เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย - ตอนที่ 33 ตระกูลซู
“เอ่ออ เช่นนั้นขอบพระคุณมากๆ ขอรับ พวกข้า
สัญญาว่าจะ…”
“ไม่ต้อง ข้าไม่อยากได้แค่คำพูดเจ้าค่ะ ไว้เรามาคุย
กันอีกครา ตอนกลับถึงบ้านข้าแล้วกันนะเจ้าค่ะ” ข้ายัง
ไม่อยากได้ยินสัญญาใดๆ ให้เวลาพวกเขาคิดไประหว่าง
ทางกลับบ้านอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป ใช่หรือไม่
“ขอรับคุณหนู” ซูจงอวี้ที่เห็นว่าทั้งเด็กน้อย
ตรงหน้าและนายท่านทั้งสอง ไม่ได้เอ่ยอะไรไปมากกว่า
นี้จึงเงียบไป
หลังจากนั้นครอบครัวที่เปั่ยจินซื้อมาก็ออกไป
จัดการธุระตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนเปั่ยจินและท่านตา
ท่านพ่อ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในการหาซื้อทาสของวันนี้
แล้ว จึงออกเดินทางไปยังร้านรับสร้างบ้านของซื่อเฉิน
ต่อ เพื่อติดต่อเรื่องการทำบ้านพักให้แก่คนงานที่จะมี
เพิ่มในอนาคต และติดต่อเรื่องการสร้างโรงเรือน รวมไป
โรงผลิตสินค้าต่างๆ ในอนาคตเช่นกัน
“ท่านตาเจ้าขา เราไปหาท่านตาซื่อเฉินกันต่อเถิด
เจ้าค่ะ” จินเออร์เอ่ยออกมา
“หืม ไปสิ ว่าแต่เจ้าจะซื้ออะไรก่อนหรือไม่” ท่าน
ตาหันมาถามหลานสาวตัวน้อยก่อนที่จะไปยังร้านของ
ซื่อเฉิน
“ไม่ดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านพ่อ รีบไปรีบกลับดีกว่า ข้า
คิดถึงท่านยายกับท่านแม่แล้วเจ้าค่ะ”
“อ้าว พวกเจ้ามากันทำไมอีกหรือวันนี้” ซื่อเฉินที่
กำลังสั่งงานคนงานในร้านเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่าคน
ที่มาหาเป็นใคร
“สวัสดีท่านตาเจ้าค่ะ”
“อืมม ว่ายังไงจินเออร์วันนี้มาร้านตาทำไมหรือ”
คนที่โดนเจ้าตัวน้อยเอ่ยเรียกว่าท่านตายิ้มออกมาอย่าง
ดีใจ
“ข้าจะมาจ้างท่านตาไปสร้างบ้านเพิ่มให้ข้าเจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นหรือ ได้สิ ว่าแต่รอบนี้เจ้ามีแบบมา
หรือไม่เล่า” ซื่อเฉินถามออกไป เพราะเมื่อคราวก่อน
แบบของนังหนูจินเออร์ทำให้เค้าคิดแบบใหม่ๆ ออกมา
ได้อีกเยอะ
“แหะๆ ไม่มีเจ้าค่ะ ท่านตา แต่ท่านตาพอจะมีแบบ
ให้ข้าเลือกหรือไม่ ข้าต้องการสร้างโรงพักข้ารับใช้ และ
โรงงานผลิตสินค้าเจ้าค่ะ”
“ได้สิ ข้ามีแบบมากมาย ถ้าเจ้าไม่ถือนะ ฮ่าๆ”
“ได้เจ้าค่ะ”
“งั้นข้าเข้าไปเอามาให้เจ้าดูละกัน รอเดี๋ยวนะ ตา
แก่ อาซาน”
“ได้ ๆ” ท่านตาเอ่ยตอบรับท่านตาซื่อเฉิน
หลังจากนั้นเถ้าแก่ก็ไปนำแบบแปรนบ้านพักและ
โรงงานต่างๆ มาให้ข้าเลือก เมื่อสรุปแบบกันแล้วเถ้าแก่
จึงเอ่ยว่าจะเข้าไปต่อเติมได้อีกที หลังจากหน้าหนาว
หมดไป เนื่องจากตอนนี้มีงานที่ค้างอยู่ ไม่สามารถปลีก
ตัวไปได้ ข้าจึงตอบตกลงไป
หลังจากนั้นจินเออร์ ท่านพ่อและท่านตา จึงได้
ออกมาตรงจุดที่นัดกันไว้กับทาสที่ซื้อมา ปรากฏว่า
