เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย - ตอนที่ 35 มาเริ่มต้นกิจการกัน
“เด็กน้อยคนนั้นน่ะ เป็นเด็กที่…ถ้าเจ้าเลี้ยงดูเขาดีๆ
เขาจะกลายมาเป็นองค์รักษ์คู่ใจให้แก่เจ้าได้เป็นอย่างดี
เลยล่ะ” จินหลงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ทำไมหรอ เขามีพลังซ้อนเร้นที่สูงหรือธาตุพิเศษ
หรอ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น จินเออร์จึงเอ่ยออกมาด้วย
น้ำเสียงสนใจ ใคร่รู้
“ใช่แล้วล่ะ เขามีพลังธาตุพิเศษที่สามารถทำ
ประโยชน์ให้แก่เจ้าได้” แต่พลังนั้นจะพิเศษเพียงใด คง
ต้องรอเด็กสาวตรงหน้าปลุกพลังแล้วมาสัมผัสมันเอง
นั้นแหละ
“อย่างงั้นหรือ…งั้นก็ดีเลยสิ เพียงแต่ตอนนี้เขาก็สิบ
ขวบแล้วไม่ใช่หรอ ทำไมข้าไม่ยักจะเห็นพลังเขาเลยล่ะ”
“เช่นเดียวกับพ่อแม่ของเจ้านั่นแหละ เพียงแต่ เด็ก
คนนั้นน่ะ โดนโอสถสะกดพลังอย่างไรล่ะ”
“เช่นนั้นหรือ อืมม แบบนี้ข้าก็ต้องเหนื่อยอีกแล้ว
ล่ะสิ เฮ้อ ทำไมมีแต่คนโดนสะกดพลังกันนะ” จินเออร์
เอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยใจพร้อมกับทำหน้าเหนื่อย
หน่ายตามคำพูดของตนเอง
“น้อยๆ หน่อย เจ้านะ ใช่ว่าเจ้าจะเป็นคนถอนพลัง
ให้เขาสักหน่อย ยัยเด็กอัปลักษณ์ ข้าต่างหากที่เป็นคน
เหนื่อย” จินหลงเมื่อได้ยินจินเออร์เอ่ยเช่นนั้นออกมา
จึงลุกขึ้นมากระโดดหย๋องๆ บนตักของนางอย่างไม่
พอใจ
“โถ่โถ่โถ่ จินหลง หรือเจ้าไม่รักข้า ไม่ห่วงใยข้าแล้ว
หรือ” ข้ากะพริบตาปริบ ๆ เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ
แก่จินหลงเจ้ากระต่ายน้อยของนาง”
“อย่ามาปากหวานก้นเปรี้ยวใส่ข้า ยัยเด็ก
อัปลักษณ์ ในใจเจ้านะ นินทาข้าอยู่ ข้ารู้นะ” ยัยเด็ก
อัปลักษณ์ อย่าคิดว่าข้ารู้ไม่ทันเจ้านะ หึ
“บ้าใครจะกล้านินทาเจ้าเล่า เจ้ากระต่ายแสนดี
เจ้าหน้าใจดี๊ ใจดีที่สุด ใจดีกว่านี้ก็ไม่มีแล้ว”
“ชิชะ อย่ามาหลอกลวงข้า ไปนอนเถอะ ข้าง่วง
นอนแล้ว ไปนอนได้แล้ว”
“โอเค ฝันดีเจ้ากระต่ายบ้า”
“หึ ฝันดี ยัยเด็กอัปลักษณ์”
ถัดมาหลังจากจินหลงและจินเออร์ กำลังเข้านอน
แล้ว ก็ยังมีหน่วยคุ้มครองที่อยู่บริเวณรอบๆ บ้าน ที่
ยังคงทำหน้าที่ของตนเองอยู่
“ไปรายงาน นายท่านเรื่องคนตระกูลซู”
