หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 93 หัวขโมยปีนกำแพง
บทที่ 93 หัวขโมยปีนกำแพง
ทุกคนรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นพุงกลม ๆ ของหน่วนเป่าหลังจากกินอาหารจนอิ่มหนำ และเริ่มเอนหลังพิงเก้าอี้พลางฮัมเพลงอย่างสบายใจ
“ท่านแม่ หน่วนเป่าอิ่มมาก! เต็มพุงเลย!” หน่วนเป่าโผเข้าไปในอ้อมกอดของมารดาพลางพูดอย่างออดอ้อน
หลินซื่อพยักหน้า “เจ้านี่หนา! เป็นดั่งปีศาจน้อยในชีวิตของข้าจริง ๆ!”
แม้ว่านางจะพูดเช่นนั้น แต่มือยังคงลูบท้องของหน่วนเป่าด้วยความเอ็นดู
“ตอนนี้ทั้งเจ้าและพี่สี่ต่างก็ฟื้นมาแล้ว ในที่สุดข้าก็วางใจได้เสียที”
หลินซื่อพูดด้วยความรู้สึกโล่งอก
หน่วนเป่าที่เพิ่งฟื้นเห็นทุกคนในครอบครัวดูเหนื่อยล้า จึงรู้ว่าตอนที่ตนเองหมดสตินั้นพวกเขาคงจะหวาดกลัวจนพานให้พักผ่อนไม่เพียงพอ
แม้แต่หมาป่าขาวเองยังทนต่อไปไม่ไหว เสียงกรนดังสนั่นดังข้ามผ่านกำแพงไปหลายบ้าน
นางผละออกจากอ้อมแขนของหลินซื่อแล้วพูดเสียงใส “ท่านแม่ หน่วนเป่าไม่เป็นอะไรแล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่ไปพักผ่อนเถอะ ทุกคนจะได้ไปพักกันให้หมด”
หลินซื่อเหลือบตามองหน่วนเป่าที่เต็มไปด้วยความสดใส ส่วนตัวนางเองก็เหนื่อยมากจริง ๆ
“ได้ งั้นพวกเราไปนอนก่อน เจ้าอย่าเพิ่งออกไปวิ่งเล่นเลย นอนต่ออีกสักหน่อยเถอะ”
หลินซื่อมองหน่วนเป่าเดินกลับห้อง และสั่งให้เด็กทุกคนอาบน้ำเข้านอนกันให้หมด จึงเดินกลับไปพักที่ห้องของตัวเอง
ในที่สุดไฟในบ้านของเซียวหย่งฝูที่เปิดไว้หลายวันก็ดับลงในคืนนั้น
ช่วงเวลาที่หน่วนเป่านอนไม่ได้สติ ทุกคนในบ้านต่างก็กินข้าวและน้ำธรรมดาทั่วไป
ดังนั้นพวกเขาจึงอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจตลอดสองสามวันที่ผ่านมา
และหากนางยังนอนหมดสติอีกสักสองสามวัน เสบียงอาหารในบ้านก็จะหมดตามไปด้วย
เพราะนางได้นำเสบียงทั้งหมดในบ้านบริจาคให้กับเมืองอิ้งซานเป็นจำนวนมาก ส่วนตนเองเป็นลมหมดสติไปก่อนจะมีโอกาสเติมข้าวในโกดัง
หน่วนเป่ารอจนทุกคนหลับ แล้วจึงเดินไปที่ครัวเงียบ ๆ จากนั้นเปลี่ยนน้ำในถังเป็นน้ำทิพย์ และเปลี่ยนข้าวในถังเป็นข้าวทิพย์ด้วยเช่นกัน
ก่อนจะเดินไปยังอีกโกดังหนึ่งเพื่อเติมเสบียงให้เต็ม
ขณะที่นางกำลังจะเดินไปที่โถงบรรพบุรุษ นางก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังมาจากกำแพงสวนหลังบ้าน
เจ้าก้อนแป้งเลิกคิ้วด้วยความสงสัย นางกำลังรู้สึกเบื่อ ๆ อยู่พอดี จึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
จากนั้นจึงโบกมือหนึ่งครั้ง แสงสว่างปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง เจ้าก้อนแป้งเสกให้ตนเองล่องหนและเดินไปที่สวนหลังบ้าน
ทว่ากลับมีใครบางคนมีสัมผัสที่อ่อนไหวยิ่งกว่า พลังเทพของหน่วนเป่าสัมผัสได้ว่ามีไก่ตัวผู้กำลังยื่นหัวออกมามองการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของคนผู้นั้น
