หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 113 ลอบบุกหมู่บ้านหลิวกังยามวิกาล
บทที่ 113 ลอบบุกหมู่บ้านหลิวกังยามวิกาล
“ผู้เฒ่าอู๋ เกรงว่าจะแย่นะขอรับ ถึงเวลานั้นคนของพวกเราโดนกักอยู่ข้างในจะเสียหายหนักนะขอรับ” ผู้ชายอายุไม่มากยืนกระซิบอยู่ข้างหลังอู๋ฝู ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยแผนการ
เวลานี้อู๋ฝูไม่รู้จะถอยตั้งหลักเช่นไรอยู่พอดี คำกล่าวนี้เท่ากับเป็นการไว้หน้าเขา “อู๋เจียงพูดไม่ผิด”
“หลิวฝูตี้ เจ้าอยู่เป็นเต่าหัวหดในนั้นไปเถอะ ข้าไม่อยู่เล่นกับเจ้าแล้ว”
อู๋ฝูร้องตะโกนเสร็จ ก็พาคนทั้งหลายกลับไป
“ไปแล้ว พวกเขาไปแล้ว”
“เห็นกำแพงของพวกเราแล้วคงกลัว”
ผู้คนนอกกำแพงล้อมหายลับไปจากสายตาอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านในกำแพงต่างยินดีกับชัยชนะ
ทว่าทันใดนั้นกลับมีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น “ไม่มีน้ำใจ คนอื่นจนปัญญาแล้วจริง ๆ ถึงได้มายืมข้าวของแท้ ๆ”
ฝูงคนที่กำลังลิงโลดสงบลงทันที
หญิงอีกคนหนึ่งพูดตอบเสียงที่ดังขึ้นนั้น “ใช่ คนอื่น ๆ จะมองคนหมู่บ้านหลิวกังของพวกเราเช่นใด พูดออกไปยังคงกลับกลายเป็นว่าพวกเราไร้คนสั่งสอน”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าสามารถออกจากหมู่บ้านหลิวกังแล้วไปที่หมู่บ้านฟู่อวี้แทนได้”
“หรือไปหมู่บ้านเหยาเจียก็ได้ ตอนนี้มีทางเลือกแล้ว”
ชาวบ้านจำนวนมากมองคนทั้งสองด้วยสายตาเย็นชา
ผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวของสองบ้านนั้นรีบดึงภรรยาของตนเอง “หุบปาก!”
“เจ้าอย่ารั้งข้า ข้าพูดผิดตรงไหนไม่ทราบ ช่วยกันได้ไม่ควรช่วยหรอกหรือ?” ผู้หญิงร่างท้วมกล่าวสมเพชขึ้นมา
ดูเหมือนว่านอกจากนางแล้ว คนทั้งหลายต่างไร้หัวใจและเลือดเย็น
“หมู่บ้านฟู่อวี้มีความสามารถแกร่งกว่าพวกเราเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันนี้หากให้พวกเขายืม ต่อไปหากพวกเราโดนรังแก พวกเขาก็จะเสนอตัวเข้าช่วย”
ชาวบ้านหมู่บ้านหลิวกังมองนางเหมือนกับกำลังมองคนบ้า
“อู๋ซื่อ หากเจ้าพูดมากกว่านี้อีกหนึ่งคำ ข้าจะหย่ากับเจ้า!” เวลานี้หลิวปิงผู้เป็นสามีอยากจะเย็บปากนางเสียเหลือเกิน
“ท่านเทพกล่าว ต้อง…”
อู๋ซื่อกำลังจะอ้าปากพูด หลิวปิงก็ซัดหมัดไปทีหนึ่ง อู๋ซื่อสลบแน่นิ่งไปในทันใด
เก่อซื่อผู้หญิงอีกคนรีบหุบปาก สามีของนางคว้าตัวมาอยู่ในอ้อมกอด เพราะเกรงว่าจะเดือดร้อนมาถึงครอบครัวตนเอง
หลิวปิงแบกตัวอู๋ซื่อพาดไหล่ ผงกศรีษะให้หลี่เจิ้งทีหนึ่งแล้วจากไป
ทุกคนคิดว่าทุกอย่างจะจบลงเท่านี้ แต่ใครจะรู้ว่าหลิวปิงกลับไปแล้วเขาหย่ากับอู๋ซื่อจริง ๆ
ครอบครัวของฝ่ายอู๋ซื่ออยู่ที่หมู่บ้านต้าจูซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับหมู่บ้านฟู่อวี้
หมู่บ้านต้าจูยึดถือหมู่บ้านฟู่อวี้เป็นแนวทาง อู๋ซื่อจึงมีความคิดเช่นนี้เป็นธรรมดา
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังต้องการให้ทุกคนในบ้านและคนรอบตัวมีความภาคภูมิใจในหมู่บ้านฟู่อวี้ ยึดถือหมู่บ้านฟู่อวี้เป็นแบบอย่าง
ถึงแม้อยู่ในบ้านอู๋ซื่อจะคอยดูแลงานบ้าน ทว่าหลิวปิงไม่เคยให้นางทำงานหนักอันใดและไม่ต้องตรากตรำทำนาด้วย ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านก็ล่วงลับไปนานแล้ว
