เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย - ตอนที่ 42 เอายังไงดีกับเจ้า
“อ่ะ” ซานหลงหันมองเปั่ยตงหลินเมื่อท่านพ่อของ
ตนโยนเผือกร้อนเข้าใส่
“ฮ่าๆ ข้าเองเจ้าค่ะท่านปูั่ จินเออร์เอง” จินเออร์ที่
กลั้นขำไม่ไหวแล้วจึงยอมรับสารภาพออกมา
“จะ..จินเออร์หรือ” เถ้าแก่หลิงที่กำลังตกตะลึงใน
รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของจินเออร์ถามกลับไปอย่างไม่
เชื่อสายตาตนเอง
“เจ้าค่ะ” จินเออร์จึงต้องตอบกลับไปด้วยน้ำเสียง
หนักแน่นอีกครั้ง
“อย่ามาหลอกข้าเลยหน่า หลานสาวของข้า ยัง
เป็นเด็กตัวเล็ก ผอมบาง แล้วก็เตี้ยกว่านี้นะ หืมม…แก้ม
อีก แก้มเยอะกว่านี้” เถ้าแก่หลิงก็พยายามพูดบรรยาย
ลักษณะของจินเออร์ก่อนหน้านี้ให้ฟัง
“หึ ท่านปูั่” จินเออร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าโดน
หยามเล็กน้อย เพราะเมื่อก่อนนางไม่ได้กินดีอยู่ดีหรอก
นะ
“จริงๆ ตาเฒ่าหลิง เด็กคนนี้ก็คือจินเออร์นั้น
แหละ” ซานตงเอ่ยออกมาเพื่อย้ำชัดอีกรอบ
“หืมมม นางฟืนแล้วหรือ” เอ่ยขึ้นมาด้วยความ
ตะขิดตะขวงใจ พร้อมกันมองจินเออร์สลับไปมากับซาน
หลงและเฒ่าเปั่ย
จินเออร์พยายามจะพูดแทรกออกมาในเรื่องที่กำลัง
เอ่ย เนื่องจากเป็นเรื่องของตนเอง
“จริงๆ เจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าฟืนขึ้นมาก็…” พูดยัง
ไม่ทันจบ ก็มีเสียงแทรกออกมา ท่านปูั่ฟังข้าก่อนได้
หรือไม่ โอ้ยยย ตัดบทเก่งจริงๆ เลยนะตัวแค่เนี่ย หึย
“อย่าบอกนะว่า เพราะพลังปราณทำให้เจ้า
เปลี่ยนไป” เถ้าแก่หลิงเอ่ยออกมา ด้วยน้ำเสียงกระซิบ
กระซาบ เมื่อคิดได้ว่า จะมีสาเหตุใดที่ทำให้เด็กน้อย
ตรงหน้าเปลี่ยนไปได้บ้าง
“ห๊ะ ท่านรู้ด้วยหรือขอรับ” ท่านตาและท่านพ่อ
อุทานออกมาพร้อมกัน ทั้งหมดทำสีหน้ากังวลใจออกมา
เมื่อความลับของจินเออร์ดูเหมือนจะไม่ลับอีกต่อไปแล้ว
“หืมม ไปเถอะ ไปคุยกันด้านในเถิด เรื่องนี้น่าจะ
ยาว” เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ทำท่าจะเป็นเรื่องจริง จึงรีบบอก
ให้คนตระกูลเปั่ยเข้าไปคุยกันด้านในทันที
“อืม ท่านนำทางเถิด” ตอนนี้คนในตระกูลเปั่ย
กำลังกังวลกับเรื่องของพลังปราณที่มีคนนอกรู้ แม้ว่าจะ
เป็นเถ้าแก่หลิงก็เถิด
“นั่งๆ ก่อนเถิด อาจางเจ้าออกไปก่อน” เมื่อเถ้า
แก่หลิงคิดได้ว่า เรื่องนี้ควรเป็นความลับจึงได้ให้ผู้ช่วย
จางออกไป
“ขอรับเถ้าแก่” ตอนนี้ทุกคนจึงได้นั่งลงและพร้อม
พูดคุยเรื่องสำคัญ
“เรื่องมันเป็นมาอย่างไรหรือจินเออร์” เถ้าแก่หลิง
