หน่วนหยาง... ทารกมังกรผู้บันดาลสุข - บทที่ 98 ความรักจืดจางแล้วหรือ
บทที่ 98 ความรักจืดจางแล้วหรือ
บทที่ 98 ความรักจืดจางแล้วหรือ?
เมื่อหลินเอ้อร์นีเห็นว่าลูกชายถูกผลักออกมาจนแทบจะล้ม จึงโวยวายเสียงดังทันที
หลัวซื่อเห็นว่าถลึงตาใส่นางไปอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ จึงตัดสินใจตบหน้านางไปหนึ่งครั้ง
“เมื่อครู่ข้าบอกแล้วว่าให้เรียกลูกกลับมา ดูเหลียงเถียนของเราทำตัวเข้าสิ!”
หลินเอ้อร์นีซึ่งไม่เคยถูกตบหน้ามาก่อน ทำให้บัดนี้นางรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ
หลินซื่อหันไปมองเซียวหย่งฝูด้วยสายตาที่แผงไปด้วยรอยยิ้มขบขัน
นางจะทำให้หลินเอ้อร์นีได้รับความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่นางเคยได้รับเช่นเดียวกัน
เซียวหย่งฝูเข้าใจภรรยา จึงรอจนกระทั่งหลินเอ้อร์นีถูกตบจึงก้าวออกมาเกลี้ยกล่อม
“ท่านแม่ ใจเย็นก่อน อย่าเพิ่งโกรธเลย”
หลัวซื่อเห็นว่าบัดนี้เซียวหย่งฝูเป็นดั่งที่พึ่งสุดท้าย เขาจึงได้เห็นสีหน้าดี ๆ ของแม่ยายซึ่งไม่เคยได้รับมาก่อน
“ไม่โกรธ ไม่โกรธ ต้องโทษเอ้อร์นีที่ไม่สั่งสอนลูกให้ดี!”
หลินซื่อวางหน่วนเป่าลงกับพื้น นางจึงอยากจะไปชื่นชมพี่สามเสียหน่อยที่ตะโกนขู่เมื่อครู่
ในขณะที่เดินผ่านหลินเหลียงเถียน หน่วนเป่าก็ได้ยินเสียงเล็ดลอดผ่านไรฟันเบา ๆ “ยายเด็กผี! ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
เมื่อหน่วนเป่าได้ยินคำขู่ครั้งแรก นางแทบอดไม่ได้ที่จะประเคนหมัดเล็ก ๆ ใส่ใบหน้านั่น
ก่อนจะหันไปห้ามปรามหมาป่าขาวที่กำลังโกรธ “เจ้าอย่าเพิ่งออกมา! อย่ามาแย่งข้า เอาไว้ถึงเวลานั้นแล้วข้าจะตีจนแม่เขาจำหน้าไม่ได้เลย!”
หมาป่าขาวอยากจะข่วนพื้นระบายความโกรธที่มีในใจ เป็นผู้รับใช้ศักดิ์สิทธิ์ช่างอึดอัดเหลือเกิน
ไหนเล่าสังหารให้สิ้นที่เคยกล่าวไว้?
ไหนเล่าโบยบินอย่างอิสระที่เคยกล่าวไว้?
“พวกเจ้านอนเบียดกันหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้เหลือเพียงแค่ห้องเดียว ทำความสะอาดกันเอาเองนะ”
หลินซื่อเดินนำพวกเขาไปที่หน้าประตูของห้องว่างห้องหนึ่ง
หลัวซื่อกวาดตามองด้านใน แม้ว่าจะนี่จะเป็นห้องเก็บฟืน ทว่าไม่ใช่ห้องเล็ก ๆ แต่อย่างใด นางคิดในใจว่าอาจเป็นเพราะไม่มีใครเหมาะสมที่จะอยู่จึงกลายเป็นห้องว่างเช่นนี้
ทว่าเพียงแค่ผู้ใหญ่ก็มีถึงหกคนแล้ว และยังมีเด็กอีกสามคน หากนอนห้องเดียวก็อาจจะแคบเกินไปเสียหน่อย
“ผู้ใหญ่อย่างพวกเราน่ะไม่เป็นอะไรหรอก แต่พวกเด็ก ๆ ให้ไปนอนกับหลาน ๆ ได้หรือไม่?”
