หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 91 เกิดเรื่องกับพี่สี่
บทที่ 91 เกิดเรื่องกับพี่สี่
หลี่เจิ้งไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้อีก เขาเพียงตบไหล่หลิวเอ้อร์หวาเบา ๆ “งั้นก็กลับบ้านกันเถิด กลับไปดูแลพ่อแม่ให้ดี!”
หลิวเอ้อร์หวาไม่ได้สนใจมากนัก ในเมื่อได้กลับมาแล้ว คงไม่มีอะไรให้เสียแล้ว
“ท่านพ่อ หน่วนเป่าจะไปโกดังกับปู่หลี่เจิ้ง ให้พี่สามกับพี่เยี่ยนไปกับข้าด้วย ส่วนท่านกลับบ้านไปก่อนเลย!”
หน่วนเป่าจับมือคนอื่นและจากไปอย่างไร้เยื่อใย
“หน่วนเป่า เราจะไปโกดังทำไมหรือ?” เซียวเฉินหลางถามอย่างโง่เขลา อาศัยช่วงที่เซียวจ้งหลางไม่อยู่หยอกเย้าน้องสาวหนักกว่าที่เคย
หน่วนเป่าเอานิ้วทำปากจุ๊ ๆ “ไม่บอก!”
สองพี่น้องเริ่มโต้เถียงกัน บวกกับเสียงห้ามปรามของฉีสือเยี่ยน เสียงหัวเราะของพวกเขาจึงดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้านหลิวกัง
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู หน่วนเป่าก็เข้าไปข้างในเพียงลำพัง ทิ้งพี่ชายสองคนและหลี่เจิ้งเอาไว้ด้านนอก
“ท่านปู่ เสร็จเรียบร้อย พวกเรากลับกันเถอะ” หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าก้อนแป้งก็เดินพลางกระโดดโลดเต้นออกมา นางพูดกับหลี่เจิ้งไม่กี่คำและกลับบ้านไป
หลี่เจิ้งรอให้เด็ก ๆ กลับไปกันหมด จากนั้นจึงเปิดประตูโกดัง เมื่อมองเข้าไปเขาแทบจะอ้าปากค้าง “โอ้! สวรรค์! ข้าวทั้งนั้นเลย หอมเหลือเกิน!”
หน่วนเป่านำข้าวและธัญพืชที่มีอยู่ออกไปบริจาค และกลับมาเติมข้าวทิพย์ในโกดังแทน ทั้งยังมากกว่าก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ
หลี่เจิ้งรู้สึกตื่นเต้น เขารีบไปจุดธูปบูชาบรรพบุรุษด้วยความรวดเร็ว
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว!” หน่วนเป่าตะโกนทันทีที่มาถึงประตูรั้ว ทว่าในบ้านกลับเงียบสนิท
ทั้งสามคนรู้สึกแปลก ๆ “ทำไมไม่มีใครอยู่ในบ้านเลย?”
เซียวเฉินหลางเดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะเดินดูรอบ ๆ บ้าน ไม่นานนักชาวบ้านคนหนึ่งสวมผ้าคลุมเดินผ่านมา เมื่อเห็นเด็กทั้งสามจึงพูดอย่างเร่งรีบ “หน่วนเป่า เจ้ามาทำอะไรที่นี่? รีบไปบ้านหมอฟางเร็วเข้า พี่สี่ของเจ้าจะไม่ไหวแล้ว!”
“พี่สี่?”
“น้องชาย?”
พวกเขาไม่มีเวลาโอ้เอ้ จึงรีบพากันเดินไปยังบ้านของหมอฟาง
“จะทำอย่างไรต่อไปดี?” เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู เสียงร้องไห้ของหลินซื่อก็ดังขึ้น
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นกับพี่สี่หรือ?”