“ขอรับ”
“ซืออี เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญหรือ”
“เจ้าหรือเจ้าคิดว่าไม่สำคัญ การที่เด็กน้อยผู้นั้นเข้า
มาอยู่ในตระกูลนี้ได้ มันอาจจะไม่สร้างปัญหาให้กับ
คุณหนูจินเออร์ แต่สำหรับนายท่านอย่างไรก็ต้อง
รายงานออกไป”ซือเอ่อ เอ่ยตอบคนช่างสงสัยด้านหน้า
อย่างใจเย็น
“นั้นสินะ ข้าลืมคิดไป นายท่านยิ่งหวงของ ของ
ตนเองอยู่แทบบ้า”
“อืม ปล่อยให้รายงานไปนะดีแล้ว เพื่อเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นเราจะได้ไม่รับศึกหนัก”
“ดีๆ เจ้าดีที่สุด ฮ่าๆ ”
เช้าวันต่อมาคนตระกูลซูและคนตระกูลเปั่ยตื่นเช้า
เป็นอย่างมาก โดยซูจงอวี้ และซูเหมยลี่ ภรรยาของเขา
ได้ออกมาทำกับข้าวให้ตระกูลเปั่ยเป็นอาหารเช้า ส่วน
ท่านพ่อของเขา ซูเหลียงอี้ ก็ได้ออกไปหานายท่าน
ตระกูลเปั่ยเช่นกัน
“อ่ะ เจ้าจะมายืนหน้าห้องข้าทำไมกัน” ข้าหันไป
ถามเด็กชายตรงหน้าด้วยใบหน้าสงสัย
“มารอเจ้า” หยางคงตอบเสร็จก็เงียบไปและหันไป
มองอย่างอื่นแทน
“รอข้างั้นหรือ รอทำไม” จินเออร์ยังคงสัยเพราะ
นางจำไม่ได้ว่า ได้สั่งให้เด็กชายตรงหน้ามารอตนเอง
หน้าห้อง
“ก็ข้าเป็นคนรับใช้ข้างกายเจ้า เจ้าลืมแล้วหรือ”
“อ่อ เออ นั้นสินะ อืมมม ดีๆ ” แต่ไม่เห็นต้องมา
ยืนเฝั้าก็ได้นี่นา
“ดีอันใด”
“หึหึ ไว้ทานข้าวเช้าเสร็จ ข้าจะบอกเจ้าละกัน ไป
กันเถอะ” ดีตรงที่ข้าจะได้มีลูกน้องนะสิ สนุกแน่ อิอิ
“หืม แล้วแต่เจ้า ไปสิ”
“ท่านตา ท่านยาย ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าขา ลูก
มาแล้วเจ้าค่ะ หิวมากๆ เลย เช้านี้มีอันใดให้ลูกกินหรือ
มั้ย”
“เจ้าหิวเช่นนั้นหรือ แต่วันนี้ไม่ถึงมือแม่หรอกนะ
แต่เป็นฝีมือของท่านปั้าซูต่างหาก”
“จริงหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าคงต้องลองชิมแล้วล่ะ
ดูซิว่าจะอร่อยสู้ฝีมือท่านแม่กับท่านยายได้หรือไม่ อิอิ”
“ปั้าไม่อาจเทียบเคียงฝีมือหรอก เจ้าลองทานดูเถิด
ถูกปากอย่างไรหรือไม่ถูกปากอย่างไร รบกวนแจ้งปั้า
ด้วยแล้วกัน ปั้าจะได้ปรับปรุงฝีมือ”
“ข้าหยอกเล่นเจ้าค่ะท่านปั้า เช่นนั้นท่านปั้าและ
ครอบครัวไปทานข้าวกันเถอะเจ้าค่ะ หลังจากทานข้าว
เสร็จข้ามีงานให้ทุกท่านได้ทำกัน”