เมื่อครู่หลัวซื่อกวาดตามองดูรอบ ๆ แล้วค้นพบว่าบ้านหลังนี้มีห้องอยู่หลายห้องทีเดียว
เซียวหย่งฝูยิ้มขอโทษ “ขออภัยด้วย ท่านแม่ อันที่จริงครอบครัวของเรามีคนไม่น้อย ทุกห้องต่างมีคนพักหมดแล้ว และยังไม่ได้นอนแค่คนเดียวอีกด้วย”
ลูกของพวกเขาต่างก็นอนเบียดเสียดกัน อีกอย่างดูเหมือนว่าเด็ก ๆ ตระกูลหลินจะไม่ใช่คนดีเท่าใดนัก ดังนั้นเซียวหย่งฝูจึงคิดว่าป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด
หลัวซื่อไม่อยากทำให้พวกเขารู้สึกไม่ประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ จึงไม่พูดอะไรอีก
“ด้านนี้ยังมีห้องครัวเล็ก ๆ พวกท่านทำอาหารที่นี่ก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะนำของมาให้”
หลินซื่อพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที
แยกกันกินน่ะดีที่สุดแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียงหย่งฝูแทบกลั้นสำลักไม่อยู่
ไม่นานเซียวหย่งฝูจึงนำของต่าง ๆ ไปให้อีกฝ่ายตามคำสั่งของภรรยา ทว่ากลับมีไม่กี่อย่างเท่านั้น
เพราะนางเคยบอกว่าจะให้ แล้วนางก็ให้จริง ๆ
ไม่มีเหตุผลที่จะไปใส่ใจคนเหล่านี้มากนัก
เซียวหย่งฝูที่จิตใจกว้างขวาง ไปช่วยพวกเขาเผาฟืนจนกระทั่งถูกภรรยาทุบหน้าอกเต็มแรง
“นี่เจ้าจะไม่สนใจจริงหรือ?” เซียวหย่งฝูเอามือกุมหน้าอกด้วยความประหลาดใจ ที่ภรรยาของตนโกรธที่เขาไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น
หลินซื่อตอบรับเบา ๆ ในลำคอ “ไม่สนใจ และข้าจะเอาคืนที่พวกเขาทำกับข้า ท่านและลูก ๆ ของเราอย่างสาสม”
“นี่เจ้าอยากให้พวกเขาอยู่นาน ๆ หรือรีบย้ายออกไปกันแน่?”
หลินซื่อหัวเราะเย้ยหยันพร้อมกับตอบว่า “อยากจะอยู่ก็อยู่ อยากจะไปก็ไป ใครสนใจกัน? ท่านคอยดูก็แล้วกัน แม้ว่าแม่ข้าจะทนได้ แต่หลินเอ้อร์นีจะต้องแผลงฤทธิ์เข้าสักวัน”
“ท่านไปบอกกับลูก ๆ ของเราให้ระวังตัวไว้ดีกว่า”
เซียวหย่งฝูมองภรรยาที่เตรียมตัวเตรียมใจมาเป็นอย่างดี ความเด็ดเดี่ยวในคำพูดเหล่านั้นยิ่งทำให้เขาหลงใหลในตัวนางมากขึ้นกว่าเดิม
“ทำอะไรของท่านน่ะ? เดี๋ยวก็มีคนเข้ามาเห็นหรอก ปล่อยข้านะ!”
“ข้าปิดประตูเรียบร้อยแล้ว ลงกลอนแล้วด้วย!”
…
“เจ้าลูกเขย!” จู่ ๆ หลัวซื่อที่อยู่ในลานบ้านก็ตะโกนขึ้น
เซียวหย่งฝูยิ้ม “เห็นหรือไม่เวลาช่างพอดิบพอดี!”