หน่วนเป่าวิ่งเข้าไป ก่อนจะเห็นร่างเล็ก ๆ ของเซียวจี้หลางนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากไร้สีเลือด และมีผ้าเปียกวางอยู่บนหน้าผาก
หลินซื่อเห็นหน่วนเป่าราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต นางเข้าไปกอดหน่วนเป่าพร้อมเริ่มร้องไห้ “เจ้ารีบตรวจอาการพี่สี่เร็วเข้า! เขาไปจับปลาแล้วพลัดตกลงไปในน้ำเย็น”
“พี่สาว ช่วยท่านพี่ด้วย” เสี่ยวลิ่วที่เห็นพี่สี่นอนแน่นิ่ง และแม่ที่เอาแต่ร้องไห้ ทำให้เด็กชายรู้สึกหวาดกลัวมาก
ชายส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนแต่เดินทางไปช่วยงานในเมือง มีเพียงทีมลาดตระเวนที่ยังอยู่
ตอนที่พวกเขาลาดตระเวนในหมู่บ้าน บังเอิญไปเจอเข้ากับเซียวจี้หลางกำลังจมน้ำและขอความช่วยเหลือ แม้ว่าช่วยเหลือได้สำเร็จ แต่เขาก็เริ่มมีไข้ตั้งแต่เมื่อคืน
แม้จะกินยาแก้ไข้แล้ว อาการก็ยังไม่ดีขึ้น
หมอฟางบอกว่าเขาอยู่ในน้ำเย็นเป็นนานเกินไป ทำให้ร่างกายบางส่วนแข็งตัว อาจถึงขั้นต้องตัดแขนขา
ในครอบครัวที่เหลือสตรีเพียงสองคน หลินซื่อจึงไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
“เจ้าอุตส่าห์กำชับก่อนออกเดินทางแล้วแท้ ๆ ว่าอย่าปล่อยให้พี่ชายออกไปจับปลา แต่แม่กลับไม่สนใจ มันเป็นความผิดของแม่เอง!” หลินซื่อโทษตัวเองด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
หน่วนเป่ารีบกอดแม่เอาไว้พร้อมกับปลอบใจ “ท่านแม่ ไม่ต้องห่วง ข้าขอดูอาการของพี่สี่หน่อย”
ทุกคนกำลังรอหน่วนเป่าอยู่จริง ๆ หากนางไม่มีวิธี เซียวจี้หลางคงไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านพ้นคืนนี้ไปตามคำกล่าวของหมอฟางเป็นแน่
หลินซื่อพยักหน้ารับ ก่อนจะอุ้มหน่วนเป่าไปยังเตียงของเซียวจี้หลาง เซียวหย่งฝู่ที่เพิ่งกลับมากำลังเปลี่ยนผ้าเปียกบนหน้าผากของลูกชายอย่างระมัดระวัง
ส่วนผู้เฒ่าเซียวซึ่งสนิทสนมกับเซียวจี้หลางที่สุด เป็นลมล้มพับไปทันทีเมื่อเห็นอาการของหลานชายแล้ว
หมอฟางทำการตรวจร่างกายชายชราแล้ว บอกว่าเขาเพียงกังวลมากเกินไป ตอนนี้กำลังต้มยาให้ทั้งสองที่ด้านนอก
เมื่อเซียวหย่งฝูเห็นหน่วนเป่า จึงลูบหัวนางเบา ๆ “ตรวจพี่ชายของเจ้าเถอะ”
หน่วนเป่าได้ยินน้ำเสียงหมดหวังของผู้เป็นพ่อ แต่พยายามไม่สนใจนัก
นางเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของพี่สี่ก่อน ใช่… อุณหภูมิสูงมากจนน่าตกใจ ทว่าเมื่อสัมผัสขาและเท้ากลับเย็บเฉียบราวกับกลายเป็นน้ำแข็ง
“หน่วนเป่า มาดูพี่ชายของเจ้าเสียหน่อย ไข้ไม่หายไม่เป็นไร แต่จวนจะพิการอยู่แล้ว”
หมอฟางเดินเข้ามาพร้อมยาสองชามในมือ เขาดีใจมากที่ได้เจอหน่วนเป่า
“ท่านพี่จะต้องสติเลอะเลือนแน่ ๆ หากยังเป็นไข้สูงเช่นนี้ต่อไป” น้ำเสียงเล็ก ๆ ของเด็กอย่างหน่วนเป่าฟังแล้วดูน่ารักน่าชังเป็นอย่างยิ่ง แต่ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าฟาดใส่กลางใจของทุกคน
เซียวเฉินหลางใจร้อนอยากจะเดินเข้าไปดูน้องชายใกล้ ๆ แต่ถูกหลินซื่อจับเอาไว้