ในเล้าไก่ข้าง ๆ บรรดาไก่ป่าพากันจ้องเป็นตาเดียว
เสียงกรนของหมาป่าขาวหยุดลงแล้ว หากชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองหลังคาจะพบว่ามีร่างใหญ่ยืนอยู่บนนั้น
“ข้าคิดว่าเจ้ากำลังหลับอยู่เสียอีก เสียงกรนเมื่อครู่ดังไปไกลถึงสองลี้เลยล่ะ” หน่วนเป่ารู้สึกสงสารมันก็จริง แต่ปากร้าย ๆ ของนางอดไม่ได้ที่จะพูดจาเยาะเย้ยถากถางเสียหน่อย
หมาป่าขาวเหลือบมองหน่วนเป่าที่ทำตัวเหมือนขโมยในบ้านของตัวเอง ก่อนจะแอบหัวเราะเบา ๆ “เจ้านอนแค่นี้ก็อ้วนขึ้นแล้วหรือ?”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ อีกไม่นานข้าจะกินเนื้อเจ้าให้ดู” หน่วนเป่ายิ้มจนเห็นฟันขาวในคืนอันมืดมิด
หมาป่าขาวหุบปากอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ว่าเขาอาจถูกเทพไร้จรรยาบรรณตรงหน้ากินเข้าสักวันก็เป็นได้
ตอนนั้นเองที่หน่วนเป่าเพิ่งเห็นชัด ๆ ว่าคนที่ปีนกำแพงเข้ามาคือหลิวเอ้อร์หวา
เขากำลังเลือกเนื้อไก่ที่แขวนอยู่ใต้ชายคา ราวกับเลือกซื้อของในตลาดสด
หน่วนเป่า : สมแล้วที่เป็นครอบครัวเดียวกัน แม่ขโมยปลาจากบ่อ ส่วนลูกชายขโมยไก่ในบ้าน
จากนั้นจึงนึกสนุกและดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ที่หลิวเอ้อร์หวากำลังจะหยิบกลับหายไปต่อหน้าต่อตา
“เฮ้ย นี่มันอะไรกันเนี่ย?” ทันใดนั้นทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาก็ขาวโพลนไปหมด ไม่มีหิมะตกหนัก และแม้แต่อุณหภูมิก็สูงขึ้นด้วย
ทำให้เขาที่สวมเสื้อผ้าฝ้ายเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ
แม้ว่าหลิวเอ้อร์หวาผู้อายุน้อยแต่ใจกล้าต้องเผชิญกับสถานการณ์คับขัน เขายังคงตะโกนสาปแช่งพลางคลำหาทางออกไปด้วย
หลิวเอ้อร์หวาเดินไปรอบ ๆ แบบนั้นตลอดทั้งคืน
เมื่อถึงเวลาตื่นนอนตอนเช้าของทุกคน หน่วนเป่าก็เสกให้เขากลับมาหยิบไก่เช่นเดิม
ผลคือเซียวหย่งฝูออกมาเห็นเข้าพอดี เขาเห็นหลิวเอ้อร์หวาคว้าไก่และเตรียมปีนกำแพงกลับไป “หยุดนะ! โจรหน้าไหนกล้าเข้ามาขโมยของบ้านข้า!”
เขาก้าวเข้าไปคว้าตัวหลิวเอ้อร์หวาลงมาจากกำแพง
ก่อนจะทุ่มลงกับพื้นและเตะเข้าที่ท้อง “ไอ้หัวขโมย”
“ใครก็ได้ ไปแจ้งหลี่เจิ้งว่าข้าจับหัวขโมยได้คนหนึ่ง” อันที่จริงเซียวหย่งฝูพอจะคาดเดาได้ว่าหัวขโมยคนนี้คือใคร จึงไม่จำเป็นต้องดูหน้าให้ชัด
เซียวเฉินหลางที่เพิ่งตื่นนอนอยู่ในอาการงุนงง ทันทีที่ได้ยินว่ามีขโมยเข้าบ้านจึงรีบใส่เสื้อผ้าและวิ่งออกไป
เสียงดังโหวกเหวกโวยวายในลานบ้านของเซียวหย่งฝู่ ทำให้หลิวเหล่าหานและภรรยาสะดุ้งตื่น “หึ! ในที่สุดก็มีโจรขึ้นบ้านแล้วสินะ ข้ารู้อยู่แล้วว่าตัวซวยอย่างเขาต้องเดือดร้อนไม่ช้าก็เร็ว!”
หยางซื่อยิ้มเยาะ ฟังเสียงหัวขโมยถูกกระทืบอย่างอารมณ์ดี “ช่างน่าเวทนาหัวขโมยคนนั้นเหลือเกิน!”