ที่เห็นว่าการถามเจ้าตัว จะดีกว่าและได้รับคำตอบที่
ชัดเจนที่สุด จึงถามออกไปตามตรง
“เอ่อ เจ้าค่ะ” จริงๆ แล้วจินเออร์ไม่ได้กังวลว่าจะ
มีใครรู้หรือไม่ เพราะพลังที่ตนเองมี ก็เพียงพอที่จะ
สำแดงเดชออกมา ปกปั้องคนในครอบครัว เพียงแต่การ
เก็บเป็นความลับไว้ ก็จะง่ายต่อการใช้ชีวิตมากว่า
“ท่านตาเจ้าค่ะ เอาอย่างไรดี” จินเออร์กระซิบข้าง
หูท่านตาของตนเองอย่างเบา ๆ
“อืม เถ้าแก่หลิง หากพูดคุยเรื่องนั้นออกไปแล้ว จะ
รับรองได้อย่างไร ว่าท่านจะไม่ทำอันตรายต่อครอบครัว
ของพวกเรา”
“หืมม ข้าไม่บอกใครหรอก เพราะเรื่องนี้นะสำคัญ
มาก ที่สำคัญข้าบอกไปแล้วไงว่าข้านะ เอ็นดูจินเออร์
เป็นลูกเป็นหลานจริงๆ” เถ้าแก่หลิงพูดออกไปพร้อม
กับประโยคต่อท้ายในใจว่า ถึงแม้นจะมีผู้ใดคิดทำร้าย
คงต้องพยายามหน่อยละนะ หึหึ
หลังจากคุยกันเรียบร้อยแล้ว หากถามว่าเถ้าแก่ห
ลิงนะเชื่อใจได้หรือไม่ สารภาพเลยว่าข้านะ มองคนไม่
ออกหรอก แต่คนที่สามารถยืนยันได้ ก็คือจินหลง
กับเจี่ยฉงต่างหาก ทั้งคู่บอกว่า พลังที่แผ่ออกมาจาก
ร่างกายของเถ้าแก่หลิงเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ ซึ่งนั้น
แสดงว่า คำที่พูดออกมาคือความจริง
“จินหลง เจี่ยฉง พวกเจ้าว่าเช่นไร” อ่อ ข้าลืมบอก
ไป ตอนนี้จินหลงสามารถเข้าออกมิติของข้าได้แล้ว
เนื่องจากในตอนนี้พลังของข้าสูงมาก สูงจนสามารถ
นำเข้าหรือนำออกสิ่งมีชีวิตได้แล้ว และที่สำคัญทั้งสอง
สามารถเข้าและออกมิติด้วยตนเองได้ เนื่องจากข้าได้
เอ่ยอนุญาตไว้ตั้งแต่คราแรก
“เชื่อได้ คนๆ นี้สามารถเชื่อถือได้” ก็เป็นคนของ
เจ้านั้นไม่ใช่หรือไงกัน หึ ตัวไม่อยู่แต่ก็ทิ้งคนไว้ทั่วไป
หมด เจ้าหน้าตาย เพียงแต่ประโยคหลังนั้นไม่ได้เอ่ย
ออกไป และนอกจากนี้ ยังเอ่ยเสริมเรื่องพลังปราณ
บริสุทธิ์เข้าไป จะได้น่าเชื่อถือ
“ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ ท่านปูั่หลิง” จินเออร์เอ่ย
ออกมา เมื่อได้รับคำยืนยันจาก จินหลงและเจี่ยฉิน
“จินเออร์…” ท่านตาและท่านพ่อเอ่ยออกมา
พร้อมกันอีกครั้ง
“จินหลงบอกมาแบบนั้นนะเจ้าค่ะ” พร้อมกับยิ้ม
ให้ท่านตาและท่านพ่อ เพื่อให้ทั้งสองหายกังวลใจ
“หืม จินหลงหรือ ใครกันหลานปูั่” เถ้าแก่หลิงที่ได้
ยินชื่อจินหลงเอ่ยออกมาด้วยความสงสัย
“สัตว์ในตำนานเจ้าค่ะท่านปูั่ ข้าได้มันมาก่อนที่จะ
พบว่าตนเองมีพลังปราณ” อืม หรือจริงๆ แล้วมันตาม
ข้ามากันนะ
“หืมม เดี๋ยวนะ เจ้ากระต่ายตัวก่อนนั้นหรือ” เถ้า
แก่หลิงพยายามคิดทบทวน
