่าไม่มีใครเหลือรอดสักคน”
ด้านล่างเวทีมีเสียงสูดปากดังระงม หิมะที่ตกไม่หยุดหย่อนครั้งนี้คร่าชีวิตคนไปมากน้อยเพียงใดกัน ไม่มีใครล่วงรู้ได้
แต่ที่มั่นใจได้ก็คือ พวกเขาเป็นคนโชคดี
กล่าวตามหลักการแล้ว ฤดูหนาวนั้นหนาวเหน็บ ฤดูหนาวในแต่ละปีมักจะมีผู้เฒ่าผู้แก่จำนวนหนึ่งลาจากไป
ทว่าปีนี้ เริ่มตั้งแต่หิมะตกหนักจนกระทั่งหยุดลง หมู่บ้านหลิวกังสูญเสียเพียงหลิวเหล่าหานคนเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นเพราะคนในครอบครัวเพิกเฉยไม่สนใจใยดี
หลี่เจิ้งเห็นทุกคนเริ่มเข้าใจบ้างแล้ว จึงพูดต่อ “เหตุใดจึงบอกว่ามีวิกฤติที่หนักหน่วงยิ่งกว่า?”
“ไม่มีเสบียง ไม่มีถ่านและฟืน ไม่มีเสื้อผ้ากันหนาว พวกเขาจะทำเช่นไร?”
หลังจากที่หิมะหยุด คนมากมายย่อมไม่นั่งรอความตายอีก
ทุกคนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา “ไม่มีใครมาแย่งทรัพย์สินของพวกเราหรอกใช่หรือไม่?” ชาวบ้านคนหนึ่งเข้าใจกระจ่างขึ้นมา
ผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักพูด “ตอบยากนัก หลายหมู่บ้านที่อยู่รอบ ๆ กระทำการป่าเถื่อนนัก”
—
“ดังนั้น นับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ทุกคนต้องระมัดระวังตัวให้มาก อย่าเที่ยวเอาเรื่องในหมู่บ้านของพวกเราไปพูด”
แผนการหลายอย่างของพวกเขาไม่ทันได้ปฏิบัติ ในช่วงบ่าย คนของหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งวิ่งลนลานหาตัวหลี่เจิ้งที่กำลังเล่นหมากล้อมกับผู้เฒ่าเซียวจนพบ
“คนของหมู่บ้านเหยาเจียกับหมู่บ้านฟู่อี้มากันแล้วขอรับ”
หลี่เจิ้งหัวเราะเย็นชาขึ้นมาสองที เคาะหมากลงบนกระดานแรง ๆ “ต้องรีบกันหน่อยแล้ว ดูท่าครั้งนี้เหยากู่อวี่เตรียมจะโผล่หัวแล้ว!”
เซียวหย่งฝูใส่เสื้อให้หน่วนเป่าพลางพูด “เขาโดนหมู่บ้านฟู่อี้หลอกใช้แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าหมู่บ้านฟู่อี้รับปากให้ผลประโยชน์อันใดแก่เขา”
หน่วนเป่ายังโดนดันให้อยู่แนวหน้าโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่
คนมากมายในหมู่บ้านล้วนถูกเรียกให้มารวมตัวกัน พวกเขายืนอยู่ในกำแพง สามารถสอดส่องสถานการณ์ภายนอกผ่านรูเล็ก ๆ รูหนึ่งเท่านั้น
พอมองออกไปถึงกับตื่นตระหนก “คนของหมู่บ้านฟู่อี้กับหมู่บ้านเหยาเจียมารวมกันได้หลายร้อยคน!”