เขาพูดจบจึงเดินออกไปด้วยสีหน้าสดชื่น ปล่อยให้หลินซื่อส่ายหน้าด้วยความหน่ายใจ
“มาแล้ว มาแล้ว ท่านแม่ มีอะไรหรือ?”
หลัวซื่อยิ้มอย่างใจดี “พวกข้าเตรียมห้องเสร็จแล้ว ข้าอยากจะเจอหน้าหลาน ๆ หน่อยน่ะ”
ทำไมเซียวหย่งฝูจะไม่เข้าใจว่าการอยากเจอหน้าหลานนั้นหมายถึงสิ่งใด ก็เพราะอยากจะให้ทำความเคารพกันสินะ
“ยามนี้หยวนหลางกำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาซวนหยาง เจ้ารองอยู่ที่บ้านของอาจารย์ยังไม่กลับมา ส่วนเจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้าท่านก็เจอหน้าแล้ว และเจ้าหกกำลังนอนหลับอยู่ ฮ่า ๆ ๆ”
หลัวซื่อได้ยินเซียวหย่งฝูร่ายยาวถึงกับงุนงงไปชั่วขณะหนึ่ง นางไม่คิดมาก่อนว่าหลินซื่อจะมีลูกมากมายเช่นนี้ และยังเป็นลูกชายทั้งหมด เว้นเสียแต่ลูกสาวคนนั้นที่คงจะเป็นที่โปรดปรานน่าดู
“เช่นนั้นเอาไว้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันก็ได้ เด็ก ๆ ต่างมีเรื่องต้องทำ เราเป็นผู้อาวุโสต้องรู้สึกดีใจแทน”
เซียวหย่งฝูได้แต่ยิ้มรับ นางเป็นแม่ยาย พูดอะไรก็ถูกไปเสียหมดนั่นแหละ
ตอนนั้นเอง หานเหนียงเดินออกมาตะโกนเรียกเสียงดัง “ฮูหยิน ถึงเวลากินข้าวแล้วเจ้าค่ะ”
ประตูหลายห้องถูกเปิดออกพร้อม ๆ กัน ในขณะที่หลินซื่อยังไม่เดินออกมา ทำให้รู้ว่าทุกห้องมีคนอาศัยกันหมดแล้วจริง ๆ
หลินเอ้อร์นีที่กำลังแอบดูอยู่ริมหน้าต่างชี้ไปที่หานเหนียง “นั่นภรรยาน้อยของเซียวหย่งฝูหรือ?”
แม่นั่นถึงกับเรียกหลินตงเหมยว่า ‘ฮูหยิน’
นางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกโกรธ ไม่ช้าก็เร็วนางจะต้องเอาคืนให้ได้
หลัวซื่อที่คิดเช่นเดียวกับหลินเอ้อร์นี จึงมองหานเหนียงด้วยความประหลาดใจ “เจ้าลูกเขย หญิงคนนี้คือภรรยาน้อยของเจ้าจริงหรือ?”
เซียวหย่งฝูรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ท่านแม่ อย่าพูดเช่นนี้ ลูกของเพื่อนข้าคนหนึ่งมาอยู่ที่นี่ นางคือคนรับใช้ที่ติดตามมาด้วย นางกับภรรยาข้าเพียงแค่ผลัดกันทำกับข้าวเท่านั้นเอง”
เซียวหย่งฝูไม่พูดอะไรมาก เพราะกลัวว่าจะโดนตีอีกครั้ง “ท่านแม่ ข้าขอตัวไปกินข้าวก่อน”
หลัวซื่อมองตามแผ่นหลังของเซียวหย่งฝูที่ไกลออกไป สายตาดูถูกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของนาง
ต่อให้พวกเขาจะมีชีวิตที่ดีเพียงใด ในสายตาของนาง เซียวหย่งฝูก็เป็นแค่ชาวนาชาวไร่ที่หากินกับพื้นดิน ไม่สามารถเชิดหน้าชูตาที่อื่นได้
“ว้าว! วันนี้อาหารเต็มไปหมดเลย อันนี้น่องไก่ของท่านแม่ อันนี้น่องไก่ของท่านปู่ อันนี้น่องไก่ของหน่วนเป่า อันนี้น่องไก่ของพี่สาม อันนี้น่องไก่ของพี่เยี่ยน…”
เซียวหย่งฝูมองหน่วนเป่าตักน่องไก่ให้กับทุกคนตาปริบ ๆ มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่ได้
“หน่วนเป่า ความรักจืดจางแล้วหรือ? ทำไมถึงไม่มีของพ่อล่ะ?”
