Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Advanced
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Banner Contact
Sign in Sign up

เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย - ตอนที่ 75 หน้าหนาวคือจุดเริ่มต้นของตอนจบสินะ

  1. Home
  2. เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย
  3. ตอนที่ 75 หน้าหนาวคือจุดเริ่มต้นของตอนจบสินะ
Prev
Novel Info
<*>นิยายBookmarksไม่แจ้งเตือนท่านสามรถดูนิยายอัพเดทได้ที่นี่<*>Click

(จบภาค 1)

“ข้าขอโทษพวกเจ้าทั้งสองที่ทำให้ต้องมาเผชิญ

เคราะห์กรรมเช่นนี้ อีกทั้งยังปล่อยให้เวลาล่วงเลยมา

นานเหลือเกิน” จ้าวฮ่องเต้เอ่ยออกมา

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ อีกครั้ง การต้อง

สูญเสียสิ่งที่มีค่าสุดท้ายในชีวิตไปในขณะนั้น ทั้งยังต้อง

ขึ้นครองราชบัลลังก์และปราบเหล่าคนที่ก่อกบฏ ช่าง

หนักหนาสำหรับคนๆ หนึ่ง

“แต่อย่างไรในตอนนั้นข้าก็จำสิ่งใดในอดีตมิได้

นอกจากความทรงจำที่เกิดขึ้นในช่วงที่ฟืนขึ้นมา มิ

จำเป็นต้องขอโทษข้าและอาซานหรอกเจ้าค่ะเสด็จพี่”

จ้าวหลินเหมยหรือท่านแม่ของเปั่ยจินกล่าวออกมา

นางมิได้โทษผู้ใดและไม่ได้แค้นเคืองผู้ใดแล้ว

ในตอนนี้ เพราะหากมิมีเหตุการณืในวันนั้น นางคงมิได้

มีพระสวามีและบุตรสาวที่น่ารักขนาดนี้ อีกทั้งยังไม่ได้

พบเจอกับท่านพ่อและท่านแม่บุญธรรมอีกด้วย

“อืม ขอบใจพวกเจ้ามาก” เจ้าไม่แค้นเคืองมิเป็นไร

เพราะพี่ก็มิได้ปล่อยคนพวกนั้นไว้ให้เจ้าต้องแค้นเคือง

อีกต่อไปเช่นกัน เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกพบเจอจ้าวหลิน

เหมยแล้วนะขอรับ

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาทุกอย่างก็คลี่คลายลง ใน

ศักราชของจ้าวฮ่องเต้ ได้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่

เนื่องจากทางพระราชวังได้มีประกาศออกมาว่า องค์

หญิงจ้าวหลินเหมยได้กลับคืนสู่พระราชวังแล้วในตอนนี้

พร้อมกับราชบุตรเขยและพระธิดา

จ้าวฮ่องเต้ในฐานะพระเชษฐาที่สูญเสียพี่น้องร่วม

อุทรไปในครานั้น จึงได้ออกราชโองการแต่งตั้งให้จ้าว

จินเออร์ หรือพระธิดาของจ้าวหลินเหมย ดำรงตำแหน่ง

องค์หญิงขั้นหนึ่ง มีพระราชทินนามว่า กู้หลุนจินหรงกง

จู่ มีตำแหน่งเทียบเท่าชินอ๋อง สูงสุดในบรรดา

ตำแหน่งอค์หญิงด้วยกัน เพื่อชดเชยสิ่งต่างๆ ที่น้องสาว

ของตนควรจะได้รับในตอนเยาว์วัย

อีกทั้งตระกูลซียังจัดงานเลี้ยงต้อนรับบุตรชายคน

รองของตนเองอย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นงาน

เฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก ในช่วงเวลาขณะนั้น

กระทั่งเปั่ยตงหลินและฮูหยิน ยังอดที่จะยินดีใน

การคืนกลับสู่ฐานะที่แท้จริงของบุตรสาวบุตรชายที่

ตนเองเลี้ยงดูมามิได้ และมิเพียงเท่านั้นได้รับรางวัลไป

มากมาย ไม่ว่าจะเป็นจวนหนึ่งหลังในเมืองหลวง

สิ่งนี้จ้าวหลินเหมยได้ขอร้องไว้ เนื่องจากเป็นห่วง

ว่าบิดามารดาบุญธรรมจะมิมีผู้ใดดูแลในยามชรา และ

เงินทองข้าวของเครื่องใช้อีกหลายส่วน

“นายท่านขอรับ อาจจะช้าไปก็จริง แต่ตอนนี้หงส์

ตนนั้นกลับคืนสู่ถิ่นเช่นที่ควรจะเป็นแล้วนะขอรับ”

เปั่ยตงหลินเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา ยามที่นั่งหันหน้า

ออกไปนอกจวนที่องค์หญิงจ้าวหลินเหมยขอ

พระราชทานไว้เพื่อบิดามารดาบุญธรรมอย่างพวกตน

นายท่านที่ว่าคงหนีไม่พ้น

กระทั่งยังมีทรัพย์สมบัติบางส่วนที่ได้มาจากขุน

นางในราชสำนัก ก่อนที่จะออกราชโองการแต่งตั้ง

เพราะได้มีขุนนางหลายคนยื่นฏีกาขัดค้านและพยายาม

ขัดขวาง การกลับคืนสู่ตำแหน่งขององค์หญิงจ้าวหลิน

เหมย

ยังไม่รวมเรื่องการพิสูจน์เรื่องสายเลือด ทั้งองค์

หญิงยังมีพระสวามีเป็นใครมาจากไหนก็มิมีผู้ใดรู้ อีก

หนึ่งลูกน้อยที่ติดตามกลับมา

รั้งให้คนบนราชบัลลังก์โมโห จนลุกขึ้นมาชี้หน้า

เหล่าขุนนางที่ขัดขวาง พร้อมกับกล่าวว่า หากเรื่องที่ขุน

นางกล่าวเป็นความจริง ตนเองจะยินยอมลงจากราช

บัลลังก์ทันที และ

เพียงพริบตาเดียว ขุนนางที่กำลังต่อต้านกลับ

คุกเข่าลง และขอพระราชทานอภัยโทษ เพียงแต่ไม่มี

ใครคนที่ที่เข้าหน้าติดสักคน เป็นเหตุให้จินเออร์ต้อง

เดือดร้อนเข้ามาในท้องพระโรงและอ้อดอ้อนต่อรองกับ

ท่านลุงหมาดๆ ของตนเอง เพราะเห็นว่าท่านลุงหมาดๆ

นั้นรักและเอ็นดูในตัวนางที่สุดแล้ว

จินเออร์ก็ยังเป็นจินเออร์ เมื่อเห็นหนทางร่ำรวยจึง

เอ่ยให้ท่านลุงสั่งลงโทษโดยการยึดทรัพย์สมบัติเข้า

ท้องพระคลังครึ่งหนึ่งของสมบัติที่มี ทำให้เหล่าขุนนาง

ต่างส่งเสียงโอดครวญกันไม่หยุด

“เช่นนั้นก็จับเข้าคุกแล้วเนรเทศไปเสีย ทหาร

จัดการ”

“ช้าก่อนพะยะค่ะ กระหม่อมยินดี” เมื่อมีเสียง

หนึ่งเอ่ยออกมาเสียงสอง เสียงสามและคนอื่นๆ ที่กำลัง

หาทางรอดถึงกับยอมเอ่ยออกมาเช่นกัน

เรียกได้ว่าในตอนนี้นั้น มิมีผู้ใดร่ำรวยเท่านางอีก

แล้ว

นอกจากนี้จ้าวฮ่องเต้ยังคงยึดมั่นในการครองราชย์

เป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่ามีการสงสัยในตัวของครอบครัว

ของจ้าวหลินเหมย จึงออกราชโองการว่าจะมีการพิสูจน์

สายเลือดแห่งบัลลังก์หงส์และมังกรอีกครา ในงานวัน

ฉลองเปิดตัวองค์หญิงนั้นเอง

เรียกความตื่นตาชื่นใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังเรียกความเชื่อมั่นในตัวราชวงศ์กลับมาอีก

ด้วย

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ในขณะนี้นั้นกิจการต่างๆ

ก็ได้ให้ตัวแทนที่ไว้ใจได้ดูแล เพราะตอนนี้ท่านแม่ของ

ข้ากำลังตั้งท้องน้องสาวน้องชายตัวน้อยๆ อยู่ ส่วน

กิจการสำนักคุ้มภัยนั้น ท่านพ่อก็ได้ส่งมอบต่อมาที่ข้า

ในตอนอายุครบสิบห้าหนาว ท่านพ่อบอกว่าข้าคือ

เจ้าของตัวจริง และข้าควรจะกลับไปดูแลมันได้แล้ว

สำนักคุ้มภัยตอนนี้นั้น ได้ขยายสาขาไปยังเมือง

ต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย โดยมีหน่วยราตรีกาลรุ่นที่หนึ่ง

เป็นหัวหน้าสาขา

ก่อนที่ข้าจะครบสิบห้าหนาว พลังปราณของข้าได้

เลื่อนระดับมาที่จุดสูงสุดทวีปนี้แล้วนั้นคือพลังปราณขั้น

สีขาว ซึ่งเป็นปราณที่สูงที่สุดในหมู่มมุษย์

ส่วนคนอื่นๆ นั้นก็เลื่อนระดับมาได้สูงสุดแค่พลัง

ปราณขั้นสีม่วงเท่านั้น นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไม

กัน อีกทั้งโอสถนับร้อยนับพันชนิดที่ปรุงออกมา ก็มิได้

ช่วยในการเลื่อนขั้นพลังให้คนอื่นๆ แม้แต่น้อย

และที่สำคัญครบรอบสิบห้าหนาวของนาง มีปินปัก

ผมเนื้อหยก ลวดลายที่แปลกตา เป็นสัญลักษณ์ด้าน

หนึ่งคือหงส์และอีกด้านคือกิเลน บริเวณดวงตาของสัตว์

ทั้งสองถูกฝังด้วยอัญมณี สองสี หากอยู่ในโลกใบเก่า

นางคงเรียกมันว่าเพชรวางอยู่ข้างเตียงของนางในเช้า

วันรุ่งขึ้น

และแน่น่อน นางชอบมันมาก จึงขอให้ท่านแม่ปัก

มันแทนปินที่ซื้อมา ซึ่งท่านแม่เห็นว่าปินชิ้นนี้จะเป็น

ของนางไปชั่วชีวิต จึงยินดีที่บุตรสาวจะได้ใช้สิ่งที่ตนเอง

พึงพอใจ

“เจ้าเด็กอัปลักษณ์ เจ้ามามัวนั่งทำอันใดตรงนี้กัน”

จินหลงเอ่ยถามออกไป เมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่ตนดูแลเติบ

ใหญ่ถึงเพียงนี้ กลับออกมานั่งเหม่ออยู่ริมหน้าต่างเพียง

คนเดียว

“เปล่าหรอก ข้ากำลังมองหิมะแรกของปีนี้ต่างหาก

เจ้าว่า…สวยหรือไม่” จินเออร์เอ่ยตอบจินหลงกลับไป

เพียงแต่มิได้หันกลับไปมอง

“อืม ก็สวยดี” นั้นสินะ หิมะแรกของปีนี้ ช่างสวย

จริงๆ

“เจี่ยฉง แล้วเจ้าเล่าว่าอย่างไร” เมื่อได้คำตอบถาม

จินหลงแล้ว จึงถามสัตว์อีกตนที่นั่งมองอยู่ข้างๆ กัน

“สวยเจ้าค่ะคุณหนู” เจี่ยฉงตอบกลับไปด้วย

รอยยิ้มบางๆ เมื่อมองภาพด้านหน้าของตน เกล็ดหิมะที่

กำลังโปรยลงมาและปลิวตามลมหนาวไปยังสถานที่

ต่างๆ

“อืม ใช่มั้ยล่ะ คิดถึงจังเลยเนอะ โลกที่จากมานะ

จะเป็นอย่างไรบ้างนะ แต่ยังไงก็ขอให้โชคดี เพราะข้าก็

จะโชคดีเช่นกัน นับจากนี้ ต้องเติบโตแล้วสินะ”

ภาค 2

ตอนที่ 1 จ้าวจินจินโตแล้วนะ : ท่องเที่ยวยุทธจักร

ย้อนกลับไปยัง ก่อนการออกเดินทางไปยังต่าง

แคว้น เพื่อตามหาใครคนหนึ่ง และแคว้นแรกที่นาง

เลือกจะออกเดินทางก็คือ…แคว้นต้าเฉียง เปั่ยจินได้

ตัดสินใจ เดินเข้าไปยังห้องโถงของจวน ที่มีท่านพ่อท่าน

แม่ของนางกำลังนั่งจิบชาและพูดคุยกันอย่างรื่นเริง

แววตาเจ้าเล่ห์จ้องมองไปยังห้องโถง ก่อนจะ

รวบรวมกำลังใจให้ตนเอง โดยการกลั้นหายใจเข้าถึง

สามครั้ง จากนั้นจึงพุ่งตรงไปยังทั้งสองทันที

“ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ ลูกมาขออนุญาตเจ้าค่ะ”

เปั่ยจินเอ่ยออกมาอย่างมาดมั่น นัยน์ตาแรงกล้าส่งออก

ไป เพื่อให้ทั้งสองเห็นถึงความตั้งใจจริงของนาง

มือหนาละจากขนมเหมยกุ้ยชิ้นบางในมือ ที่กำลัง

จะยื่นไปปรนนิบัติ ผู้เป็นฮูหยินของตนเอง

“หืม ว่าอย่างไรหรือจินเออร์ จะอ้อนอันใดกันบิดา

กัน” ได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปมองบุตรสาวคนโตของ

ตนเองอย่างรู้ทัน

“ข้าเปล่าอ้อนนะเจ้าคะ ข้าโตแล้ว มิใช่เด็กเล็กๆ

ฮึ” ใบหน้างามเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่าบิดามิได้ใส่ใจใน

ประโยคนั้นของตนเอง

‘ข้าอุตส่าห์กลั้นหายใจเข้าถึงสามเฮือก เหอะ!’

“ฮ่า ๆ เอาเถิด ไหนจินเออร์ของแม่ ต้องการอันใด

หืม” เมื่อเห็นว่าบุตรสาวและบิดาคู่นี้ มิเข้าใจกันเสียที

เปั่ยฮูหยินจึงเป็นฝั่ายออกหน้าเอง

“ลูก…ลูกต้องการไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์เจ้า

ค่ะ” หลังจากเอ่ยจบ นางก็หลับตาและกลั้นหายใจอีก

รอบ

“อย่างไรนะจินเออร์ บิดามิเข้าใจ” นายท่านเปั่ย

ชะงักไปทันที

กระทั่งเปั่ยฮูหยินเองก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน ทั้งคู่กำลัง

รอฟังคำตอบของบุตรสาวชัดๆ อีกครั้ง

ตาสบตา เป็นสัญญาณบ่งบอกให้อีกฝั่ายรู้ว่า กำลัง

จริงจังมากเพียงใด

ในตอนแรกนั้นจินเออร์คิดเพียงว่า มิต้องกล่าว

ความจริงออกไปเสียทั้งหมดก็ได้

เพียงแต่หากคิดไปคิดมาแล้วนั้น การกล่าวความ

จริงออกไปย่อมดีกว่าที่สุด นางมิควรละเลยความรัก

และความห่วงใยจากคนในครอบครัว

“ลูกอยากไปต่างแคว้นเจ้าค่ะ” เปั่ยจินเอ่ยความ

จริงออกไป

“เหตุผลล่ะ เหตุผลของเจ้า บิดามิเข้าใจนัก หากแต่

เจ้ามักจะกล่าวเสมอว่า หากเราคิดว่าผู้ใดกระทำผิด ให้

ถามหาเหตุผลทุกครั้ง เพราะมิมีผู้ใดกระทำการสิ่งใดลง

ไปโดยไร้เหตุผล ใช่หรือไม่”

นายท่านเปั่ย ย่อมจำสิ่งที่บุตรสาวกล่าวได้ดี

“ยังคงเป็นบิดาของข้า ดีที่สุดเจ้าค่ะ อิอิ ลูกอยาก

ออกไปหาประสบการณ์ แต่หากสามารถขยายกิจการที่

นั้นได้ด้วย คงดีมิน้อย ท่านพ่อท่านแม่ เห็นเช่นนั้น

หรือไม่เจ้าคะ” ใบหน้าทะเล้นเอ่ยออกมาแกมหยอก

แกมจริง ชวนให้ผู้ที่ฟัง กล่าวอันใดมิออก

“หากเป็นความต้องการของลูกจริงๆ แม่และท่าน

พ่อของเจ้าก็มิขัด พวกข้าย่อมขอให้เจ้าโชคดี”

นางรู้เสมอ ว่าทั้งสองรักนางเพียงใด มิใช่ว่ามิห่วง

หาหรือมิรักใคร่นาง แต่พวกเขาทั้งสองล้วนรู้ว่านาง

แข็งแกร่งเพียงใด

“โถ่ ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านอย่าเศร้าไปสิเจ้าคะ

ข้าสามารถไปกลับได้อย่างรวดเร็วแค่ไหนพวกท่านก็รู้”

เปั่ยจินหันไปปลอบโยนทั้งคู่ เมื่อเห็นแววตาเศร้านั้น

“อืม บิดารู้ดี” มือหนายื่นไปลูบศีรษะบุตรสาว

เบาๆ

“อีกอย่าง พวกเจ้าแสบ ก็คงคอยกวนใจท่านแม่อยู่

ตลอดเวลาอยู่แล้วเจ้าค่ะ” จินเออร์ว่าพลางหันไปมอง

ด้านนอกห้องโถงที่เป็นสวนดอกไม้ของท่านแม่ในขณะนี้

ที่กำลังเละเทะ จากการเล่นซุกซนของเจ้าเด็กแฝด

ทั้งคู่ โดยมีผู้เป็นแฝดคนโอย่างจ้าวจินหยางยืนมองการ

กระทำของน้องแฝดทั้งสองอย่างรังเกียจ

ใช่! จ้าวจินหยางคือเด็กที่รักความสะอาดยิ่ง

“หยางหยาง ช่วยเซียงเซียง จับเสื้อเสื้อหน่อย”

คุณหนูน้อยที่กำลังหน้าคลุกฝุั่นตูดคลุกดินเอ่ยพยายาม

สื่อสารออกมา

เมื่อเห็นว่ายามนี้พี่ชายตนเองทำเพียงยืนนิ่งๆ มิ

ช่วยตนเองจับผีเสื้อดั่งเช่นที่จ้าวซินเซี่ยกำลังทำ

“จกกาปก” ใช่สกปรก!

แม้จะเอ่ยออกมาไม่ชัด แต่หากแววตาที่มองไปยัง

น้อง ๆ ทั้งสอง ช่างทำให้บ่าวรอบข้างอดที่จะเอ็นดูมิได้

ผู้ใดย่อมรู้ คุณชายจ้าวจินหยางรักสะอาดเป็นที่สุด

กระทั่งเวลาทานข้าวยังมิยอมให้เปือนชุด

ตอนอายุได้หนึ่งหนาวถึงกับมิยอมกิน ด้วยเปั่ยฮูหยิ

นอยากให้บุตรทั้งสามตักกินเองเช่นพี่สาว แต่คุณชาย

น้องจ้าวจินหยางกลับมิยอมยกตะเกียบขึ้นมาในมื้อนั้น

เพราะกลัวเปือน เดือนร้อนให้แม่นมคนสนิทต้องเป็น

ฝั่ายปั้อนอยู่เช่นนั้นจนฝั่ามือเล็กแข็งแรงดีแล้ว จึงยอม

ทานเอง

ต่างกับแฝดน้องอีกสองคน อย่างจ้าวจินเซี่ย และ

จ้าวจินเซียง ที่แต่ละวันเปลี่ยนชุดมิต่ำกว่าสามรอบ

นายท่านเปั่ยจึงปรึกษากับฮูหยินของตนว่า หาก

พวกเขามิได้ออกไปด้านนอกก็ให้เปลี่ยนเป็นชุดผ้าฝั่ายสี

หม่น ไม่ว่าจะสกปรกเช่นไร ก็ค่อยเปลี่ยนทีเดียว ก่อน

รับอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็น

กระนั้นพวกเขาเอง ต่างก็มีสิ่งที่รักยิ่งเช่นกัน

ก้นน้อยๆ นั้นอย่างไร รักยิ่งเมื่อไปก่อเรื่องมา

“พึ่บ”

ว่านโซ่จู๋ร์ (ดอกดาวเรือง) ดอกงามก็ลอยตามลม

แล้วมาแปะลงยังบ่าน้อยๆ ของจ้าวจินหยางอย่าง

เหมาะเจาะ

ใบหน้าเล็กแดงก่ำ ราวกับโมโหจนตัวจะสั่น จนข้า

รับใช้มิกล้าเข้าไป ด้วยเกรงโทสะจากเด็กน้อยวัยสอง

ขวบหนาวผู้นี้จะปะทุใส่

แม้ผู้เป็นบิดา มารดาและพี่สาวเอง ต่างก็หันไปมอง

เหตุการณ์นั้นเช่นกัน ไม่ได้กลัวว่าอีกฝั่ายจะอาละวาด

เพียงอยากเห็นจ้าวจินหยางจะจัดการเช่นไรต่างหาก

เด็กน้อยค่อยๆ สาวเท้าไปใกล้ๆ น้องทั้งสอง เด็ก

น้อยเองเมื่อเห็นว่าพี่ชายกำลังเดินเข้ามาหาพวกตนด้วย

แววตานิ่ง ไม่สะท้อนสิ่งใดใบหน้าเปือนรอยยิ้มนั้นก็เริ่ม

หายไปทันที

“พี่หย่าย ขอโทษเจ้าค่า” / “พี่หย่ายขอโทษขอ

ยับ” ใบหน้าเล็กทั้งสองก้มต่ำ ด้วยรับรู้ว่าสิ่งที่ตน

กระทำเป็นความผิด

“เด็กดี พี่ใหญ่ไม่โกด อย่าทำอีกนะ” มือเล็กของ

คนที่เข้าใจว่าตนเองคือพี่ใหญ่ต้องดูแลน้อง ๆ เลื่อนไป

ปัดเศษดินออกช้าๆ

“ขอยับ/ขอยับ” ศีรษะเล็กผงกขึ้นลงอย่างน่าเอ็นดู

“อื้อ ต้องเจ้าค่า น้องสาวต้องพูดเจ้าค่าสิ” จ้าว

จินหยางเลิกคิ้วพลางเอ่ยเตือนออกไป มารดาสอนว่า

เป็นสตรีต้องมีหางเสียงลงท้ายว่าเจ้าค่ะ ส่วนบุรุษต้อง

ลงท้ายด้วยคำว่าขอรับ จึงจะไพเราะ

“หือ ช่าย ๆ น้องสาวต้องพูดเจ้าค่า” จ้าวจินเซี่ย

เองก็สนับสนุนพี่ชาย

“เจ้าค่า คิคิ”

และทั้งหมดคือบทสนทนาของเด็กแฝดทั้งสามใน

แต่ละช่วงวัน จ้าวจินหยางเติบโตเป็นผู้ใหญ่เกินไป

ส่วนจ้าวจินเซี่ย ก็ตามใจจ้าวจินเซียงมากเกินไป

เช่นกัน

เมื่อปัญหาของเด็กเล็กกระจ่างแล้ว เหล่าผู้ใหญ่จึง

กลับมาสนใจเรื่องราวของบุตรสาวคนโตต่อทันที

“แล้วจะมีใครติดตามเจ้าไปหรือไม่” ซานหลงเอ่ย

ถามบุตรสาวออกไปด้วยความเป็นห่วง

ชวนให้ตัวการที่ยืนหลบหน้าห้อง มิยอมเข้ามาส่ง

เสียงดังขึ้น

“ฮะ แอ่ม นายท่านขอรับ จะเป็นใครไปมิได้

นอกจากข้าเองหยางคงขอรับ” หยางคงที่กำลังยืนฟัง

อยู่นั้นรีบเอ่ยออกมา

ด้วยความกลัวว่าคุณหนูของตนจะลืมคำสัญญาที่

ให้ไว้ และทิ้งตนเองไปเที่ยวเล่นสนุกอยู่เพียงผู้เดียว

“ตามที่พี่หยางกล่าวออกไปนั้นแหละเจ้าค่ะ”

เอือมระอาเหลือเกิน นางเอือมระอาพี่ชายผู้นี้ของตน

มากนัก

‘ที่ใดมีจินเออร์ ที่นั้นมีหยางคง’

คำพูดเหล่านี้ไม่เกินจริง ตั้งแต่จ้าวจินจินเข้าสู่วัย

ดรุณีแรกแย้ม ยกเว้นครอบครัวแล้ว ก็คงเป็นหยางคงที่

แต่งตั้งตนเองประหนึ่งพี่ชายหวงที่น้องสาวก็ไม่ปาน

เพียงแต่หยางคงนั้น มีใบหน้าและร่างกายประหนึ่ง

บัณฑิตหน้าใส ทำให้เหล่าคนภายนอกมิได้มอง

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองแปรเปลี่ยนไป เฉกเช่น

หนุ่มสาวคู่อื่นๆ เลย

เขาผิดอันใดกันที่เติบโตมารูปงามเช่นนี้ พธูแห่ง

แคว้นนั้นปะไรที่ใช้มิได้!

