เซียนสาวผู้นี้ดูดวงแม่นเกินไปแล้ว - บทที่ 101 วิญญาณงูออกมาเพ่นพ่านข้างนอก!
บทที่ 101 วิญญาณงูออกมาเพ่นพ่านข้างนอก!
นักพรตเต๋าน้อยมองไปทางกลุ่มของหานคังผิงด้วยดวงตาสีองุ่นดำทำให้คนไม่กล้ามองมาตรง ๆ และชิงพูดก่อนเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “หัวหน้าตระกูลหานกังวลเกินไปแล้ว เธอมาตามคำเชิญของข้า ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร”
หานคังผิงตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นถึงได้มองตรงไปที่เฝ่ยไป๋ลู่
พบว่าเป็นสาวน้อยหน้าตาไร้เดียงสา แทบไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่ลัทธิเต๋า ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมท่านเซียนถึงได้ชื่นชอบเธอนัก
เขาเอาสองมือไว้ด้านหลัง ไม่พูดถึงเรื่องอคติและการเข้าใจผิดจนจะทำร้ายคนแม้แต่น้อย แต่กลับกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผมขอตัวพาคนออกไปก่อนแล้วกันครับ”
ที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญของวัดเต๋า คนตระกูลหานไม่ควรอยู่นาน
หานเสียวเสี่ยวทำเสียงฮึดฮัดออกมาทางจมูก
ตอนที่เดินผ่านเฝ่ยไป๋ลู่ เธอยังไม่ลืมเอ่ยเตือนด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “เธอใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันปรมาจารย์เต๋า ทำให้ฉันไม่ได้อยู่ทีมพี่ว่าง ฉันบอกเธอไว้เลยนะ ทางที่ดีซ่อนหางของเธอจากฉันเอาไว้ให้มิดล่ะ ถ้าครั้งหน้าโดนจับได้ ฉันไม่ปล่อยเธอไปแน่”
เฝ่ยไป๋ลู่ “…”
ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของกานว่างเกี่ยวอะไรกับเธอ?
อีกอย่างเธอก็ไม่มีหางนะ
คนพูดนั่นแหละควรเก็บหางให้มิดถึงจะถูก
เฝ่ยไป๋ลู่มองไปทางนักพรตเต๋าน้อยที่ยืนอยู่ใต้กำแพงหิน
บางทีอาจเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาของเฝ่ยไป๋ลู่ นักพรตน้อยจึงหันมองมา
หางมีขนปุกปุยอันใหญ่แกว่งไปแกว่งมาอยู่ด้านหลังเขา
……
“ถือว่าโชคไม่ดีเลย…” หานเสียวเสี่ยวเบ้ปากไม่พอใจ เมื่อคิดว่าไม่ได้ทำให้เฝ่ยไป๋ลู่ทรมานใจ
หากไม่ใช่เพราะนักพรตเต๋าน้อยที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นคนนั้น เธอก็จับเฝ่ยไป๋ลู่ได้นานแล้ว
“พ่อคะ นักพรตน้อยคนนั้นคือใคร? เขามีความสามารถถึงขั้นเชิญเฝ่ยไป๋ลู่มาที่สถานที่สำคัญของวัดเต๋าได้เลยเหรอคะ? คงไม่ได้ร่วมมือกันโกหกหรอกนะคะ?” หานเสียวเสี่ยวบ่นพึมพำ
ทำไมเธอไม่เคยรู้เลยว่าในวัดเต๋ามีนักพรตน้อยเช่นนี้อยู่ ควรค่าที่พ่อต้องเรียกชื่ออย่างให้เกียรติเลยเหรอ?
“เสียวเสี่ยว เงียบไปเลย!” หานคังผิงหันไปมองเสียวเสี่ยวด้วยสายตาที่จริงจังอย่างมาก
“ท่านผู้นั้นคือเทพเซียนจิ้งจอกเก้าหางแห่งวัดเต๋าเทียนฮั่น ท่านเซียนในตำนาน ผู้น้อยอาวุโสอย่างลูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างไร? แล้วยังเรียกนักพรตเต๋าน้อย ๆ อยู่นั่น รีบขอโทษท่านเซียนซะ!”