“เจ้าค่ะ ตัวนั้นตัวเดียวเลยเจ้าค่ะ”
“สัตว์ในตำนานนี้นับว่ากระต่ายก็ด้วยหรือ หืมมม”
เถ้าแก่หลิงหลุดปากถามออกมา
“ฮ่าๆ เปล่าเจ้าค่ะ เพียงแต่มันแปลงกายเป็น
กระต่าย จึงทำให้ไม่มีใครสามารถเห็นร่างที่แท้จริงของ
มันได้ แม้แต่ข้า” อืมม เมื่อไหร่มันจะบอกข้าสักทีนะ
ซานหลง//เลิ่กลั่ก และเหงื่อแตกเล็กน้อย เพราะ
ตนดันรับรู้อีกร่างหนึ่งของเจ้ากระต่ายจินหลงเสียได้
“เอาล่ะๆ นอกจากเรื่องพลังของเจ้าแล้ว ตาแก่ผู้นี้
ยังต้องรับรู้อันใดอีกหรือไม่จินเออร์”
“แหะๆ ท่านตา ท่านไหวใช่หรือไม่เจ้าค่ะ”ข้าถาม
ออกไปเพราะกังวลในสุขภาพของท่านตา กลัวจะเป็น
ลมไปเสียก่อน
“ทำไมจะไม่ไหวกันละ ตายังไม่ได้บอกเจ้างั้นหรือ
ว่าตานะ…ก็มีพลังปราณเช่นกัน”
“ห๊าาาาาาา” ทุกคนหันมามองเถ้าแก่หลิงพร้อม
กัน ด้วยใบหน้าตกตะลึงแต่ตื่นเต้น
“จะตกใจอันใดกันขนาดนั้นเล่า โดยส่วนมากแล้ว
ถึงแม้นคนมีพลังปราณจะมีน้อย แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย
เช่นกัน ที่เร้นกายและหายตัวไปในมุมมืดละนะ”
“จริงหรือเจ้าค่ะ แต่ว่าจะไม่ดีกว่าหรือหากอยู่แบบ
เปิด ไม่ใช่ว่าราชสำนักต่างค้นหากันหรือ แถมบางคนก็มี
ตำแหน่งและเงินทองใหญ่โตมากมาย”
“ดีสิ ดีมากทีเดียวละจินเออร์ แต่บุตรหลานของ
พวกเขาละ หากกำเนิดมาแล้วไม่มีพลังเช่นบรรพบุรุษ
จะอยู่อย่างไร หรือหากว่า…เป็นเหมือนองค์หญิงท่าน
หนึ่งในอดีตที่หายไป หืม มันจะไม่แย่หรือ”
“องค์หญิงหรือเจ้าค่ะ…” จินเอร์เมื่อได้ยินคำว่า
องค์หญิงก็รู้ได้ในทันที ว่าเป็นผู้ใด
“อืม เจ้าอยากฟังมั้ยล่ะ” เถ้าแก่หลิงถามออกไป
เพื่อดูปฏิกิริยาของเด็กสาวตรงหน้า
“ยังก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ กลับมาที่ข้าก่อนเถิด
นอกจากจะมีพลังปราณแล้ว…ข้ายังมีพลังธาตุพื้นฐาน
ทั้ง …สี่ธาตุเจ้าค่ะ”
“ห๊าาาา สี่ธาตุ เจ้า เจ้า เจ้าเป็นตัวปะหลาดน้อย
แล้ว จินเออร์ ฮ่าๆ” เพียงแค่มีพลังธาตุก็เกินคาดเดา
แล้วสำหรับชาวบ้านแบบพวกเขา แต่นี้นางเล่นมีถึง สี่
ธาตุ
“มีแค่นี้แหละเจ้าค่ะ ท่านปูั่” ส่วนเรื่องธาตุใน
ตำนานหายากอย่างธาตุแสงกับมิติจิตที่หายสาบสูญไป
นานแล้วนั้น จินเออร์คงไม่เอ่ยออกไป เรียกว่าคงเก็บไว้
เป็นความลับ ท่าไม้ตายกระมัง
“ดีๆ เหมาะสมๆ ปูั่ยินดีกับเจ้ามาก หลังจากนี้หาก
มีปัญหาอันให้เจ้ามาหาปูั่ได้ทุกเมื่อ เช่นนั้นเอาอย่างนี้
ดีกว่าหรือไม่ ยกน้ำชาคารวะข้าไปเสียเลย ข้าจะรับเจ้า
เป็นหลานบุญธรรม”
“หลานบุญธรรม อืม”
“ห๊ะ หลานบุญธรรมหรือเจ้าค่ะ”