ภาค 2 ตอนที่ 2 เข้าสู่แค้วนต้าเฉียง

คืนวันที่ผันเปลี่ยน จากจิตวิญญาณต่างภพ ต่างโลก

ที่ข้ามมายังสถานที่อันไกล แสนไกล บัดนี้กลับเติบใหญ่

ขึ้น อย่างแข็งแกร่งในโลกใบกว้าง

‘อายุเพียงสิบห้าปีแล้วเป็นเช่นไร มิใช่คือช่วงเวลา

แห่งการผจญภัยหรอกหรือ’ นางคิดเช่นนั้น

‘แต่งงานอันใดกัน ร่างกายของนางยังเติบโตมิ

เต็มที่’ ยามแม่ซื้อเหล่านั้นมาทาบทามนางให้เหล่า

คุณชายน้อยจวนต่างๆ

‘สตรีแล้วเช่นไร นางแข็งแกร่งพอจะปกปั้องตนเอง

ได้แล้วกัน’ นางตอบกลับไปให้พวกเขารับรู้ พร้อมกับส่ง

แขกออกจากจวนไปทันที

‘โลกนี้ใบนี้เอย จงเฝั้ารอนางก่อน’ หลังจากแม่สื่อ

คนสุดท้ายจากไป นางจึงปฏิญาณตนเองออกมา

คราแรกนางตั้งใจหาเงินเพื่อความสุขของตนเอง

แต่เมื่อเติบใหญ่ นางจึงได้เรียนรู้ว่าความสุขของนางคือ

การออกไปผจญภัยแล้วค่อยๆ มองสิ่งที่นางสร้างขึ้นมา

ตอบแทนนางต่างหากเล่า

อีกฝังหนึ่งของปั่าม่านหมอก ณ ดินแดนตะวันตก

แห่งแคว้นต้าเฉียง การเดินทางของดรุณีสาวนางหนึ่ง ที่

สามารถฝั่าวงล้อมของเหล่าญาติพี่น้องที่รักยิ่งออกมาได้

หากกล่าวว่าแคว้นจ้าวฉิน ดินแดนบ้านเกิดของนาง

นั้น บุคคลที่มีพลังปราณหาได้ยากยิ่งและมีความสำคัญ

เพียงใดแล้วละก็

ณ แคว้นต้าเฉียงแห่งนี้ ก็เปรียบเสมือนกับฝังตรง

ข้าม เพราะแคว้นจ้าวฉินหายาก แต่แคว้นต้าเฉียงกลับ

หาง่าย ที่พบเจอได้เกือบทุกบุคคลที่เดินสวนกันไปมา

แคว้นจ้าวฉิน จึงนับว่าผู้มีพลังปราณเพียงเล็กน้อย

นั้น กลับสำคัญเหนือหลายสิ่ง แต่ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจ

ของกฎหมายบ้านเมืองทั้งสิ้น นั้นเพราะฮ่องเต้คน

ปัจจุบันทรงวางรากฐานและอำนาจไวอย่างเข้มงวด

กระททั่งคนในเหล่าราชวงศ์เอง ก็มิอาจใช้ได้อย่าง

พร่ำเพรื่อ

แต่แคว้นต้าเฉียงกลับลำดับความสำคัญจากระดับ

พลัง ยิ่งระดับพลังปราณสูงการเคารพยิ่งเพิ่มมากขึ้น

หากพลังปราณต่ำก็จะยิ่งถูกกดขี่ แล้วยังใช้เป็นตัว

แบ่งแยกสถานะในแคว้นแห่งนี้อีกต่างหาก

เปั่ยจินหรือจ้าวจินจิน ที่ออกเดินทางมายังที่แห่งนี้

บัดนี้ได้ประจักษ์แล้วว่า บนโลกใบใหญ่แห่งนี้ ยังมี

เรื่องราวให้ได้เรียนรู้และศึกษาอีกมากมายนัก

นางและหยางคงกำลังก้าวเดินไปเรื่อย ๆ โดยการ

เข้าสู่แคว้นต้าเฉียงได้นั้น ต้องผ่านกำแพงของแคว้นที่

เริ่มตั้งแต่ปั่าม่านหมอก

เมื่อผ่านมาได้แล้วกำแพงที่สองคือกำแพงที่มนุษย์

สร้างขึ้น และจำเป็นต้องมีปั้ายผ่านเข้าเมือง

จ้าวจินจินจึงตกลงกับหยางคงว่า จะกลับไปใช้ชื่อ

เปั่ยจินเช่นเดิม เพื่อให้สะดวกต่อการสร้างกิจการและ

การเดินทางหลังจากนี้ ผ่านกำแพงตรวจคนเข้าแคว้นมา

ได้ ก็ได้พบกับย่านคนจน ตามตรอกต่างๆ มากมาย

การจัดผังแคว้นของแคว้นที่นี่ หากมองด้วยตาเปล่า

และผ่านการสอบถามจากร้านค้าแถวนี้มาบ้าง จะเห็น

ได้ว่ารอบนอกของแคว้นถูกแบ่งแยกด้วยคนที่มีระดับ

พลังปราณต่ำก็จะไร้ที่ยืนในสถานที่แห่งนี้ ทำได้เพียงก้ม

หน้าและยอมรับชะตากรรมชีวิตของตนเองไป

“คุณหนูขอรับเราแวะโรงเตี๊ยมด้านหน้ากันดี

หรือไม่” หยางคงเอ่ย สายตาจับจ้องไปยังร้านรวงต่างๆ

เช่นเดียวกับผู้เป็นนาย

เมื่อเห็นว่าหลังจากเดินเข้ามาในเมืองมาสักพักแล้ว

ยังมิได้แวะทานอันใด มิใช่บอกว่าจะมาผจญภัยหรอก

หรือ คุณหนูของเขากลับเอาแต่สังเกตชีวิตของชาวบ้าน

เสียนี่

“ก็ดีเจ้าค่ะ ข้าเริ่มเมื่อยขาแล้ว แถมหิวอีก

ต่างหาก”

หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงหยุดที่หน้าโรงเตี๊ยม

ด้านหน้า ซึ่งมีชื่อว่าโรงเตี๊ยมหลงเงาจันทร์ การตกแต่ง

ในลักษณ์ขาวและดำเพียงสองสี โรงเตี๊ยมที่นี่มีเพียงสอง

ชั้นเท่านั้น ด้านหน้าของทั้งด้านซ้ายและขวามีต้นหลิว

ต้นใหญ่อยู่ด้านหน้า

เปั่ยจินและหยางคงจึงเลือกที่จะนั่งชั้นสอง

เนื่องจากนางต้องการดูบรรยากาศรอบๆ ของเมืองแห่ง

นี้

ทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวของห้องรับรองแต่ละห้อง

อีกด้วย ด้านหน้าของนางเต็มไปด้วยร้านค้าและ

โรงเตี๊ยมอื่นๆ มากมาย ด้านหลังติดแม่น้ำที่มีสะพาน

ข้ามไปยังกำแพงเมือง นั้นแปลว่านางยังเดินออกมามิได้

ไกลนัก

นั่งรอได้ไม่นานนัก เสี่ยวเออร์ของที่นี่ก็เข้ามา

บริการทันที นับว่าโรงเตี๊ยวแห่งนี้ดูแลแขกได้ดียิ่ง

“ข้าขอน้ำชาหลงเงาจันทร์ และขนมอร่อย ๆ ขึ้น

ชื่อของที่นี่ หนึ่งจานเจ้าค่ะ”

“ขอรับคุณหนู”

เปั่ยจินและหยางคงกำลังนั่งพักผ่อนและรออาหาร

ที่สั่งไป พร้อมกับพูดคุยเรื่องแคว้นเฉียงไปด้วย ใน

ขณะเดียวกันนั้นด้านล่างของโรงเตี๊ยมก็ได้มีเสียงดัง

เกิดขึ้น

“หลงจู๊ข้าอยากนั่งห้องเดิม นำทางไป” เสียงใสเอา

แต่ใจดังขึ้นมา

“ขอประทานโทษด้วยขอรับคุณหนูใหญ่ ตอนนี้มี

แขกใช้งานอยู่ขอรับ” หลงจู๊รีบตอบกลับไปอย่างร้อนรน

คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวา เป็นลูกค้าเจ้าประจำ โดย

ส่วนมากแล้วผู้คนที่นี่ มักจะมิมีใครกล้านั่ง เพียงแต่วันนี้

ลูกค้ารายใหม่อย่างเปั่ยจิน ที่มิรู้เรื่องราวอันใด จึงได้นั่ง

ไปโดยปริยาย หลงจู๊ที่ดูแลส่วนนี้เอง ก็ไม่ได้เป็นพวก

มิได้ความ จึงมิได้เอ่ยห้ามอันใดกับแขก ก็จะมีเพียง

ความกลัวของคนเมืองนี้ที่คิดกันไปเองเท่านั้น

“เช่นนั้นหรือใครกัน คุณหนูที่ไหนถึงมีเงินจ่าย”

ไปั๋ฮวาเอ่ยถามออกไปพร้อมกับปรายตามองไปยัง

ด้านบนเล็กน้อย ตามความคิดของนางชั้นสองนั้นย่อม

แพงมาก ยิ่งตำแหน่งที่นางนั่งยิ่งแพงกว่าทุกที่

“เอ่อ มิทราบขอรับ น่าจะเป็นนักเดินทาง” หลงจู๊

ที่พอจะรู้จักนิสัยของคุณหนูไปั๋ฮวาเอ่ยตอบออกไป

แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำมิให้ขุ่น

ด้วยความที่ทำหน้าที่ตรงนี้มานาน จึงพอจะรู้ว่า

คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวา มิใช่คนที่เรื่องมาก จนมิฟังเหตุผล

ใดๆ ก็เพียงแต่บางครั้งที่การกระทำอันมิเกรงกลัวใคร

จะมิชอบใจ จึงเป็นเหตุให้ผู้คนต่างมองว่านางนั้นเอาแต่

ใจ และเป็นสตรีที่ร้ายกาจและอีกหนึ่งเหตุผลคือ เวลาที่

นางหิว นางจะอาจหาญและเอาแต่ใจยากที่จะยอมใคร

“เช่นนั้นก็ไล่ไปเสียก็สิ้นเรื่อง” ไปั๋ฮวาที่กำลังหิว

เป็นอย่างมากเอ่ยออกมาอย่างเอาแต่ใจ

รั้งให้สาวใช้ข้างกายสะกิดมิทันกับคำพูดที่กล่าว

ออกมา พาลให้คนอื่นๆ มองคุณหนูของนางในแง่ลบ

เสมอ

“มิได้ขอรับ หากนายท่านรู้เข้า จักกลายเป็นเรื่อง

ใหญ่แน่” หลงจู๊เอ่ยกลับไป แม้จะกลัวคุณหนูไปั๋ฮวา

เพียงแต่ หากเรื่องนี้ถึงหูนายท่านใหญ่ ตนเองคงโดนไล่

ออกจากร้านเช่นเดียวกัน

“แต่ข้าจะใช้” ไปั๋ฮวายังคงยืนยันต่อไป ใบหน้าบูด

บึ้งเริ่มแสดงออกมา

ไม่ว่าเปล่า คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวาก็เดินเข้าไป พร้อม

กับทำท่าจะเปิดประตูอย่างคนที่ไม่ได้รับการอบรม

“คุณหนูห้ามเข้าไปขอรับ” เพียงแต่เสียงห้ามของ

ข้ารับใช้หรือ จะสามารถเอาชนะความเอาแต่ใจ ของ

คุณหนูใหญ่ในเมืองแห่งอำนาจได้

“ปัง”

ตามด้วยเสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นมา

คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวาเปิดประตูเข้าไป พร้อมกับคำพูด

ที่เรียกสีหน้าประหลาดใจของคนที่กำลังนั่งพักผ่อน

ออกมาได้เป็นอย่างดี

“เป็นสหายกันเถอะ?”

ภาค 2 ตอนที่ 3 มาเป็นสหายข้าเถิด

“ห๊าาาาาา” หญิงสาวนางนี้เป็นผู้ใดกัน คนบ้า

ปะเนี่ย เปั่ยจินหันไปมองหน้าหยางคงอย่างหาคำตอบ

แล้วหากนางตอบตกลงไปจะเป็นบ้าเช่นเดียวกันไม่นะ

“ก็เจ้านะ…มาเป็นเพื่อนกับข้ามั้ยละ” ใบหน้าเริ่ม

แดงเพราะความเขินอาย แต่ไปั๋ฮวายังคงยืนยันสิ่งที่

ตนเองพูดออกไป ยิ่งได้พบเจอใบหน้าของเปั่ยจิน ยิ่ง

ถูกใจยิ่งนัก

คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวา (ไปั๋ฮวา ที่แปลว่าดอกไม้สีขาว)

ที่มารดาของนางต้องการให้บุตรสาวคนแรกของตระกูล

ไปั๋ของตนเองนั้นงดงามดั่งดอกไม้ อ่อนโยนและบริสุทธิ์

ตระกูลของพ่อค้าของที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นต้าเฉียง

มีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ เนื่องจากท่านปั้าของนางมี

ตำแหน่งเป็นถึง กุ้ยเฟย มีนามว่า ไปั๋กุ้ยเฟย (ไปั๋ฮว๋า

ความหมายคือแสงสว่างอันรุ่งโรจน์) ให้แก่ตระกูลไปั๋

ตระะกูลไปั๋ในแคว้นต้าเฉียง จึงถือได้ว่ามีทั้งกำลัง

ทรัพย์และอำนาจอยู่ในมือ เปรียบดังเสือติดปีกก็มิปาน

นอกจากกำลังทรัพย์แล้ว ยังมีอำนาจจากราชวงศ์

คอยหนุนเคียงข้าง หากผู้ใดคิดปรปักษ์ด้วย คงต้องใช้

ความกลยุทธ์มากทีเดียว

เพียงแต่ใช้แค่ความคิดอย่างเดียวคงมิได้ คงต้องมี

ทั้งความคิดและกำลังทรัพย์ กำลังคนเสียด้วย

“เอ่อ” ทั้งเปั่ยจินและหยางคงในตอนนี้นั้น ต่าง

กำลังนิ่งค้างกับท่าทีและการกระทำของหญิงสาว

ตรงหน้า

เพียงแต่มิต้องรอให้ผู้ใดถาม คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวาก็

รีบเอ่ยออกมาทันที ช่างเป็นผู้ที่สังเกตสีหน้าคนอื่นเก่ง

เสียจริง

“ก็ถ้าเป็นเพื่อนกับเจ้า ข้าก็จะได้นั่งห้องนี้ตอนนี้

ด้วยอย่างไรละ

อีกอย่างเดิมทีตำแหน่งนี้ก็เป็นที่นั่งประจำของข้า”

ใบหน้าเชิดขึ้นเพื่อแสดงถึงความมั่นใจ น้ำเสียงที่เอ่ย

ออกมาไร้ซึ่งความกังวลใจใดๆ

ด้วยเพราะคิดว่าการเป็นสหายกับตนเองนั้น มีผู้

ใดบ้างจะมิสนใจ มิใช่ว่าใครๆ ต่างก็สนใจในเงินตราและ

อำนาจของตระกูลนางเช่นนั้นหรือ

หยางคงที่ได้สติแล้วนั้น หันไปสะกิดสตรีด้านข้าง

เบาๆ เปั่ยจินที่ยังมิเคยเจอสตรีประหลาดเช่นนี้มาก่อน

จึงทำได้เพียงตอบรับออกไป ด้วยมิรู้ว่าสถานการณ์

เช่นนี้ ต้องเอ่ยอันใดออกไปกันแน่

‘ข้าสัมผัสได้ว่านางคือคนสำคัญ’

อีกทั้งจินหลงที่อยู่ด้านในมิติ ก็กระซิบบอกนาง

ตั้งแต่ต้นแล้วว่า คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวาคือผู้ใด ด้วยนิสัยเช่น

นาง หากได้เป็นพันธมิตรคงจะดีมิน้อย

“เอาสิ” เปั่ยจินตอบกลับไปไม่ดังมากนักแต่ก็ไม่

เบาจนคนรอบข้างจะไมได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย จากนั้นจึง

หันไปสนใจอาหารที่เสี่ยวเอ้อร์ทยอยนำเข้ามาต่อ

“เอ่อ ได้งั้นหรือ” ไปั๋ฮวาที่จู่ ๆ ได้รับคำตอบว่า

ยินดีกลับมา ก็ให้ชะงักไปเช่นกัน ด้วยมิคิดว่าจะ

ง่ายดายถึงเพียงนี้

มิใช่ว่ารู้จักนางอยู่แล้วใช่หรือไม่!

“ได้สิ เป็นอันว่าตกลง” เปั่ยจินยังคงตอบออกไป

อย่างมิใยดีเท่าใดนัก

ด้วยเวลานี้ นางและหยางคงเพียงต้องการลิ้มรส

อาหารที่วางอยู่ตรงหน้าเสียที มิได้สนใจเลยว่าสตรี

ด้านหน้าตนเอง จะคิดมากมายไปแล้วหลายตลบ

ไปั๋ฮวาที่ได้เห็นว่าอีกฝั่ายเพียงตอบรับส่งๆ กลับ

มาแล้วใช้สายตามองไปที่อาหารบนโต๊ะ ก็เข้าใจได้ว่า

ตนเองคงจะมาขวางทางหิวของผู้อื่นเข้าแล้วจริงๆ จึง

สงบปากสงบคำลง

“อืม ตามใจเจ้าเถิด” เอ่ยจบไปั๋ฮวาก็ยังคงยืนอยู่

มิได้นั่งลง อย่างคนกำลังใช้ความคิด

รั้งให้หยางคงที่มิอาจเห็นสตรีงามตรงหน้า มัวแต่

ยืนมองตนเองทานอาหารได้ ต้องเอ่ยชวนให้นั่งลง

ด้วยกันและทานอาหารพร้อมกันเสีย มิได้ถามเพิ่มอันใด

อีก

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณชาย” ไปั๋ฮวาที่ได้ยินเสียง

สวรรค์จึงรีบนั่งลงโดยไว นางรับรู้แล้วว่าการถือตน ใช้

มิได้กับสตรีตรงหน้า

“ขอรับเช่นนั้นทานเถิด เรื่องอื่นๆ ไว้คุยกันหลัง

ทานเสร็จเถิด”

เห็นดังนั้นไปั๋ฮวาจึงได้เรียกเสี่ยวเอ้อร์ มาสั่ง

รายการอาหารเพิ่มอีกสามถึงสี่รายการ และนั่งกิน

เงียบๆ ของตนเองไป พร้อมๆ กันนั่งมองสองคนด้าน

หน้าที่ดูจะตื่นเต้นกับรสชาติอาหารเสียเหลือเกิน

“นี่ๆ เจ้านะ” เปั่ยจินที่กำลังชิมไปและขมวดคิ้วไป

จนทนมิไหว

ต้องหันไปสอบถามเพื่อนใหม่ตรงหน้า

เพียงแต่คนที่กำลังโดนเรียกนั้นมิได้สนใจ ด้วยมิคิด

ว่าจะโดนสหายคนใหม่ใช้ตะเกียบที่ทานอาหารไปพลาง

สะกิดนางไปพลาง ด้วยมารดาของนางแม้นจะมิใช่สตรี

ชั้นสูง

แต่คนในตระกูลกลับเรียนรู้สิ่งที่สตรีชั้นสูงพึงมี

เสมอมา จึงค่อนข้างแปลกใจกับกิริยาของสหายใหม่

ตรงหน้าเสียเหลือเกิน

“หืม ข้าหรือมีอันใดหรือไม่” เมื่อไปั๋ฮวาแน่ใจว่า

เป็นตนเองที่โดนสะกิดเรียก จึงเงยหน้าขึ้นมา

“เปล่าหรอก ข้าเพียงอยากถามว่า ทำไมรสชาติ

อาหารที่นี่ ถึงอร่อยแปลกๆ เสียจริง” แน่นอนว่ารสชาติ

นั้นมิได้แปลก เพียงแต่วัตถุดิบที่ปรุงต่างหากเล่าที่ล้วน

เป็นส่วนผสมที่มีพลังปราณทั้งสิ้น

“อ่า เจ้ามิใช่คนแคว้นต้าเฉียงใช่หรือไม่” ไปั๋ฮวาที่

ได้ที จึงรีบตีเนียน เพื่อเรียกคะแนนความสนิทสนม

กับเปั่ยจินทันที

“มิใช่” พร้อมกับส่ายหัวน้อยๆ เพื่อยืนยัน

“เช่นนั้นในฐานะที่เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ข้าจะ

อธิบายให้เจ้าฟังเองดีหรือไม่” แววตาส่องประกายของ

ไปั๋ฮวาที่เห็นว่าอีกฝั่ายกำลังรับฟังสิ่งที่ตนเองกล่าว

ออกมาอย่างตั้งใจ ก็ให้มีกำลังใจในการเล่ามากขึ้น

ส่วนเปั่ยจินนั้นแม้จะสนใจในประวัติความเป็นมาก็

จริง เพียงแต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง จึงทำเพียงพยัก

หน้าและก้มหน้าทานต่อไป

ไม่อยากให้สตรีตรงหน้าเสียความตั้งใจ

หยางคงที่ทนเห็นคุณหนูของตนเองแสดงกิริยาเกิน

งาม จึงจำใจต้องหันมาตั้งใจฟังคนที่กำลังจะอธิบาย

แทน แต่ก่อนจะทำอื่นใด หยางคงจึงแนะนำตนเอง

และเปั่ยจินออกไป

“ขอบคุณขอรับคุณหนู เกือบลืมไปเสีย ข้าน้อยมี

นามว่าหยางคงและด้านข้างข้าคือน้องสาวของข้าเอง

ของรับ เปั่ยจิน มิทราบว่าคุณหนู…”

เปั่ยจินที่ได้ตกลงกับหยางคงแล้ว จึงได้แต่นั่งยิ้ม

และพยักหน้าตอบอีกฝั่ายไป

“ข้ามีนามว่าไปั๋ฮวาเจ้าค่ะ คุณชายหยางคง ยินดีที่

เราได้เป็นเพื่อนกันนะเปั่ยจิน”

“อือ”เปั่ยจินตอบรับออกไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก

ด้วยภายในปากตอนนี้เต็มไปด้วยอาหาร

“เช่นนั้นจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอันใดดี อืม เอาเป็นจิน

เออร์ดีหรือไม่ เช่นนั้นก็เรียกคุณชายหยางคง ว่าพี่หยาง

ก็แล้วกันดีหรือไม่เจ้าคะ” นางมิได้ถือสาอีกฝั่ายต่อไป

แล้ว จึงเลือกจะมองข้ามไปกับกิริยาเช่นนี้

“เช่นนั้นก็แล้วแต่คุณหนูเถอะขอรับ”

“เช่นนั้นพวกท่านเรียกข้าว่าฮวาเออร์สิเจ้าคะ”

นางบอกอย่างกระตือรือร้น

“อืม ๆ เล่าเสียทีฮวาเออร์ ข้าจะกินอาหารหมด

จานแล้ว เดี๋ยวเจ้าจะมิมีต้นเหตุที่จะเล่า”

“หึหึ จินเออร์เจ้านี่…” จากนั้นมินานไปั๋ฮวาก็

เริ่มต้นด้วยการเล่าในเรื่องพื้นฐานของแคว้นต้าเฉียงที่

คิดว่าเปั่ยจินและหยางคงพอจะรับรู้มาบ้างแล้วในเรื่อง

ของพลังปราณ

เพียงแต่มิคาดคิดว่า แม้พลังปราณจะหาง่าย

เพียงใด แต่การที่มีการปรุงอาหารที่มีพลังปราณ ขึ้น

โต๊ะอาหารนั้นจะมีโดยทั่วไปเช่นกัน เรียกได้ว่า

เหนือกว่าที่คิดไปมากมาย

อย่างเช่นจานเนื้อปลาที่เห็น ทำมาจากปลามรกต

สวรรค์นึ่งสมุนไพร แน่นอนว่าปลามรกตสวรรค์คือสัตว์

ที่มีพลังปราณ ส่วนสมุนไพรที่ใช้นั้นเป็นเพียงตัวที่ดึง

รสชาติของปลามรกตออกมา เนื้อปลาที่มีความนุ่ม

ละมุนและหวานที่มาจากพลังปราณที่แทรกมาตาม

เนื้อปลาแต่ละส่วนนั้น ก็มากพอแล้วที่จะให้รสชาติและ

พลังปราณสำหรับผู้ที่ต้องการฟืนฟูและบำรุงร่างกาย

“เอ๋? หากจากนั้นเป็นเนื้อปลา แล้วจานด้านหน้า

ข้าเล่า” เนื้อขาวๆ เช่นเดียวกันนี่น่า

“อืม เจ้าสั่งเสี่ยวเอ้อร์ว่าอันใดกัน”

“แรกๆ ข้าก็สั่งอาหารที่ขึ้นชื่อ แต่หยางคงก็บอกให้

เอาจานที่เด็ดสุดมาทุกจาน มีอันใดหรือ”

“ฮ่า ๆ มิมีอันใดหรอก จานนั้นนะหรือ เฮ่ยเสอสาม

เซียน อร่อยหรือไม่”

“อืม รสชาติแปลกๆ ดี”

“อืมใช่มั้ยเล่า หึหึ”

“ว่าแต่ เฮ่ยเสอสามเสียนนี่คือเนื้ออันใดหรือหยาง

คง ข้าคุ้นๆ นะ”