ชีวิตของอู๋ซื่อ เทียบกับหลินซื่อเมื่อในอดีตแล้วมีความสุขและสบายกว่ามาก
แต่เสียดายไพ่ดีไพ่เด็ดกลับเล่นไม่เป็นท่า
นับตั้งแต่เชื่อเรื่องเทพ กิริยาวาจาของอู๋ซื่อก็แปลกประหลาดไป
หลิวปิงก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านหลิวกัง แกะสลักรูปมังกรทองน้อยเพื่อกราบไหว้ แต่ใครจะรู้ว่ากลับโดนอู๋ซื่อเผาจนวอดวาย
สำหรับชีวิตผัวเมีย ก็ไม่ยอมให้หลิวปิงแตะต้องตน
ต่อลูก ๆ ยิ่งเคร่งครัดเย็นชา
เจอะเจอใครก็ให้นับถือกราบไหว้วิหารเทพ จนคนในหมู่บ้านไม่มีใครพูดกับพวกเขา ลูก ๆ ไม่มีใครเล่นด้วย
หลายปีผ่านไป ต่อให้รักลึกซึ้งเพียงไหนก็มอดมลายไม่เหลือ
คืนวันนั้น อู๋ซื่อสะพายถุงผ้าเพียงถุงเดียวออกจากหมู่บ้านหลิวกังไป
“ปิงจื่อ เจ้าโหดร้ายเหลือเกิน ฟ้ามืดจนขนาดนี้แล้ว เจ้าให้นางจากไปตัวคนเดียว” คนของหน่วยลาดตระเวนที่ค่อนข้างสนิทกับเขารู้สึกทนไม่ไหว
หลิวปิงหัวเราะฝืดขึ้นมาทีหนึ่ง “นางบอกว่าจะไปวิหารเทพ ทั้งยังบอกว่าหากข้าตามไป วันข้างหน้านางจะไม่มาหาลูกอีก”
ถึงแม้หลิวปิงจะคิดว่าอู๋ซื่อคงไม่กลับมาอีกแล้วจริง ๆ แต่สายตาคาดหวังของลูก ๆ ทำให้เขาพูดอะไรไม่ได้
อู๋ซื่อไม่กลับมาดังที่คาดไว้ สิ่งที่มาคือเชื้อน้ำมันและลูกธนูของหมู่บ้านฟู่อวี้
กลางดึกเกิงที่สาม*[1]เป็นช่วงเวลาที่ง่วงเป็นที่สุด
จู่ ๆ ขวดใบหนึ่งถูกโยนเข้าใส่กำแพง เมื่อขวดแตกกลิ่นฉุนจมูกอย่างแรงฟุ้งกระจาย หน่วยลาดตระเวนยังไม่ทันรู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ลูกธนูเพลิงดอกหนึ่งถูกยิงเข้ามา
“ทุกคนระวังตัว! มีคนบุกรุก” พูดจบ ลูกธนูเพลิงจำนวนมากถูกกระหน่ำยิงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
มองจากภายนอก หมู่บ้านหลิวกังกำลังโหมลุกไหม้ในกองเพลิงลูกใหญ่
“ผู้เฒ่าอู๋ ไฟไหม้หนักเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่มีกลิ่นควัน?”
อู๋ฝูยืนอยู่ในมุมมืด หัวเราะเย็นชา “ลมไม่ได้พัดมาทางนี้!” ลุกไหม้ขนาดนี้แล้ว หลิวฝูตี้ ข้าอยากดูนักว่าเจ้าจะช่วยเหลือตนเองเช่นใด!
ตอนที่หน่วนเป่ามาถึง ต้นฮวายฉู้*[2]ขนาดใหญ่ที่หน้าหมู่บ้านไหม้เป็นตอตะโกแล้ว!
“เฒ่าผี!” หน่วนเป่าตะโกนเรียก มืออ้วนกลมลูบคลำเปลือกไม้ของต้นฮวายฉู้ที่ถูกเผาไหม้จนเป็นถ่านสีดำ
หน่วนเป่าไม่รู้ก่อนล่วงหน้า ลูกธนูเพลิงกับเชื้อน้ำมันที่หมู่บ้านฟู่อวี้โยนเข้ามาเหล่านั้นโดนเฒ่าผีต้านทานไว้
แต่ผีกลัวสิ่งใด?
ผีกลัวไฟ!
สักพักใหญ่ ๆ นางปล่อยแสงสว่างจาง ๆ ออกมา ไม่มีใครเห็นว่าตอนที่แสงนั้นถูกเก็บกลับ ได้ครอบคลุมร่างของใครคนหนึ่งอยู่ภายใน
เพียงแต่ร่าง ๆ นั้นเลือนรางจนแทบจางหาย
คนทั้งหลายยังเข้าใจไปว่าหน่วนเป่าเสียดายต้นไม้ต้นนี้ “อย่าได้เสียใจไปเลย ต้นไม้ดอกไม้เหล่านี้ เติบโตเร็วเป็นที่สุด”
บนพื้นยังมีร่องรอยการถูกเผามากมายหลายแห่ง ทว่าไม่ได้โหมลุกรุนแรงเหมือนดังที่คนของหมู่บ้านฟู่อวี้เห็นจากด้านนอก
“พวกเขายังคงยิงธนูไม่หยุด!” เซียวจี้หลางกำหมัดแน่น อยากจะพุ่งออกไปเอาเรื่อง
หน่วนเป่าหยิบธนูเป็นมัด ๆ ออกมาพร้อมทั้งยังมีเชื้อน้ำมัน “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของ ๆ พวกเขา คืนให้พวกเขาไปเถอะ!”
