หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 92 หน่วนเป่านอนไม่ได้สติ
บทที่ 92 หน่วนเป่านอนไม่ได้สติ
“เหตุใดหน่วนเป่าจึงยังไม่ฟื้นอีก” เซียวจี้หลางที่ฟื้นจากอาการป่วย ด้วยพลังการนวดศักดิ์สิทธิ์ของหน่วนเป่าถามขึ้นทันที
เขาฟื้นขึ้นมา แต่น้องสาวกลับนอนไม่ได้สติแทน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะโทษตัวเอง
หมอฟางเองก็ไม่เข้าใจเช่นนั้น ยาก็ดื่มไปแล้ว ชีพจรกลับมาเต้นคงที่ แต่ยังคงนอนหลับไม่ตื่น
หลังจากหลี่เจิ้งทราบข่าว เขาก็มาเยี่ยมนางเป็นเวลาสองวัน ก่อนจะถูกหลิวหม่านถังมาตาม และบอกว่าหลิวเอ้อร์หวามีธุระจะคุยด้วยในเช้าของวันที่สาม
“ห้าวันแล้วนะ”
ในขณะที่เซียวหย่งฝูกำลังเกลี้ยกล่อมภรรยาให้ไปนอน ลูกชายคนที่สี่ก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“จี้หลาง หลี่เจิ้งบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าน้องสาวของเจ้าเพียงแค่เหนื่อยเกินไป ให้นางได้พักผ่อนเถิด!”
ทุกคนเพิ่งได้รู้ว่าหน่วนเป่าทำอะไรไปบ้างก็ตอนที่หลี่เจิ้งมาเยี่ยม เขาเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่วงก่อนหน้านี้ให้ทุกคนได้ฟัง
หลังจากช่วยเหลือจางซื่อ นางต้องกลับไปในเมืองอีกครั้งในคืนนั้น และจัดการเรื่องอื่น ๆ ทั้งวัน ก่อนจะกลับมาช่วยเหลือพี่ชายของนางอีก
หลายวันมานี้ เจ้าก้อนแป้งไม่เคยได้หยุดพักผ่อนเลยสักวัน
“เช่นนั้นข้าจะอยู่กับน้องสาวจนกว่านางจะฟื้น” เซียวจี้หลางสะอื้นพลางเช็ดน้ำตา
ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือชาวบ้าน ต่างก็ไม่มีใครเคยชินกับหน่วนเป่าที่เอาแต่นอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงเงียบ ๆ เช่นนี้
ชาวบ้านที่มีรูปปั้นมังกรทองตัวเล็กในบ้าน พากันจุดธูปบูชาสามดอกทุกเวลาเช้า เที่ยงและเย็น
ได้แต่สวดภาวนาให้เทพมังกรน้อยฟื้นตัวอย่างเร็วไว
ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นกลุ่มควันเหล่านั้นลอยพุ่งขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะล่องลอยไปในทิศทางหนึ่ง ควันเหล่านั้นรวมตัวกันบนท้องฟ้าเหนือบ้านของตระกูลเซียว จากนั้นค่อย ๆ หลอมรวมเข้าสู่ร่างของหน่วนเป่า
แม้ว่าหน่วนเป่าจะยังไม่ฟื้น ทว่ามังกรทองตัวน้อยในร่างของนางกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
อีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนว่าหลี่เจิ้งจะปวดหัวไม่เคยขาด เพราะในหมู่บ้านมักมีคนก่อเรื่องอยู่เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน…
บ้านของหลิวเหล่าหานไม่เคยเงียบสงบอีกเลย นับตั้งแต่หลิวเอ้อร์หวากลับมา
ทันทีที่เขาถึงบ้าน สองสามีภรรยาก็รู้สึกดีอกดีใจกันยกใหญ่
“ลูกชายข้า เจ้ากลับมาได้อย่างไร!”
เมื่อหยางซื่อพบกับลูกชาย นางรีบลุกจากเตียงและสวมรองเท้า วิ่งไปหาลูกชายด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปในพริบตา
“โอ๊ย! แม่ ทำไมมือท่านถึงเย็นเช่นนี้ ปล่อยข้านะ” หลิวเอ้อร์หวาสะบัดมือ ทว่ามือของหยางซื่อกลับติดแน่นราวกับกาวเหนียว เขาถึงกับสะดุ้งตัวโยนเพราะความหนาวเย็น
หยางซื่อปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจนัก ในขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรต่อ หลิวเอ้อร์หวาก็โยนห่อผ้าลงบนโต๊ะแล้วนั่งลง
“แม่ ทำอาหารให้ข้ากินหน่อยสิ เดินทางมาทั้งเช้า หิวจะตายอยู่แล้ว”
หยางซื่อค่อย ๆ ทรุดนั่งลงตรงหน้าลูกชายด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “ลูกเอ๋ย! บ้านของเราไม่มีฟืนแล้ว สองวันมานี้พ่อกับแม่ยืมบ้านอื่นมาคนละนิดคนละหน่อยน่ะ”
ทันใดนั้นเสียงของหลิวเอ้อร์หวาก็ดังยิ่งกว่าเดิม “แม่ นี่ท่านขายฟืนไปหมดแล้วจริงหรือ เช่นนั้นสิ่งที่หลี่เจิ้งพูดก็เป็นความจริงน่ะสิ!”
