หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 97 ความโมโหร้ายอันน่าเอ็นดูของหน่วนเป่า
บทที่ 97 ความโมโหร้ายอันน่าเอ็นดูของหน่วนเป่า
“นั่นท่านจะทำอะไรน่ะ! อย่าแตะต้องแม่ของข้านะ! ยืนอยู่ตรงนั้น ห้ามขยับ!” เสียงเล็ก ๆ ของหน่วนเป่าผสมกับพลังศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งใหญ่เหมือนพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอย่างองอาจ ดุจสิงโตคำราม
นางกล่าวพลางชี้ไปด้านบน “จงดูให้ชัดว่านี่คืออะไร หากใครก็ตามทำร้ายแม่ของข้า ข้าจะให้คนผู้นั้นนอนในห้องโถงไว้ทุกข์คืนนี้เลย!”
เสียงดุร้ายของเด็กน้อยทำให้ทุกคนในตระกูลหลินหวาดกลัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองตามมือที่หน่วนเป่าชี้ จะเห็นว่าหน่วยลาดตระเวนบนหอสังเกตการณ์กำลังเล็งธนูมายังหญิงชรา
ลูกธนูอันแหลมคมท่ามกลางหิมะตกหนัก ทำให้หญิงชราตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
หลินซื่อที่ได้รับการปกป้องอย่างดีจากลูกสาวเกือบหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง!
แม้แต่หน่วยลาดตระเวนที่ยืนอยู่หลังประตูยังหัวเราะอย่างไม่เกรงใจ “หน่วนเป่าช่างเป็นเด็กที่น่ารักจริง ๆ ข้าอยากแต่งงานมีลูกเสียเดี๋ยวนี้เลย!”
“เสียงเล็ก ๆ นั่นช่างน่ารักเหลือเกิน!”
“ใช่ หวานราวกับขนมเลยล่ะ!”
หน่วนเป่าจ้องด้วยสายตา (≖_≖) นางดุร้ายมากนะ!
เซียวหย่งฝูที่ตามมาสมทบหลังจากได้รับข่าว เห็นผู้คนต่างหัวเราะคิกคัก “พวกเจ้าเป็นอะไร? เห็นหลินซื่อกับหน่วนเป่าหรือไม่?”
“ท่านลุง หน่วนเป่าน่ารักมากจริง ๆ พวกนางอยู่ที่หน้าประตูโน่นแหน่ะ”
เซียวหย่งฝูพยักหน้ารับแล้วเดินออกไปอย่างไม่เข้าใจนัก
เมื่อตระกูลหลินเห็นเซียวหย่งฝู จึงรีบตะโกนเรียกราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต
“เจ้าลูกเขย! พวกเราแทบจะหนาวตายอยู่แล้ว!”
“พี่เขย…”
เซียวหย่งฝูเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ตั้งแต่แต่งงานเป็นลูกเขยบ้านนี้มา เขาเพิ่งเคยถูกเรียกว่าพี่เขย… เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์!
เขายื่นมือออกรับหน่วนเป่าโดยไม่พูดอะไร เพราะเจ้าก้อนแป้งถือว่ามีส่วนสำคัญในครอบครัวไม่น้อย
เวลานี้หน่วนเป่าเป็นดั่งแหล่งรวมพลังใจของนาง นางจึงถลึงตาใส่สามีอย่างไม่ยินยอม
เซียวหย่งฝูถูจมูกพลางยิ้มอย่างขมขื่น ขอร้องก็ไร้ประโยชน์สินะ ใช่สิ ข้าไม่ใช่คนในครอบครัวเจ้านี่!
ตระกูลหลินไม่ได้โง่เขลาแต่อย่างใด ยามนี้พวกเขาต่างมองเห็นถึงความสำคัญของหลินซื่อในบ้านหลังนี้แล้ว
“ตงเหมย! เรามาที่นี่เพื่อยกธงขาวยอมแพ้เจ้า เจ้าจะเมินพ่อตนเองเช่นนี้ไม่ได้นะ!”
บอกได้คำเดียวว่าหญิงชรานามหลัวซื่อมักจะพูดอะไรตามอำเภอใจเสมอ นางสามารถกลับคำได้ตลอดเวลา
หลินต้าเป่าชายในวัยยี่สิบคว้าแขนของเซียวหย่งฝูพร้อมกับร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล
“พี่เขย ข้าไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว ดูนี่สิ นี่คือเหลียงเถียนหลานชายของท่าน” เขาคว้าเด็กชายตัวเล็กมายืนข้าง ๆ “เรียกท่านลุงเขยสิ!”