ภาค 2 ตอนที่ 4 เฮ่ยเสอสามเซียน

สามเซียนแห่งโรงเตี๊ยมหลงเงาจันทร์ประกอบไป

ด้วย เนื้อสัตว์อย่างเฮ่ยเสอ และส่วนประกอบหลักสาม

ชนิดนั้นคือ เห็ดหอม เห็ดหูหนูและดอกโสมอบแห้งที่

คล้ายดั่งตัวยาชนิดหนึ่ง โดยการปรุงส่วนประกอบทั้ง

สามชนิดแล้วตักขึ้นมาพักไว้

จากนั้นจึงลงมือทำขั้นตอนต่อไปโดยการนำเนื้อเฮ่ย

เสอลงไปผัดกับกระเทียมจนเกือบสุกและปรุงรสตาม

สูตรของโรงเตี๊ยม จากนั้นนำสามเซียนลงไปผัดเข้า

ด้วยกัน เมื่อได้ที่จึงยกขึ้นมาเตรียมใส่จาน

“อืม เฮ่ยเสอสามเซียนนะหรือ แล้วเจ้าทานลงไป

แล้ว เจ้าว่ารสชาติของมันเป็นเช่นไรเล่า” ไปั๋ฮวายังคงมิ

ตอบออกไป สีหน้ากลั้นยิ้มแทบจะปิดไม่ผิด เริ่มเผย

ออกมา

“จินเออร์เจ้าจะอยากรู้ไปใย แค่รสชาติดีก็เพียงพอ

แล้วมิใช่หรือ” หยางคงรีบทักท้วงทันที สีหน้าเลิ่กลั่ก

ของขา ยิ่งทำให้เปั่ยจินสงสัย

“อย่าขัดข้าน่าหยางคง ฮวาเออร์สรุปแล้วมันคืออัน

ใดกัน อืม ข้าชิมดูแล้ว เนื้อมันขาวๆ แน่นๆ นุ่มๆ คล้าย

เนื้อไก่ที่ขุนมาอย่างดีนัก ใช่เนื้อไก่หรือไม่ฮวาเออร์”

เปั่ยจินเอ่ยออกไปพลางใช้ตะเกียบคีบไปยังเนื้อและชิม

ไปด้วย

“คิคิ ลิ้นเจ้าใช้ได้ทีเดียวเชียว แน่นอนว่าเฮ่ยเสอ ก็

ต้องเป็นเนื้องูนะสิ สามเซียนก็คือ เห็ดหอม เห็ดหูหนู

และดอกโสมจีนอย่างไรเล่า ฮ่า ๆ ของดีเชียวหนา”

“เจ้าว่าอย่างไรนะไปั๋ฮวา” เปั่ยจินเอ่ยออกมาอย่าง

เลื่อนลอยและน้ำเสียงที่เบา

“โสมนะหรือ อืม…” นางอยากจะกลั่นแกล้งอีก

ฝั่ายต่อเล็กน้อย

“มิใช่ เฮ่ยเสอนะ แปลว่าเนื้อของสัตว์ชนิดใดนะ”

“อ่อ งูยักษ์นะ แคว้นต้าเฉียงของข้าเนี่ย ถือว่าเฮ่ย

เสอคือของดีเลยรู้หรือไม่” ไปั๋ฮวายังคงเอ่ยเล่าออกไป

อย่างมีความยินดี ในของดีแห่งต้าเฉียง

โดยมิรู้เลยว่าคนที่กำลังนั่งฟังอย่างเปั่ยจินในตอนนี้

นั้น กำลังจะ…

“อึก อึก อ้วกกกกก”

เปั่ยจินอ้วกออกมา อย่างมิทันห้ามตนเองได้อีก

ต่อไป

ด้วยตลอดชีวิตมิว่าจะเป็นชาติก่อน หรือในชาติ

ปัจจุบันนางนั้นมิได้นิยมจะกินเนื้อสัตว์ชนิดนี้ แม้นว่าใน

ชาตินี้ตอนเด็กๆ ของนางจะยากลำบากเพียงใด บิดา

มารดาของนางยังมิเคยอับจนหนทางถึงเพียงนั้น หรือ

นางมิรู้กัน ช่างไปเถิด

“เจ้าเป็นอันใดบ้างจินเออร์” ไปั๋ฮวาที่ได้สติจาก

เสียงอ้วกของสหายตนเองจึงหันมาถามอย่างห่วงใย

และแปลกใจเช่นเดียวกัน มิใช่ว่าเป็นเรื่องปกติหรือไร

พี่หยางมิเห็นเป็นเช่นสหายตนเลย

“นั้นสิเจ้าไหวหรือไม่ จินเออร์น้องรัก” หยางคงที่

เห็นอาการของเปั่ยจินเป็นเช่นนั้น จะอดขำก็มิได้ จะมิ

สงสารก็จะดูใจร้ายไปเสียหน่อย แต่ใครใช้ให้นางชอบ

แกล้งแหย่เขากันเล่า ก็คงต้องเอาคืนกันบ้างเสียหน่อย

“จะ…จะ…เจ้า หยางคง เจ้ารู้ใช่หรือไม่” เมื่ออ้วก

เสร็จแล้ว เปั่ยจินจึงหันมาจ้องหยางคงอย่างคาดโทษ

“บ้าน่า ฮ่า ๆ ใครจะไปรู้กัน พี่ก็มาดินแดนนี้พร้อม

เจ้ามิใช่หรือ” หยางคงที่เห็นว่าจะโดนเปั่ยจินคาดโทษ

จึงทำได้เพียงปฏิเสธออกไป พร้อมสีหน้าจริงจัง

‘หากนางรู้เข้านางจักต้องเล่นงานข้าแน่ ๆ หึย

ฉะนั้น จะบอกมิได้ ต้องเก็บความลับให้ดีที่สุด’

“อือๆ นั้นสิ พี่หยางคงมิรู้หรอก” ไปั๋ฮวาที่ยังคง

เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของหยางคงจึงยืนกรานแทนด้วย

คน

เพียงแต่คนอย่างเปั่ยจินนะหรือ จะเชื่อในตัวของ

คนที่อยู่ด้วยมาตั้งแต่เด็กๆ เคยได้ยินหรือไม่

ยามออกศึกเราช่วยกันรบ แต่ยามสงบเรารบกันเอง

แต่จะหาเรื่องหยางคงต่อไปไปั๋ฮวาคงมิยอม เห็นได้

ว่านางอยากเป็นสหายกับตน แต่เข้าข้างหยางคง

มากกว่า หึหึ นางจึงหันไปทางไปั๋ฮวาแทน

“แล้วเหตุใดเจ้ามิเตือนข้าฮวาฮวา” เสียงกัดฟัน

กรอดดังลอดไรฟันออกมาอย่างพยายามข่มความโมโห

เอาไว้

“แหะ ๆ ข้าก็คิดว่าเจ้ารู้แล้วนี่นา ข้าต้องขอโทษ

เจ้าด้วยนะจินเออร์ แล้วเหตุใดเจ้าถึงมิกินเนื้องูเล่า ของ

ดีเลยนะนั้น”

มิใช่ว่าผู้คนในใต้หล้า ต่างหลงรักรสสัมผัสของมัน

หรอกหรือ นุ่ม หยุ่น หวาน ขนาดนางยังต้องสั่งจอง

ล่วงหน้าทีเดียวเชียว

หากทั้งสองได้ล่วงรู้ความคิดของไปั๋ฮวาแล้ว ก็ตอบ

กลับไปว่าทั่วหล้าที่ว่า มีเพียงเจ้าหรือไรกัน กลับไปถาม

บิดามารดาเจ้าก่อนหรือไม่เล่า

“หึหึ” เปั่ยจินพยายามเก็บสีหน้าความขมขื่นเอาไว้

ในส่วนลึก ด้วยรู้ดีว่าอาหารแต่ในแต่ละแคว้นย่อม

แตกต่างกัน นางจึงมิอาจตัดสินสิ่งใดจากการกระทำ

และความรู้สึกของตนเองได้

“เช่นนั้นกินต่อหรือไม่จินเออร์” ไปั๋ฮวายังคงถาม

ออกไปอย่างมีความหวัง หากคนตรงหน้าทานไปบ้าง

แล้ว อาจจะรับรู้ถึงรสชาติอันนุ่มลิ้นเช่นเดียวกับตนเอง

“หากเจ้ายังมิอิ่มก็ตามสบายเถิด ข้าพอ…พอก่อน

ไปั๋ฮวา” พูดจบก็หันหน้าไปทานของหวานเลี่ยงทันที

ไปั๋ฮวาเมื่อคลาดจากคนน้องแล้ว จึงหันไปถามคน

พี่อย่างหยางคงต่อด้วยใบหน้าคาดหวัง ต้องบอกก่อน

ว่าเฮ่ยเสอสามเซียนนี้ เป็นอาหารขึ้นชื่อของแคว้นจริงๆ

ด้วยมันจะออกมาหาอาหารนอกเขตแดนของตนเอง

น้อยครั้งมาก และครั้งนี้เป็นเหตุให้เหล่าผู้ล่าได้ลงมือ

ปลิดชีพมันได้

หากมาก่อนเวลาหรือหลังจากนี้แม้เพียงเสี้ยวเดือน

โรงเตี๊ยมหลงเงาจันทร์ก็ใช่ว่าจะมีอาหารชนิดนี้ออกมา

เสมอ

“พี่หยางเล่าเจ้าคะ”

“ข้าเองก็คงกินต่อมิไหวแล้วละขอรับ” หยางคงที่

ต่อให้จะทำใจทานต่อไปได้ แต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูของ

ตนเองยอมแพ้ไปแล้วจึงมิอาจฝืน ทานต่อคนเดียวได้

ส่วนน้ำใจของไปั๋ฮวาวันหลังค่อยตอบแทนคงมิสาย

เกินไป แต่ตอบแทนด้วยสิ่งใดนั้นก็ให้เวลามันตอบแทน

เถิด

หลังจากนั่งไปได้สักพัก เมื่อเปั่ยจินคืนสติกลับมาจึง

ปรึกษากับหยางคงต่อ วันนี้เป็นวันแรกที่พวกตนเหยียบ

เข้าแคว้น ดังนั้นเปั่ยจินยังคงอยากสำรวจเมืองแห่งนี้

ก่อนเป็นสิ่งแรก จากนั้นค่อยคิดว่าจะเอ่ยอย่างไรต่อ

เรียกให้คนที่นั่งฟังบทสนทนาของทั้งของ อย่างไปั๋ฮ

วาอยากมีส่วนร่วม

“เช่นนั้นจะไปไหนกันต่อหรือ” ไปั๋ฮวาถามออกไป

เมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่ตรงหน้าเว้นจากการพูดคุยและหันมา

จิบน้ำชา

“อืม พวกข้าคงหาที่พักกันก่อน แล้วออกไปสำรวจ

รอบๆ เจ้าเล่า”

เปั่ยจินตอบคำถามไปั๋ฮวาออกไปและได้ถาม

กลับไปเช่นกัน ด้วยคนตรงหน้ามาอยู่กับพวกตนเป็น

เวลาหลายเค่อแล้ว

ยังมิมีทีท่าว่าจะออกไปไหนเสียที และยังไม่ทันที่

เปั่ยจินจะกล่าวอันใดต่อ คนที่รอโอกาสมานานอย่าง

ไปั๋ฮวาจึงเอ่ยต่อ

“เช่นนั้น ข้าไปด้วยได้หรือไม่” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมา

พร้อมกับทำตากะพริบน้อยๆ เรียกความน่าเอ็นดูให้แก่

คนที่มองได้มิยาก

เพียงแต่ความน่าเอ็นดูนั้นคงใช่มิได้กับสองคน

ตรงหน้า ด้วยหนึ่งคนแรกนั้น มิเคยมองว่าผู้ใดน่าเอ็นดู

และน่ารักไปกว่าน้องชายของตน

ส่วนอีกคนนั้น ก็หาได้สนใจไยดีสตรีไม่ ด้วยเคยได้

ยินคนรอบๆ ตัวเอ่ยเตือนมาก่อน เรื่องการไว้ใจสตรีใด

ในใต้หล้า ล้วนตีสองหน้าทั้งสิ้น จึงทำเพียงเออ ออ

ตามที่คุณหนูของตนเองต้องการและออกคำสั่ง

“เจ้าว่างกระนั้นหรือ” เปั่ยจินเอ่ยถามออกไป

“แล้วข้าดูเหมือนคนมิว่างหรือ” ไปั๋ฮวากลับเอ่ย

ตอบกลับมาอย่างหน้าตายกว่า

นอกจากหนีบิดาเที่ยว หลีกเลี่ยงการเรียนอย่าง

สตรีชั้นสูงพึงมีของมารดา เข้าปั่าหาสมุนไพร เที่ยวเล่น

กับข้ารับใช้และคนสนิทแล้ว ไปั๋ฮวาก็มิอาจเรียกตนเอง

ว่าคนมีงานทำได้

ภาค 2 ตอนที่ 5 คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ

“ไปั๋ฮวาเจ้ามีบิดามารดาหรือไม่” เปั่ยจินถามไปั๋ฮ

วาออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ อย่างหาเรื่องพูดคุยเรื่อย

เปือย ด้วยคนตรงหน้าทำตัวเยี่ยงคนว่างงานเสีย

เหลือเกิน ทั้งๆ ที่นางและหยางคงพึ่งย่างก้าวเข้าสู่แค้

วนต้าเฉียงเสียด้วยซ้ำ

“ต้นหลิวคงมิอาจให้กำเนิดคนงามเช่นข้าออกมาได้

เจ้ามิคิดเช่นนั้นหรือ” ไปั๋ฮวาตอบกลับคนตรงหน้า

ออกไปอย่างอารมณ์ดี แล้วพลางเอื้อมมือออกไปหยิบ

ชาดอกท้อแล้วจิบเบาๆ บิดามารดาแน่นอนว่าคนอย่าง

ไปั๋ฮวานั้นย่อมมี เพียงแต่บิดามารดาคงมิได้มีบุตรคน

เดียวเช่นนางตลอดไปได้

“หืม ข้าถามตรงๆ นะ เจ้ามิมีสหายคนอื่นหรอก

หรือ” เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางช่างทำตัววุ่นวาย เพื่อ

หลีกเลี่ยงสิ่งใดกันแน่

และแน่นอนว่าคุณหนูใหญ่นางหนึ่ง จะมาทำตัวไร้

แก่นสารเช่นนี้ไปเพื่อการใด หากมิใช่เพราะมีสาเหตุ

อื่นๆ

“ก็มีอีกนั้นแหละ หรือเจ้ามิยินดีรับข้าเป็นสหาย”

ทันทีที่ไปั๋ฮวาได้ยินคำถามนั้น นางก็ชะงักไปชั่วครู่นึง

แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะให้หยางคงที่นั่งสังเกตคนตรงหน้า

ได้ทันเห็นแววตาหม่นมองไปชั่วขณะหนึ่ง เพียงแว็บ

เดียวเท่านั้น

และแน่นอนเปั่ยจินเอง ก็พอจะเดาความรู้สึกของ

ไปั๋ฮวาได้จากน้ำเสียงได้เช่นกัน หญิงสาวที่สดใสร่าเริง

แต่ภายนอกเช่นนี้ ล้วนมีสิ่งใดในใจเสมอ หากแต่นางยัง

มิอาจเก้าล่วงความในของคนอื่นได้เช่นกัน

เพียงแต่ก็มิอาจปล่อยปละละเลย ให้คนตรงหน้า

คิดว่าตนเองคือสหายเล่น คิดจะทำเช่นไร เพียงใดย่อม

ได้ หากคิดเป็นสหายกับนาง หนึ่งสิ่งที่ต้องมีนั่นคือความ

จริงใจ…

“เช่นนั้นเหตุใด จึงทำเหมือนข้ามิใช่สหายเล่า” เปั่ย

จินยังคงนั่งฟังเหตุการณ์ตรงหน้าพร้อมๆ กับหยางคงที่

นั่งอยู่ข้างๆ มิได้เข้าร่วมในบทสนทนาของทั้งคู่ ด้วยมิใช่

เรื่องของตนโดยตรง

“ข้าเปล่า…เพียงแต่เรื่องบางเรื่องอาจต้องใช้เวลา

ข้า…ข้ามิรู้จะเริ่มต้นเล่าอย่างไร หากแต่เจ้ามิยินดี…”

ไปั๋ฮวาที่เอาแต่ก้มหน้านิ่ง ภายใต้แขนเสื้อนั้นกำมือเข้า

หากันแน่น เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก

“หากมีวาสนาแม้ห่างกันพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้

วาสนาแม้อยู่ใกล้ก็ไม่เจอกัน หากเจ้ามาด้วยใจจริง

เช่นนั้นนับแต่นี้ไป เจ้ายินดีรับข้าเป็นสหายของเจ้า

หรือไม่” เปั่ยจินนั้น ถึงแม้จะมิอาจล่วงรู้เรื่องภายในได้

แต่กระแสความจริงใจและอาการที่คนตรงหน้าแสดง

ออกมาก็พอจะให้นางรับรู้ได้ ว่าคนใดมาอย่างมิตร คน

ใดมาอย่างสหาย

ไปั๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้ม

ออกมาอย่างยินดี

“เช่นนั้น พี่เหมย ช่วยรินน้ำชาจอกใหม่หน่อยเจ้า

ค่ะ น้ำชาดอกท้อร่วมกา สาบานความเป็นสหายกัน”

หันไปสั่งสาวรับใช้ข้างกาย ด้วยบนโต๊ะนี้มีเพียงชาดอก

ท้อกาเดียว

“หืม เจ้าเล่นใหญ่ไปหรือไม่ไปั๋ฮวา” เปั่ยจินที่เห็น

ดังนั้นถึงกับหัวเราะออกมาให้กับความเล่นใหญ่ของอีก

ฝั่าย แค่ยินดีเป็นสหายด้วยถึงกับต้องร่วมสาบานเชียว

หรือ คราหลังนางจักต้องเก็บจอกชาไว้ไกลๆ ไม่สินาง

จักต้องไม่สั่งชามาเด็ดขาด หากมีผู้ใดอยากเป็นสหาย

กับนางอีก

และในอนาคตอันใกล้แน่นอนว่าจะมีคนพกจอกชา

ติดตัวไว้เพื่อสาบานเป็นสหายกับนาง

“ข้าถูกชะตาเจ้าจริงๆ เปั่ยจิน เจ้าไม่คิดหรือว่าข้า

และเจ้าควรเป็นเพื่อนกัน หากจะกล่าวถึงอืม…ช่างเถิดๆ

มิว่าจะเป็นอันใด ข้าและพวกท่านก็เหมาะสมแล้วที่จะ

เป็นสหายกัน”

ในคราแรกไปั๋ฮวาจะเอ่ยเรื่องความเหมาะสมใน

เรื่องของฐานะ แต่นางก็มิรู้อีกนั้นแหละว่าคนตรงหน้า

คือใคร ดังนั้นจึงเลือกที่จะตัดเรื่องราวของความ

เหมาะสมออกไป เพราะแค่ความจริงใจที่สหายของนาง

แสดงออกมาก็เพียงพอแล้ว

“ได้ๆ ข้ายอมเจ้า”เปั่ยจินกล่าวพร้อมกับยกจอกชา

ขึ้นมาจิบเบาๆ

“แล้วข้าเล่าคุณหนูไปั๋ฮวา มิใช่ว่าลืมพี่ชายคนดี

อย่างข้าไปเสียแล้วหรือ อือ มันน่าน้อยใจนัก”

“ท่านก็เช่นกันเจ้าค่ะพี่หยาง” ว่าจบก็ก็หันไปยิ้ม

กว้างให้แก่หยางคง

“เป็นสหายเจ้านะหรือ” หยางคงที่เห็นว่าอีกฝั่าย

ช่างซื่อตรงในความรู้สึกตัวเองยิ่งนักก็ให้รู้สึกอยากแกล้ง

“เอ่อ เช่นนั้น ได้หรือไม่เจ้าค่ะ” ชายหญิงปกติก็

แบ่งแยก มิรู้ว่านางจะล่วงเกินคนตรงหน้าหรือไม่เช่นกัน

“หืม เอาสิ หากเจ้ามิรังเกียจ ข้ายินดี” หยางคง

เอ่ยออกมาพร้อมกับหันไปยิ้มให้แก่เด็กสาวด้านหน้า

ของตนทันที เปั่ยจินที่เห็นเช่นนั้นจึงทำท่าทางให้ทุกคน

ชนแก้วชาเพื่อสาบานในทันที

อย่างไรเสียออกจากแคว้นของตนเองมาได้แล้ว

การเริ่มต้นใหม่ในแค้วนต้าเฉียงแล้วมีมิตรสหายที่ดี

เช่นนี้ ก็มิเป็นไรกระมัง

“เช่นนั้น ชนนนนนนน”

“เพียงเท่านี้พวกเจ้าก็เป็นสหายกับข้าแล้ว ข้าดีใจ

เสียจริง เช่นนั้นเราไปเที่ยวตลาดกันหรือไม่ ข้าจะนำ

ทางพวกเจ้าเอง” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสดใส

“อืม ไปสิ” นางก็อยากไปเดินตลาดเหมือนกัน

อยากไปสำรวจให้มันทั่วๆ จะได้รู้ว่าการค้าขายในเมือง

แห่งนี้เป็นเช่นไร อีกทั้งเรื่องของผู้มีพลังปราณและสิ่งที่

นางตามหานั้นอีก

หยางคงขอตัวออกไปรอด้านหน้าโรงเตี๊ยม ระหว่าง

ที่รอให้คุณหนูทั้งสองนาง ช่วยกันจัดแจงเสื้อผ้าอยู่นั้น

ส่วนสาเหตุเพราะเปั่ยจินซุ่มซ่ามไม่ทันระวัง มือไปปัด

โดนจอกชาทำให้น้ำชาเปือนชุด นั้นเอง

ซึ่งระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินออกจากโรงเตี๊ยมหลง

จันทร์อยู่นั้น เสียงของสตรีนางหนึ่งก็ลอยเข้ามา

“ใกล้ชาดเปือนแดง ใกล้หมึกเปือนดำ เจ้าต้องดูให้

ดีเข้าใจหรือไม่ซินเออร์” หลัวซีซี คุณหนูตรกูลหลัว เอ่ย

ออกมาพร้อมกับชำเลืองปลายสายตาเล็กน้อยไปยัง

เปั้าหมาย กิริยาที่แสดงออกมาคล้ายกับกับสตรีชน

ชั้นสูงที่สนทนากันในเรื่องของสำนักศึกษาที่ได้ไปเรียน

มา

“หืม เช่นไรกันหรือซีซี” และเพื่อนอย่างหลวนซิน

คุณหนูตระกูลหลวน ที่แสดงกิริยาใสซื่อออกมาอย่าง

แนบเนียบ ทำตัวราวดอกบัวขาวให้คนทั่วไปที่มองมา

หลงเชื่อได้ว่าเป็นสตรีอ่อนโยน อ่อนต่อโลกจริงๆ

“ก็เจ้านะเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ ย่อมต้องคิดให้

มากหากคบหาสหาย เจ้าควรคบหาสหายที่เหมาะสม

กับฐานะของเจ้าอย่างไรเล่า”

“หืม เข้าใจแล้ว ข้าจะจำไว้” หลวนซินยังคงเอ่ย

ออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เรียกได้ว่าคนหนึ่งร้องคน

หนึ่งรับตามสุภาษิตว่าไว้นั้นเอง

เปั่ยจินที่กำลังยืนฟังงิ้วอยู่นั้น ก็ชักให้รู้สึกรำคาญ

ขึ้นมา

“มิทราบว่าคุณหนูทั้งหลายจะหลีกทางให้ข้าและ

สหายได้หรือยัง” เปั่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ

ปกติ มิได้แฝงไว้ด้วยห้วงอารมณ์ใดนอกเสียจากความ

เบื่อหน่ายเบาๆ

“อุ๊ย ขออภัยเจ้าค่ะ ข้ามิทราบว่าทางเดินมันคับ

แคบเช่นนี้” หลัวซีซีได้ยินเสียงที่ดังออกมา ก็ให้หันไป

หาแล้วมองด้วยสายตาดูหมิ่น แต่ก็เพียงแค่แว็บเดียว

เท่านั้น หากมิสังเกตคงมองมิเห็น เพียงแต่สายตาทั้งสี่คู่

ที่จับจ้องกันมาตั้งแต่ก่อนแล้ว มองอย่างไรก็ชัดเจนเสีย

ยิ่งกว่ากระไร

“เช่นนั้นก็สมควรทราบได้แล้วกระมัง หลีก” ไปั๋ฮ

วาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง

“คิดว่าผู้ใดเสียอีก เจ้านี่เอง คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวา”