“ได้เจ้าคะ ถ้าเช่นนั้นหากคุณหนูหรือนายท่าน
ต้องการเรียกใช้ข้า บอกได้เลยนะเจ้าคะ”
“ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อต่างฝั่ายต่างไปทานอาหารกันแล้ว หลังจากนั้น
เมื่อทานอาหารเสร็จ จินเออร์ได้เรียกตระกูลซูและ
ครอบครัวของตนเองออกมา เพื่อพูดคุยถึงอาหารที่จะ
ทดลองทำในวันนี้
“อย่างที่ทุกคนรู้กันนะเจ้าค่ะ ข้าอยากให้บ้านเรามี
กิจการ โดยข้าคิดว่าข้าจะทำสินค้าออกมาขายเจ้าค่ะ
ซึ่งสิ่งนั้นก็คือกิมจิ ที่ทำมาจากพืชผักที่เราปลูกเจ้าค่ะ”
“จินเออร์แล้วกิมจิของเจ้า มันคืออันใดหรือ”
“ข้าลืมบอกไปเลยเจ้าค่ะ กิมจิที่ว่าเป็นอาหารของ
แคว้น แคว้นหนึ่ง เจ้าค่ะ ข้าเคยอ่านมาจากหนังสือ
เป็นผักดองเจ้าค่ะ โดยการหมักพริกที่มีสีแดงผสมกับผัก
สดต่างๆ โดยส่วนมากจะใช้หัวไชเท้าและผักกาดขาว
“หืม ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือจินเออร์”
“แล้วท่านแม่รู้หรือไม่เจ้าค่ะ ว่ากิมจิเนี่ย เมื่อเรา
ปรุงเสร็จแล้ว เรายังสามารถนำมาเป็นส่วนผสมของ
อาหารชนิดต่างๆ ได้หลายเมนูเลยนะเจ้าคะ อย่างเช่น
เราสามารถกินคู่กับข้าวต้ม ข้าวสวย ซุป ข้าวผัด รวมถึง
บะหมี่ ได้อีกด้วยนะเจ้าคะ”
“แล้วรสชาติมันเป็นอย่างไรเหรอจินเออร์”
“ก็จะเหมือนผักดอง โดยทั่วไปเจ้าคะแต่ว่ากิมจิ
รสชาติส่วนใหญ่จะมีรส ออกเปรี้ยว แล้วก็มีกลิ่นฉุนเจ้า
คะ”
“เช่นนั้นจะทานได้หรือจินเออร์”
“ได้แน่นอนเจ้าคะท่านแม่ เดี๋ยวข้าจะลองทำ กิมจิ
ผักกาดขาวให้ท่านแม่ได้ลองทานนะเจ้าคะ แต่จริงๆ
แล้วก็มีกิมจิแบบอื่นด้วยนะเจ้าคะ นอกจากกิมจิ
ผักกาดขาวแล้ว ก็จะมีกิมจิแตงกวา หรือกิมจิต้นหอม
และก็กิมจิอื่นๆ เจ้าคะ ไว้ข้าจะค่อยๆ คิดและค่อยๆ ทำ
ให้ท่านแม่และทุกคนได้ลองทานนะเจ้าคะ”
“เจ้าชักจะเก่งกาจไปแล้วลูกพ่อ ฮ่า ๆ”
“ท่านพี่ละก็ ไปแกล้งลูก เช่นนั้นส่วนผสมมี
อะไรบ้างจินเออร์ แม่จะได้เตรียมไว้ให้เจ้าได้”
“งั้นเดี๋ยววันนี้ เราทำกิมจิผักกาดขาวกันก่อนแล้ว
กันนะเจ้าคะ ส่วนผสมก็มีเกลือ มีแปั้งเจ้าคะ แต่เป็น
แปั้งข้าวจ้าวนะเจ้าคะ พริกปั่น น้ำตาล ต้นหอมและขิง
สับเจ้าคะ จริงๆ แล้วมันจะมีน้ำซอสอีกหนึ่งชนิดเจ้าคะ
แต่ว่า ข้าไปเดินตลาดหลายรอบแล้ว ข้ายังไม่เคยเห็น