หน่วนเป่าซบไหล่ของหลินซื่อและพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ ชื่อดูไพเราะดีนะ แต่หลินเหลียงเถียนคนนี้ดูไม่เป็นมิตรตั้งแต่แรกพบ
เมื่อครู่เขาจ้องนางด้วยสายตาดุร้ายอย่างยิ่ง หากหน่วนเป่าเป็นเด็กหญิงธรรมดาทั่วไปคงตกใจกลัวไปแล้ว
คงเป็นเพราะถูกผลักด้วยแรงไม่น้อย หลิวเหลียงเถียนจึงเอ่ยปากเรียก “ท่านลุงเขย”
เซียวหย่งฝูหัวเราะ “หน้าตาดีใช้ได้ทีเดียว!”
พ่อของนางรู้จักลืมตาพูดปด*[1]แล้วสินะ
หลัวซื่อเริ่มรู้สึกร้อนใจ เมื่อเห็นว่าลูกสาวคนโตเพียงยืนมองอย่างเงียบ ๆ ตั้งแต่ต้น โดยไม่พูดอะไรสักคำ
นางจึงกระซิบเสียงเบา “ตงเหมย แม่รู้ว่าเมื่อก่อนไม่เคยสนใจดูแลเจ้า นั่นเป็นเพราะแม่รู้ว่าลูกเขยดีต่อเจ้ามาก แม่จึงไม่ต้องกังวลอะไร”
“หากต่อไปนี้พวกเราได้อยู่ด้วยกัน แม่จะชดเชยสิ่งที่ติดค้างเจ้ามาตลอดหลายปีเอง”
หลินเอ้อร์นีกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง ทว่าหลัวซื่อกลับถลึงตาใส่นาง
“นี่คือหลานสาวตัวน้อยของยายหรือ เจ้าชื่ออะไร? ดูท่าจะฉลาดเฉลียวไม่เบาเลยนะ” หลัวซื่อกำลังยื่นมือออกไปสัมผัสหน้าของหน่วนเป่า แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ก็รีบวางมือลงทันที
ก่อนจะมองหลินซื่อด้วยความโล่งใจ “ตงเหมย เจ้าอยากมีลูกสาวมาตลอด ตอนนี้สมปรารถนาแล้วสินะ เด็กคนนี้กตัญญูต่อเจ้ามากจริง ๆ”
หลินซื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย ครั้งแรกที่เห็นพวกเขาทำให้นางรู้สึกร้อนใจ แต่ไม่กล้าพูดออกไป
ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบเด็กผู้หญิง แต่ยังยอมพูดจาดี ๆ กับหน่วนเป่า
นางอยากให้ผู้ที่ทำผิดและรังแกครอบครัวของนางต้องชดใช้!
“สามี ท่านช่วยไปเรียกหลี่เจิ้งมาให้ข้าหน่อย” ทันทีที่หลินซื่อสั่ง เซียวหย่งฝูก็เข้าใจในสิ่งที่ภรรยาจะทำโดยไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ
“ได้!”
บัดนี้บ้านของหลินซื่อไม่มีห้องว่างให้พักมากนัก กล่าวได้ว่าไม่เหลือห้องว่างให้พักแม้แต่ห้องเดียว
“ท่านตั้งใจจะพักอยู่ที่นี่นานแค่ไหน?” หลินซื่อมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาห่างเหิน
หลัวซื่อและผู้เฒ่าหลินมองหน้ากันด้วยความกังวล
เดิมทีพวกเขาวางแผนที่จะอยู่สักพักแล้วจากไป ทว่าเมื่อเห็นสภาพของหลินซื่อในตอนนี้ พวกเขาจึงเริ่มจินตนาการถึงชีวิตดี ๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า
ยิ่งไปกว่านั้นหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีกำแพงสูง ซึ่งปลอดภัยมากในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้
“คงไม่ไปไหนแล้ว เราจะตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านหลิวกัง”
“การตั้งรกรากที่หมู่บ้านหลิวกังไม่ใช่เรื่องที่พูดกันง่าย ๆ เช่นนั้นหรอกนะ” หลี่เจิ้งที่กำลังเดินมาได้ยินคำพูดของหลัวซื่อพอดี เขาจึงกล่าวก่อนที่จะก้าวออกจากประตูและมองทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง
หลินซื่อที่มักจะเรียกหลี่เจิ้งเฉย ๆ ในวันปกติ วันนี้กลับคำนับทักทายเขาด้วยความเคารพ “หลี่เจิ้ง!”