หลวนซินที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยออกมา

“ใช่ ข้าเอง แล้วเจ้าหลีกได้หรือยัง น่ารำคาญเสีย

จริง” ไปั๋ฮวาที่เบื่อจะสนทนากับทั้งสองคนเอ่ยออกมา

อย่างตัดรำคาญ

“เจ้า เจ้า” หลินซีซีที่เถียงมิออก ทำได้เพียงยกนิ้ว

มือขึ้นมาแล้วชี้ไปยังไปั๋ฮวาด้วยท่าทางสั่นๆ จนใจที่ทำ

อันใดมิได้ต่อหน้าผู้คนมากมาย

ผู้คนฝังหนึ่งก็เลือกฝั่ายหนึ่ง ผู้คนอีกฝังก็เลือกอีก

ฝั่าย แต่ทั้งหมดล้วนเอ่ยว่า คุณหนูไปั๋ฮวาช่างไร้มารยาท

วาจาก้าวร้าว มิสมกุลตรี ส่วนอีกฝังก็ว่าคุณหนูหลิน

และคุณหนูหลวนต่างหาก ที่เสียมารยาท คิดจะหยุดก็

หยุด ขวางทางคนอื่น เถียงกันไปกันมา ราวกับว่าเป็น

เรื่องของตนเองไปเสียได้ รั้งให้เปั่ยจินที่มิอยากเป็นจุด

สังเกตต้องเอ่ยปากออกมา เพื่อจบการสนทนานี้เสียที

“พอได้หรือยัง ข้าอยากออกไปข้างนอกแล้วฮวาฮ

วา” เปั่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแสดงออก

ให้รู้ว่าตนเองเริ่มมิพอใจแล้ว แต่คนที่กำลังเป็นประเด็น

หาได้รับรู้ถึงความรู้สึกไม่ ยังคงเอ่ยปากออกมาอย่างมิ

หยุดยั้ง

“เหอะ ที่แท้ก็มีสหายใหม่นี่เอง เดี๋ยวนี้เจ้าถึงกับ

ต้องลดตัวลงมาคบกับพวกขอทานแล้วเช่นนั้นหรือไปั๋ฮ

วา” หลินซีซีเอ่ยออกมาอย่างดูถูกพร้อมกับหันไปมอง

เปั่ยจินด้วยสายตาเหยียดหยาม

“เจ้า หยุดดูหมิ่นสหายข้า” ไปั๋ฮวาที่ได้ฟังหลินซีซีดู

ถูกสหายคนใหม่ของตนก็ร้อนที่จะตะหวาดออกไป

ทำให้หยางคงที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียง จึงรีบเดิน

เข้ามาด้านในทันที

“จินเออร์ ฮวาฮวา เกิดอันใดขึ้น ทำไมยังไม่ออกไป

เสียที ข้ารอพวกเจ้านานแล้วนะ” หยางคงเอ่ยออกมา

เมื่อเห็นว่าคุณหนูและสหายอย่างฮวาฮวากำลังยืนอยู่ใน

กลุ่มชาวบ้านคนอื่นๆ พร้อมกับดดนจับจ้องจากบุคคล

รอบๆ กาย

คุณหนูหลินซีซีและคุณหนูหลวนซินที่เห็นชายหยา

งคงเดินมา ข้างๆ ตนเองแล้วหยุดลง ต่างเอ่ยออกมา

พร้อมกัน ด้วยมิคิดว่าจะขวางทางใครอื่น

ต้องทวนความให้รู้ว่าหยางคงนั้นรูปร่างของเขา

คล้ายคุณชายเจ้าสำอางค์ยิ่งนัก แม้แต่การแต่งตัวยัง

ส่งเสริมไปในทางบัณฑิตคนหนึ่ง มิคล้ายผู้มีพลังปราณ

เมื่อทั้งสองเห็นจึงเผลอให้แสดงกิริยาบอบบาง ดั่ง

ดอกบัวขาวออกไป เพื่อเรียกร้องความเห็นใจ

“อ๊ะ คุณชายขออภัยเจ้าค่ะ” หลินซีซีและหลวนซิน

เอ่ยออกมาพร้อมกัน

เรียกให้หยางคงหันไปมองพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ

ในลำคออกมา เรียกความฉงนให้แก่ทั้งสองยิ่งนัก ด้วย

กลัวจะเกิดความเห็นต่างอันใดหรือไม่

“หึหึ” หยางคงหัวเราะออกมาเบาๆ

“ขออภัยพี่หยางเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาเบาๆ

เรียกความสงสัยให้แก่แม่นางทั้งสอง ที่เห็นถึงความ

สนิทสนมจากการเรียกขานชื่อหยางคงจากปากของไปั๋ฮ

วาทันที

ภาค 2 ตอนที่ 6 เพียงแค่ขอทานกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

หลังจากที่หยางคงโผล่มาตามทำให้ทั้งสองคนหลุด

พ้นจากหญิงสาวทั้งสองนางได้ ด้วยทั้งสองนางดอกบบัว

ขาวนั้นยังคงอยากรักษาความงามดั่งดอกบัวขาวของตน

ไว้ จึงมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ทั้งยังขอตัวแยกไปก่อน

ด้วยอ้างว่านัดสหายไว้อีกหลายคน กลัวจะเสียเวลามาก

กว่าเดิม

เหตุที่หยุดเพราะเจอสหายอย่างไปั๋ฮวา จึงอยากจะ

เชิญขึ้นไปจิบน้ำชาและทานของหวานด้วยกัน เมื่อเห็น

แม่นางทั้งสองเล่าออกมาเช่นนี้ หยางคงและเปั่ยจิน

รวมถึงไปั๋ฮวาก็ไร้คำจะพูด ด้วยอยากออกไปจากตรงนี้

เสียที จึงทำได้เพียงเงียบวาจาไว้มิได้เอ่ยค้านออกไป จึง

สามารถหลุดออกมาได้

เดินไปได้สักพัก ไปั๋ฮวาจึงเล่าให้เปั่ยจินและหยาง

คงฟังว่า ความสัมพันธ์ของตนเองและแม่นางดอกบัว

ขาวทั้งสองนั้น มิค่อยดีนัก ด้วยบุตรขุนนางและบุตร

พ่อค้าอย่างไรก็โดนเปรียบเทียบกันเสมอมา หากแต่ทุก

อาชีพล้วนมีบทบาทได้จากการที่ชินอ๋องและฮ่องเต้ต่าง

ให้ความสำคัญกับทุกอาชีพ

ซึ่งร้านแรกที่เปั่ยจินและหยางคงเข้า คงเป็นร้าน

อาภรณ์ โดยมีไปั๋ฮวาแนะนำ และที่สำคัญร้านอาภรณ์

ไปั๋ฉีคือร้านของไปั๋ฮวานั้นเอง

“คารวะคุณหนูไปั๋ขอรับ”

“คารวะเถ้าแก่เจ้าคะ นี่สหายของข้าคุณชายหยาง

คงและคุณหนูเปั่ยจินเจ้าคะเถ้าแก่”

“คารวะคุณชายและคุณหนูด้านหลังขอรับ ขออภัย

ที่ข้าน้อยเสียมารยาทขอรับ”

“คารวะเถ้าแก่เจ้าค่ะ/ขอรับ”

“เถ้าแก่เจ้าค่ะ วันนี้กิจการเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ”

“ดีขอรับลูกค้ายังคงให้ความสนใจในอาภรณ์ร้าน

เราเสมอ ยิ่งอาภรณ์ที่คุณหนูออกแบบยิ่งได้รับการตอบ

รับจากเหล่าสตรีมากมายขอรับ”

“ดีเจ้าค่ะ หากมีอันใด ให้คนมาสอบถามข้าได้ที่

คฤหาสน์ตระกูลไปั๋นะเจ้าคะ”

“ขอรับ เช่นนั้นวันนี้คุณหนูมีอันใดให้ข้ารับใช้หรือ”

“สหายข้ามาจากต่างแคว้นเจ้าค่ะ ข้าเลยพาพวก

เขามาเลือกชุดเสียหน่อย จะได้เข้ากับคนที่แคว้นของ

เรา”

“เอ่อ ได้ขอรับ เช่นนั้นคุณชาย คุณหนูต้องการ

อาภรณ์ชนิดใด สีใดขอรับ”

“ขอเป็นชุดผ้าไหม ส่วนสีของข้าขอเป็นสีฟั้าอ่อน

เจ้าค่ะ พี่หยางเล่าต้องการสีใดเจ้าคะ”

“ส่วนของข้าขอเป็นสีดำขอรับ”

“เถ้าแก่จัดมาตามนี้ อย่างละสามชุดได้เลยเจ้าค่ะ

อ่อ อีกอย่างข้าขอเชือกผูกผม สีตามชุดอย่างละสองเส้น

ด้วยนะเจ้าคะ อีกทั้งรองเท้าอย่างละสองคู่ขอเป็นสีดำ

สนิทหมดเจ้าค่ะ”

“ขอรับคุณหนู”

แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดเปั่ยจินเป็นคนจ่าย นา

นงมิใช่พวกชอบหยิบฉวยของคนอื่นมาเป็นของตนเอง

ในเมื่อชาตินี้ตั้งมั่นแล้วว่าจะเกิดมาเพื่อร่ำรวยและนอน

ใช้เงิน จะยอมให้เงินเป็นเล็กน้อยมาทำให้ภาพลักษณ์

ของนางดูขัดสนได้เช่นไรกัน

หลังจากที่ทั้งสามได้ชุดแต่งกายและผลัดเปลี่ยน

เป็นชุดของทางแค้วนต้าฉินเรียบร้อยแล้ว จึงออก

เดินทางเพื่อไปยังร้านต่อไปทันที

ระหว่างทางที่เดินดูตลาดและการใช้ชีวิตของคนแค้

วนต้าเฉียง สายตาของเปั่ยจินก็ได้หันไปมองกลุ่ม

ขอทานน้อยกลุ่มหนึ่งพอดี จึงหยุดและมองดูการกระทำ

ของกลุ่มขอทานน้อยพร้อมกับความคิดบางสิ่งในหัว

“นายท่านมีงานให้พวกข้าทำหรือไม่ขอรับ พวกข้า

ทำได้ทุกอย่าง แบกหาม เฝั้าของ ขนของ พวกข้าล้วน

ทำได้หมดขอรับ”

“ไม่มี ๆ หลีกๆ ออกไปจากหน้าร้านข้าซะเจ้าพวก

เด็กขอทาน”

“ขอรับ”

“พี่ใหญ่ทำยังไงดีขอรับ น้องเล็กยังไม่ได้กินข้าวเลย

จะหายปั่วยได้เยี่ยงไร”

“อืม เดี๋ยวข้าจะเดินไปเรื่อยๆ ต้องมีสักร้านที่ยินดี

รับพวกเราทำงาน มิเช่นนั้นก็ต้องถามว่ามีผู้ใดต้องการ

แรงงานขนของหรือไม่”

“ขอรับ”

หลังจากนั้นขอทานน้อยก็ได้เดินออกมาจากหน้า

ร้านนั้น พร้อมกับมานั่งลงข้างทางเช่นเดิม ในขณะที่

เปั่ยจินกำลังจะอ้าปากเอ่ย แต่เพียงแค่สบตา หยางคงก็

เดินนำออกไปเสียแล้ว

‘หน๊อยยย เจ้าบ้านี่ มิเคยจะฟังสิ่งที่นางเอ่ยเลยสัก

ครั้ง หึ’ เปั่ยจินได้แต่สบถในใจตามหลังออกไป ด้วยอยู่

ด้วยกันมานานเพียงแค่นางหยุดและจดจ้องสิ่งใด มีหรือ

คนอย่างหยางคงจะมิรรู้ แถมยังรู้และกวนอารมณ์นาง

เสียทุกครั้งไป

“นี่ เจ้าหนู” หยางคงเดินมาหยุดด้านหน้ากลุ่ม

ขอทานน้อย

“นายท่านเรียกพวกข้าหรือขอรับ” หนึ่งในพี่ใหญ่ที่

ดูโตสุดในกลุ่มเงยหน้าขึ้นมาและขานออกไป

“อืม ข้าอยากจ้างพวกเจ้าเฝั้าของให้นายท่านของ

ข้าสักหน่อย” หยางคงเอ่ยพร้อมกับชี้ไปยังเปั่ยจินและ

ไปั๋ฮวา

“จริงหรือขอรับ”

“จริงสิ หรือเจ้ามีปัญหาใด”

“เปล่าขอรับ พวกข้ายินดี เพียงแต่ว่า” ขอทาน

น้อยทำท่าทีมีพิรุธคล้ายกับต้องการเอ่ยบางสิ่งออกมา

แต่เกรงกลัวสายตาของข้ารับใช้อีกนางข้างหลังหยางคง

เปั่ยจินและไปั๋ฮวาจึงเดินมายังกลุ่มของขอทาน

น้อยและหยางคงยืนตกลงกันอยู่

“เหล่านายท่านของข้าจ้างพวกเจ้า แต่พวกเจ้ายังมี

ข้อแม้เช่นนั้นหรือ” เหมยซินข้ารับใช้ข้างกายของไปั๋ฮวา

เอ่ยออกมาด้วยท่าทางถือดี

“เปล่าขอรับ เอ่อ…” เหล่าขอทานน้อยแทบจะก้ม

หน้าลงไปติดพื้นหากมิติดว่าในอ้อมกอดของเขายังมีเด็ก

น้อยอีกคนอยู่

ได้เห็นและได้ฟังเช่นนั้น ไปั๋ฮวาจึงพอจะรู้ว่าเหมย

ซินทำเกินฐานะของตนเองไปแล้ว จึงเอ่ยปรามออกมา

“พี่เหมยเจ้าค่ะ”

“ขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู” เหมยซินนที่รับรู้ว่าตนเอง

ได้ทำเกินไปจากเสียงปรามของเจ้านายตนเอง จึงเอ่ย

ขอโทษออกมา เพียงแต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้น คงต้อง

ตัดสินกันเอาเองว่า สำนึกแค่ไหนกัน

เปั่ยจินจะไม่ยุ่ง หากแต่ล้ำเส้นนางเกินกว่าจะทนได้

เมื่อใด นางจะแสดงให้เห็นว่านายและบ่าวนั้นต่างกัน

เช่นไร หากบ่าวมิดี ก็มิสมควรพกไว้ติดตัว รั้นแต่จะทำ

ให้เจ้านายอย่างไปั๋ฮวาเสียหาย

“ขอโทษแทนคนของข้าด้วยเจ้าค่ะ นางเพียงทำ

เกินหน้าที่ไปหน่อย ล้วนมาจากความห่วงใยในตัวข้า”

ไปั๋ฮวาเลือกที่จะออกตัวให้กับเหมยซิน ด้วยเพราะ

ตั้งแต่แม่นมของนางตายจากไป ก็มีเพียงเหมยซินและ

เหมยซานที่ติดตามดูแลนางมาตลอด ส่วนในวันนี้นั้น

เหมยซานมิได้ออกมาด้วย เพราะไม่สบาย นางจึงมิ

อยากให้เหมยซานออกมา

เหมยซิน มีความรู้รอบตัวมากมาย เอาใจคนเก่ง

และมีความจงรักภักดี เพียงแต่ในบางครั้งกลับปากมาก

ไปเสียหน่อย นางจึงเลือกให้เหมยซานที่เป็นคนพูดน้อย

มีกฏระเบียบ เป็นคนติดตามออกไปไหนมาไหนข้าง

นอกมากกว่า

“อืม มิเป็นไร” เปั่ยจินเอ่ยตอบกลับไป

เมื่อเห็นว่าเหมยซินโดนตำหนิแล้ว หยางคงจึงหัน

มาสนใจกลุ่มขอทานต่อ

“ว่าอย่างไร เจ้ามีอันใด” หยางคงเอ่ยถามออกไป

“คือ ข้าน้อยอยากทราบว่าท่านจะจ้างพวกข้า

เท่าไหร่ขอรับ” ขอทานน้อยถามออกมา

“จนกว่าพวกข้าจะกลับมา หนึ่งชั่วยาม ข้าจะให้

พวกเจ้า หนึ่งตำลึงเงิน” หยางคงเอ่ยตอบออกไปอีกครั้ง

“มาก มากไปขอรับ” ขอทานน้อยพวกนี้ แม้นจะมิ

รู้หนังสือและยากจน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับนั้นคือ

ความสามารถในเรื่องการคำนวณ ด้วยการขอทานหาก

มีมิความรู้เรื่องเงินก็จะโดนนายจ้างและเหล่าผู้มีอาชีพ

ต่างๆ หลอกเอาได้

“ทำงานก็สมควรได้รับค่าแรงที่สมควร หากเจ้ามิ

รับ ข้าก็มิจ้าง”

“ต่ะ…แต่ว่านายท่านขอรับ”

“เหล่านายท่านยินดีให้พวกเจ้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็

รับไว้เสียอย่าได้มากเรื่อง” เหมยซินเอ่ยออกมาอีกครา

รอบนี้ทำให้เหล่าขอทานน้อยเอ่ยยอมรับและมิต่อรอง

อีก

“เช่นนั้นขอบพระคุณขอรับ” เหล่าขอทานน้อยก้ม

ตัวเอาหัวโขกพื้นเพื่อขอบคุณพวกนาง และแน่นอนว่า

หยางคงได้บอกให้หยุดและให้เปลี่ยนเป็นทำหน้าที่ของ

ตนเองให้ดีก็พอ เพราะคุณหนูของตนมิชอบให้ใครมา

โขกหัวให้

“เหตุใดเล่าจินเออร์”

“เช่นนั้นเหตุใดเล่า จึงต้องทำ มิใช่ว่าทำงานแลก

เงินหรอกหรือ อีกทั้งเข่าของบุรุษมีควรเสียให้ใครง่ายๆ

มิใช่หรือ อีกทั้งวิธีการทำความเคารพหรือขอบคุณมี

มากมายนัก ข้ามิใช่คนที่ชอบข่มเหงผู้อื่น”

“เจ้า…หืมม ข้าเข้าใจแล้วล่ะ” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมา

พร้อมกับยิ้มรับ ในใจของนางรู้สึกว่าสหายของนางผู้นี้

ยิ่งน่าคบหามากกว่าเดิมขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งนัก

“อืม เช่นนั้นพวกเราไปเที่ยวต่อกันเถิด”

อันที่จริงนางเลือกที่จะให้เงินพวกเขาก่อนก็ได้

เพียงแต่จากอากัปกิริยาเมื่อครู่แล้ว เหล่าขอทานน้อย

ต่างมีศักดิ์ศรีของตนเอง เพียงแค่นางจ้างพวกเขาใน

ราคานี้ ย่อมมีความสงสัยแน่แล้ว

เช่นนั้นจึงมิควรโจ่งแจ้งจนเกินไป อีกทั้งนางยังเป็น

คนนอก หากมือยาวมากเกินไป จะเกิดปัญหาตามมา

เสียก็ได้ เช่นนั้น

ภาค 2 ตอนที่ 7 ผู้มีพระคุณ

หลังจากที่กลุ่มของเปั่ยจินกลับมา ก็ได้ซื้อซาลาเปา

มาจำนวนมาก เกินกว่าจำนวนคน ด้วยตั้งใจนำมามอบ

แก่กลุ่มขอทานน้อยเหล่านั้น

“คารวะขอรับนายท่าน” พี่ใหญ่หนึ่งในกลุ่ม

ขอทานน้อยเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่าคนนายจ้างตนเอง

กลับมาแล้ว นั้นหมายถึงว่า พวกตนกำลังจะได้เงินเพื่อ

นำไปรักษาน้องเล็ก

“อืม รับเงินไปสิ” หยางคงยื่นเงินให้แก่ขอทาน

น้อย โดยใส่ในถุงเงินเอาไว้

“อ่ะ ข้าซื้อมามากเกินไปพวกเจ้ารับไปเสีย” เปั่ย

จินได้โอกาสจึงยื่นซาลาเปา ให้กับกลุ่มขอทานน้อย

เช่นกัน

“เอ่อ” เหล่าขอทานน้อยลังเลที่จะยื่นมือไปรับ เด็ก

น้อยต่างหันไปมองพี่ใหญ่ของตน เพื่อให้ตัดสินใจว่าจะ

รับหรือไม่รับ

เปั่ยจินที่เห็นเช่นนั้นก็พอใจยิ่ง ที่ขอทานน้อย

เหล่านี้ มิได้มีความละโมบ และแย่งชิงกัน ทั้งยังให้ผู้

เป็นพี่ใหญ่ได้ตัดสินใจก่อนต่างหาก เพียงแต่นางเองก็

อยากทดสอบ…

“เช่นนั้นก็ทิ้งเสียเถิด” นางมิจำเป็นต้องพูดหลาย

รอบ หากมิรับความปรารถนาดีจากนางๆ ก็มิว่า

“อ่ะ รับขอรับ พวกข้ารับไว้อย่างทิ้งเลยขอรับ

เช่นนั้นข้าและเหล่าน้องๆ ขอบพระคุณนายท่านขอรับ

พวกข้าขอตัวก่อนนะขอรับ น้องๆ ของข้ามิสบายข้าจะ

รีบนำเขาไปหาหมอ” แน่นอนว่าพี่ใหญ่ของกลุ่มขอทาน

น้อยนั้น หาได้ไร้ซึ่งประสบการณ์ในชีวิต การเป็น

ขอทานและมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ เขาผ่านอะไร

มาเยอะมากมายนัก ใช่ว่าจะมองคนมิออก เพียงแต่

จุดประสงค์ที่กลุ่มคนเหล่านี้ยื่นมา ช่างไร้สาเหตุ โลกใบ

นี้สอนให้เขารู้ว่า ทุกสิ่งล้วนต้องใช้สิ่งใดแลกมาเสมอ

เช่นเดียวกับครอบครัวของเขาที่ต้องแลกไป

“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าพักอยู่ที่ใด” เปั่ยจินเอ่ยขัด

กลุ่มขอทานน้อยก่อนที่ทั้งหมดกำลังจะเดินจากไป เห็น

ได้ชัดว่าความคิดความอ่านขอเด็กหนุ่มคนนี้น่าสนใจยิ่ง

นัก

จากนั้นจึงยื่นมือไปลูบหัวเด็กน้อยที่ไม่สบายเบาๆ

คนที่ไร้ซึ่งพลังปราณหรือมีพลังปราณต่ำกว่าเปั่ยจิน

อาจจะมองมิออกว่านางกำลังช่วยรักษาเบื้องต้นให้กับ

เด็กคนนี้ พลังชีวิตที่เหลือน้อยเต็มที หากไปถึงร้านยา

หรือโรงหมอ หมอที่รักษาคงปฏิเสธอยู่ดี ด้วยรู้ว่ามิว่า

สมุนไพรหรือยาใดๆ คงมิอาจยื้อชีวิตเด็กคนนี้ได้

นางมิรู้ว่าเด็กคนนี้โดนพิษอันใดมา คนที่ทำช่าง

โหดเหี้ยมและอาฆาตยิ่งนัก ต้องการให้เจ้าตัวน้อย

ค่อยๆ เจ็บปวดจนจากไปในที่สุด แม้จะมิใช่พิษที่

ร้ายแรงที่สุด แต่หากใช้กับเด็กไม่กี่หนาวก็ถือว่าโหดร้าย

เกินจะทน

“ตรอกขอทานขอรับ ชาวบ้านที่นี่รู้จักทุกคน หาก

ท่านต้องการจ้างงานพวกข้าสามารถไปที่นั่นได้เลย

ขอรับ” หัวหน้าเด็กน้อยชะงักไปขณะหนึ่ง เมื่อเห็นว่า

คุณหนูที่จ้างตนเอง เอามือมาสัมผัสน้องชายคนเล็กของ

ตนเอง

แต่หากจะทำร้ายน้องชายตน ตนเองก็พร้อมจะสู้

แม้จะต้องตายไป แต่มากกว่าครึ่งของความรู้สึกของเขา

มันกำลังบอกว่าปล่อยให้คุณหนูท่านนี้ลูบหัวน้องตนเอง

ได้

เปั่ยจินที่ทำการถ่ายพลังปราณและถอนพิษให้แก่

เด็กน้อย เหลือบมองพี่ใหญ่ที่กำลังอุ้มเด็กน้อยด้วย

ปรายหางตาแล้วยกยิ้มมุมปากเบาๆ

ทักษะการมองคนของเจ้าเด็กนี้ถือว่าใช้ได้ทีเดียว

เมื่อเห็นว่าอาการของเด็กน้อยคงที่แล้วนางจึงละมือ

ออกและถอยออกมาเล็กน้อย

“อืม ไปเถิด” หลังจากชักมือกลับมา จึงหันไป

สบตากับหยางคง และพยักหน้าให้เด็กน้อยเบาๆ

“ขอบพระคุณมากๆ ขอรับ เช่นนั้นพวกข้าขอลา

ก่อน” กลุ่มขอทานน้อยรีบวิ่งออกไป เพื่อมุ่งหน้าไปยัง

ร้านยาเพื่อรักษาน้องชายของตนเองทันที

คุณหนูทำเช่นนี้อีกแล้วนะขอรับ หยางคงส่งพลังจิต

ออกไป เพื่อเตือนคุณหนูของตนเอง ด้วยกลัวว่าในการ

ใช้พลังแต่ละครั้งคุณหนูต้องเสียพลังปราณไปมากแค่

ไหน มิอยากให้เกิดอันตรายใดๆ กับคุณหนูของตน

ยามเว้ย (เวลา13.00-14.59 น.) หลังจากเดินเล่น

มาได้สักพักและจัดการซ์้อของที่ต้องการแล้ว ไปั่ฮวาจึง

แนะนำให้เปั่ยจินและหยางคงเข้าพัก ณ โรงเตี๊ยมของ

นางอีกเช่นเคย เป็นอันว่าตระกูลไปั๋คือตระกูลค้าขายที่

ทำกิจการเกือบจะครอบคลุมในทุกด้าน

“จินเออร์ เช่นนั้นเย็นนี้ไปทานข้าวบ้านข้าหรือไม่”

ไปั๋ฮวาเอ่ยชวนสหายออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ มิได้กลัว

คนตรงหน้ามิไป เพียงแต่กลัวว่าหากคนตรงหน้ายินดี

แล้วคนที่จวนจะยินดีหรือไม่ แต่เช่นไรก็แล้วแต่ นาง

ต้องการสหายจริงๆ

“ไว้วันหลังเถิด ข้าเหนื่อยมากอยากพัก” เปั่ยจิน

เอ่ยปฏิเสธออกมาด้วยเพราะวันนี้เจอเรื่องต่างๆ

มากมาย อีกทั้งยังเสียพลังไปมากนักจากการรักษาเด็ก

น้อยคนนั้น จึงอยากพักผ่อนจริงๆ

“เช่นนั้นหรือ งั้นพรุ่งนี้ละ” ไปั๋ฮวาเข้าใจเปั่ยจิน

เพียงแต่ก็ยังอดคาดหวังมิได้ อยากให้คนตรงหน้าได้รู้จัก

กับครอบครัวของตนเองบ้าง

“อืมๆ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน” เปั่ยจินเห็นเช่นนั้นจึงรีบ