“เช่นนี้จะทำเช่นไรกันดี คนในหมู่บ้านของเรามีทั้งหมดแค่ร้อยกว่าคนเอง”
พวกเขากังวล แต่คนที่อยู่ข้างนอกกลับตื่นตระหนกยิ่งกว่า
“หมู่บ้านหลิวกังสร้างกำแพงล้อมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน พวกเราไม่เห็นรู้เรื่องเลยสักนิด!” อู๋ฝูหัวหน้าบ้านฟู่อี้สีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก
หากไม่มีกำแพงล้อม คนหลายร้อยคนของพวกเขาก็คงกำราบหมู่บ้านหลิวกังได้อย่างง่ายดาย
แต่มีกำแพงล้อมเช่นนี้ พูดยาก
เหยากู่อวี่ไม่สนใจ เขามาช่วยก็จริง แต่การสืบเรื่องราวเหล่านี้ไม่ควรให้พวกเขาเป็นคนทำ
คนไหนเป็นแกนนำ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ
หลี่เจิ้งมาถึงแล้ว ไม่ได้วิ่งทะเล่อทะล่าออกไป แต่พาหน่วนเป่าขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์พร้อมกับเซียวหย่งฝู
“อู๋ฝู เหยากู่อวี่ เหตุใดวันนี้เจ้าทั้งสองจึงว่างมาหาข้าถึงหมู่บ้านหลิวกังเล่า?” หลี่เจิ้งเอ่ยถามด้วยสีหน้าราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวที่เห็นฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่า
อู๋ฝูไม่คิดว่าหลิวฝูตี้ไม่กล้าแม้กระทั่งออกมา เป็นเพราะกำแพงล้อมบ้า ๆ นี้แท้ ๆ
เขาเงยหน้าหัวเราะ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ออกมาจากใจจริง “ได้ยินว่าปีนี้หมู่บ้านหลิวกังทำนาได้ผลดีมาก ก่อนหิมะตกหนักพวกเจ้าแลกเปลี่ยนสินค้าจำนวนมากมาย ที่มาครั้งนี้ก็ตั้งใจว่าจะมายืมของจากหลิวหลี่เจิ้งสักหน่อย”
เงยหน้าพูดเช่นนี้ อู๋ฝูไม่ค่อยจะเคยชินเอาเสียเลย
หลี่เจิ้งชายตามองด้วยสายตาเหยียดหยาม ยืมของ?
เกรงว่ายืมแล้วไม่คืนมากกว่า!
“ขออภัยด้วย หนึ่งเดือนที่หิมะตกหนัก ตอนนี้พวกเราไม่มีข้าวของอันใดแล้วเช่นกัน พวกเจ้ากลับไปเสียเถอะ!”
อู๋ฝูกับเหยากู่อวี่มองตากันสักครู่ ไม่มีใครคาดคิดว่าหลิวฝูตี้ไม่มีแม้กระทั่งคำพูดเกรงใจตามมารยาท ตอบปฏิเสธพวกเขาตรง ๆ เช่นนี้
“หลิวหลี่เจิ้ง เจ้าอย่ามาล้อเล่นกับข้าเลย ข้าได้ข่าวมาแล้ว ก่อนหน้าหิมะตกหนัก พวกเจ้าได้เรียกร้องให้ชาวบ้านเก็บรวบรวมถ่านฟืน ถ่านฟืนของพวกเจ้ามีมากจนขายให้คนในหมู่บ้านติดกันเลยไม่ใช่หรือ?”
อู๋ฝูพูดจบ ชาวบ้านที่อยู่ในกำแพงล้อมมองไปที่หยางซื่อด้วยความโกรธแค้น
“เป็นเพราะเจ้าแท้ ๆ เพื่อเงินเล็กน้อยทำให้สามีต้องตาย ตอนนี้ยังให้คนอื่นรู้สถานการณ์ของพวกเราอีก”
“ตัวซวยจริง ๆ เลย! รอให้เรื่องนี้จบสิ้นไปเสียก่อนเถอะ จะให้หลี่เจิ้งไล่พวกเขาออกไป!”
“ใช่ ไล่ออกไป!”
นับตั้งแต่หลิวเหล่าหานล่วงลับไป ชีวิตความเป็นอยู่ของหยางซื่อเรียกได้ว่าสู้หมูหมาไม่ได้
อย่างน้อย ๆ หลิวเหล่าหานไม่ค่อยทุบตีนาง แต่ตอนนี้เวลาที่หลิวเอ้อร์หวาลูกชายของนางไม่ได้กินข้าว เขาจะทุบตีนางเสมอ
ดังนั้นสิ่งที่หยางซื่อกลัวที่สุดในเวลานี้คือการโดนขับไล่ คนอื่น ๆ พูดอะไรนางได้แต่หดหัวไม่กล้าโต้แย้ง
เวลานี้หลี่เจิ้งอยู่ข้างบนก็ด่าหยางซื่อเช่นกัน เพียงแต่แอบด่าในใจเท่านั้น
“ของพวกนั้นเราเตรียมไว้เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญ อย่าว่ามีเหลือเลย ครอบครัวที่ขายฟืนนั่นไม่มีฟืนเหลืออีกแล้ว คนก็ตายไปแล้ว” หลี่เจิ้งแกล้งทำเป็นเช็ดน้ำตา “มีคนตาย ข้าผิดต่อบรรพบุรุษทั้งหลายจริง ๆ!”