ฉีสือเยี่ยนอยู่ด้านหลังหน่วนเป่าพูดขึ้น “อยากได้อะไรก็บอกมา ข้าจะไปหามาให้”
หน่วนเป่าส่ายหน้า อาการของพี่สี่ในตอนนี้ไม่มีทางอื่นนอกจากการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ช่วยแล้ว
นางไม่ใช่หมอจึงไม่สามารถสั่งยาได้
“ปิดประตู อย่าให้ใครเข้ามาเด็ดขาด” หลังจากพูดจบ หน่วนเป่าก็วางมือเล็ก ๆ ไว้บนศีรษะของเซียวจี้หลาง
หานเหนียงที่ยืนอยู่ด้านหลังรีบชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอก ก่อนจะปิดประตูอย่างแน่นหนา
หลังจากนั้นไม่นาน ควันสีขาวก็พวยพุ่งออกมาจากศีรษะของเด็กชายราวกับไอน้ำกำลังระเหยออก
ทุกคนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าใบหน้าแดงก่ำของเซียวจี้หลางเมื่อครู่ ค่อย ๆ กลับมาเป็นสีปกติแล้ว แต่ริมฝีปากยังคงซีดอยู่เช่นเดิม
เซียวหย่งฝูและหมอฟางต่างชะเง้อคอดูอาการของเซียวจี้หลาง
ส่วนหลินซื่อนั้นร้อนใจจนเผลอจิกไหล่ของเซียวเฉินหลางจนรู้สึกเจ็บ
ผู้เฒ่าเซียวที่เพิ่งฟื้นจากการเป็นลมหมดสติ ก็ลุกขึ้นเช็ดน้ำตาด้วยความตื่นเต้น
มีเพียงฉีสือเยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านหลังหน่วนเป่าเท่านั้น ที่จ้องมองเจ้าก้อนแป้งตรงหน้าอย่างใกล้ชิด
จากนั้นหน่วนเป่าก็วางมือบนขาพี่ชาย ก่อนจะนวดไปมา ส่งพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ร่างกายและฟื้นฟูการทำงานของขาคู่นั้น
“ขาเปลี่ยนสีแล้ว!” หมอฟางที่เฝ้าดูอย่างใกล้ชิดตะโกนขึ้น ขาที่เคยซีดเซียวเนื่องจากเลือดที่แข็งตัว ทำให้การไหลเวียนเลือดในร่างกายหยุดชะงัก ตอนนี้กลับมาเป็นสีปกติแล้ว
“ขาเปลี่ยนสีแล้วหรือ?” เซียวหย่งฝูดูไม่ออกจึงถามหมอฟางอย่างรวดเร็ว
“รักษาขาไว้ได้แล้ว รักษาไว้ได้!” หมอฟางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาเป็นหมอก็จริง แต่ไม่ได้ชอบตัดแขนตัดขาของคนไข้เท่าใดนัก
ทุกคนต่างพากันดีใจยกใหญ่ หลินซื่อเริ่มหลั่งน้ำตาอีกครั้งอย่างมีความสุข
หน่วนเป่ายืนหันหลังให้ทุกคน จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าใบหน้าของนางซีดลง
มีเพียงฉีสือเยี่ยนเท่านั้นที่เฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของหน่วนเป่า ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
เมื่อครู่นางไม่ได้หยุดนวดแม้เพียงครั้ง และยังทำทุกการกระทำด้วยความจริงจัง จนกระทั่งเซียวจี้หลางพึมพำออกมาจึงหยุดนวด
“รอจนกว่าเขาฟื้นขึ้นมาก็พอ ไม่ต้องป้อนยาแล้ว” พลังศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นยาชูกำลังอันยอดเยี่ยม
หลังจากที่หน่วนเป่าพูดจบ นางก็ล้มลงกับพื้นทันที โชคดีที่ฉีสือเยี่ยนเฝ้าาระวังไว้ก่อนแล้วจึงวิ่งเข้าไปรับได้ทันเวลา
ทว่าแม้หน่วนเป่าจะตัวเล็ก แต่น้ำหนักไม่เบานัก ทำให้ฉีสือเยี่ยนล้มลงไปพร้อมกัน
“หน่วนเป่า!” หลินซื่อตะโกนด้วยความตกใจ ก่อนจะเป็นลมหมดสติไปอีกคน
เกิดความวุ่นวายโกลาหลทันที
เซียวหย่งฝูก้าวเข้าไปอุ้มหน่วนเป่าขึ้นจากพื้น “หมอฟาง เกิดอะไรขึ้นกับหน่วนเป่า? ท่านรีบมาดูเร็วเข้า!”