เอ่ยตกลง เพื่อต้องการให้ไปั๋ฮวาปล่อยนางไปเสียที นาง

อยากเข้าไปฟืนฟูพลังตนเองเสียที ไม่เช่นนั้น หยางคง

คงส่งสารรายงานครอบครัวของนางแน่ หากเห็นว่านาง

เป็นเช่นนี้

“ได้ เช่นนั้นข้าลาก่อน เชิญพวกเจ้าพักผ่อน” ไปั๋ฮ

วาที่รับรู้แล้ว จึงมิได้ตามตื้ออีกต่อไป

“อืม ลาก่อน”

หลังจากที่ไปั๋ฮวาจากไป เปั่ยจินก็ได้เข้าสู่มิติทันที

ส่วนหยางคงนั้นรู้หน้าที่ของตนเอง จึงนั่งรอคุณหนูของ

ตนในห้องเงียบๆ มิได้ออกไปไหน ปั้องกันการเกิดเหตุที่

มิคาดคิดขึ้นมาภายหลัง

ไม่นานนัก เปั่ยจินก็ออกมาจากมิติของตนเองด้วย

พลังปราณที่เต็มเปียม เมื่อออกมาจากมิติก็ได้นำอาหาร

ออกมาให้หยางคงได้ทานด้วย

ในตอนนี้นั้นนางสามารถทำอาหารภายในมิติได้

แล้ว ดังนั้นจึงทำออกมาด้วยเสียเลย จะได้มิเสียเวลาใน

การรออาหารจากโรงเตี๊ยม

“พี่หยาง ท่านว่าเราจะสามารถช่วยเหลือผู้คนที่นี่

ได้หรือไม่” เปั่ยจินถามออกไปพลางคีบอาหารเข้าปาก

ไปพลาง

“มิใช่ว่าคือกลุ่มขอทานน้อยที่คุณหนูกล่าวถึง”

หยางคงเงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะทานข้าวและเอ่ยถาม

ออกมา

“เจ้าค่ะ ข้าสัมผัสได้ว่าพวกเขาน่าสนใจ” เปั่ยจิน

เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มิได้ให้ความสนใจจน

มากไปนัก แต่ก็มิได้เอ่ยติดเล่นจนเกินไป ทำให้หยางคง

รับรู้ถึงน้ำเสียงที่จริงจังนั้นได้

“เช่นนั้นเราคงต้องสืบให้ดีก่อนกระมัง มิใช่ว่าท่าน

ลืมจุดประสงค์หลักของพวกเราไปแล้วหรือ” หยางคง

เอ่ยเตือนสติเปั่ยจินอีกครั้ง

“ไม่ลืมๆ เพียงแต่…ข้าคงปล่อยให้เวลาดำเนินไป

ตามที่มันจะเป็น ไม่ใช่ว่าชีวิตนี้ของข้าเพิ่งได้เริ่มต้น

หรอกหรือเจ้าคะ แล้วก็…”

“ตามใจเจ้าๆ เช่นนั้นอาบน้ำแล้วพักผ่อนเถิด ข้าไป

ล่ะ” หยางคงเอ่ยตัดบทสนทนาทันที

“ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะพี่หยาง” เปั่ยจินรับรู้ว่าหยางคง

นั้นเข้าใจทุกอย่างดีที่สุดเสมอ ว่าแต่นางทำไปกันทำไม

นะ หืมม

“ขอรับ ราตรีสวัสดิ์” หยางคงเอ่ยลาออกมา ด้วย

เพราะอยู่กับเปั่ยจินมานาน จึงได้คำพูดใหม่ๆ เสมอมา

จนเผลอเอ่ยออกไปจนเคยชิน

เจ้าวันรุ่งขึ้น ไปั๋ฮวาตัดสินใจออกมาหาเปั่ยจินตาม

ที่นัดไว้และชวนไปทานข้าวที่บ้านตนเอง ระหว่างทาง

นั้นไปั๋ฮวาต่างก็กังวลว่าเปั่ยจินจะไปกับตนเองหรือไม่

ครอบครัวของนางจะปฏิบัติต่อสหายใหม่ของตนเองเช่น

ไร

เปั่ยจินและหยางคงที่มารออยู่นานแล้วก็ให้เดินไป

รอหน้าโรงเตี๊ยมเพราะสงสัยว่าเหตุใด รถม้ามาถึงแล้ว

แต่คนด้านในถึงยังมิลงมาเสียที หรือคนไม่มาแต่ให้ม้า

มารับ เหตุใดถึงเงียบเช่นนี้

เพียงแต่ไม่นานนักหลังจากที่เปั่ยจินและหยางคงส่ง

พลังไปสัมผัสดูกลับพบว่าไปั๋ฮวายังคงนั่งเหม่ออยู่ด้าน

ใน เหตุใดหญิงสาวนางนี้ถึงมีเรื่องราวให้คิดมากเสียจริง

หากหยางคงได้ยินสิ่งที่เปั่ยจินคิด คงจะตอบกลับ

ให้ว่า เพราะท่านมิเคยคิดเรื่องใดต่างหากคุณหนู

ซึ่งเปั่ยจินและหยางคงเมื่อเห็นดังนั้นก็มิได้เข้าไป

ทำเพียงรอให้คนด้านในลงมาหาพวกตน สาวใช้ข้างกาย

ของนางที่เห็นว่าเจ้านายของตนเองนั่งนิ่งนานเกินไป

แล้วจึงเอ่ยเรียกสติ ไปั๋ฮวาจึงรับรู้ว่าตนเองเสียมารยาท

ไปแล้ว

เมื่อไปั๋ฮวาลงมาด้านล่างแล้วก็ทำการขออภัยแก่คน

ทั้งสอง จากนั้นจึงพากันขึ้นรถมากลับไปยังคฤหาสน์

ของตนเองทันที ให้ทันกินอาหารมื้อเช้า ซึ่งทั้งสองก็มิได้

ถือสาใดๆ ในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ต่างพากันคุย

เรื่องราวต่างๆ ของแคว้นจนมาถึงคฤหาสน์

ภาค 2 ตอนที่ 8 ตอบแทน

คฤหาสน์ตระกูลไปั๋ เปั่ยจินยินยอมไปตามคำเชิญ

ของคุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวา ในการทานมื้อเช้าที่นี่ แทนที่จะ

รับที่โรงเตี๊ยม

“นี่บ้านเจ้าหรือ” ยามเมื่อรถม้าจอดนิ่งสนิท หน้า

คฤหาสน์ใหญ่ เปั่ยจินอดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกไป

ประตูทางเข้าที่สูงและแน่นหนา ด้านซ้ายและขวามี

รูปปันสิงโตยืนกำลังคำราม มองข้ามไปด้านในกำแพง

ใหญ่ ยังคงเห็นต้นหลิวขนาดใหญ่ อีกสองต้นกำลังโบก

สะบัดกิ่งก้านใบ ไปตามสายลม เรียกความอบอุ่นและ

ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ พ่อค้าใหญ่แห่งแค้วนต้าเฉียงจริงๆ

“อืม เข้าไปด้านในเถิด” ไปั๋ฮวาตอบรับคำถาม

ด้วยประโยคสั้นๆ แล้วเดินนำทั้งสองเข้าไปยังด้านในฝ

แค่พริบตาเดียวไปั๋ฮวาที่เปั่ยจินและหยางคงรู้จักก็ราว

กับเปลี่ยนไปเป็นอีกคน

กิริยามารยาทที่แสดงออกมา ราวกับคุณหนูตระกูล

ใหญ่ ยิ่งนักพูดตรงๆ หยางคงและเปั่ยจินต่างหันมา

สบตากัน เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองต่างคิดตรงกันว่า ไปั๋ฮวา

ช่างดูสูงส่งยิ่งนัก อีกทั้งกิริยาที่แสดงออกมา ช่างดู

เหมาะสมกว่านางที่เป็นเชื้อพระวงศ์เสียอีก

เดินมาได้พักพัก ก็มาหยุดด้านหน้าห้องโถงใหญ่

ของตระกูล ซึ่งมีพ่อบ้านของคฤหาสน์รออยู่

คารวะคุณหนูใหญ่ขอรับ นายท่านรออยู่ด้านใน

ขอรับ พ่อบ้านใหญ่เอ่ยออกมาพลางเหลือบสายตาไปยัง

ด้านหลังคุณหนูของตนและโน้มตัวลงคารวะเบาๆ

คล้ายกับมิได้ให้ความสนใจในตัวของแขกที่มาเยือน

ตระกลมากนัก

เปั่ยจินและหยางคงนั้นก็ให้รู้สึกแปลกๆ เพียงแต่ก็

มิไก้ถือสาอันใดนัก จึงปล่อยไป นางมิอยากมีปัญหากับ

ครอบครัวของสหายทั้งแต่วันแรกที่มาถึงนัก

เมื่อเข้ามาถึงห้องทั้งสองจึงได้ทำความเคารพผู้นำ

ตระกูลไปั๋

“คารวะผู้นำตระกูลไปั๋และฮูหยินตระกูลไปั๋เจ้าค่ะ/

ขอรับ” เปั่ยจินและหยางคงเอ่ยออกมาด้วยกิริยาและ

การอบรมจากตระกูลใหญ่เช่นกัน

มิใช่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรอกหรือ

ข้าก็เป็นให้พวกท่านได้เช่นกัน หึหึ

“อืม” นายท่านและฮูหยินตระกูลไปั๋เอ่ยออกมา

‘คนตระกูลนี้ พูดเป็นแค่คำว่าอืมหรืออย่างไรกัน

พี่หยาง เปั่ยจินส่งกระแสจิตถามหยางคง’

‘นั้นสิขอรับ น่าหมั่นไส้เสียจริง’ หยางคงตอบ

กลับไปแล้วหันไปมองตาเปั่ยจินเพื่อสื่อความหมาย

“เช่นนั้นข้าว่าเราทานข้าวกันก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านพี่

ฮวาเออร์ คุณหนูและคุณชายหยางด้วยนะเจ้าค่ะ” ฮู

หยินไปั๋เกรงว่าแขกของบุตรสาวจะรู้สึกมิดี จึงเอ่ย

ออกมาเสียหลายคำ

“นี่ๆ ฮวาฮวา ครอบครัวของเจ้าเคร่งเครียดเช่นนี้

ตลอดเวลาเลยหรือ” เปั่ยจินกระซิบถามไปั๋ฮวาหลังจาก

ที่ทุกคนเดินนำไปห้องทานอาหาร

“เปล่าหรอก ไว้ทานข้าวเสร็จ ไปนั่งเล่นแล้วข้าจะ

เล่าให้ฟัง”

“อืมๆ”

ระหว่างทานข้าวนั้นก็มิมีใครเอ่ยอันใดออกมา ทำ

ให้เปั่ยจินและหยางคงรู้สึกอึดอัดแปลกๆ แต่นั้นแหละ

ทั้งคู่ทางมิได้สนใจมากนัก ด้วยก่อนหน้านี้ทั้งสองก็เคย

เผชิญเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว จึงพากันนั่งทานด้วย

ความรื่นเริง

หลังจากทานข้าวเสร็จ นายท่านและฮูหยินก็แยก

ย้ายกันไป ปล่อยให้ทั้งสามคนไปนั่งรับลมเล่นสายลมที่

พัดเข้ามาที่เก๋งรับรอง ปลิวสะบัดพัดม่านที่แขวนอยู่

รอบๆ ให้พลิ้วไหวไปมา หากคนที่มองผ่านม่านจากด้าน

นอกเข้ามา จะเห็นว่ามีสตรีสองนางที่เอนกายพิงตั่งอยู่

ด้วยกิริยาเกียจคร้าน และอีกหนึ่งบุรษกำลังหาความ

สำราญด้วยการนั่งวาดภาพสตรีทั้งสองนางอยู่

“ความจริงแล้วข้านะ…มีน้องชายคนหนึ่ง เพียงแต่

เขาถูกพิษเล่นงาน ท่านพ่อและคนอื่นๆ จึงเคร่งเครียด

ไปบ้างก็เท่านั้นเอง” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่ดู

คล้ายจะมิใช่เรื่องของตนเอง ทว่าขณะเอ่ยออกมานั้น

ความเศร้าที่สื่อผ่านแววตาช่างน่าสงสารกว่าคนที่นอน

ปั่วยเสียอีก มิรู้ว่าบิดามารดาของนางจะรับรู้ในเรื่องนี้

หรือไม่

ก็ไอ้การที่บิดามารดารักบุตรมิเท่ากัน รักบุตรชาย

มากกว่าบุตรหญิงนั้น ก็เป็นสิ่งที่พบเจอได้ในโลกยุคนี้

เสียด้วยสิ กระทั่งบิดามารดาของนางเอง เมื่อในอดีตก็

โดนมามิต่างกัน

“แต่เจ้าดู…” ขณะที่เปั่ยจินกำลังจะเอ่ยถาม

เรื่องราวออกไปนั้น

“ข้ามิได้เที่ยวเล่นไปวันๆ ตามที่ทุกคนเอาไปเล่าลือ

หรอก ข้านะพยายามตามหาสมุนไพรที่สามารถรักษาได้

พิษของเด็กคนนั้นได้ต่างหาก แต่แค่เพียงเพราะข้าคือ

สตรีเช่นนั้นหรือ ทุกคนจึงล้วนหน่ายหน้าหนีกันเสีย

หมด เอาแต่คิดว่าข้านะ ทำเล่นๆ เป็นสตรีที่มิเหมาะสม

ไปเสียได้ ฮ่าๆ ”

“อ่า เป็นเช่นนั้น” เปั่ยจินที่อับจนคำพูดจะกล่าว

ออกมาอีก เพราะตนเองก็เป็นสตรีที่มิได้เป็นสตรี

เช่นเดียวกันนัก จึงมิอาจแนะนำคนอื่นได้ จึงได้แต่แสดง

ความเห็นใจออกไป อีกทั้งเรื่องราวในบ้านของคนอื่น

หากมิมีสิ่งใดที่รั้งให้ข้องแวะกันแล้ว นางย่อมมิยินดีจะ

เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด

“แล้วเหตุใดเจ้ามิเอ่ยออกมาดีๆ” หยางคงที่นั่งฟัง

มานานอดมิได้ที่จะถามออกมา จึงละมือตนเองออกจาก

พู่กันที่กำลังวาดภาพหญิงสาวอยู่ ด้วยนิสัยผู้หญิงเช่น

พวกนางๆ เขาก็คร้านจะยึดตาม อยากรู้หรือสงสัยเรื่อง

ใด ก็เพียงแค่เอ่ยออกมาก็จบ

“จะให้ข้าเอ่ยเรื่องใดออกมาเล่าพี่หยาง หากข้าเอ่ย

ออกมาแล้วใครเล่าจะเชื่อข้า” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วย

น้ำเสียงราบเรียบ บ่งบอกมิได้ว่ากำลังน้อยใจ เสียใจ

หรือกำลังเอ่ยเพื่อบอกเหตุผลที่เคยเผชิญมาของนางใน

ครั้งก่อนๆ

“อืม นั้นสินะ” เมื่อหยางคงได้ฟังเช่นนั้นก็พอจะ

เข้าใจเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น อย่างว่าละนะ ตระกูลเปั่

ยของคุณหนูและคนรอบกายของพวกเขานั้น ได้แนวคิด

การเลี้ยงดูและดูแลแบบเท่าเทียมและรับฟังมาจาก

ประสบการณ์ที่ผ่านมาเช่นกัน

แต่เพียงแค่พริบตาเดียวคนที่บอกว่าจะมิเข้าไปยุ่ง

เกี่ยวในเรื่องในบ้านของคนอื่น กลับเอ่ยประโยคเสนอ

ตัวช่วยเหลือออกมาอย่าง่ายดาย รั้งให้คนที่กำลังจับ

พู่กันเพื่อวาดภาพ ถึงกับลากเส้นพลาดกันเลยทีเดียว

“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าเอง” เปั่ยจินเอนตัวนั่งหลังตรง

และยกมือขึ้นมา ทำท่าทางมั่นใจกำหมัดแน่นและ

ตะโกนออกมาเบาๆ ว่าสู้เว้ย เอ้ย มิใช่

“ห๊ะ เจ้าว่าอย่างไรนะ แล้วไอ้ท่าทางแปลก

ประหลาดของเจ้าคืออันใดกันจินเออร์” ไปั่ฮวาเอ่ยถาม

ออกมาเมื่อได้ยินการสนทนาแปลกๆ พร้อมกับท่าทางที่

กำลังชูมือชูแขนนั้นอีก ช่างแปลกคนเสียจริง

“คุณหนูขอรับ เก็บไม้เก็บมือท่านเถิด” หยางคงที่

เห็นกิริยาของคุณหนูตนเองแล้วก็อดที่เอ่ยปรามมิได้

หากบรรดานายท่านมาเห็นคงเรียกเข้าไปสั่งสอนเสียยก

ใหญ่เป็นแน่

“หึยยย พวกเจ้านี่นะ” หลังจากเปั่ยจินเอาแขนลง

แล้ว ก็เรียกเสียงขบขันให้แก่หยางคงและไปั๋ฮวาได้มิ

น้อยทีเดียว

“จริงรึ”เสียงของไปั๋ฮวาที่ถามออกมาเต็มไปด้วย

น้ำเสียงแห่งความสงสัย ปรารถนา และคาดหวังในสิ่งที่

ตนเองได้ยิน

จะกี่หมอกี่นักบวชกี่นักพรตที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่าน

ไป ตระกูลของนางล้วนยินยอม จะเสียทรัพย์สินไปมาก

เพียงใด หากสามารถยื้อวิญญาณของน้องชายนางได้

ทุกคนล้วนยินดี

แต่ที่ผ่านมาล้วนมีแต่ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

สิ่งเดียวที่ยังคงหล่อเลี้ยงจิตใจบิดามารดาของนางได้นั้น

คือความรักที่พวกเขามีต่อน้องชายของนางผู้นั้น ไปั๋

หยวนที่ใครๆ ต่างรักใคร่ แม้แต่นางก็ตาม

“ล้อเจ้าเล่นแล้วข้าได้จวนใหม่หรือไม่” เปั่ยจินเอ่ย

ออกไปอย่างหยอกล้ออีกฝั่าย

“ก็ไม่”

“เช่นนั้นเจ้าว่าข้าล้อเล่นหรือไม่”

“ไม่….เช่นนั้นทำไมละ เจ้าทำไปเพื่ออันใดกัน”

คุณหนูใหญ่อย่างไปั๋ฮวายังคงเอ่ยออกไปด้วยสีหน้างุนงง

เช่นเดิม

นางมิเคยเห็นผู้ใดทำสิ่งใดลงหากสิ่งนั้นมิได้

ประโยชน์กลับมา แม้กระทั่งสหายที่นางคบหามาหลาย

ปี เมื่อเห็นว่านางไร้ประโยชน์ก็พร้อมจะจากไป

นางมิได้หมายรวมไปถึงทุกคนบนโลกใบนี้ นางนะ

เชื่อว่าต้องมีสักวันที่นางจะได้รับความหวังดีที่มิได้

ต้องการสิ่งใดตอบแทนกลับแบบที่นางกระทำลงไปบ้าง

แต่สวรรค์จะดลให้สิ่งนั้นเกิดกับนางไวเช่นนั้นเชียว

หรือ แม้กระทั่งโลกใบนี้…นางจะมีโอกาสเช่นนั้นหรือ

“ก็สาบานการเป็นสหายกันแล้วมิใช่รึ” เปั่ยจินมอง

ไปยังใบหน้าที่แฝงไปด้วยคำถามมากมายเกิดขึ้น

นางมิแน่ใจว่าคนตรงข้ามกำลังคิดสิ่งใด และมิใช่

เรื่องที่นางต้องอยากรู้เช่นกัน

“อืม เข้าใจแล้วละ ขอบคุณเจ้ามาก” เช่นนั้นหาก

สวรรค์ส่งสหายคนนี้มาให้นางจริงๆ นางจะลองเชื่อใจ

สักครั้ง

ไปั๋ฮวาบอกกกับตัวเองเสมอมาว่า หากตนเองมอบ

ความจริงใจให้กับผู้ใดไปแล้ว สักวันเขาจะมองเห็นและ

มอบมันกลับมาให้นางเช่นกัน เพียงแต่ไม่นานความ

คาดหวังของนางก็หายไป เหลือเพียงสิ่งที่หยิบยื่นให้

ผู้อื่นด้วยความเคยชิน

“เช่นนั้นก็คงต้องเริ่มจากการรู้ว่าน้องชายเจ้าโดน

พิษชนิดใดเล่นงานก่อนสินะ”

“หมื่นโลกาพันทิวานิรันดร์” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมา

ทำให้เปั่ยจินที่ได้ยินชื่อพิษถึงกับนั่งอึ้งไปชั่วขณะ

และหันไปยังหยางคงทันที

“พิษอันใดกัน ทำไมมันดูเรียกยากเช่นนี้เล่าเจ้าคะ

พี่หยาง”

“ข้าจะรายงานท่านจินหลงว่าเจ้านะจำตำราพิษ

มิได้” เห่ออ คุณหนู ท่านนี่มันเหลือเกินจริงเชียว

และยังพูดมิทันจบก็ได้มีสิ่งหนึ่งลอยมาทันที หยาง

คงที่มิทันได้ระวังจึงเสนอตัวรับไปเต็มๆ

“ปั้าบบ” เสียงพัดในมือของจินเออร์ที่ลอยไปโดน

หลังของหยางคง

“อั๊กกก จินเออร์ เจ้าจะโหดร้ายเกินไปหรือไม่ ข้า

เจ็บนะ”

“ใครใช้ให้เจ้าขี้ฟั้องกันเล่า”

“ก็เจ้าอ่านไม่จบทำไมเล่า”

“คิคิ” ไปั๋ฮวาหัวเราะออกมา มองดูการกระทำของ

จินเออร์และหยางคงที่หยอกล้อกันไปมา

“เจ้าขำอันใดฮวาฮวา” เปั่ยจินที่เห็นเช่นนั้น จึงหัน

มาถามสหายใหม่ของตนด้วยใบหน้าแง่งอน

“ก็พวกเจ้านะ…เป็นพี่น้องที่ดูรักกันดีนะสิ” ไปั๋ฮวา

เอ่ยตอบออกไป

“อืมมม รักกันมากกก ช่างพวกข้าพี่น้องเถิด เจ้า

อย่าไปสนใจเลย เมื่อน้องเจ้าฟืนขึ้นมาเจ้าก็จะมีเพื่อน

เล่นเช่นข้าแล้วปะไร” เปั่ยจินเอ่ยให้กำลังใจสหายของ

ตนเองออกไป ดูก็รู้ว่าหลังจากหายปั่วยแล้ว ใช่ว่าสอง

คนพี่น้องจะกลับมารักกันได้ทันที มันต้องมีอันใดใต้

เรือนแน่ๆ

“อืมมม นั้นสินะ”

หลังจากที่เล่นจนพอใจแล้ว เปั่ยจินก็หันกลับมาคุย

เรื่องสำคัญต่อ ก็นะ ในมิติของนางนะ ทั้งจินหลงและลี่

เจี่ยฉง ช่วยกันปลูกสมุนไพรหายากเอาไว้มากมายนาง

จะเอาออกมาเมื่อใดก็ได้ เพียงแต่นางคงต้องหาข้ออ้าง

ดีๆ ในการเอาออกมาเสียก่อน

“ว่าแต่สมุนไพรอันใด” เปั่ยจินถามชนิดของ

สมุนไพรที่อีกฝั่ายต้องการออกไป นางมิได้แว็บเข้าไปใน

มิติ เพื่ออ่านตำราพิษเพิ่มเติม อีกทั้งหากคนที่ตามหา

สมุนไพรอยู่แล้ว คงรู้ดีแล้วว่าต้องใช้สมุนไพรชนิดใดบ้าง

ภาค 2 ตอนที่ 9 ไปด้วยกัน ไปได้ไกล

“หมื่นโลกาพันทิวานิรันดร์”

“หมื่นโลกาพันทิวานิรันดร์ พิษชนิดนี้มิใช่ว่าจะ

ได้รับทันทีแล้วแสดงผล แต่หากเกิดจากการค่อยๆ

ได้รับพิษเข้าไปจนถึงจุดหนึ่ง แล้วแสดงอาการออกมา

โดยมีอาการอ่อนเพลีย เรี่ยวแรงที่มีค่อยๆ หายไป แม้

จะมีชื่อว่าทิวาแต่หากพิษชนิดนี้จะออกฤทธิ์เมื่อยาม

ราตรีมาถึงเท่านั้นจึงจะนับว่าเป็นหนึ่งราตรี และเมื่อ

ยามราตรีผันเปลี่ยนไปครบหนึ่งพันคืน ร่างกายจะ

หลับใหลและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย”