กว่าหลี่เจิ้งจะมาถึง เซียวหย่งฝู่ก็กระทืบหลิวเอ้อร์หวาจนแทบจำหน้าไม่ได้แล้ว
“นี่มัน?” หลี่เจิ้งรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่ยังคงเอ่ยปากถาม
หน่วนเป่านั่งยอง ๆ อยู่ใต้กำแพงพลางมองไปที่ประตูบ้านข้าง ๆ นางสงสัยเหลือเกินว่าหยางซื่อจะยังมีความสุขอยู่หรือไม่หากรู้ว่าใครคือหัวขโมย
“ท่านลุง นี่ข้าเอง!” หลิวเอ้อร์หวานอนครางอยู่บนพื้น
หลี่เจิ้งพลิกตัวเขากลับมาด้วยความตกใจ “เอ้อร์หวา ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้ เจ้ามาขโมยของบ้านหย่งฝูทำไม!”
เขามองหลิวเอ้อร์หวาราวกับเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้*[1] “เจ้ากลับมาสร้างปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าพูดกี่ครั้งก็ไม่เคยคิดฟัง และตอนนี้ยังมาขโมยของอีก!”
เมื่อหยางซื่อได้ยินชื่อของลูกชายคนรอง ก็ตกใจและรีบสวมเสื้อผ้าวิ่งออกมาทันที
คล้ายหยางซื่อเพิ่งตั้งสติได้ นางวิ่งออกไปพร้อมกับเสียงกรีดร้อง
ส่วนหลิวเหล่าหานเองได้ยินทุกสิ่งที่เกิดขึ้นข้างบ้าน แม้จะไม่พูดอะไร แต่เขาก็แอบรู้สึกกังวลอยู่ในใจ
ทว่าเมื่อได้ยินเสียงกรีดรองของภรรยา เขาก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
หลังจากเดินโซซัดโซเซไปสวมเสื้อผ้า ก่อนจะเดินออกไปมองข้ามกำแพงรั้วบ้านของเซียวหย่งฝูเข้าไป สีหน้าของเขาก็ซีดเซียวทันที
หยางซื่อเดินไปที่สวนหลังบ้านด้วยความโกรธ “นี่พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกัน มีสิทธิ์อะไรมาตีลูกชายข้าเช่นนี้!”
เซียวหย่งฝู่ชี้ไปที่ไก่ในมือของหลิวเอ้อร์หวา “พวกเจ้าดูให้เต็มสองตา! ตอนนี้คนของพวกเจ้าอยู่ในสวนหลังบ้านของข้า และยังถือไก่ของข้าไว้ในมืออีก ข้าต่างหากที่ต้องถามพวกเจ้า ว่ามีสิทธิ์อะไรมาขโมยของบ้านข้าเช่นนี้!?”
หยางซื่อตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “พวกเจ้ารังแกคนอื่น ทุบตีจนลูกชายของข้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ พวกเจ้ามันไม่ใช่คน!”
“เราไม่ใช่คนหรือ หากเราไม่ใช่คนจริง ๆ คงลากไส้ไอ้โจรชั่วออกมาแล้ว!” หลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลินซื่อจึงมีแรงมากขึ้น
หยางซื่อชี้ไปที่ทุกคนในสวนหลังบ้าน “พวกเจ้าต้องได้รับกรรมตามสนอง!”
“มีเพียงโจรเท่านั้นที่จะได้รับผลกรรม ข้าสามารถส่งเขาไปที่นรกโดยตรงได้เลย!” หน่วนเป่าถือขนมปังอยู่ในมือ นางกินและยิ้มอย่างมีความสุข ทว่านั่นยิ่งทำให้หยางซื่อไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก
หลิวเอ้อร์หวาที่ถูกเสกให้เดินวนไปมาทั้งคืน แทบจะเป็นบ้าเมื่อได้ยินคำว่าผลกรรมและตกนรก
จากนั้นจึงรีบลุกขึ้นและคุกเข่าลงกับพื้น “ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรขโมยของ ข้ามันจิตใจชั่วร้าย ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว!”
หน่วนเป่าชี้ไปที่หลิวเอ้อร์หวาแล้วพูดกับหยางซื่อ “เห็นหรือไม่ เขาสารภาพออกมาแล้ว ท่านพ่อ ท่านอยากเอาเรื่องเขาหรือไม่? ข้าจะให้ใต้เท้าหลีพาตัวเขาไป”
ก่อนจะยิ้มพลางเสริมอีกประโยค “อ้อ จริงสิ! ในนั้นมีข้าวร้อน ๆ ด้วยนะ”
เมื่อหยางซื่อได้ยินดังนั้น นางจึงเป็นลมล้มพับไปทันที
ตอนนั้นเอง ผู้เฒ่าเซียวก็ตะโกนขึ้นที่หน้าลานหน้าบ้าน “ใครก็ได้มาตรงนี้หน่อย หลิวเหล่าหานไม่รู้เป็นอะไร จู่ ๆ เขาก็ล้มลงกับพื้น!”
[1] หลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้า หมายถึง ตั้งความหวังอยากให้อีกฝ่ายได้ดิบได้ดี