หน่วนเป่ากลอกตามองบนใส่เซียวหย่งฝู “หึ! ท่านรังแกท่านแม่ ข้าไม่ให้ท่านกินเนื้อสัตว์หรอก”
เซียวหย่งฝูได้แต่ทำหน้างุนงง “ข้ารังแกแม่ของเจ้าตอนไหนกัน อย่ามามั่วนะ”
ไม่รู้เพราะเหตุใดจู่ ๆ หลินซื่อก็รู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่าง และหน่วนเป่าก็พูดออกมาจริง ๆ “ท่านแม่บอกว่าไม่เอา ไม่เอา แต่ท่านก็ยังจะ… อื้อ…”
หลินซื่อรีบเอื้อมมือออกไปปิดปากของหน่วนเป่าทันที “ลูกรัก เด็กดีของแม่ กินน่องไก่ ไม่ต้องพูดแล้ว!”
หน่วนเป่าพยักหน้า พลางมองดูมารดาที่หน้าแดงจนถึงลำคอด้วยความแปลกใจ “ท่านแม่ อื้อ…”
“บอกว่าไม่ต้องพูด!”
เซียวหย่งฝูราวกับถูกค้อนในมือของเจ้าเสื้อกันหนาวที่ขาดวิ่น*[1]ทุบอย่างจัง เขาต้องเผชิญหน้ากับสายตาหยอกล้อของผู้เฒ่าเซียวและหานเหนียงที่ลอบยิ้มเป็นช่วง ๆ อีก
อาหารมื้อนั้นผ่านไปอย่างไม่ค่อยรู้รสนัก
เด็ก ๆ ต่างกินน่องไก่และเนื้อปลาอย่างเอร็ดอร่อย ไม่เข้าใจอะไรมาก
ฉีสือเยี่ยนที่พอจะเข้าใจเรื่องนี้อยู่บ้างกลับไม่แสดงออก ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร จนกระทั่งกลับเข้าไปในห้องนอน เขาจึงทุบเตียงและหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ข้ากลั้นหัวเราะแทบตาย!
คืนนั้นเซียวหย่งฝูจึงแอบย่องไปหาหน่วนเป่าที่ห้อง “หน่วนเป่า พ่ออยากจะปรึกษาอะไรกับเจ้าหน่อย ได้หรือไม่?”
หน่วนเป่าพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ได้สิ!”
“เจ้าอยู่บ้านโดยไม่ต้องแอบฟังการเคลื่อนไหวในบ้านได้หรือไม่?”
เซียวหย่งฝูรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ เขาไม่รู้จะอธิบายให้เด็กหนึ่งขวบฟังอย่างไรดี
สายตาของหน่วนเป่าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “ท่านพ่อ ข้อแลกเปลี่ยนล่ะ?”
ตึง!
“ท่านพ่อ เป็นอะไรหรือไม่?”
เซียวหย่งฝูปีนขึ้นมาเอาคางเกยไว้บนเตียง พลางพูดอย่างอ่อนแรง “เจ้าคิดว่าพ่อมีประโยชน์อะไรก็เอาไปได้เลย”
[1] เจ้าเสื้อกันหนาวที่ขาดวิ่น เป็นฉายาใหม่ของหน่วนเป่า เปรียบเปรยว่าห่วงใยมอบความอบอุ่นให้กับพ่อแม่ แต่อาจผิดวิธีไปสักหน่อย จึงกลายเป็นเสื้อกันหนาวแต่มีรูขาด