หมอฟางไม่มีเวลาช่วยพยุงฉีสือเยี่ยนขึ้นมาด้วยซ้ำ เขารุดเข้าไปตรวจชีพจรของเด็กหญิงอย่างรวดเร็ว
“ชีพจรนางอ่อนมาก ข้าจะรีบไปต้มยาเดี๋ยวนี้”
อันที่จริงเขาไม่แน่ใจเรื่องชีพจรของหน่วนเป่าสักเท่าใด เพราะชีพจรของนางบางครั้งก็อ่อน บางครั้งก็เต้นไวราวกับม้าวิ่ง
ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ที่นางช่วยชีวิตเซียวจี้หลางเมื่อครู่ เขาคาดเดาว่านางอาจจะเหนื่อยเพราะใช้วิธีลับอะไรบางอย่าง ดังนั้นแค่ยาบำรุงก็น่าจะเพียงพอสำหรับนางแล้ว
พูดจบหมอฟางก็เดินออกไปต้มยา
ส่วนหานเหนียงกำลังบีบนวดและป้อนน้ำให้กับหลินซื่อ เพราะหมอฟางไม่มีเวลามาตรวจดูอาการของนาง
“หน่วนเป่า…” หลินซื่อตะโกนชื่อหน่วนเป่าออกมาทันทีที่ได้สติ ก่อนจะลืมตาด้วยซ้ำ
“พี่ตงเหมย หน่วนเป่าไม่เป็นอะไรแล้ว หมอฟางกำลังต้มยาให้นาง”
หลินซื่อลุกขึ้นพลางเดินไปที่เตียง บนนั้นมีทั้งบุตรชายและบุตรสาวของนางนอนอยู่ คนหนึ่งมีสีหน้าแดงระเรื่อ ดูเหมือนจะฟื้นในอีกไม่ช้า
ส่วนอีกหนึ่งกำลังนอนหน้าซีดไม่ได้สติ
น้ำตาของหลินซื่อไหลพรากเช่นเดียวกับหิมะที่ตกหนักด้านนอก
อีกด้านหนึ่ง หมอฟางที่กำลังยุ่งอยู่กับการต้มยา เริ่มมีเหงื่อไหลออกท่ามกลางหิมะตกหนัก โดยมีเตาสามเตาตั้งอยู่ที่โถงทางเดิน โดยแต่ละเตามีขวดยาต้มอยู่บนนั้น
“ตั้งแต่ข้ามายังหมู่บ้านหลิวกัง หายใจเข้าก็ตระกูลเซียว หายใจออกก็ตระกูลเซียว มีคนป่วยนอนอยู่ที่บ้านสองคน ส่วนอีกคนถูกพากลับมาจากข้างนอกนั่น” เขาถอนหายใจขณะกรองตะกอนยา “ชีวิตอันน่าสงสารของข้า!”