ตราบใดที่ยังอยู่ในวัดเต๋า เทพเซียนจิ้งจอกเก้าหางจะรู้ทุกสิ่งที่คุณพูดและทำทั้งหมด
หานคังผิงตีหน้านิ่งขรึม รู้สึกเสียใจที่ตัวเองรักและตามใจลูกสาวมากเกินไปจนเธอทำตัวมีตาหามีแววไม่
ใบหน้าหานเสียวเสี่ยวพลันซีดเผือด
แล้วทำตามหานคังผิง โค้งคำนับไปทางลานเล็ก ๆ นั่น
“เสียวเสี่ยวในเมื่อลูกยืนกรานจะเข้าร่วมการแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋า ยิ่งต้องรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของตระกูลหาน ลูกกับเด็กสาวคนนั้นเปลี่ยนการต่อสู้ให้เป็นมิตรภาพเถอะ ต่อจากนี้อย่าไปหาเรื่องเธออีก” …อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในวัดเต๋า
หานคังผิงพูดอย่างจริงใจและจริงจัง
ใต้คิ้วหนาคือดวงตาลึกซึ้งคู่หนึ่ง
เขารู้ว่าระหว่างเสียวเสี่ยวและเด็กสาวหน้าตาไร้เดียงสาคนนั้นอาจจะมีความขัดแย้งกันอยู่
เสียวเสี่ยวคิดจะใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ แล้วเขาก็ยอมทำให้เธอด้วย
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าสาวน้อยคนนั้นจะมีเทพเซียนจิ้งจอกเก้าหางสนับสนุนอยู่ ทำให้ไม่มีใครแตะต้องเธอได้
ไม่เป็นไร เป็นโอกาสเหมาะที่ได้ผ่านเรื่องนี้ ทำให้เสียวเสี่ยวได้รู้ว่าเหนือคนยังมีคนเป็นเช่นไร เมื่อสบโอกาสต้องทำเช่นไร
ตระกูลหานมีทายาทชายหลายคน แต่ทายาทรุ่นเยาว์มีเพียงหานเสียวเสี่ยวคนเดียวที่เป็นผู้หญิง
ตั้งแต่หานเสียวเสี่ยวเกิดมาก็เป็นดั่งหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลหาน หานคังผิงเองก็รักและเอาใจลูกสาวมากเช่นกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดกับเธอด้วยท่าทางเช่นนี้
หานเสียวเสี่ยวกัดริมฝีปาก ภายในดวงตาเป็นประกายสดใสมีน้ำตาคลออยู่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยใจ “หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่คล้ายแม่ของเธอแล้วหานคังผิงก็ถอนหายใจ ท้ายที่สุดแล้วก็พูดอะไรที่จริงจังไม่ออกอีก “ไปกันเถอะ”
ในลานเล็ก ๆ อันเงียบสงบ
เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้ว หางที่อยู่ด้านหลังนักพรตเต๋าน้อยก็ไม่ต้องปกปิดอีก
หางมีสีขาวทั้งพวงราวกับขนนก เพียงแต่มีเพียงปลายหางเท่านั้นมีสีดำขลับราวกับดวงดาว ดูสวยงามอย่างยิ่ง
ไม่มีใครต้านทานขนปุกปุยนั้นได้
เฝ่ยไป๋ลู่พยายามเบนสายตาจากหางอย่างเต็มที่
เธอประสานมือทำท่าโค้งคำนับนักพรตเต๋าน้อย “ขอบคุณท่านเซียนจิ้งจอกเก้าหางอย่างมากที่ช่วยแก้ปัญหา”
ดาวจิ้งจอกเก้าหาง คือหนึ่งในกลุ่มดาวยี่สิบแปดดวง เป็นกลุ่มดาวที่ห้าของกลุ่มดาวมังกรเขียวทิศตะวันออก ตำแหน่งอยู่ส่วนท้องน้อยของมังกร มันเป็นสุนัขจิ้งจอกที่มีหัวใจเป็นดวงไฟ และเป็นสัตว์เทพในตำนาน