หยางซื่อเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “แม่ขายไปแล้ว แต่ว่า…”
“เช่นนั้นเอาเงินมาให้ข้าแทนแล้วกัน!”
ก่อนที่หยางซื่อจะพูดจบ ลูกชายก็ยื่นมือออกมาขอเงินทันที
“เราเอาเงินนั่นไปซื้อเสื้อผ้าฝ้ายหมดแล้ว ตอนนี้ที่บ้านไม่เหลือเงินแล้ว” หยางซื่อตอบอย่างขมขื่น
หลิวเอ้อร์หวาที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง หาวอยู่หลายต่อหลายครั้ง “ไปยืมฟืนคนอื่นมาสิ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
หลิวเหล่าหานซึ่งได้ยินการสนทนาของสองแม่ลูกที่หน้าประตู รอยยิ้มความสุขที่มุมปากพลันจางหายไปทีละน้อย ก่อนจะแอบถอนหายใจ และหันหลังเดินออกไปข้างนอกเงียบ ๆ
ไม่นานหลิวเหล่าหานก็กลับมาพร้อมฟืนและพูดว่า “ไปทำอาหารให้เขาสิ!”
หยางซื่อมองดูฟืนมัดเล็ก ๆ พลางพูดกับหลิวเอ้อร์หวาอย่างมีความสุข “เจ้านอนพักผ่อนเถิด เดี๋ยวแม่จะทำอาหารให้ แล้วจะปลุกเจ้ามากินนะ”
“อืม…”
แม้ว่าอาหารมื้อนี้จะไม่หรูหรานัก เป็นเพียงแค่ข้าวร้อน ๆ ทั้งคู่ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
ทว่าหลิวเอ้อร์หวาที่เคยชินกับอาหารในเมือง จะกลืนอาหารเรียบง่ายเช่นนี้ลงคอได้อย่างไร
หลังจากกินไปสองสามคำ เขาก็วางตะเกียบลง “แม่ ข้าบอกให้ใส่เนื้อลงไปในกับข้าวด้วย! แช่นนี้ข้าจะกินลงได้อย่างไร”
“ไม่กงไม่กินมันแล้ว ข้าจะไปนอน!”
หลิวเอ้อร์หวาทำพฤติกรรมเช่นนี้ทุก ๆ วัน ทว่าสองสามีภรรยารู้สึกดีใจมากกว่าที่บุตรชายกลับมา
หลังจากหน่วนเป่าพักอยู่ที่บ้านหมอฟางเป็นเวลาสามวัน เซียวหย่งฝูก็พานางกลับมาบ้าน
ทั้งหลินซื่อและหานเหนียงต่างกังวลว่าหน่วนเป่าฟื้นขึ้นมาแล้วจะหิว เพราะไม่ได้กินทั้งข้าวและน้ำในขณะที่นอนหมดสติ
ดังนั้นพวกนางจึงทำอาหารจานโปรดของหน่วนเป่าทุกวัน ทำให้เจ้ารองหลิวที่อยู่ข้างบ้านต้องทนทุกข์ทรมานเพราะกลิ่นหอมเย้ายวน
“แม่ นี่มันกลิ่นอะไรน่ะ หอมเหลือเกิน” หลิวเอ้อร์หวาถามมารดาของตน
หยางซื่อถ่มน้ำลายด้วยความโกรธไปทางตระกูลเซียว “ก็บ้านของเซียวหย่งฝูน่ะสิ กินอาหารแบบนี้ทุกวัน ไม่กลัวจะป่วยกันบ้างเลยหรืออย่างไร”
“เซียวหย่งฝู? ตัวซวยนั่นน่ะหรือ! ตอนนี้บ้านของพวกเขามีกินเช่นนี้เลยหรือ?”