“เช่นนั้นน้องชายของเจ้าก่อนหน้านี้เคยเกิดอาการ

ใดหรือไม่ที่ทำให้จำเป็นต้องได้รับยาในการรักษาโรค

เป็นระยะเวลาอย่างต่ำหนึ่งถึงสามเดือน หรืออาการอัน

ใดที่บ่งบอก” หยางคงเอ่ยถามออกมาในขณะที่ปล่อยใน

เปั่ยจินเข้าไปศึกษาตำราที่ว่าภายในมิติชั่วคราว ซึ่งเปั่ย

จินก็ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการเข้าไปในมิติและ

ออกมาพร้อมกับวิธีการแก้พิษ

“มีเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ ไปั๋หยวนได้ตกลงไปในสระ

น้ำ ในงานเลี้ยงวันเกิดครบสิบหนาว ท่านพ่อสืบความ

ได้ว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุของเด็กน้อยเท่านั้น ที่ได้เล่นกัน

ส่วนบ่าวรับใช้ที่ดูแลนั้น ได้ทำการลงโทษไปแล้ว

หลังจากนั้นไปั๋หยวนก็ต้องทำการกินยารักษามา

เรื่อยๆ”

“เช่นนั้นยาที่น้องของเจ้าต้องกินมีอันใดบ้าง”

“ในหนึ่งเทียบที่ท่านหมอให้มา ก็มี จินอิ๋นฮวา

(ดอกสายน้ำผึ้ง) เฉินผี (เปลือกส้ม) โหล่วกิง (รากหญ้า

แขม) ชังจู๋ (โกฐเขมา) หวงฉี (อึ้งคี้หรือปักคี้) ซางเย่ (ใบ

หม่อน) เจ้าค่ะ”

เมื่อเปั่ยจินได้ฟังก็ทำการนึกถึงสรรพคุณไปด้วย

“ตัวยาก็มิมีอันใดแปลกไปนี่หน่าพี่หยาง”

จากตำราที่ศึกษามา จินอิ๋นฮวา (ดอกสายน้ำผึ้ง) มี

รสหวาน เย็น เข้าสู่เส้นลมปราณปอด หัวใจ และ

กระเพาะอาหารช่วยในการขจัดความร้อนและขับพิษ

กระจายลมร้อนที่อยู่ภายในร่างกายออกมา

เฉินผี (เปลือกส้ม) มีรสขม เผ็ด อุ่น เข้าสู่เส้น

ลมปราณปอดและม้าม ปรับการไหลเวียนของชี่ ช่วยให้

การทำงานของม้ามดีขึ้นขับความชื้นละลายเสมหะแก้

ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟั้อ ทานอาหารได้น้อย อาเจียน

ท้องเสีย ไอมีเสมหะมาก

โหล่วกิง (รากหญ้าแขม)ลดไข้ บรรเทาร้อนใน กระ

หายนํ้า เพิ่มความชุ่มชื้นให้ปอดและ กระเพาะอาหาร

ระงับคลื่นไส้ อาเจียน

ชังจู๋ (โกฐเขมา) มีรสเผ็ด ขม อุ่น เข้าสู่เส้น

ลมปราณ ม้าม กระเพาะอาหาร และตับ โดยการปรุง

ชนิด ชังจู๋เพี่ยน จะได้ตัวยาที่ ขับความชื้น เสริมระบบ

การย่อยอาหาร ขับลมกระจาย ความเย็น ทำให้สายตา

มองเห็นชัดขึ้น ส่วนฝูเฉ่าชังจู๋ จะเป็นการคั่วด้วยรำข้าว

สาลีจะลดรสเผ็ด ทำให้คุณสมบัติแห้ง ละมุนขึ้น มีกลิ่น

หอมมากขึ้น เสริมการทำงานของม้ามและกระเพาะ

อาหาร

หวงฉี (อึ้งคี้หรือปักคี้), มีรสหวาน อุ่นเล็กน้อย เข้า

สู่เส้นลมปราณปอด และม้าม โดยหวงฉี บำรุงชี่ ระงับ

เหงื่อ ขับปัสสาวะลดอาการบวม เพิ่มสารจินสร้างเลือด

ทำให้ชี่ไหลเวียน ระงับปวด ช่วยรักษาบาดแผลและ

สร้างเนื้อเยื่อ ส่วนจื้อหวงฉี (ผัดกับน้ำผึ้ง) การผัดน้ำผึ้ง

จะเพิ่มฤทธิ์เสริมชี่ บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร

และท้ายที่สุด ซางเย่ (ใบหม่อน) ช่วยแก้อาการ

ท้องผูก ปวดข้อและไขข้อ ช่วยรักษาภาวะตับและไต

พร่อง ขับปัสสาวะขับน้ำในปวดทำให้เลือดเย็นแก้เจ็บ

คอแก้ไอ แก้กระหายน้ำปวดศีรษะ

เมื่อพบว่าตัวยามิได้มีความผิดปกติใดๆ เปั่ยจินจึง

ได้สอบถามไปเรื่อยๆ เพื่อสืบหาต้นตอ “เช่นนั้นข้าขอ

ถามเจ้า ได้ตรวจสอบยาบางหรือไม่”

“ท่านหมอประจำตระกูลเป็นคนสั่งยาทุกครั้ง

ดังนั้นมิเรื่องผิดพลาดแน่นอนเจ้าค่ะ”

“เจ้าเชื่อเช่นนั้นหรือ เช่นนั้นน้องเจ้าจะได้รับผิดมา

จากที่ใดไปั๋ฮวา” หยางคงเอ่ยขัดสตรีด้านหน้าที่ตอบ

ออกมาอย่างมั่นใจทำให้ไปั๋ฮวาถึงกับเอ่ยติดขัดขึ้นมา

ทันที

“ข้า…” ไปั๋ฮวาที่กำลังคิดจะโต้แย้งออกไปก็ถึงกับ

ไปต่อไม่ถูก เหตุใดนางถึงต้องมิไว้วางใจในท่านหมอ

ประจำตระกูลของตนเองกันเล่า

“เจ้ากลับไปคิดเถิด พวกข้าขอตัวกลับก่อน หาก

เจ้าได้คำตอบแล้วให้มาพบพวกข้าที่โรงเตี๊ยม” เปั่ยจิ

นรีบขัดออกมาทันที

ด้วยมิต้องการกดดันให้อีกฝั่ายคิดมากจนเกินไป

เช่นนั้นมิใช่ว่านางกำลังจะยุแยงคนตระกูลอื่นให้

แตกแยกกันหรือ เพียงแต่การที่นางอึกอักออกมา คงจะ

มีเรื่องราวภายในอีกมากมายเป็นแน่ ตระกูลใหญ่ๆ ก็

เป็นเช่นนี้แล

เมื่อไปั๋ฮวามีความคิดเช่นนี้ พวกตนจึงขอตัวกลับ

ก่อน อีกทั้งพวกตนก็ไม่อาจก้าวล้ำในเรื่องอื่นๆ ได้

หากแต่ควรให้เวลาในการยอมรับและใช้ความคิดแก่นาง

เสียหน่อย คนอย่างไปั๋ฮวาย่อมต้องคิดสิ่งใดได้แน่นอน

หลังจากที่เปั่ยจินและหยางคงแยกตัวออกมาจาก

บ้านของไปั๋ฮวาแล้วนั้นก็ยังมิได้กลับโรงเตี๊ยมทันที แต่

หันไปสำรวจบ้านเมืองแทน แคว้นต้าเฉียงมีเมืองหลวง

ชื่อว่า เฉียงกั่ว และอีกสี่เมืองย่อย คือ เมืองผิงเฉียง ลั่ว

เฉียง อวี้เฉียง และเหลียงเฉียง

โดยเมืองที่นางอยู่ในตอนนี้ติดกับปั่าม่านหมอก

มากทที่สุดคือเมืองลั่วหยาง เมืองนี้ป็นทางผ่านของ

ขบวณพ่อค้าจากต่างเมือง ต่างแคว้นและมากไปด้วยผู้มี

พลังปราณ ที่เข้ามาไล่ล่าและตามหาสัตว์วิเศษและ

สมุนไพร

“ข้าว่าเมืองลั่วหยางเหมาะที่เราจะสร้างกิจการเจ้า

ค่ะ”

“เจ้ามิลองดูเมืองอื่นๆ ก่อนเล่า”

“ลองเจ้าค่ะ เพียงแต่จากที่ข้าศึกษามา เมืองที่มี

การขนส่งสินค้าผ่านไปยังเมืองหลวงย่อมมีผู้คนสัญจร

มากกว่า เส้นทางอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นเปนเมืองแรกในการ

สร้างธุรกิจของเรา หากมีปัญหาใดเกิดขึ้น คนของเรายัง

สามารถหลบหลีกเข้าสู่ปั่าม่านหมอกได้โดยง่าย อีกทั้ง

การที่จะมีกองกำลังจำนวนมากในแคว้นของผู้อื่น

เช่นนั้นย่อมต้องสร้างความสงสัยให้แก่คนอื่นๆ การให้

คนของเราสร้างฐานลับในปั่าม่านหมอกย่อมต้อง

ปลอดภัยกว่า”

“อืม ความคิดของเจ้าไม่เลว เช่นนั้น เจ้าตัดสินใจ

หรือยัง” หยางคงถามออกไป ด้วยความคิดของนงมิ

สามารถคาดเดาได้ หากวันใดนางเจอสิ่งใหม่ หรือมิได้

กินข้าว นางก็เปลี่ยนความคิดไปเสียแล้ว

“ยังเจ้าค่ะ แฮ่ๆ” เปั่ยจินที่กำลังชะเง้อคอไป

ทางซ้ายที ขวาที เอ่ยตอบออกมา

“หืมมมม เช่นนั้นช่างเถิด เดินดูก่อนก็แล้วกัน” พูด

จบหยางคงก็คลี่พัดออกมาแล้วพัดเบาๆ คล้ายกับ

คุณชายเจ้าสำราญยิ่งนัก เรียกให้เหล่าแม่ค้าและบรรดา

คุณหนูทั้งหลายที่เดินผ่านไป ผ่านมา มือไม้อ่อนทิ้ง

ผ้าเช็ดหน้าไว้ให้เกลื่อนริมทางไปเสียหมด บางคนถึงขั้น

แสร้งสะดุดล้มเพื่อให้หยางคงประคองเสียด้วยซ้ำ

ใครใช้ให้นับวันเจ้าหยางคงจะมีรูปร่างที่คล้ายสูง

ใหญ่แต่ไร้กล้ามเนื้อเช่นพวกเหล่าบัณฑิต แต่มีใบหน้าที่

เรียบเนียน ขาวผ่อง ยิ้มมุมปากก็ทำให้ใจกระตุก

แต่หากเจ้านี่ต้องการแกล้งให้ใครตกหลุมพลางแล้ว

ละก็จะแปลเปลี่ยนรอยยิ้มพิฆาตได้ทันทีแถมยังสูงกว่า

นางกันเล่า

“ก็ข้ายังมิเจอที่ที่เหมาะสมเลยนี่น่า” เมื่อเห็นว่า

คนข้างกายโปรยเสน่ห์เช่นนี้แล้ว เรียกให้เปั่ยจินที่มิชอบ

ให้เหล่าบรรดาสตรีมาข้องแวะพี่ชายอย่างหยางคงต้อง

รีบทำตัวเป็นคนหวงพี่ชาย เอื้อมมือไปเกาะแขนคนข้าง

กายเสียแนบแน่น

เรียกสายตาดิบเถื่อนจากทั้งหยางคงและเหล่าสตรี

ได้มากมายนัก

“อืมๆ เชื่อเจ้าๆ เดินไปเถิด เลิกเกาะแขนข้าเสียที

สตรีทั้งหลายคิดว่าข้ามีคนข้างกายกันหมดแล้ว”

“หึหึ”

ภาค 2 ตอนที่ 10 จะไปไหน

เปั่ยจินและหยางคงยังคงเดินดูพื้นที่กันไปสักพัก

ใหญ่ จึงตัดสินใจไปยังที่ทำการของเมือง เพื่อพูดคุยเรื่อง

การดูพื้นที่ จากแผนที่ ซึ่งง่ายกว่าการเดินไปมามากกว่า

นัก

“คารวะใต้เท้า ข้าอยากจะมาสอบถามเรื่องการซื้อ

ที่ดินในเมืองนี้ขอรับ” หยางคงเอ่ยออกมา ส่วนสาเหตุ

นั้นก็เพราะว่าการให้หยางคงที่เป็นพี่ชายเป็นผู้ออกหน้า

ในการทำสิ่งใด ย่อมสะดวกกว่าอยู่แล้ว ก็นั้นสินะ…

การเป็นสตรีนะ มิว่าจะยุคไหนก็ยุ่งยากเสียจริง พูดแล้ว

ก็คิดถึงจังเลย…

มิใช่ว่าเจ้าขี้เกียจเจรจาหรอกหรือจินเออร์” หยาง

คงเอ่ยออกมาในใจ

“อืมๆ เชิญนั่งก่อนสิ” เกาลู่ชาง เจ้าหน้าที่กรม

ที่ดินเอ่ยออกมา ส่วนกุนซือข้างกายของเกาลู่ซาง ที่ได้

ยินเช่นนั้นก็รู้หน้าที่ของตนเอง โดยมิต้องเอ่ยสิ่งใด ก็จึง

เดินไปหยิบแผนที่ ทำเล ที่ดินในเมืองออกมาทันที

“นี่คือแผนที่ที่ดินในเมืองนี้ขอรับ น้ำหมึกสีดำที่กา

ทับไว้บนตำแหน่งใด หมายถึงพื้นที่มีการจับจองไปแล้ว

ส่วนที่ใดมี นั้นหมายถึงยังว่างอยู่ขอรับ” กุนซือเฉินกล่า

วออกมา

“ขอบพระคุณขอรับ” หยางคงตอบรับออกไป และ

หันไปเอ่ยกับจินเออร์

“จินเออร์ น้องดูเถิดอยากได้พื้นที่ตำแหน่งใด”

“จินเออร์น้องดูเถิดอยากได้พื้นที่ตำแหน่งใด”

“คุณชายดูท่าจะรักน้องสาวตนเองมากนะขอรับ

ถึงขั้นให้สตรีเป็นคนเลือกเองได้” เกาซางอู่เอ่ยออกมา

ระหว่างที่ ลอบมองไปยังเปยจินและหยางคง

“ขอรับ มารดา บิดาข้าได้ทำเป็นตัวอย่างมาก่อน

ตัวข้าเลยได้รับการปลูกฝังการดูแลน้องสาวมาจาก

ครอบครัวนะ ขอรับ ฮ่าๆ” พอดีว่ามารดาข้าบิดาข้าเป็น

คนของจวนนี้ การดูแลคุณหนูก็ต้องเป็นงานของข้าอยู่

แล้วขอรับ

“เจ้าค่ะ” จินเออร์มิได้เอ่ยอันใดออกมา ด้วยการให้

สตรีมีสิทธิมีเสียงในยุคนี้ก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นเคย แม้จะ

มีเรื่องพลังปราณเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม

เพียงแต่นางมิได้เปิดเผยมันออกมา เจ้าหน้าที่ของ

เมืองแห่งนี้จึงได้ เอ่ยออกมาเช่นนี้ ในระหว่างที่จินเออร์

กำลังเลือกดูพื้นที่ทั้งหมดอยู่นั้น หยางคงก็ได้ทำหน้าที่

เจรจาสอบถามเรื่องราว ต่างๆ ไปด้วย ได้ ความว่า ใน

เมืองแห่งนี้ จะแบ่งการค้าขายที่ดินออกเป็นสองแบบ

แบบแรกคือชาวบ้านที่มีชื่ออยู่ในเมืองแห่งนี้ จะมี

สิทธิ์ในการซื้อขายที่ดินก่อนโดยไม่เสียภาษีในการซื้อ

ครั้งแรก แต่ยังคงต้องเสียภาษีรายปีหรือที่เรียกว่าสวย

ให้แก่ทางการดังเช่นปกติ

ส่วนแบบที่สอง ชาวบ้านต่างเมืองที่ต้องการมาทำ

กิจการการค้าหรือสร้างที่อยู่ในที่แห่งนี้ จะต้องทำการ

ลงทะเบียน เป็นสมาชิกของเมืองแห่งนี้เสียก่อน

หรือหากมิได้ต้องการมีชื่ออยู่ในเมืองแห่งนี้ในฐานะ

ปราชาชนของเมือง แต่อาจเข้ามา ด้วยวัตถุประสงค์อื่น

อาจต้องมีการเสียภาษีที่มากกว่าเดิม คล้ายกับการสร้าง

ความเชื่อมั่นให้แก่ทางการ อีกทั้งในกรณีที่ดินพิเศษ

หรือก็คือติดกับปั่าม่านหมอก

ราชสำนักหรือทางการจะมีให้ความคุ้มครองหรือ

ช่วยเหลือใดๆ หากเกิดปัญหาขึ้น ที่เกี่ยวเนื่องมาจากสิ่ง

ใดก็แล้วแต่จากปั่าม่านหมอก เพียงแต่เมื่อมีรายได้

เกิดขึ้นก็ยังต้องเสียภาษีเช่นเดิม

“พี่หยางเจ้าคะ ข้าต้องการพื้นถ้าต้องการพื้นที่รก

ร้างหลังภูเขาของหมู่บ้าน ที่ติดกับปั่าม่านหมอกที่มี

ขนาดหนึ่งพันหมู่ เจ้าค่ะ”

“พื้นที่รกร้างที่ท่านว่ามาคิดเป็นหมู่ละหกตำลึงเงิน

ขอรับ”

“แล้วตรงนี้เล่าเจ้าคะ” เปั่ยจินชี้ไปยังบริเวณรอบๆ

ปั่าม่านหมอกทั้งหมดที่ปลายตีนเขาที่นางต้องการซื้อ

ด้วยเช่นกัน เพราะอย่างไรเสีย ก็ตัดสินใจจะสร้าง

กิจการที่นี่ เช่นนั้นก็จัดการเสียทีเดียวให้เป็นอาณาเขต

ของสำนักคุ้มภัยซีจ้าวไปด้วยกันเสียเลย

“ส่วนหากท่านต้องการพื้นที่เนินเขาอีกด้านข้าง

รอบๆ คิดเป็นหมู่ละห้าตำลึงเงินขอรับ เพียงแต่พื้นที่

รอบเนินเขาที่ว่า เหลือเพียงห้าร้อยหมู่เท่านั้น”

“ห้าร้อยหมู่เท่านั้นหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าต้องการ

ทั้งหมดเจ้าค่ะ”

“พื้นที่ที่พวกท่านต้องการต้องใช้เงินเป็นจำนวน

มาก พวกท่านไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่”

“มิได้ล้อเล่นเจ้าค่ะ”

“พวกข้าเป็นพ่อค้าต่างเมืองขอรับต้องการที่จะมา

ตั้งกิจการในเมืองแห่งนี้ หากพวกท่านสงสัยพวกท่าน

สามารถ สอบถามได้”

“เช่นนั้นกิจการของพวกท่านมีชื่อว่าอันใด”

“พวกข้าเป็นตัวแทนจากสำนักคุ้มภัยซีจ้าวขอรับ”

“ข้าพอจะได้ยินชื่อมาบ้างขอรับนายท่าน เป็น

กิจการคุ้มภัยที่มีการรับคุ้มครองทั้งคนและสิ่งของใน

แคว้นอีกฝังของปั่าม่านหมอกขอรับ” กุนซือเฉินผู้รอบรู้

เอ่ยออกมา

“เช่นนั้นข้าขอดูปั้ายสัญลักษณ์อนุญาตได้หรือไม่”

“ปั้ายนี่ใช้ได้หรือไม่ขอรับ” หยางคงหยิบปั้ายหยก

ตัวแทนออกมา ด้วยตั้งแต่ก่อนออกมา เปียจินได้บอกไว้

แล้วว่าเรา จะออกมาในฐานตัวแทนของสำนักคุ้มภัย

จ้าว

“ได้ๆ เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ ให้พวกท่านมาเจอที่ริมปั่า

ม่านหมอก เพื่อวัดขนาดพื้นที่และเขียนสัญญาซื้อขาย

ได้เลย” เกาชางลู่นั้นเมื่อเห็นว่าตนเองมีโอกาสสาน

สัมพันธ์กับตัวแทนตระกูลใหญ่ๆ นั้นก็มิรอช้า ที่จะเอ่ย

รับปากในทันที มิว่าอยากไรหากมีอำนาจและเงิน เมื่อ

อยู่ถูกที่ถูกเวลา มันก็สามารถช่วยได้ทุกอย่างจริงๆ สินะ

“ขอรับ เช่นนั้นพรุ่งนี้ พวกข้าจะไปรอที่ริมปั่าม่าน

หมอก ลาก่อนขอรับ”

“กุนซือไปส่งคุณชายหยางและคุณหนูเปั่ยหน่อย

เถอะ”

“ขอรับนายท่าน”

เมื่อออกมาจากที่ทำการของเมืองได้ก็เป็น ยามเซิน

(เวลา 15.00-16.59 น.) เสียแล้ว เปั่ยจินและหยางคง

จึงได้พากัน ไปหาของกินต่อ

เมื่อกินอิ่มหนังท้องตึง หนังตาของหยางคงก็ทำท่า

จะหนชย่อนเสียให้ได้ แต่เพียงได้ยินประโยคหนึ่ง

ออกมาจากปากของคุณหนูของตนแล้ว ก็อยากจะนอน

หลับไม่ตื่นเสียจริง

“พี่หยางเข้าปั่ากันเถอะ” เมื่อกินอิ่ม เปั่ยจินจึงเอ่ย

ออกมา

“ห้ะ ตอนนี้นะหรือ

“เจ้าค่ะ”

“แต่มันมืดแล้ว”

“มีดแล้วเข้ามิได้หรืออย่างไรกัน”

“มืดแล้วจะนอนไหน”

“มิติของข้าอย่างไรเล่า หรือท่านจะผูกเปลนอนบน

ยอดไม้ ข้าก็มีว่า”

“เจ้า ข้าเหนื่อยจะพูดกับเจ้าจริงๆ เห่อ” หยางคง

ทำได้เพียงถอนหายใจ

“เช่นนั้นเป็นอันว่าตกลงนะเจ้าคะ”

“ตามใจเจ้าเถิด”

เสียงฝีเท้าสองคู่ที่ดังสวบ สาบ กำลังเดินเป็นวิ่งมุ่ง

หน้าเข้าสู่ใจกลางปั่า ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เรียกให้สัตว์ น้อยใหญ่และฝูงนกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้เล็ก

ใหญ่ เพราะมีมีมนุษย์คนใดกล้าล้วงล้ำเข้าสู่เขตชั้นในมา

นานนับหลายปี

“อ๊ากกก จินเออร์ช่วยข้าด้วย หมู่ปั่ามันไล่ข้าแล้ว”

หยางคงที่เท้ากำลังวิ่งและปากก็ตะโกนไม่หยุด

ในขณะที่กำลังวิ่งหนีหมูปั่าตะโกนเรียกให้จินเออร์

ช่วยเหลือ

“ท่านก็วิ่งตามข้ามาดีๆ แล้วก็ช่วยหุบปากท่านด้วย

มันเรียกแขก” เปั่ยจินตอบกลับออกไป

หากถามว่าเหตุใดพวกนางถึงมิใช้พลังละก็…ก่อน

หน้านี้ในอาณาบริเวณ ได้มีผู้ใช้ปราณมากมายที่ออกมา

ทำภารกิจของตนเอง จึงตัดปัญหาโดยการหาอันใดทำ

และอันใดที่ว่านั้นก็คือ….การล่อหมูปั่าออกมาทั้งฝูง

และแสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าตนเองโดนหมูปั่าวิ่งไล่เข้าสู่

บริเวณปั่า หาได้มีพลังปราณสูงส่งแล้วจึงสามารถเข้าปั่า

ชั้นในได้อย่างที่หลายๆ คนคิด

“หึยยย เชอะ”

กึก…

เปั่ยจินหยุดนิ่งกะทันหัน เมื่อรู้สึกตัวได้ว่าตอนนี้นั้น

ทั้งคู่ได้เดินเข้ามาถึงปั่าชั้นใน

“เป็นอันใดไปจินเออร์เจ้าจะหยุดทำไมมีบอกข้า

ก่อน” หยางคงเอ่ยถามออกมา ด้วยความสงสัยว่าเหตุ

ใดจินเออร์ถึงได้ หยุดกะทันหันเช่นนี้

“พี่หยางท่านรู้สึกอันใดหรือไม่”

“อันใดขอรับ”

“ความรู้สึกแปลกๆ รอบกายอย่างของพวกเรา

ตอนนี้เจ้าค่ะ”

“จิตสังหาร คุณหนูระวังด้วยนะขอรับ”

“เจ้าคะ พี่หยางก็ด้วยนะเจ้าคะ” นี่มันคงงูพิษชัดๆ

งูพิษชนิดนี้ทำหน้าที่ปกปั้องสมุนไพรวิเศษหายาก

ชนิดหนึ่ง ที่แม้แต่ในมิติยังมิมี ด้วยมิติของนาง สมุนไพร

ที่มีนั้นย่อมเกิดขึ้นมาจากการนำเข้าจากข้างนอก

ทั้งจากสัตว์วิเศษข้างกายนางทั้งสองที่ขยันสืบเสาะ

มาให้นาง อีกทั้ง ยังมีสมุนไพรเก่าๆ ในมิติที่มีมาตั้งแต่

อดีตจากคนครอบครองมิติคนก่อนๆ

ภาค 2 ตอนที่ 11 ยกให้ท่านคนเดียว ไม่แบ่งใครเลย

ขอรับ

งูพิษหวงฉี เป็นงูลักษณะคล้ายงูยักษ์ขนาดใหญ่ มี

เขาคล้ายกวาง ลำตัวมีสีดำเกล็ดสีนิล ดวงตาสีแดงฉาน

การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจากการบำเพ็ญตนเป็นสัตว์

ระดับสูงธาตุลม สัตว์ชนิดนี้มักมีนิสัยหวงถิ่นและหวง

สมบัติมาก

และสิ่งที่เปั่ยจินและหยางคงกำลังเจอตอนนี้ คือ

การก้าวล้ำมาในเขตหวงห้ามโดยมิรู้ตัว เรียกให้งูพิษ

หวงฉีตัวนี้ ปล่อยจิตสังหารออกมากดดัน ด้วยคิดว่า

มนุษย์สองตน ตรงหน้าไร้พิษสงใดๆ

ขณะที่งูตนนั้นกำลังจะเริ่มโจมตี จู่ๆ ก็ได้มีพลังอัน

มหาศาลปลดปล่อยออกมา กดให้เจ้างูพิษถึงกับหัวติด

พื้น แสดงท่าทีหวาดกลัวออกมา

“ตึ่งงงง”