ศรัทธาของมนุษยชาติก่อกำเนิดเทพเจ้า และการดำรงอยู่ของดวงดาวเกิดจากการบูชาสิ่งเหนือธรรมชาติของคนโบราณ
วัดเต๋าเทียนฮั่นยืนหยัดมานับพันปี อาจารย์หลี่ผู้ก่อตั้งมีความสามารถโหราศาสตร์ทำนายที่ทรงพลัง และลูกศิษย์ของวัดเต๋าทุกคนล้วนเดินตามเส้นทางนี้ การปรากฏตัวของจิ้งจอกเก้าหางจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
“นายท่านล้อเล่นแล้ว ข้าไม่ออกแรงท่านก็แก้ไขได้” นักพรตเต๋าน้อยยิ้มอย่างไร้เดียงสา สองมือเหยียดออกมาจากเสื้อคลุมเต๋าตัวโคร่ง
มีเสียงดัง ‘พรึ่บ’ ครั้นแล้วเฝ่ยไป๋ลู่ก็เห็นนักพรตเต๋าน้อยที่ผุดผ่องน่ารักกลายร่างเป็นจิ้งจอกน้อยที่มีสองขาตั้งตรง
จิ้งจอกน้อยที่มีส่วนสูงครึ่งหนึ่งของมนุษย์สวมชุดคลุมเต๋า ตรงคิ้วแต้มจุดสีแดง
ดวงตาโตสีดำวาววับคู่หนึ่งและหูปุกปุย ช่างน่ารักมากจริง ๆ
“ทำไมถึงเรียกฉันว่านายท่านล่ะ?” เฝ่ยไป๋ลู่แปลกใจกับชื่อที่มันเรียกขาน ถึงมันจะน่ารักมาก แต่ไม่อาจปิดบังความจริงที่ว่าเธอไม่เข้าใจได้
จิ้งจอกน้อยส่ายเคราบนหน้าของเขา “ท่านมี***”
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก ด้วยคิดว่าสุนัขจิ้งจอกเก้าหางล้วนแต่เรียกผู้คนด้วยจิตกุศลเช่นนี้
“สิ่งนี้คือภาพที่เซียนหลี่เจิ้งชูวาดด้วยพละกำลังและเลือดที่มีทั้งหมดก่อนจะเสียชีวิต
จิ้งจอกน้อยเงยหน้ามองภาพกลุ่มดาวบนกำแพงแล้วถามเฝ่ยไป๋ลู่ “วันนี้ข้าเรียกนายท่านมา เพราะต้องการถามท่านว่าเห็นข้อมูลอะไรในจิตรกรรมฝาผนังหรือไม่ขอรับ?”
“เห็นเพียงคำว่า ‘โกลาหล’ สองคำ” เฝ่ยไป๋ลู่ส่ายหัว ในภาพมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และกลุ่มดาวห้าธาตุที่ตำแหน่งพร่าเลือนไม่ชัดเจน ยากต่อการอนุมาน แต่ก็สามารถมองเห็นภาพปรากฏการณ์ของดวงดาวที่ผิดปกติได้ราง ๆ
สีหน้าของจิ้งจอกน้อยไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่เฝ่ยไป๋ลู่กลับสังเกตเห็นว่า หลังจากที่อีกฝ่ายได้ยินคำพูดของเธอแล้ว หางก็ลู่ตกพื้น
ขนที่อ่อนนุ่มและสว่างไสวก็จางลง
ทำให้เธออดคิดอยากจะลูบขนปลอบใจไม่ได้
ขณะที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้นเฝ่ยไป๋ลู่ก็รู้สึกเจ็บที่ปลายนิ้ว
พอก้มหน้ามอง หญิงสาวพลันพบว่างูน้อยกัดเธออย่างไม่พอใจ ดวงตาโตรูปถั่วสีเหลืองเต็มไปด้วยการประณามผู้หญิงนิสัยเสียใจโลเล
เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกผิดจึงเอื้อมมือไปลูบมัน แล้วรู้สึกได้ถึงความเย็นและนุ่มลื่นที่มือ
อืม ถ้าลูบขนปุกปุยก็น่าจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปอีกแบบหรือเปล่านะ?
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองหางและหูของจิ้งจอกน้อย
งูน้อย?
เกินไปแล้วนะ!
มันโกรธจนคันฟันยิบ ๆ แล้วกัดนิ้วเฝ่ยไป๋ลู่อีกครั้ง
ร่างกายเฝ่ยไป๋ลู่ปรับระดับพลังปราณในตัวได้แล้ว กอปรกับงูน้อยควบคุมแรงของมันได้ จึงไม่ได้เจ็บปวดหรือคันจากการกัดของมัน
แทนที่จะระบายความโกรธ สู้ทำตัวออดอ้อนดีกว่า
เฝ่ยไป๋ลู่อดไม่ได้ที่จะยิ้ม
ดวงตาของจิ้งจอกน้อยถูกดึงดูดด้วยการเคลื่อนไหวของเฝ่ยไป๋ลู่
มันมองงูสีดำตัวน้อย ในดวงตาก็ฉายประกายสงสัย
“ในโลกที่ปราณวิญญาณไม่เพียงพอ ยังมีสัตว์ที่เกิดจากจิตวิญญาณแห่งปัญญาได้อีกหรือนี่?”
ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ งูน้อยตัวนี้ไม่ใช่มังกร และไม่ใช่งู มันดูเหมือนงูดำเลือดผสมมากกว่า
เฝ่ยไป๋ลู่ตอบว่า “ฉันเปิดจิตวิญญาณแห่งปัญญาของตัวเองพอดีน่ะ”
เทพเซียนจิ้งจอกเก้าหางผู้อาศัยอยู่ในวัดเต๋าเป็นเวลานานและไม่เคยออกไปข้างนอกก็เกิดความสับสน
หรือว่าโลกภายนอกได้เปลี่ยนไปแล้ว? แม้แต่งูดำธรรมดายังกลายเป็นจิตวิญญาณได้?
ทันใดนั้นมันก็นึกถึงภาพที่มันเห็นเมื่อไม่กี่วันก่อน
หญิงผู้แสวงบุญมาที่วัดเต๋าและร้องไห้อย่างหนักพร้อมกับถวายเครื่องหอมและขอให้ทำนายดวงชะตา เธอถามนักบวชน้อยว่า ‘ใบหน้างูน่าเกลียดถึงเพียงนั้น เขาชอบอะไรในตัวเธองั้นเหรอ?’
ตอนนั้นจิ้งจอกน้อยไม่เข้าใจว่าใบหน้างูคืออะไร แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว
มันมีสีหน้าจริงจัง มือทั้งสองข้างประสานกัน ดูเหมือนภายนอกโลกแห่งเต๋าจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
วิญญาณงูออกมาเพ่นพ่านข้างนอก!
จนกระทั่งเฝ่ยไป๋ลู่เดินจากไปไกลแล้ว จิ้งจอกน้อยที่มองอยู่นานถึงได้ถอนสายตากลับมา
มันมองภาพจิตรกรรมกลุ่มดาวบนฝาผนังอีกครั้งด้วยดวงตาที่ซับซ้อนและยากจะแยกแยะ ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“ฉันควรออกไปถามคนที่มีใบหน้างูพวกนั้นว่าบำเพ็ญตบะยังไงดีหรือเปล่านะ?”
“เหอะ ฉันนึกว่าเธอหนีไปแล้ว” เจียงชิงมองเฝ่ยไป๋ลู่ที่เดินเอ้อระเหยลอยชายจนมาถึงช้า
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้ม “นายยังไม่หนี แล้วฉันจะหนีได้ยังไง?”