“อืม! นี่คือครอบครัวของแม่เจ้าหรือ?”
สายตาดุดันของหลี่เจิ้งทำให้ตระกูลหลินตัวสั่นสะท้าน
ตอนนี้เขาดูไม่ต่างจากชายหนุ่มวัยสามสิบปี จึงเป็นผลให้หญิงเหล่านั้นเริ่มหน้าแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว
หลินซื่อพยักหน้า
“มีใครในพวกเจ้าเคยสอบและได้รับตำแหน่งบ้างหรือไม่?” เขาถามพลางมองไปยังหลินต้าเป่า
หลินต้าเป่าส่ายหน้าไปมา หากเขาสอบจนกระทั่งได้รับตำแหน่งคงจะไปอยู่ในเมืองนานแล้ว ใครจะมาสถานที่น่าสังเวชเช่นนี้กัน?
หลี่เจิ้งเริ่มแสดงสีหน้าจริงจังมากขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้ามีทางเลือกให้พวกเจ้า ประการแรกคือเข้าร่วมหมู่บ้านของเรา ข้อดีคือเจ้าจะมีอาหาร ฟืนและเสื้อผ้าฝ้ายพร้อมใช้งาน สิ่งที่ชาวบ้านมีพวกเจ้าก็จะได้รับเช่นกัน”
“หากไม่เลือก จะไม่มีที่ดินให้อาศัย ไม่ได้รับของแจกจ่ายข้าวของ ไม่มีการคุ้มครองและ…”
“พวกเราไม่ยอมรับการอาศัยระยะยาว หากอยากอาศัยอยู่ที่นี่ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับหมู่บ้าน”
หน่วนเป่าไม่ได้รู้สึกว่าหลี่เจิ้งกำลังทำให้พวกเขาลำบากใจแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผล
สุดท้ายตระกูลหลินจึงเลือกที่จะเข้าร่วมกับหมู่บ้าน เพราะไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็มาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ นั่นแปลว่าหมู่บ้านเก่าของพวกเขาอยู่ไม่ได้อีกต่อไป
เมื่อตัดสินใจเลือก หลี่เจิ้งก็ไม่รอช้า รีบให้พวกเขากรอกข้อมูลและส่งให้หลีซู่รับรอง
สิ่งเดียวที่น่าประหลาดใจคือไม่มีใครในตระกูลหลินที่รู้หนังสือสักคน ดังนั้นเซียวหย่งฝูจึงอาสาช่วยเขียน เพราะรู้ว่าหลินซื่อรู้หนังสือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“หมู่บ้านของเรามีสำนักศึกษาเล็ก ๆ หากสนใจสามารถส่งลูกหลานไปเรียนที่นั่นได้” หลี่เจิ้งพูดอย่างจริงใจ
ผู้เฒ่าหลินรู้สึกกระตือรือร้นเล็กน้อยเมื่อได้ยิน
ทว่าหลัวซื่อกลับไม่สนใจ สมกับเป็นหญิงไร้การศึกษา
พวกเขาไม่รู้ว่าเพียงครู่เดียว หลี่เจิ้งก็มองพวกเขาอย่างถี่ถ้วนทั้งภายในและภายนอก
“ช่วงนี้พวกเจ้าพักที่บ้านของหย่งฝูไปก่อน ต้องรอหิมะหยุดตกจึงสามารถซ่อมแซมบ้านพักหลังใหม่ได้ อาจต้องใช้เวลาสักพัก”
“โปรดจำไว้ว่าอย่าสร้างปัญหาใด ๆ หากก่อเรื่องวุ่นวายหรือฝ่าฝืนกฎ พวกเราจะขับไล่พวกเจ้าออกไปจากหมู่บ้านหลิวกังทันที”
ผู้เฒ่าหลินคิดในใจ ก็ดีน่ะสิ! ไม่เห็นต้องกลัวกฎเกณฑ์เข้มงวดเหล่านั้นเลย ขอเพียงแค่ไม่ฝ่าฝืนกฎก็ไม่มีปัญหาแล้ว
ทว่าหลินซื่อและหลินเอ้อร์นีกลับไม่คิดเช่นนั้น