ฉีสือเยี่ยนหยิบลูกธนูดอกหนึ่งมาดูอยู่นาน “ลูกธนูนี้ถูกทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน คงเป็นเพราะคันธนูของพวกเขาไม่ได้เรื่อง จึงมีผลต่อแรงส่งของลูกธนู ไม่เช่นนั้นพวกเราคงบาดเจ็บล้มตายกันแล้ว”
เจ้าก้อนแป้งหยิบลูกธนูขึ้นมาดอกหนึ่ง จากนั้นโยนออกไป
ดูท่าทางเหมือนไม่ตั้งใจโยน ทว่าเล็งแม่นเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเหมือนว่านางจะแอบใส่พลังลงไปด้วย ทำให้ลูกธนูดอกนั้นแทงทะลุหน้าอกของบุรุษผู้หนึ่งนอกกำแพง
หน่วนเป่าปิดปาก “ธนูคันนี้ของข้าดีมาก!”
พูดพลางชี้ไปที่ตัวเอง
ฉีสือเยี่ยนเผลอหัวเราะ ธนูที่ดีที่สุดในโลกล้วนไม่อาจเทียบได้กับนิ้วมือของเทพมังกรน้อย
อาวุธที่พวกเขายึดมาได้จากภูเขาสือเหมินในครั้งนั้นเป็นอาวุธที่ผู้อพยพปล้นมาจากทหารของทางการ อาวุธกับธนูเหล่านั้นถึงจะเป็นของดีทั้งสิ้น
ธนูที่หน่วยลาดตระเวนสะพายล้วนเป็นธนูจากหน่วนเป่า
“บุรุษทั้งหลายของหมู่บ้านหลิวกัง ช่วงเวลาทดสอบของพวกเจ้ามาถึงแล้ว!” หลี่เจิ้งแผดเสียงร้องตะโกน “คนนอกเหล่านั้น มาเพื่อแย่งเสบียงอาหารของพวกเจ้า ฆ่าล้างครอบครัวของพวกเจ้า ลูกผู้ชายอกสามศอก จงแสดงความสามารถของพวกเจ้าออกมา!”
“ขอรับ!”
ขณะที่พูด ลูกธนูดอกแล้วดอกเล่าถูกยิงออกจากกำแพงของหมู่บ้านหลิวกัง
“อ๊าก!”
“เหตุใดพวกเขาจึงไม่เป็นไร?”
“ถอยเร็ว!”
ถึงแม้พวกของอู๋ฝูจะถอยออกไปในระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ “โยนเชื้อน้ำมันต่อ ข้าไม่เชื่อหรอก!”
ฉีสือเยี่ยนอุ้มหน่วนเป่าขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ “พี่เยี่ยน หากว่าข้าลงไป ข้าสามารถจัดการพวกคนชั่วนั่นได้เร็วขึ้นนะ”
ฉีสือเยี่ยนเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ พวกเขาจึงแอบกระซิบคุยกันบนหอสูง “หน่วนเป่า ที่เจ้าทำไปมันมากพอแล้ว หากพวกเขาพึ่งพาเจ้าไปเสียทุกเรื่อง แม้กระทั่งครอบครัวของตัวเองก็ยังปกป้องไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นต่อไปหากเจ้าต้องเดินทางจากบ้านไปไกล เจ้าจะพาคนทั้งหมู่บ้านไปด้วยหรือ?”
ในสมองของหน่วนเป่าปรากฏภาพ ๆ หนึ่งขึ้น นางเพียงแค่อยากจะไปท่องป่าท่องเขา ทว่าพ่อแม่พี่น้องในหมู่บ้านหลิวกังตามติดอยู่ข้างหลัง ดึงชายเสื้อของนางพลางเอ่ยพูดว่า “หน่วนเป่า พวกเรากลัว!”
ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน!
“ให้พวกเขาต่อสู้กับพวกคนชั่วเองแล้วกัน!”
ความคิดของฉีสือเยี่ยนนั้นเรียบง่าย สามารถปกป้องไม่ให้คนพวกนั้นเข้ามาได้ หมู่บ้านหลิวกังในวันนี้ถือว่าชนะแล้ว
ส่วนวันพรุ่งนี้ คนในหมู่บ้านมีประสบการณ์แล้ว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดตรึกตรองได้เองว่าต้องทำเช่นใด
[1] กลางดึกเกิงที่สาม หมายถึงเวลา 23:00-00:59
[2] ต้นฮวายฉู้ คือ ต้นฉัตรจีน