เจียงชิงบุ้ยปาก รู้สึกเหมือนตัวเองต่อยปุยฝ้ายนุ่ม ๆ จึงทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดไม่ได้
การแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ และผู้เข้าร่วมทั้งหมดได้มารวมตัวกัน
เฝ่ยไป๋ลู่ที่โด่งดังอย่างมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้แต่ท่านผู้เฒ่ากานซินก็ยังรู้จักชื่อของเธอ อาจารย์ลัทธิเต๋ารุ่นเยาว์คนอื่น ๆ ก็เคยได้ยินชื่อของเธอมาบ้างแล้ว มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาทักทายเธอ
บางคนต้องการโน้มน้าวให้เธอมาเข้าร่วมนิกายและบางคนสนใจการไลฟ์สดซึ่งเป็นที่นิยมของเธอ
เฝ่ยไป๋ลู่ปฏิเสธทีละคน บอกอย่างชัดเจนทันทีว่า จะไม่เข้าร่วมนิกายใด และไม่รับเด็กฝึกงานออนไลน์ รวมถึงไม่เซ็นสัญญากับสมาคมใด
ครั้นเห็นว่าคนที่พากันรุมเข้ามาสลายตัวแล้ว อวี๋ทิงหลันที่มองอยู่ด้านข้างก็ส่งเสียงเหอะขึ้นจมูกสองสามครั้ง “คนพวกนี้พูดจาไพเราะน่าฟัง แต่จริง ๆ แล้วก็มาเพราะการไลฟ์สดของเธอได้รับความนิยม คำพูดพวกนั้นเธอก็แค่ฟัง ๆ ไปเถอะ อย่าได้จริงจัง มันเป็นแค่ขนมเปี๊ยะ”
ผู้ฝึกตนหรือนักพรตเองก็มีชีวิตทางโลกเช่นกัน มีไม่น้อยที่ยังคงอยากได้เงินทองและอำนาจ
คนเหล่านี้ล้วนพูดจาไร้สาระ และเชื่อถือไม่ได้
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้ม “บังเอิญจัง ฉันไม่ชอบกินขนมเปี๊ยะที่สุดเลย”
อวี๋ทิงหลันรู้สึกขบขันและหัวเราะลั่น
“เหอะ มีอะไรน่าภาคภูมิใจ! อาศัยคนอื่นถึงได้โควตาเข้าแข่ง อ่อนแอขนาดนั้นระวังจะตายระหว่างแข่ง!” หานเสียวเสี่ยวมองภาพเฝ่ยไป๋ลู่อยู่กับคนของนิกายเก้าสวรรค์อยู่ไกล ๆ
ครั้นเห็นภาพอวี๋ทิงหลันที่ไม่สนิทสนมกับเธอ แต่กลับพูดคุยกับเฝ่ยไป๋ลู่อย่างเข้ากันได้เป็นอย่างดี ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ
เฝ่ยไป๋ลู่มีพลังอะไรกันแน่? ทำไมถึงสามารถล่อลวงคนของนิกายเก้าสวรรค์ได้?
แม้แต่พ่อของเธอยังพูดรุนแรงกับเธอเกี่ยวกับเฝ่ยไป๋ลู่…
เมื่อคิดถึงความอยุติธรรมที่ตัวเองได้รับ หานเสียวเสี่ยวก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธ
“ให้ตายเถอะ! ที่แท้ผู้หญิงคนนั้นคือคนของนิกายเก้าสวรรค์ มิน่าล่ะถึงกล้าทำตัวจองหองใส่ฉันขนาดนั้น…” เสียงที่ขุ่นเคืองดังลอดหูหานเสียวเสี่ยว
ผู้หญิงของเก้าสวรรค์? ที่ผู้หญิงคนนั้นกำลังพูดถึงไม่ใช่เฝ่ยไป๋ลู่ใช่ไหม?
หานเสียวเสี่ยวมองไปตามเสียงของคนพูด ครั้นก็เห็นว่าเป็นคนตระกูลหาน
เธอกลอกตาแล้วเดินไปหา