ครอบครัวที่ซื้อมาตอนนี้เปลี่ยนมาอยู่ในสภาพที่ดีขึ้น
มาก เพียงแค่เปลี่ยนการแต่งตัว
“คาราวะนายท่านและคุณหนูขอรับ”
“ข้ายินดีนะเจ้าคะที่พวกท่านยังอยู่ที่นี่”
“ขอรับคุณหนูพวกข้าไม่มีวันทรยศคุณหนู
เด็ดขาด”
“ดีเจ้าคะ ถ้าอย่างงั้นเราไปกันเถอะ”
หลังจากนั้นจินเออร์จึงให้ท่านพ่อและตาเช่าเกวียน
มา ให้กับครอบครัวทาสที่ซื้อตัวมา เพื่อเดินทางไปยัง
หมู่บ้านของพวกเขา เมื่อมาถึงบ้าน ท่านแม่กับท่านยาย
ที่มองอยู่ เห็นว่ามีข้ารับใช้ที่ซื้อมาติดตามมาด้วย ก็ไม่ได้
เอ่ยปากอะไรออกมา ท่านพ่อท่านตาจึงได้เอ่ยปาก ให้
ครอบครัวที่ซื้อตัวมาจากโรงค้าทาสแนะนำตนเองให้แก่
ครอบครัวของข้าได้รู้จักประวัติความเป็นไปเป็นมา
จนได้ความว่าครอบครัวนี้มีนามว่า ครอบครัว
ตระกูลซู และชายวัยยกลางคนที่จินหลงเป็นคนเลือก มี
นามว่าซูจงอวี้ กล่าวว่าเขาและครอบครัวแต่ก่อนเคย
ทำงานรับราชการมาก่อน
เพียงแต่โดนทำลายด้วยประโยคที่ว่า … เสร็จศึกฆ่า
ขุนพล และกำลังจะ โดนส่งตัวไปขายยังต่างแคว้น
ไม่ให้พวกข้าได้กลับมายังดินแดนนี้อีก แต่เป็นจินเออร์
ที่ให้โอกาสใหม่แก่ครอบครัวของพวกเขาได้เริ่มต้นใหม่
และไม่ต้องจากแคว้นของตนเองไป ซูจงอวี้ซาบซึ้งเป็น
อย่างมากจึงขอ สละชีวิตนับจากนี้ไปเพื่อปกปั้อง
ครอบครัวตระกูลเปั่ย
หลังจากคุยกันมาได้สักพักจินหลงเหมือนจะสัมผัส
ได้ว่าชายคนนี้ เหมือนจะมีพลังแต่ไม่มีพลังแต่ที่เขารู้คือ
ชายคนนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆจึงได้ให้จินเอ่ยปากถามออกไป
ถึงความเป็นไปเป็นมาที่นอกเหนือจากที่เค้าเล่าให้ฟัง
“ท่านมีความสามารถอันใดหรือไม่เจ้าคะ ท่านซู”
จินเออร์เอ่ยถามขึ้นเพื่อขายข้อสงสัยให้กับจินหลงและ
คนอื่น ๆ ในครอบครัว
เมื่อซูจงอวี้ได้ยินเสียงของจินเออร์ เด็กน้อยวัยหก
ขวบกว่าถามออกมา เขาจึงเงยหน้าขึ้นมาและมองสบตา
เข้าไปยังดวงตาของเด็กน้อย จินเออร์นั้น เมื่อเห็นถึง
ความกดดันที่ส่งมาผ่านสายตาก็ไม่ได้หยีระ ได้ทำแค่
เพียงจ้องหน้าเขากลับไปนิ่ง ๆ จากนั้นจึงมองตาเขา
กลับไป ประมาณว่า ข้ารู้นะว่าเจ้าคือใคร เจ้าจะบอกข้า
ก็ได้หรือจะไม่สนใจข้าก็ได้เพียงแต่ ไม่ทรยศหักหลังข้าก็
พอ
เมื่อได้เห็นแววตาที่แน่วแน่และมั่นคงของจินเออร์
ซูซูจงอวี้จึงใจอ่อนและยอมเอ่ยความจริงออกมา จะ
กล่าวว่าเป็นความจริงก็ไม่เชิง กล่าวว่าเป็นความลับที่
ปิดบังไว้เสียจะดีมากกว่า
“ในเมื่อคุณหนูถามค้าและให้ความไว้วางใจข้าถึง
เพียงนี้ ข้าก็ยินดีจะบอกขอรับ เพียงแต่ยามนี้ ข้านั้นไร้
ความสามารถและไม่มีพลังลมปราณใด ๆ” ซูจงอวี้ เอ่ย
ออกมาอย่างดูแคลนตนเอง พร้อมหันไปมองครอบครัว
ที่แม้แต่ครอบครัวของตนเองเขาก็ไม่สามารถปกปั้องได้
ทำให้ต้องตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้