เลยเจ้าคะ ไว้หลังจากผ่านฤดูหนาวนี้ไปข้าจะพาทำน้ำ
หมักชนิดนี้นะเจ้าคะ ถ้ามันได้ออกมา ข้ารับรองว่าไม่ว่า
จะต้ม ผัด แกง ทอด ถ้าเราใส่น้ำหมักของข้าลงไป มัน
จะอร่อยขึ้นมาแบบไม่ธรรมดาเลยเจ้าคะ อิอิ”
“งั้นหรือใดๆ ตาเชื่อเจ้า ตาจะรอชิม อาหารฝีมือ
เจ้าทุกอย่างเลยนะ”
“อิอิ ท่านตาล่ะก็ เข้าข้างข้าเกินไปแล้วนะเจ้าคะ
แต่ข้ารักท่านตาที่สุดเลยเจ้าคะ”
“แล้วยายเล่าจินเออร์ ข้าก็รักท่านยายแล้วก็รักทุก
คนที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
“เอาเถอะๆ งั้นเราแยกย้ายกันไปเตรียมของเถิด”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“จินเออร์ งั้นเดี๋ยวแม่กับท่านยาย และท่านปั้าซู
ไปเก็บผักกันก่อนนะ”
“ได้เจ้าคะท่านแม่”
“จินเออร์เจ้าจะตา แล้วคนอื่น ๆ ที่เหลือทำอันใด
หรือ”
“รอข้าสักครู่นะเจ้าคะ ข้าขอคิดก่อนว่าในครัวของ
เรามีส่วนผสมครบหรือไม่”
“นี่ หยางคงเจ้าช่วยไปดูในครัวให้หน่อยสิ ว่ามีสิ่ง
เหล่านี้ทำรายการที่ข้าจดหรือไม่ แต่เอ๊ะ เจ้าอ่าน
หนังสือออกหรือไม่” ทำไมข้ารู้สึกแปลกๆ จังเลย
“อ่านออกสิ”
“อิอิ ข้าลืมไป เช่นนั้นเจ้ารีบไปเถิดแล้วกลับมา
บอกข้า”
“ขอรับ”
หลังจากนั้นจินเออร์ จึงนั่งนึกวิธีการทำกิมจิ และ
เขียนสูตรลงในกระดาษ เพื่อปั้องกันมิให้ตนเองลืม ส่วน
ด้านท่านตาและคนอื่น ๆ ที่ยังไม่มีธุระจึงนั่งรอข้าอยู่ที่
ลานหน้าบ้าน เพื่อรอฟังคำสั่งจากข้า
โดยท่านพ่อและท่านตามไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ หรือ
ทำอันใดที่อื่น เพราะช่วงนี้ความปลอดภัยของตระกูล
เราสำคัญที่สุด แต่จริงจริงแล้วเพราะกำลังจะเข้าหน้า
หนาวสัตว์ปั่า จึงเข้าไปจำศีล ส่วนพืชผักต่าง ๆ ก็เริ่ม
หมดไป เนื่องจากชาวบ้านขึ้นไปเก็บของทำเสบียง ส่วน
ครอบครัวข้าน่ะหรือ ต้องบอกว่ากินบุญเก่าไงล่ะ ช่วงนี้
เลยต้องมา หาอาชีพเสริม ที่จะทำเป็นอาชีพหลักนะสิ
การที่ข้าจะกลายเป็นคนที่ร่ำรวยให้ได้ แต่ทำไมพอ
ข้ามมาอยู่โลกใบนี้แล้ว การดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองมัน
ช่างยากเสียจริง มีพลังก็จริงแต่พลังก็ยังไม่ตื่น มีเงินก็ใช้
อันใดมากไม่ได้ เฮ้อ ข้าล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ทำไมชีวิตข้า