เมื่อหลี่เจิ้งลงนามรับรอง พวกเขาจึงสามารถเข้าไปข้างในได้
เซียวหย่งฝูช่วยถือสัมภาระ ส่วนหลินซื่ออุ้มหน่วนเป่าเดินตามเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ในใจเริ่มคิดหาวิธีจัดการเรื่องต่าง ๆ
ห้องของหยวนหลางห้ามเคลื่อนย้ายเด็ดขาด ส่วนฉีสือเยี่ยนแม้ตอนนี้จะย้ายไปนอนเบียดเสียดในห้องเดียวกับหน่วนเป่าแล้ว แต่ก็ห้ามเคลื่อนย้ายห้องของเขาเช่นกัน
เหลือเพียงทางเดียวคือให้พวกเขานอนเบียดในห้องเดียวกัน
พรุ่งนี้ค่อยย้ายฟืนออกมา ที่เหลือก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง
เมื่อไปถึงบ้านของเซียวหย่งฝู บ้านหลังใหม่สะดุดตาพร้อมกับมีเนื้อหลายชนิดแขวนอยู่ใต้ชายคา
ทำให้ตระกูลหลินเข้าใจทันทีว่าตอนนี้หลินซื่อมีชีวิตที่ดีเพียงใด และเห็นได้ชัดว่านางเป็นคนตัดสินใจเรื่องทุกอย่างในบ้านหลังนี้
หลัวซื่อจึงตั้งใจแล้วว่าจะเอาอกเอาใจลูกสาวคนโตเป็นอย่างดี เพราะของทั้งหมดจะต้องกลายเป็นของลูกชายคนเล็กของนางในอนาคต
ตระกูลหลินพาเด็กมาทั้งหมดสามคน โดยมีลูกสาวกับลูกชายของหลินเอ้อร์นี และลูกชายของหลินต้าเป่า
ไม่มีใครในนั้นนิสัยดีสักคน พวกเขาวิ่งเข้าไปเลือกห้องด้วยตนเอง โดยไม่สนใจหลินซื่อที่เพิ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน
“ไอ้หยา! เจ้าเด็กพวกนี้ เรียกพวกเขากลับมา รอให้พี่สาวของเจ้าจัดเตรียมห้องให้ดีก่อน”
หลัวซื่ออยากเกลี้ยกล่อมให้หลินซื่อทำทุกอย่างเพื่อน้องชาย เพราะการปรากฏตัวของนางในครั้งนี้มีแผนการในใจอยู่แล้วนั่นเอง
ทว่าหลินเอ้อร์นีที่นางรักนักหนากลับโง่เขลาเหมือนหมู
หลินซื่อยิ้มโดยไม่พูดอะไร ลูก ๆ ของนางไม่ใช่คนขี้ขลาดที่จะปล่อยให้คนอื่นรังแกเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป
และห้องนอนของหน่วนเป่ายังมีหมาป่าอยู่ในนั้นด้วย!
“ทำอะไรน่ะ ออกไป!” เซียวเฉินหลางตะโกนด้วยความโกรธ พร้อมกับหลี่อวิ๋นลูกชายของหลิวเอ้อร์นีก็ถูกเซียวจี้หลางผลักออกไป
ลูกชายของหลินต้าเป่าค่อนข้างฉลาด เมื่อได้ยินเสียงเตือน เขาจึงวางมือที่กำลังจะเปิดประตูห้องของหน่วนเป่าลงแล้วเดินกลับไปอย่างเชื่องช้า
หลินซื่อไม่พลาดการมองสีหน้านึกสนุกของหลินเอ้อร์นี แต่เมื่อเข้ามาเหยียบบ้านของพวกนางแล้ว เช่นนั้นจำเป็นต้องทำตามสำนวนที่ว่ามังกรต้องขด เสือต้องนอน*[2]
ยิ่งไปกว่านั้น คนเหล่านี้ก็เป็นเพียงสุนัขจรจัดเท่านั้น
[1] ลืมตาพูดปด หมายถึง พูดโกหกทั้งที่เห็นความจริงตรงหน้า
[2] มังกรต้องขด เสือต้องนอน หมายถึง ทำตัวยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์