เสียงการปรากฏตัวของพลังบางอย่างที่เรียกความ

สนใจให้แก่คนและสัตว์ ที่กำลังประจันหน้ากัน ต้อง

หยุดและมองหาที่มาแทบจะทันที

“เจ้าเดรัจฉาน กล้ามากนะที่มาทำร้ายคนของข้า”

แน่นอนว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นคือ เสียงของจินหลง

สัตว์ในตำนานข้างกายของเปั่ยจิน

ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น จินหลงได้หายเข้าไป

บำเพ็ญตนอยู่ภายในมิติของเปั่ยจิน เพื่อเลื่อนระดับพลัง

เข้าสู่ขั้นระดับเซียน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ จินหลงก็ได้

ประสบความสำเร็จ

ในคราแรกนั้นคิดไว้ว่าจะยังคงมิออกมาด้านนอก

จนกว่าเปั่ยจินจะบ่นคิดถึง เพียงแต่ผู้ใดจะคิดว่า นางจะ

มาบ่นคิดถึงเขาในตอนนี้กัน

“นายท่าน ข้าน้อยขออภัยขอรับ ข้าน้อยผิดไป

แล้ว”

และเมื่อหวงฉีได้เห็นการปรากฏกายของสัตว์ใน

ตำนานที่เป็นบรรพบุรุษของตนเองอย่างจินหลง ก็รับรู้

ได้ในทันทีว่าตนเองล่วงเกินผู้ยิ่งใหญ่เข้าให้แล้ว ท่าทาง

ที่หยิ่งยะโสเมื่อก่อนหน้านั้น ก็ได้อ่อนลง สายตาที่

แสดงออกถึงความหวาดกลัวและหวาดหวั่นในพลัง

และแน่นอนว่าจินหลงมิได้อ่อนข้อให้ แต่กลับลงมือ

สั่งสอนทันที โดนการส่งพลังของตนเองเข้าไปกดดัน ทำ

ให้หวงฉีถึงกับกระอักเลือดออกมาในทันที

“อั๊ก ก ก”

หวงฉีกระอักเลือกออกมา ในขณะที่ร่างที่เคย

กลายเป็นหูพิษขนาดใหญ่เริ่มหดตัวลงมาจากอาการ

บาดเจ็บและแรงกดดันที่ได้รับ

“จินหลงงงงงง” เปั่ยจินที่เห็นว่าใครมาช่วยตนเอง

ก็ให้ร้องตะโกนออกมาอย่างดีใจ พร้อมกับวิ่งไปหาจิน

หลงทันที

ทางด้านจินหลงที่รับรู้ได้ว่าอีกคนกำลังวิ่งเข้ามาหา

จึงได้กลายร่างของตนเองเป็นมนุษย์ในทันที แน่นอนว่า

ตอนนี้ตนเองนั้นได้รับอนุญาตให้กลายร่างเป็นมนุษย์ได้

ตลอดเวลที่ต้องการ

อีกทั้งในช่วงนี้เริ่มเกิดความวุ่นวายในดินแดนฝัง

โน้น รั้นให้ใครบางคนต้องกลับไปเสียเนิ่นนาน จนต้อง

ฝากฝังลูกลิงตนหนึ่งไว้กับตนเองเช่นนี้

“นายท่านจินหลง” หยางคงที่คืดถึงจินหลงเช่นกัน

จึงตะโกนออกมาพร้อมกับวิ่งเข้าหาเขาเช่นเดียวกับเปั่ย

จิน

“อันใดกัน พวกเจ้าตะโกนไปใย แล้วเหตุใดต้องวิ่ง

มากอดก่ายข้าเช่นนี้ ออกไปสักที ข้าอึดอัด หึยย”

“โถ่ ใครอยากจะกอดเจ้ากัน ว่าแต่เจ้ามาได้เยี่ยงไร

มิใช่ว่ากำลังบำเพ็ญตนอยู่หรอกหรือ” หลังจากที่คลาย

อ้อมกอดออก ก็หันมาถามทันที

“แล้วเจ้าว่าอย่างไรละ” จินหลงถามกลับไปพร้อม

กับโบกพัดในมือไปมาอย่างคนที่เหนือกว่า

“เจ้าตัวดี เสร็จจากนี้เรามีเรื่องต้องคุยกัน ยาวๆ”

เปั่ยจินและหยางคงที่รู้แล้วว่าตนเองโดนต้มเข้าให้ ถึงได้

แต่ฝากไว้ก่อน

“หึ แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรกับเจ้างูตนนี้” ใครจะรอ

ให้เจ้าจัดการกันเจ้าเด็กอัปลักษณ์

“เอาจริงๆ นอกจากมันทำท่าจะทำร้ายข้าแล้ว ก็ยัง

มิทำอันใดข้าเลย ปล่อยมันไปเถอะ อีกทั้งพวกข้าเข้ามา

ในถิ่นของมันเองเสียด้วยซ้ำ เช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แล้วที่จะเกิดการปั้องกันตัวเองขึ้นมา” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา

ในหลายๆ ครั้งนางมักจะสงสัยว่า เพราะเหตุใด

สัตว์ตัวหนึ่งถึงโดนทำร้ายจนถึงตาย ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ในที่

ของมันด้วยซ้ำ เพียงเพราะความโลภของมนุษย์ที่

ต้องการในสิ่งที่เป็นของผู้อื่นเสีย ถึงกับทำร้ายสัตว์

เหล่านี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองต้องการ

จินหลงที่รับรู้ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของ

เปั่ยจินตลอดมา ก็อดภูมิใจเสียมิได้ ในความคิดของของ

นาง

“เจ้าโชคดีมากเพียงใดที่เจ้าเด็กอัปลักษณ์มิเอาเรื่อง

เจ้า เจ้างูเขียว” จินหลงเอ่ยออกมาพร้อมเหลือบตาไป

มองยังเจ้างูพิษ ที่ตอนนี้กลายเป็นงูตัวน้อยๆ ไปเสียแล้ว

‘ข้ามิใช่งูเขียวนะขอรับ’ หวงฉีทำได้เพียงแค่คิดใน

ใจ แต่มิกล้าเอ่ยออกมา

“ขอบพระคุณนายท่านขอรับ” หวงฉีเอ่ยออกมา

แต่ยังคงแฝงไปด้วยความสั่นสู้ในน้ำเสียง

ซึ่งยังคงขยับตัวไปไหนมิได้ จากพลังที่กดทับ

ในตอนนี้ ก็เปลี่ยนเป็นจำกัดอาณาเขตแทน ด้วยมิไว้ใจ

ว่าเจ้างูตนนี้จะเล่นตุกติกหรือไม่ ความปลอดภัยของเจ้า

เด็กอัปลักษณ์ย่อมต้องมาก่อนเสมอสำหรับเขา

“แล้วเจ้าเข้ามาที่นี้แห่งทำไมกัน” จินหลงถาม

ออกมา

“มาหาสมุนไพร”

“มีมากมาย” จินหลงต่อปากออกไปพร้อมกับชี้ไป

ยังตัวของจินเออร์ อันหมายความว่า มันมีมากมายใน

มิติของเจ้ามิใช่หรือ

“แต่มิครบ”

“เช่นอะไร”

“เช่นที่เจ้างูตนนี้ปกปั้องอยู่” เปั่นจินเอ่ยพร้อมกับชี้

ไปยังกลุ่มสมุนไพรที่อยู่ด้านหลังของหวงฉี สีหน้าบ่ง

บอกว่า หากเจ้าจะช่วย ก็ช่วยเอาสมุนไพรด้านหลังเจ้า

นี่มาให้ข้าเถอะ

“…” จินหลงที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับนิ่งไปในทันที

ด้วยมิคิดว่านายหญิงของตนเองจะอับจน หนทาง ถึง

ขนาดยืนชี้นิ้วฟั้องเขา เพราะต้องการสมุนไพรจากผู้อื่น

ง่ายๆ เช่นนี้

และเหมือนหวงฉีจะรับรู้ได้ว่า เปั่ยจินคือนายหญิง

ของบรรพบุรุษตนเอง ซึ่งควรให้ความสำคัญเป็นอย่าง

ยิ่ง จึงรีบเลื่อยไปยังสมุนไพรเหล่านั้นทันที

“ยกให้ท่านคนเดียว ไม่แบ่งใครเลยขอรับ” หวงฉี

เลื่อยกลับมาพร้อมตวัดหางของตนเองที่กำลังกำ

สมุนไพรอยู่ไปให้เปั่ยจินแทบจะทัน

“เกรงใจเจ้าจัง” เปั่ยจินเอ่ยออกมาพร้อมกับเอ่ย

ด้วยน้ำเสียงที่เรียกความแปลกใจให้แก่ผู้ที่ฟังอย่างจินห

ลงและหยางคง

“….” จินหลง

“….” หยางคง

“เอาไปเถิดขอรับ ข้ายินดี” เมื่อเห็นว่านายหญิง

ชอบ และพึงพอใจจึงเริ่มกระดี้กระด้ามากขึ้น พร้อมกับ

หันมองรอบๆ ข้าง คล้ายกับว่าหากนายท่านพึงพอใจก็

ปล่อยข้าไปเถิดขอรับ

“เช่นนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก” เปั่ยจินเอ่ยออกมา

พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งไปให้จินหลงและหยางคง

“ขอรับ ในเมื่อนายหญิงพึงพอใจ ข้าน้อย ….

ข้าน้อยขอตัว เช่นนั้นข้าไปก่อนนะขอรับ พรึ่บ” พูดจบ

ก็รีบเลื้อยออกไปทันที ทำให้ให้ริมทางที่แวดล้อมไปด้วย

ต้นไม้น้อยใหญ่และพงหญ้าระเนระนาดไปตามๆ กัน

“มันรีบไปไหนกันหรือ แปลกเสียจริง ทำอย่างกับ

ว่าข้าจะฆ่าจะแกงเสียนั้น” เปั่ยจินแสดงสีหน้างุนงงและ

หันไปมองยังจินหลงกับหยางคงที่ คล้ายกับทำหน้า

เข้าใจอะไรบางอย่างอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น

ภาค 2 ตอนที่ 12 ดีลที่แปลว่าตามใจข้า

“อืมๆ ช่างเจ้านั้นมันเถิด ว่าแต่เจ้ามาหาสิ่งใดกัน

แน่” จินหลงเอ่ยออกมาพร้อมกับจับจ้องไปยังเปั่ยจินอ

ย่างจับผิด

“เปล่าเสียหน่อย ข้าเบื่อเลยชวนหยางคงออกมา

ชมนกชมไม้ก็เท่านั้นเอง”

“เดินชมนกชมไม้ในปั่าใหญ่ที่แสนอันตรายอย่างปั่า

ม่านหมอก ทั้งยังมาวิ่งเล่นออกกำลังกายโดยให้เจ้าหมู

ปั่าพวกนั้นมันไล่เช่นนั้นหรือ” คนอย่างจินหลงคือผู้ใด

กัน คิดว่าคนอย่างเขาจะเชื่อคำพูดของยัยเด็กนี้หรือไง

กันนะ มันน่านักจริงๆ

“หากเจ้ามิออกมา ข้าก็สามารถปั้องกันตนเองได้”

กะอิแค่งูยักษ์มันจะยากกระไรกัน ข้าวิ่งหนีมันมาทั้ง

นาน หึ

“เจ้ามั่นใจเชียวนะ” ว่าจบก็เอาพัดเคาะไปยังหัว

ของเปั่ยจินเบาๆ เรียกให้อีกฝั่ายแสดงท่าทีแง่งอน

กลับมา

“อูยยย เคาะมาทำไม ข้าเจ็บนะ แล้วอีกอย่าง

ระดับข้าคนนี้นะ ไม่ลำบากให้ท่านจินหลงมาดูแล

หรอก”

“หึ เก่งเสียจริง แล้วแต่เจ้าเถิด” จินหลงที่ได้แต่ย

ยืนเบ้ปากใส่เปั่ยจิน เอ่ยออกมาอย่างปลงในท่าทีของ

นาง

“ฮ่าๆ เช่นนั้นกลับได้หรือยังขอรับคุณหนูข้าน้อย

เมื่อยและเหนื่อยไปหมดแล้ว” หยางคงที่กำลังยืนเงียบ

ได้ทีจึงเอ่ยออกมาเพื่อหยุดสงครามน้ำลายด้านหน้า

ทันที

“ยังสิ ไหนๆ ก็มาแล้ว อีกทั้งเจ้าก็ออกมาจากการ

บำเพ็ญเลื่อนระดับ ก็ช่วยข้าหาสมุนไพรหน่อยสิ”

“ไม่”

“นะ”

“ไม่”

“อนุญาตให้เจ้าแปลงร่างเป็นกระต่ายเช่นที่เคยลวง

ข้าไว้เมื่อตอนเด็กๆ ออกมาอยู่ข้างกายข้าได้” จี้จุด

ขนาดนี้ ดูสิว่าเจ้าจะว่าอย่างไร เจ้าตัวดี

“โถ่ ข้ามิได้ลวง”

“ดิล” ดิลที่แปลว่าตกลงเท่านั้น

“คำพูดเจ้ายังเพี้ยนเช่นเดิมสินะ” นางช่างกล้าเอา

ข้ออ้างนี้มาอ้างเสียจริง อ้างมาตั้งแต่เด็กจนโต แล้ว

ทำไมข้าต้องยอมไปเสียทุกที เห้อออ

“เจ้านะสิเพื้ยน”

“หึยยย”

หลังจากนั้นทั้งสาม ก็ได้ช่วยกันตามหาสมุนไพรหา

ยากในปั่าม่านหมอกอีกมายมาย โดยเรียกเจ้างูพิษหวงฉี

ออกมาช่วยนำทาง มิว่าจะเป็นกลีบดาราสมุทรที่ช่วยทำ

ให้ธาตุในร่างกายสมดุล

ผลเหมันต์ปักษา ที่เกิดจากการดูแลคุ้มครองของ

ปักษาหายากชนิดหนึ่งช่วยในการคงสภาพของร่างกาย

ที่ไร้ลมหายใจ และอีกมากมาย เมื่อได้สมุนไพรจนเป็นที่

พึงพอใจของเปั่ยจินแล้ว ทั้งสามจึงได้เข้าไปพักผ่อน

ภายในมิติของเปั่ยจิน

ด้านจินหลงนั้น แม้จะเลื่อนระดับแล้ว แต่ก็ยังคง

ต้องทำสมาธิเพื่อปรับสมดุลในร่างกายต่อไปอีก เพื่อ

เพิ่มความมั่นคงให้กับระดับพลังของมัน

ส่วนจินเออร์และหยางคงนั้น ใช้พลังงานไป

มากมาย เมื่อกลับเข้าสู่มิติจึงแยกย้ายเข้าเรือนพักของ

ตนเองในทันที

เช้าวันถัดมา ยามซื่อ (เวลา 09.00-10.59 น.) ไปั๋ฮ

วา หยางคงและจินหลงได้เดินทางมาพบกับไปั๋ฮวาที่

คฤหาสน์ตระกูลไปั๋ ด้วยเพราะไปั๋ฮวาโดนบิดากัก

บริเวณจากสาเหตุใดนางมิได้บอกมา

ถามว่าเหตุใดจินหลงจึงได้ไปด้วย นั้นเพราะว่าเจ้า

ตัวบอกว่ามิอยากเข้าออกมิติบ่อยๆ คนอื่นจะพาลสงสัย

เอาได้ จึงขอแปลงกายเป็นมนุษย์ ในนามพี่ชายของทั้ง

สองคน เป็นอันว่าในตอนนี้นั้นการเดินทางต่อจากนี้ของ

ทั้งสามคนจะมี พี่ชายคนโตอย่างจินหลง น้องชายคน

รองอย่างหยางคงและน้องสาวคนเล็กอย่างเปั่ยจิน

เมื่่อมาถึง คนรับใช้เรือนไปั๋ฮวาจึงได้เชิญทั้งสามไป

ยังเก๋งริมบัวคราก่อน และได้พูดคุยกันเรื่องของที่มาของ

ยาพิษ

“ว่าอย่างไรเจ้าตัดสินใจได้แล้วหรือถึงได้เชิญพวก

ข้ามา”

“อืม ข้าต้องขอโทษทุกคนด้วยนะเจ้าคะ ที่เสีย

มารยาทเชิญทุกคนมาที่นี่ แทนที่จะไปหาอย่างคนที่

ต้องการความช่วยเหลือ อีกทั้งข้าตัดสินใจได้แล้ว” ไปั๋ฮ

วาเอ่ยออกมา

ไปั่ฮวาพยายามคิดทบทวนไปทบทวนมา กลับไม่

พบช่องโหว่ใดๆ ให้คนร้ายภายนอกเข้ามาเล่นงาน

น้องชายของนางได้นอกจากท่านหมอประจำตระกูลที่

เป็นคนให้เทียบยาลดไข้แก่น้องชายนางทุกมื้อหลัง

อาหาร

จนตอนนี้แม้ว่าร่างกายของน้องชายของตนจะหาย

จากอาการปั่วยจากการตกน้ำแล้ว แต่กลับมีสุขภาพ

ร่างกายที่อ่อนแรงและได้รับพิษมาแทน

ในตอนนี้นางยังไม่ได้ตัดสินใจบอกกับท่านพ่อของ

นาง ว่าเรื่องราวที่นางรับรู้มาเป็นเช่นใด นางรู้เพียง

ว่าเปั่ยจินและและพี่น้องของเปั่ยจิน คือที่พึ่งเดียวของ

นาง

มิใช่ว่านางจะเชื่อมั่นในตัวผู้อื่น หรือคนที่พึ่งเคยเจอ

กัน แต่นางสัมผัสได้จากพลังปราณของนาง ธาตุแสง

นอกจากจะช่วยรักษาแล้ว หากแต่คล้ายกับสิ่งที่ทำให้

นางมีตาที่สาม ที่สามารถมองเห็นแสงรอบๆ กายของ

คนรอบตัวนางได้

ยกตัวอย่างเช่นเปั่ยจิน รัศมีรอบตัวของนางเป็น

แสงสีทองซึ่งน่าแปลกใจมาก รัศมีแสงสีทองมักจะเกิด

ในตัวของราชวงศ์อันศักดิ์สิทธิมากเท่านั้น ซึ่งหลาย

ราชวงศ์ในตอนนี้ช่างหาได้ยาก หากแต่เปั่ยจินเป็นแค่

คนธรรมดาจริงๆ เช่นนั้นหรือ

แม้กระทั่งท่านพี่จินหลง รัศมีที่เปล่งออกมากลับมีสี

ม่วงประกายทองเคลือบ แน่นอนว่าคนที่ดูจะปกติที่สุดก็

คือท่านพี่หยางคงที่มีรัศมีค่อนข้างไปทางด้านสว่างใส

ถือว่าเป็นคนที่ดีพอสมควร

หากเป็นคนที่มีความคิดในด้านร้ายๆ เป็นพื้นฐาน

อยู่แล้วนั้น จะเปล่งแสงไปตามความเข้มที่ดำมืดลงไป

เรื่อยๆ เช่นท่านหมอและคนอื่นๆ ในตระกูลที่มีสี

ค่อนข้างเทาไปจนถึงมืดเป็นปกติ นางจึงมิใคร่จะใส่ใจ

มองแสงจากผู้ใดนัก คนบนโลกใบนี้จะมีคนดีๆ มาเดิน

เต็มท้องถนนได้อย่างไรเล่า

หากถามว่าเหตุใดนางมิใช้ธาตุแสงในการรักษา

น้องชายของตนเองแล้วละก็…นางทำมิได้

“รบกวนพวกเจ้าช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ ภายใน

บ้านของข้า ข้าไม่มั่นใจว่าเหตุใดน้องชายของข้าถึงได้

ต้องยาพิษได้ แต่หากเป็นดั่งที่เจ้าว่าเกี่ยวกับเรื่องหมอ

ประจำตระกูล เราก็คงต้องหาหลักฐานเพื่อไปยืนยัน

ความผิดกับท่านพ่อให้จงได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงไม่มี

ใครเชื่อว่าสิ่งที่ข้าพูดคือความจริง”

“ได้เช่นนั้นเจ้ามีแผนอย่างไร” เปั่ยจินถามออกไป

“ฮ่าๆๆ ข้าไม่มีแผน” แน่นอนว่าไปั๋ฮวาตอบ

กลับมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

“เจ้านี่นาฮวาเออร์” หยางคงที่นั่งฟังอยู่ถึงกับเอ่ย

ออกมาอย่างปลงตก ช่างมีนิสัยเช่นเดียวกับคุณหนูยิ่ง

นัก คิดจะทำก็คือทำ มิได้มีแผนล่วงหน้าเสียตลอด

“ข้าถึงได้มาพึ่งเจ้าอย่างไรเล่า” ว่าจบก็เข้าไปกอด

ก่ายแขนของเปั่ยจินอย่างอ้อนๆ เรียกความเอ็นดูให้กับ

คนที่มองมาได้อย่างดี

“เช่นนั้นเราคงต้องมาสร้างแผนจับคนร้ายกันก่อน

หลังจากนี้เจ้าช่วยเก็บเศษยาที่ท่านหมอประจำตระกูล

นำไปให้น้องของเจ้ากินกลับมาให้ข้า แล้วข้าจะเข้า

ทดสอบดูว่ามีบางส่วนผิดปกติหรือไม่” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา

“ได้เช่นนั้นฝากเจ้าด้วยแล้วกัน” ไปั๋ฮวาพยักหน้า

รับอย่าง งึกๆ พร้อมทำตามคำสั่งในทันที

“นี่ นางหนู” จินหลงที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้น เมื่อเห็

ฯว่าเรื่องราวต่างๆ ได้พูดคุยตกลงกันได้แล้วจึงเอ่ยเรียก

ไปั๋ฮวาออกมา ทำให้คนทั้งหมดถึงกับหันมามอง

“….” ไปั๋ฮวาที่ยังมิรู้ตัวก็ยังคงนั่งเฉยๆ ด้วยมิคิด

ว่าจินหลงที่เงียบและเย็นชาจะพูดคุยกับตนเอง

“อันใดจินหลง” เปั่ยจินที่กำลังงงกับคุณชายจินห

ลงจึงถามออกมา

“ข้ากำลังคุยกับไปั๋ฮวา” กล่าวจบก็หันไปมองไปั๋ฮ

วาอย่างตาจ้องตา

“ขะ…ข้าหรือเจ้าคะ ท่านพี่จินหลงมีอันใดหรือเจ้า

คะ”

“พลังธาตุของเจ้านะ เหตุใดมิรักษา”

“… ”

ภาค 2 ตอนที่ 13 ปะทะฝีปาก

“จินหลง” หลังจากที่ได้ยินประโยคนั้นของจินหลง

เปั่ยจินจึงเอ่ยเรียกเจ้าตัวดีออกไปทันที เพื่อบ่งบอกให้รู้

ว่ามันจะมากเกินไปหรือเปล่า ในเรื่องของผู้อื่น

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอกจินเออร์ อันที่จริงแล้วข้ามี

เหตุผลของตนเองเจ้าคะ” ไปั๋ฮวาเอ่ยตอบเปั่ยจิน และ

หันไปหาจินหลง

ส่วนจินหลงที่ถามเสร็จก็หันหน้าหนีทันที ด้วยมิได้

ต้องการคำตอบอยู่แล้ว เพียงแต่จะเก็บความสงสัยไว้ให้

ยุ่งยากในอนาคตเพื่อเหตุใดกัน เจ้าพวกมนุษย์มักชอบ

ทำชีวิตให้ยุ่งยากด้วยเรื่องเล็กๆ แบบนี้เสมอสินะ

แต่เจ้าหน้าตายคนนั้นก็มิใช่มนุษย์นี่น่า หึหึ

“จึงยอมเจ็บปวดไปเรื่อยๆ นะหรือ เจ้าช่างอดทน

ได้เก่งเสียจริง” จินหลงอดมิได้ที่จะตอบกลับไปเล็กน้อย

“หากถึงเวลาข้าจะเล่าให้ทุกคนฟังเองเจ้าคะ” ไปั๋ฮ

วาเอ่ยออกมาอย่างยิ้มๆ อย่างน้อยสำหรับนางในตอนนี้

ก็คล้ายว่าจะรู้สึกดีขึ้นมาจริงๆ คล้ายกับว่าโลกใบนี้มีคน

ที่ใส่ใจนางบ้าง…

“อืม เรื่องของเจ้าเถิด ข้าแค่สงสัยในความสามารถ

ของเจ้าที่ปกปิดเอาไว้เพียงเท่านั้น” จินหลง เมื่อเห็นว่า

ฝั่ายตรงข้ามอมยิ้มเล็กๆ แบบนั้น จึงคร้านจะเอ่ยต่อ ข้า

กลัวว่าเปั่ยจินจะโวยวายต่างๆ หึ

“เจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านพี่จินหลงที่ชี้แนะข้านะ