มันต้องดิ้นรนอะไรขนาดนั้นด้วยเนี่ย ไม่เห็นจะสบาย
เหมือนอย่างนางเอกในนิยายเรื่องอื่นๆ ที่เคยอ่านมาเลย
ช่างเถอะ ช่างเถอะ
“อ่า ท่านพ่อเจ้าคะ ช่วยเตรียมโถหรือไหใบเล็ก ๆ
ให้ข้าสักหลาย ๆ ใบ ได้หรือไม่ เราต้องเอาอาหารของ
เราใส่ไหเพื่อดองเจ้าคะ”
“ได้ เดี๋ยวพ่อจะดูไว้ให้เจ้า แต่เพราะว่ามันมีเพียง
ไม่เกินสิบใบเท่านั้นจะพอหรือไม่”
“โห สิบใบหรือเจ้าคะ พอเจ้าคะ เพราะวันนี้ข้า
เพียงแค่ทดลองทำให้ทุกคนในครอบครัวได้ลองทานกัน
ก่อนหากมันอร่อย หรือมันดีจริง ๆ ตามที่ท่านพ่อและ
ทุก ๆ คนว่าไว้ เราอาจจะทำออกมาเป็นสินค้า และ
นำมาขายเป็นกิจการของเราเจ้าคะ”
“อืม เช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
หลังจากที่ท่านแม่ไปเก็บผักมาแล้วนั้น ก็กลับมาหา
ข้าและสอบถามวิธีการทำต่างๆ ท่านแม่บอกว่าให้ข้า
เป็นคนบอกวิธีการแทนดีกว่า เพราะข้ายังตัวเล็ก
อาจจะหยิบจับอันใดไม่ถนัดเท่าท่านแม่หรือคนอื่นๆ
ส่วนท่านยายตอนนี้ก็ไปนั่งรอดูแล้ว เพราะเหนื่อยจาก
การเก็บผักพอตัว
“อ๊ะ มาเถอะเดี๋ยวแม่ช่วยทำ เจ้าเป็นคนบอกแม่
แล้วกัน”
“เดี๋ยวปั้าจะเป็นคนช่วยอีกแรงแล้วกันนะจินเออร์
ดูสิเหงื่อเจ้าออกเยอะเชียว”
“ได้เจ้าค่ะ ถ้าอย่างงั้นทุกคนตามที่ข้าบอกนะเจ้า
คะ” รีบทำหน่อยดีกว่า
ขั้นแรก ท่านแม่เติมเกลือลงในน้ำเปล่า หนึ่งถ้วย
ครึ่งเจ้าค่ะจากนั้นใส่ผักกาดขาวหั่นชิ้นลงไปแช่ประมาณ
1 ชั่วยามหรือจนนิ่ม ระหว่างนี้ ข้าว่าเราไปช่วยกันดูผัก
ชนิดอื่นๆ มาทำความสะอาดก็ได้เจ้าค่ะ เมื่อผักนิ่ม
ตามที่ต้องการแล้ว จึงนำขึ้นมาใส่อ่างผสม แล้วพักไว้
เจ้าค่ะ
ต่อมาให้ท่านแม่ ใส่น้ำเปล่า 1 ถ้วยลงในหม้อใบ
เล็ก ใส่แปั้งข้าวเจ้าลงไป คนไปเรื่อย ๆ ด้วยไฟกลาง
ประมาณ หนึ่งจิบชาหรือจนข้น จากนั้นเทลงไปในชาม
ผสม ปรุงรสด้วยพริกปั่นที่เรามี และน้ำตาลทราย คน
ผสมจนเข้ากัน จากนั้นต้องรอพักทิ้งไว้จนเย็นเจ้าค่ะ
เมื่อเย็นแล้วให้ท่านแม่ใส่ต้นหอม หอมใหญ่ และขิง
ลงไป คนผสมพอเข้ากัน เทลงในอ่างผสมที่ใส่
ผักกาดขาวไว้ นวดผสมจนเข้ากัน มาถึงขั้นตอนสุดท้าย
ตักใส่โถที่เราเตรียมไว้และยังสามารถตักใส่ถ้วย พร้อม
ทานได้เลยเจ้าค่ะ
“อ๊ะ แล้วมันทานได้เลยหรือจินเออร์ เรามิต้องหมัก