หยางซื่อที่เกลียดแค้นครอบครัวของเซียวหย่งฝูจนเข้ากระดูกดำไม่อยากพูดอะไรอีก
ไม่นานหลิวเอ้อร์หวาจึงปีนขึ้นไปบนกำแพงในสวนหลังบ้านเพื่อแอบดู บ้านของพวกเขาไม่เพียงแต่แบ่งเป็นหลายเรือนเท่านั้น
แต่ยังมีเนื้อไก่ เนื้อเป็ดถูกแขวนไว้ใต้ชายคา เช่นเดียวกับกองฟืนที่สูงราวกับภูเขาลูกเล็ก ๆ
ช่วงนี้มีคนเข้าออกบ้านของเซียวหย่งฝูมากมาย พวกเขามักเปิดไฟในเวลากลางคืนจนถึงรุ่งเช้า ทำให้เขาไม่มีโอกาสแอบเข้าไป หากหลิวเอ้อร์หวายังดึงดันเข้าไปคงจะเกิดเรื่องเป็นแน่
ทว่ายิ่งแอบมองนานวันเข้า ความอยากได้อยากมีกลับเพิ่มทบทวี ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของตน
เขาจะรู้สึกโกรธ เมื่อเห็นว่าไก่และเนื้อเริ่มหายไปทีละชิ้น
ในขณะที่เขากำลังปีนขึ้นไปบนกำแพง ก็พบว่าตระกูลเซียวดูรีบร้อนเล็กน้อย แต่ใบหน้าของทุกคนที่เดินเข้าออกกลับมีความสุขเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่เจิ้งก็เดินมาถึง
ณ ห้องโถงหลักบ้านของเซียวหย่งฝู
หลังจากที่หน่วนเป่าตื่นขึ้นมาพร้อมกับพลังอันเต็มเปี่ยม นางพบว่ามีดวงตาหลายคู่กำลังจ้องมองมา
“ท่านแม่ ข้าหิววว!” หน่วนเป่าพูดขึ้นพร้อมเสียงคำรามดังก้องในท้อง
“ฮ่า ๆ ๆ ฟื้นแล้วสินะ! ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ดีมาก!” เซียวหย่งฝูยิ้มกว้าง
หลินซื่อดึงหน่วนเป่ามากอดและจูบหน้านางหลายครั้ง จนเจ้าก้อนแป้งหัวเราะคิกคัก “ท่านแม่ ท่านแม่ ฮ่า ๆ ๆ มันจั๊กจี้!”
ตอนที่หน่วนเป่านอนไม่ได้สติ หมาป่าขาวก็นอนเฝ้านางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หลับ คนอื่น ๆ ยังผลัดกันไปนอนพักผ่อน เว้นเสียแต่หมาป่าขาว
หลังจากที่หน่วนเป่าฟื้น หมาป่าขาวจึงนอนหลับตรงนั้นเสียเลย
กับข้าวถูกจัดเตรียมและนำเก็บทุกวัน เมื่อพวกเขาคุยกันสักพัก หานเหนียงจึงยกกับข้าวเดินเข้ามา
หลิวเอ้อร์หวาที่แอบดูอยู่ตกตะลึง เมื่อก่อนเขาเพียงแค่ได้กลิ่น แต่วันนี้ได้เห็นหน้าตากับข้าวเหล่านั้นแล้ว
ช่างดูน่าอร่อยนัก หลิวเอ้อร์หวาที่กินข้าวกับผักทุกวันได้แต่ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หมายมั่นว่าจะไปขโมยไก่ในคืนนี้
หน่วนเป่าส่งเสียงกู่ร้องเมื่อเห็นข้าว “ได้เวลากินข้าวแล้ว หน่วนเป่าได้กินข้าวแล้ว!”
เซียวจี้หลางเอาแต่ตามหน่วนเป่าอยู่ใกล้ ๆ เด็กหนุ่มตักขาไก่และป้อนน้ำแกงให้นาง
“น้องสาว ไม่ต้องรีบ ทั้งหมดนี่เป็นของเจ้าคนเดียว” เซียวจี้หลางดวงตาแดงก่ำ น้องสาวที่กระโดดโลดเต้นไปมาเหมือนลูกหมูนั้นน่ารักที่สุดแล้ว
หากหน่วนเป่ารู้ว่าตนเป็นเพียงลูกหมูในใจของพี่สี่ วันนั้นเขาคงไม่มีชีวิตรอด
เซียวเฉินหลางยืนอยู่อีกด้านหนึ่งของหน่วนเป่า เอาแต่ลูบศีรษะไม่ก็บีบแก้มราวกับพยายามยืนยันว่าหน่วนเป่าไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ
“ดึงตัวเฉินหลางออกมา อย่ารบกวนหน่วนเป่ากินข้าว!” หลินซื่อที่นั่งตรงข้ามมองบุตรสาวเดี๋ยวโดนลูบหัว เดี๋ยวโดนดึงแก้มจนตัวโยก ก่อนจะถลึงตามองเฉินหลาง แล้วหันกลับมามองหน่วนเป่าด้วยรอยยิ้ม
เมื่อที่ว่างสองที่ปรากฏขึ้น ฉีสือเยี่ยนก็ก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“หน่วนเป่า อ้าปากหน่อย นี่เป็นน้ำแกงของจักรพรรดิเชียวนะ” แน่นอนว่าประโยคนั้นดึงดูดความสนใจของหน่วนเป่าได้สำเร็จ