อู๋ฝูเชื่อคำของเขาก็บ้าแล้ว ต่อให้อยู่ห่างกันไกล ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนว่าหลี่เจิ้งอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี
เดินออกไปเช่นนี้ ใครกันจะเชื่อว่าคนในหมู่บ้านหลิวกังมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดี?
อู๋ฝูไม่อยากจะพูดพล่ามกับพวกเขาอีก “หลิวฝูตี้ ทางที่ดีที่สุดเจ้าควรจะมองให้ชัดเจน วันนี้พวกเรามากันเท่าใด เจ้าคิดว่ากำแพงของเจ้าสามารถต้านทานคนจำนวนมากได้จริงหรือ?”
“รู้ตัวก็รีบส่งเสบียงอาหารกับข้าวของเครื่องใช้ออกมาซะ!”
“ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเราใจดำอำมหิต!”
อู๋ฝูพูดจบ คนของหมู่บ้านฟู่อี้ก็เผยให้เห็นดาบที่เหน็บเอวพวกเขา
หลี่เจิ้งส่งเสียงถุยให้ทีหนึ่ง “อู๋ฝู เจ้าฝันหวานเกินไปแล้ว กลางวันแสก ๆ เจ้ายังไม่ตื่นอีก!”
“อย่าว่าแต่ไม่มีเลย หรือต่อให้พวกเรามี ก็ไม่มีทางมอบให้พวกเจ้า ไป! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกเราใจดำอำมหิต!”
หลี่เจิ้งใช้คำพูดของอู๋ฝูย้อนคืนให้
หน่วนเป่าขยี้ตาพลางถามด้วยความสงสัย “เขาชื่ออะไรนะ? อู๋ฝูที่แปลว่าบุญน้อย?”
เซียวหย่งฝูไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้คนไม่รู้หนังสือเข้าใจ จึงได้แต่พยักหน้า
หน่วนเป่าส่งเสียง “อู๋ฝู! พ่อแม่ของเจ้าคงไม่ชอบเจ้าเอามาก ถึงได้ตั้งชื่อให้เจ้าเช่นนี้”
“มีชื่อเช่นนี้แล้ว ยังไม่รีบกลับบ้านไปทำบุญอีก!”
เสียงของเจ้าก้อนแป้ง เหมือนไม่ดังนัก แต่ทุกคนสามารถได้ยินชัดเจนอย่างประหลาด
อู๋ฝูได้ยินเด็กน้อยเอาชื่อของตนเองมาพูดล้อเล่น เขาก็หัวเสียขึ้นมา
“เตรียมตัว!” อู๋ฝูสั่งสมอำนาจในหมู่บ้านฟู่อี้จนมีรากฐานลึก สั่งเพียงประโยคเดียว คนในหมู่บ้านฟู่อี้ที่ตามมาด้วยต่างก็ชักอาวุธออกมา
คนของหมู่บ้านเหยาเจียเริ่มลังเล สถานการณ์ตรงหน้า แม้กระทั่งประตูใหญ่พวกเขาก็ยังเข้าไปไม่ได้ มาพูดขึงขังตอนนี้ดูเหมือนจะเร็วเกินไป
อันที่จริง นับตั้งแต่ได้เห็นกำแพงล้อมที่สูงใหญ่แห่งนี้ ในใจของเหยากู่อวี่ก็อยากจะถอยแล้ว ด้วยเหตุนี้… นับตั้งแต่หลี่เจิ้งออกมา เขาจึงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
“เลิกคิดเสียเถอะ! ไอ้คนพ่อไม่รักแม่ไม่ชอบ!” ระยะนี้หน่วนเป่าใช้แส้ได้ถนัดมือมาก พูดจบก็ชักแส้ออกมาทันที
เซียวหย่งฝูขมวดคิ้ว ระยะนี้ลูกสาวของเขาชักจะชอบใช้ความรุนแรงเกินไปหน่อยแล้ว!