ดองไว้ก่อนหรือ”
“จริงๆ แล้วจะหมักตั้งไว้ก็ได้ก่อนเจ้าค่ะ เพื่อรอ
เวลาให้รสชาติกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น แต่หากอยากทาน
แบบสดๆ ทันทีเลยก็สามารถทำได้เช่นกัน”
“อย่างไรหรือ”
“อย่างเช่นหากเรากินกับข้าวเจ้าคะ เป็นอาหารขึ้น
โต๊ะ ในแต่ละมื้อก็ได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ มื้อเที่ยงเดี๋ยวแม่จะลองทำอาหารคู่กับกิม
จิให้เราทุกคนได้ทานกัน”
“ดีเจ้าคะท่านแม่ ส่วนท่านพ่อเจ้าคะ หลังจากที่เรา
นำลงไปใส่ในโถหรือไหแล้ว ให้เราปิดฝาให้สนิทแล้ว
นำไปเก็บไว้ได้เลยเจ้าค่ะ”
“เก็บไว้ที่ไหนหรือจินเออร์”
“บ้านของเรามีห้องลับใต้ดิน ที่เป็นห้องแช่เย็น ใช่
หรือไม่เจ้าค่ะ นำไปไว้ที่นั่นได้เลยเจ้าคะ อุณหภูมิที่
หนาวเย็นจะช่วยในการคงสภาพกิมจิของเราได้นานขึ้น
อีกเจ้าค่ะ”
“ดีจริงเชียว เช่นนี้เราก็สามารถมีผักไว้กินในช่วง
หน้าหนาวเพิ่มขึ้นแล้วสินะ”
“เจ้าค่ะท่านตา นอกจากนี้ ท่านแม่ยังสามารถ
ทดลองชิม หรือปรับปรุงได้ตามมรสชาติที่ตนเองชอบ
นะเจ้าค่ะ ไม่จำเป็นต้องยึดรสชาติของลูกเป็นหลัก ลูก
ไม่แน่ใจว่าชาวบ้านที่นี้ชอบรสชาติแบบใด”
“ได้ ไว้แม่จะลองปรับปรุงไปเรื่อยๆ นะลูก แล้วเมนู
อื่นเล่าจินเออร์ วัตถุดิบของเรายังเหลืออีกมาก”
“เช่นนั้น…เอาเป็นกิมจิแตงกวาดีหรือไม่เจ้าคะท่าน
แม่”
“กิมจิแตงกวาหรือ ฟังดูน่าจะอร่อยนะ”
“เจ้าคะท่านแม่ก็จะคล้ายๆ กันกับผักกาดขาวเจ้า
ค่ะ เพียงแต่เราเปลี่ยนจากหัวผักกาดขาวเป็นแตงกวา
แค่นี้เองเจ้าค่ะท่านแม่”
“ได้งั้นเดี๋ยวแม่กับท่านปั้าจะลองทำดู สักสองไห
แล้วกัน”
“เจ้าค่ะท่านแม่” หลังจากนั้นท่านแม่และท่านปั้าซู
รวมถึงคนอื่นๆ จึงไปช่วยกันทำเมนูอื่นๆ ข้าจึงหลีกมา
นั่งกับจินหลงทันที
“เอ๋…จินหลง ข้ารู้สึกแปลกๆ จังเลย”
“เป็นอันใดหรือ ไม่สบายตรงไหน” จินหลงเมื่อได้
ยินข้าบ่นออกมา จึงเงยหน้ากระต่ายน้อยๆ นั้นขึ้นมา
มองหน้าข้า
“ข้า…รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนจะไม่สบายอ่ะ”
“อาจจะใกล้หน้าหนาวละมั้ง เจ้าไหวหรือไม่”
แปลก ทำไมนางเหมือนจะ…
“จินหลง…ข้า…ไม่ไหวแล้ว อึก อืออ” หลังจากที่
เอ่ยได้เพียงเท่านั้นจินเออร์ก็ได้สลบไปทันที