เจ้าคะ”

หลังจากที่รับรู้เรื่องราวต่างๆ กันแล้ว เปั่ยจิน หยาง

คงและจินหลงจึงได้ขอตัวกลับ ด้วยมีธุระต้องจัดการใน

เรื่องของที่ดินต่อหลังจากนี้

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนข้านะไปั๋ฮวา พวกข้ามีธุระ

หากเจ้ามีเรื่องด่วนอันใด ก็ไปหาข้าที่โรงเตี๊ยม” เปั่ยจิน

เอ่ย

“เจ้าจะไปไหนหรือ” ไปั๋ฮวาที่สงสัยว่าสหายของ

ตนเองมีธุรอันใด จึงเอ่ยถามออกไปทันที

“ข้ามีนัดคุยเรื่องที่ดินแถวปั่าม่านหมอกนะ”

หลังจากที่เปั่ยจินตอบกลับไปเช่นนั้น เป็นเหตุให้

ไปั๋ฮวาถึงกับทำสีหน้าท่าทางแปลกไป พร้อมกับหันไป

หาหยางคง เพื่อสอบถามให้แน่ใจในทันที

“จริงรึเจ้าคะพี่หยาง”

“จริงสิขอรับ ว่าแต่คุณหนูไปั๋ฮวา เจ้ามีอันใดหรือ”

หยางคงที่สงสัยในท่าทีแปลกๆ จึงถามออกไป

“อืม ทำไมล่ะ เจ้าสงสัยอันใด” เปั่ยจินเอ่ยถามอีก

รอบ

“เจ้าไม่รู้หรือว่าแถวนั้นอันตรายมากเพียงใด”

“ก็รู้ แล้วอย่างไรเล่า เพียงแค่เป็นปั่าของแค้วนนี้ มี

สัตว์ปั่ามากๆ สัตว์อสูรต่าง ๆ” เปั่ยจินเอ่ยออกมา

“เจ้าจะปั้องกันตัวเองได้อย่างไร พวกเจ้าทั้งสามคน

มิใช่ว่าไร้วรยุทธ ไร้พลังปราณหรอกหรือ หากเกิดอันใด

ขึ้นใครจะช่วยเหลือพวกเจ้า” ไปั๋ฮวาที่ยังคงเอ่ยออกมา

มิหยุด ด้วสีหน้าที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วงในน้ำเสียงที่

เอ่ยออกมา

“ข้าช่วยเหลือตัวเองได้ก็แล้วกัน เจ้ามิต้องเป็นห่วง

ข้าหรอก ห่วงตัวเองเถิดแม่นางน้อย” จินหลงเอ่ย

ออกไป ด้วยมิชอบใจในสิ่งที่นางทำมากนัก จึงอดที่จะ

ปราชดเสียมิได้

สิ่งที่จินหลงมักมิชอบใจมากๆ นั้นคือการที่ใครคน

ใดคนหนึ่งยอมทำเพื่อคนอื่นแบบไร้สาเหตุจริงๆ

“โถ่ท่านพี่จินหลง ข้ามิสนหรอกเจ้าคะ เช่นนั้นข้า

ไปกับเจ้าด้วยนะจินเออร์” เมื่อเห็ฯว่าตนเองต่อกรกับ

จินหลงมิได้ ไปั่ฮวาจึงหันไปั้อนจินเออร์แทน

“ห๊า เจ้าจะไปทำไม ยุ่งยากเสียจริง” ไม่ยุ่งยากได้

อย่างไรกันเล่า ดูข้ารับใช้ที่มาเฝั้ามองพวกข้าสิ นี่ หาก

ข้ามิรู้คงคิดว่ามาล้อมจับพวกข้าเสียแล้ว ช่างรัก

บุตรสาวตนเองดีแท้ เศรษฐีไปั๋

“เดี๋ยวข้าไปขอท่านพ่อท่านแม่เอง แน่นอนว่าคงมิ

มีใครห้ามข้าหรอก”

“เพราะพวกเขามิสนใจเจ้า”

“เปล่า ข้ามิบอกว่าไปไหนต่างหาก ฮ่าๆ”

“เจ้านี่มันจริงๆ เชียว ตามใจเจ้าเถอะ อยากตามก็

ตามมา”

หลังจากนั้นเปั่ยจินและทั้งสามก็ได้เดินทางไปยังปั่า

ม่านหมอก ตามที่นัดไว้กับเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เพื่อ

จัดการวัดรางที่ดินรอบๆ ปั่าม่านหมอกและภูเขาที่

ต้องการซื้อ และลงนามในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน

เพื่อแสดงเจตจำนงที่จะครอบครองและเป็นเจ้าของ

ที่ดินเมืองแห่งนี้

จากนั้นก็ได้แยกย้ายไปตั้งแต่เกือบยามอู่ (เวลา

11.00-12.59 น.) เพื่อกลับไปจัดการปัญหาที่บ้านของ

ตนเอง และหลังจากนั้นไม่เกินยามเว้ย (เวลา13.00-

14.59 น.) ไปั๋ฮวาก็กลับมาพร้อมกับตัวยา ที่ได้จากการ

กินหลังมื้ออาหารของน้องชายของนาง ไม่รอช้าเปั่ยจิน

จึงได้เข้าไปตรวจสอบตัวยาชนิดนั้นในมิติของตนเอง

ทันที

และสุดท้ายจึงได้พบว่าหนึ่งในตัวยาของเทียบยาที่

น้องชายนางกินอยู่นั้น มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มี

ลักษณะคล้ายกัน แต่เมื่ออยู่รวมกันแล้วจะส่งผลให้ฤทธิ์

ของยาเหล่านั้นต้านกัน ทำให้เกิดพิษ เมื่อรับประทานที

ละน้อยๆ และไปสั่งสมอยู่ในร่างกาย

ไม่มีผู้ใดสงสัยว่า เกิดจากพิษของสมุนไพรเหล่านั้น

จนเป็นที่มาของหมื่นโลกาพันทิวานิรันดร์ ไปั๋ฮวาที่ได้

พบความจริงเช่นนั้นถึงกับตกตะลึงไปทันที ด้วยเพราะ

ท่านหมอประจำตระกูล เป็นท่านหมอประจำตระกูล

นาง มาตั้งแต่นางยังเล็กๆ และหลายชั่วอายุคน

แม้จะนั่งคิดถึง นอนคิด ไปั๋ฮวายังคงคิดเหตุผลมิ

ออกว่าเหตุใด เรื่องนี้นางคงต้องบอกท่านพ่อของนางให้

จัดการ ก็อยู่ที่ท่านพ่อแล้ว ว่าจะจัดการเช่นใด ส่วนนาง

ก็คงต้องหาสมุนไพรเพื่อรักษาน้องชายของตนเองต่อไป

ภาค 2 ตอนที่ 14 รับผิดชอบ

“ว่าอย่างไร เรื่องนี้ได้รายงานท่านพ่อของเจ้าหรือ

ยัง” เปั่ยจินถามออกไป

“ข้ารายงานไปแล้วล่ะ ส่วนท่านพ่อก็ไม่ได้พูดอะไร

ออกมา ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องหาหลักฐานและรอเวลา

ในการตัดสินใจเช่นกัน” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาอย่างเชื่อมั่น

ในตัวของผู้เป็นบิดา

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเปั่ยจินก็รับรู้ได้ทันทีว่า ปล่อยให้

เป็นเรื่องของคนในรอบครัวคนอื่นแล้วกัน หากมัวแต่

คาดหวังในสิ่งที่ต้องการจนลืมความปรารถนาแรกที่

ตั้งใจไว้ เช่นนั้นก็ต้องรับสิ่งที่จะตามมาให้ได้เช่นเดียวกัน

“ได้ เช่นนั้นคืนนี้เราจะเข้าปั่ากัน”

“เข้าปั่าตอนกลางคืนเนี่ยนะ”

“ก็ใช่ แล้วอย่างไรเล่าหรือเจ้ามิเคยเข้าปากกันตอน

กลางคืน”

“ก็ไม่เคยน่ะสิ เจ้าไม่รู้หรอว่าปั่าม่านหมอกมัน

อันตรายแค่ไหน ชาวบ้านส่วนใหญ่หรือแม้กระทั่งชาว

ยุทธยังไม่กล้าเข้าไปตอนกลางคืนด้วยซ้ำ”

“แล้วอย่างไรเล่า เจ้าจะไปกับพวกข้าหรือไม่”

“ข้าขอคิดดูสักครู่” ไปั่ฮวานั้นกังวลเป็นอย่างมาก

ด้วยพลังปราณหรือวรยุทธ์นางก็มิมี หากเกิดอันใดขึ้น

รั้นจะเป็นภาระให้พวกเขามากกว่า อีกทั้งหากนางหาย

ตัวไป ท่านพ่อก็คง…

“ตามจริงข้าก็คิดมาบ้างแล้วว่า พวกเจ้าคงไม่ใช่คน

ธรรมดาทั่วไป”

ไปั๋ฮวาตัดสินใจแล้วว่าจะตาม เปั่ยจินและทุกคน

เข้าปั่าจะด้วยเหตุใดนั้นางมิแน่ใจนัก จะให้คิดเข้าข้าง

ตนเองว่าสหายของนางจะยอมเข้าปั่าในยามราตรี เพื่อ

เรื่องของตนเช่นนั้นหรือ

“ว่าแต่เจ้าจะให้ข้าเข้าปั่ากับเจ้าเพื่อเหตุใด”

“ก็ไปตามหาสมุนไพรให้น้องเจ้าอย่างไรเล่า”

“ขอบใจเจ้ามากนะ หลังจากนี้จะให้ข้าตอบแทน

เจ้าอย่างไร เจ้าบอกมาได้ทุกเรื่องเลยนะจินเออร์”

“ว่าแต่เจ้ารู้แล้วหรือว่าเราต้องการสมุนไพร

อะไรบ้าง”

“รู้แล้วนะสิ ก็ใช้สมุนไพรแค่ตัวเดียวเท่านั้นแหละ”

ทั้งสี่คนก็ได้เข้าปั่าไปหาสมุนไพร เพื่อมาถอนพิษ

น้องชายของไปั่ฮวา หากให้เอ่ยตามความจริง เรียกว่า

ไปเที่ยวเล่นเสียมากกว่า หลังจากเข้าปั่าครั้งล่าสุด มิมี

สมุนไพรใดที่เปั่ยจินต้องการแล้วมิได้มา ด้วยการเข้าปั่า

มาในครั้งนี้นางมิต้องการให้ไปั๋ฮวาสงสัยว่าสมุนไพร

เหล่านี้มาจากที่ใด

เพียงแต่ต้องการเข้ามาเพื่อแสดงละคร ให้สม

บทบาทก็เท่านั้น ส่วนไปั๋ฮวาที่ไม่เคยเข้าปั่าตอน

กลางคืน กลับมองรอบด้านทุกอย่างไปด้วยความเจริญหู

เจริญตา มองทางซ้ายก็มีดอกไม้ที่เติบโตในเฉพาะยาม

ค่ำคืน มองทางด้านขวาก็จะเป็นนกยูงรำแผนที่มีพลัง

สูงสุดในเมืองแห่งนี้ ทั้งที่ยังมิก้าวเข้ามาในปั่าม่านหมอก

เสียด้วยซ้ำ

ยามราตรีล่วงเลยผ่านไปใกล้รุ่งสางทั้งสี่คนได้แยก

ย้ายกันกลับไปยังที่พักของตนเอง

เช้าวันถัดมากรุณาตระกูลไปก็ได้เกิดเรื่องราว

ใหญ่โตเกิดขึ้น เมื่อผู้นำตระกูลไปและทุกคนในตระกูล

ต่างมาชุมนุมกันอยู่ ณ โถงตระกูลเพื่อสอบถามความ

เป็นไป ที่เกิดขึ้นกับว่าที่ผู้นำตระกูลคนถัดไป

ในตอนนี้ ร่างกายของน้องชายของไปั๋ฮวาอาการ

กำเริบขึ้น ไปั๋ฮวาถึงกับนั่งไม่อยู่และต้องการความ

ช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง

เปั่ยจินที่รับรู้ได้จึง ไปเยือนหน้าคฤหาสน์ตระกูลไปั๋

ทันที และเช่นทุกครั้งคือกำลังจะเข้าไป เพียงแต่

หลังจากที่อาการของคุณชายรองทรุดลง มีคำสั่งจาก

นายท่าน สั่งห้ามมิให้คนในออก คนนอกเข้ามา มิว่าผู้ใด

ทั้งสิ้น หากต้องการไปไหน หรรือทำอันใด ต้องมี

ใบอนุญาต หรือเอกสารใดที่แสดงหรือยืนยัน

“หยุดนะ” ข้ารับใช้ตระกูลไปั๋เอ่ยออกมา

“ข้าเป็นเพื่อนกับคุณหนูของเจ้า” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา

“ขออภัยขอรับ เพียงแต่พวกท่านมีเอกสารยืนยัน

หรือไม่”

ทางด้านของจินหลงนั้น เสนอให้หายตัวเข้าไป

เพียงแต่เปั่ยจินและหยางคง อยากเข้าไปแบบธณรมดา

มากกว่า ไม่อยากจะสร้างปัญหาใดเพิ่มเติม

“ข้าไม่มี เช่นนั้นเจ้าก็ไปเชิญคุณหนูของเจ้ามา เพื่อ

ยืนยันตัวข้าเถอะ ข้าจะรออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”

“ได้สักครู่ขอรับ” ข้ารับใช้ที่พอจะจดจำเปั่ยจินและ

คนทั้งสองได้ จึงมีท่าทางอ่อนน้อม พร้อมกับรีบเดินไป

เรียนเชิญคุณหนูของตนเองมาโดยทันที

ด้วยความที่คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวามิค่อยมีสหาย

มากมายนัก และได้ให้ความสำคัญกับสหายทั้งสามของ

ตนเอง ข้ารับใช้ที่พอจะคุ้นเคยหรือรู้จักจึงให้การ

ต้อนรับ มิได้ไล่กลับไปหรือเมินเฉยเช่นแขกคนอื่นๆ

“เปั่ยจิน พี่จินหลง พี่หยางคง พวกท่านจริงๆ ด้วย

พวกท่านมาได้ทันเวลาพอดี ตอนนี้น้องชายของข้า

อาการกำลังทรุดหนักมาก จนหมอในตระกูลก็บอกว่า

ไม่สามารถรักษาได้ เจ้าว่าอย่างไร สามารถรักษาได้

หรือไม่” ไปั๋ฮวาที่เห็ฯหน้าคนทั้งสามถึงกับถอนหายใจ

ด้วยความโล่งอกออกไป รีบวิ่งมาในทันที

ก่อนหน้านี้ ทั้งสี่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะรอให้บิดาของ

ไปั๋ฮวาจัดการปัญหาเสียก่อน ด้วยมิอยากจะเข้าไปขวาง

การจัดการของคนตระกูลไปั๋

“นำข้าไปห้องของน้องเจ้า แล้วข้าจะช่วย” เปั่ยจิน

เอ่ยออกมา

เพียงแต่สีหน้าของข้ารับใช้ และผู้ดูแลที่โดนนาย

ท่านไปั๋ให้ติดตามคุณหนูไปั๋ นั้นได้แสดงออกถึงความ

ยุ่งยากออกมา ด้วยต้องการห้ามปรามคุณหนูของ

ตนเอง

“ได้ การรักษาน้องชายของข้า ข้ารับผิดชอบเอง

เช่นนั้นเจ้าตามข้ามาเถอะ ห้องของน้องชายข้าอยู่ด้าน

นี้” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาพร้อมกับหันไปเอ่ยกับข้ารับใช้

ของตนเอง เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่า นางจะเป็ฯผู้รับผิดชอบ

เอง หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น ให้รายงานนายท่านไปตาม

นี้

เมื่อเห็นว่าไปั๋ฮวาเอ่ยรับรองออกมาเช่นนี้ เปั่ยจิ

นจึงมอบหน้าที่ท่านหมอให้แก่หยางคง ดำเนินการ

ต่อไป

“ได้ เช่นนั้นพี่หยางเจ้าคะ รบกวนช่วยตรวจดู

อาการของเด็กคนนี้หน่อยเจ้าค่ะ”

“อืม ชีพจรของเด็กคนนี้เริ่มเต้นช้าลง เกรงว่าจะไม่

ถึงพันทิวา ราตรี ที่ว่านิรันดร์เสียแล้วสิ” หยางคงจับชีพ

จรของเด็กน้อยและเอ่ยออกมาเบาๆ คล้ายเรื่องบอก

เล่า มิได้จริงจัง ร้อนให้ผู้ที่ยืนฟังงอยู่ถึงกับแสดงสี

หน้าต่างๆ กันออกไป

“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ เหตุใดน้องข้าถึงอยู่ไม่ครบ

หนึ่งพันทิวา” ไปั๋ฮวาที่เชื่อมั่นในฝีมือของหยางคง

ถึงกับมีสีหน้าร้อนรนออกมา ส่วนข้ารับใช้บางคนก็รีบ

เดินออกจากห้องเพื่อไปรายงานนายท่านของตนเอง

ทันที

“ตอนนี้ข้าเกรงว่า หนอนบ่อนไส้ในตระกูลของเจ้า

มันคงจะรู้ตัวเสียแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงได้เพิ่มปริมาณ

ยา เพื่อให้น้องชายของเจ้าตายไวขึ้น” หยางคงเอ่ย

ออกมา

“เช่นนั้นมีหนทางที่พอจะช่วยได้หรือไม่เจ้าคะ”

ไปั๋ฮวาหันไปส่งสายตาอ้อนวอนแก่เปั่ยจิน หยางคงและ

จินหลง และแน่นอนว่าจินหลงนั้นอยากรีบจบเรื่องราว

นี้เสียที จึงไล่ไปั๋ฮวาออกไปจากห้อง

“แน่นอนว่าพวกข้ามี เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าขอ

ความเป็นส่วนตัว” จินหลงเอ่ยออกมา

“ได้ข้าฝากน้องข้าด้วยนะเปั่ยจิน” ไปั๋ฮวารับปาก

จินหลง และหันไปกำชับสหายอย่างเปั่ยจินอีกรอบ

“ได้”

“คุณหนูเจ้าคะ…” ยังมิทันที่นายจะเอ่ย แต่ข้ารับ

ใช้ที่มิยินยอมรีบเอ่ยค้านออกมาทัน

“ออกไป หลังจากนี้ข้าจะเป็นคนรับผิดชอบทุก

อย่างเอง”

หลังจากที่ทั้งหมดออกไปแล้ว ก็เหลือเพียงที่กลุ่ม

ของเปั่ยจินที่กำลังนั่งคุยกัน ถึงเรื่องราวความเป็นไป

ความเป็นมาของอาการของเด็กน้อยตรงหน้าที่จู่ๆ ก็แย่

ลงแบบนี้

ตอนนี้นางได้เตรียมยาเสร็จแล้ว เพียงแค่กรอกให้

ลงปากเด็กคนนี้ สุดท้ายแล้วอาการของเด็กคนนี้คงต้อง

ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถทนรับความเจ็บปวดจากการขับ

ยาพิษออกมาจากร่างกายได้มากเพียงใด

“ไปั๋ฮวาหลีกไปเดี๋ยวนี้” เสียงตะโกนดังเข้ามาใน

ห้องที่ทั้งสามกำลังรักษาผู้ปั่วย

ภาค 2 ตอนที่ 15 บิดาเช่นนี้

“ไม่เจ้าคะ ข้ามิถอย” ไปั๋ฮวานำตนเองมายืนบัง

ประตูเอาไว้ เพื่อกันมิให้บิดาของตนเองเข้าไปรบกวน

การรักษาของเปั่ยจินทันที

สีหน้าของนายท่านไปั๋ในตอนนี้เรียกได้ว่าโกรธจน

เลือดขึ้นหน้าเสียแล้ว เหล่าผู้ติดตามด้านหลังต่างยืนก้ม

หน้า มิกล้าเงยหน้าขึ้นมา ด้วยกลัวว่าจะโดนนายท่าน

ไปั๋โมโหใส่ตนเอง

ร้อนให้นายท่านไปั๋ที่โดนบุตรสาวตนเองทำเช่นนี้

ต่อหน้าบริวาร ถึงกับยืนโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่นไปหมด

จากนั้นจึงตะโกนเสียงดังให้บ่าวมาจับตัวบุตรสาวตนเอง

เอาไว้

“ออกไปเดี๋ยวนี้ เด็กๆ จับตัวคุณหนูใหญ่ไว้” นาย

ท่านไปั๋ตะโกนออกมา

เพียงแต่คนอย่างไปั๋ฮวามิใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ ยิ่ง

เรื่องนี้ด้วยแล้ว หากนางปล่อยให้การรักษาล้มเหลว

เช่นนั้นมิใช่ว่านางตั้งใจทำร้ายน้องชายตนเองหรอกหรือ

เช่นนั้นจะมิกลายเป็นว่านางเป็นคนผิดหรอกหรือ

“ใครกล้าแตะต้องข้า ออกไป ท่านพ่อ ท่านเชื่อข้า

เถิด สหายของข้ากำลังรักษาน้องรองอยู่จริงๆ เจ้าค่ะ”

ไปั๋ฮวายังคงอ้อนวอนออกไป

เหตุการณ์ด้านนอกยังไม่สงบ แต่ด้านในกลับเติม

เชื้อเพลิงเข้าไป ด้วยเสียงร้องอันโหยหวนของคนปั่วย ที่

ดังออกมา

“อ้ากกกกกกกกกก” เสียงร้องอันเจ็บปวดดัง

ออกมาจากภายในห้อง ร้อนใจให้คนที่ยืนอยู่ด้านหน้า

ถึงกับระเบิดพลังออกมาทัน

“หยวนเออร์” นายท่านไปั๋ที่ได้ยินเสียงบุตรชายดัง

ออกมาจากด้านใน ความโกรธเกรี้ยวที่สูงอยู่แล้ว ทำให้

เผลอระเบิดพลังใส่บุตรสาวของตนเอง เป็นเหตุให้ไปั๋ฮ

วากระเด็นออกไปและล้มลง

แม้นจะตกใจที่ตนเองเผลอระเบิดพลังใส่บุตรสาว

ของตนเองไป แต่ความมัวหมองที่บังใจและอารมณ์

เกรี้ยวกราดจากการต่อต้านของบุตรสาว ทำให้นาย

ท่านไปั๋เลือกที่จะมิสนใจอาการบาดเจ็บของบุตรสาว

ตนเอง ด้วยรู้ว่าพลังปราณเพียงเล็กน้อยมิอาจทำอันใด

นางได้

แต่นายท่านไปั๋กลับมิรู้เลยว่า บาดแผลที่กาย ไหน

เล่าจะเท่าบาดแผลที่ใจ ไปั๋ฮวาสุดจะกลั้นน้ำตาเอาไว้

และเช็ดมันอย่างลวกๆ จากนั้นจึงพยุงตัวขึ้นช้า ๆ ไร้

การช่วยเหลือจากบ่าวไพร่คนใด แม้กระทั่งจากเหมยซิ

นคนรับใช้ส่วนตัวของนาง ส่วนเหมยซานนั้นได้ออกไป

ตามฮูหยินเอกให้มาช่วยเหลือคุณหนูของตน จึงมิได้อยู่

ในเหตุการณ์

“ปังง ปังงง” เสียงกระแทกประตูจากพลังปราณ

ของนายท่านไปั๋

จินหลงได้ใช้พลังปราณปั้องกันประตูไว้มิให้ใครเข้า

มาก่อก่วนการรักษา นายท่านไปั๋จึงมิอาจเปิดมันออก

ตามใจชอบได้ แม้จะใช้พลังมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่

เพียงไม่นานนัก

“แอ๊ดดดดด” ประตูเปิดออกมา

พร้อมกับคนด้านในทั้งสาม ที่เดินออกมาอย่าง

เชื่องช้า มิได้เดือดร้อนอันใด

“คารวะนายท่านไปั๋ขอรับ ขออภัยที่ข้าและน้องๆ

ทำสิ่งใดโดยพละการ” จินหลงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่า

นายท่านไปั๋กำลังจ้องมองมาทางด้านพวกตน

“พวกเจ้า คุมตัวคนทั้งหมดไว้” นายท่านไปั๋ออก

คำสั่งข้ารับใช้ของตนเองทันที

แต่ใช่ว่าเปั่ยจิน หยางคงและจินหลงจะยินยอมตก

เป็นรองให้ผู้ใดข่มเหง จินหลงจึงได้แสเงพลังปราณของ

ตนเองออกไปเช่นกัน หากมิใช่ผู้ที่มีพลังปราณที่สูงกว่า

ตนเองนั้น ก็จะมิรับรู้ได้ว่าเป็นพลังปราณจากสัตว์ใน

ตำนานอย่างจินหลง ซึ่งจะมีความแตกต่างจากพลัง

ปราณของมนุษย์

“ปักกก อั๊กกกก” ข้ารับใช้ที่เข้ามาจึงโดนพลัง

ปราณของจินหลง เข้าไป แต่มิได้รุนแรงมากนัก ด้วย

มิได้ตั้งใจจะทำให้เกิการบาดเจ็บแค่ผู้ใด เป็นเพียงการ

แสดงพลังออกมา เพื่อข่มฝั่ายตรงข้ามเท่านั้น

“ขอภัยที่ข้ามิอาจให้คนของท่านแตะต้องตัวน้องๆ

ของข้าได้” จินหลงเอ่ยออกมาพร้อมกับขยับถอย

ออกไปจากหน้าประตูห้องเล็กน้อย เพื่อให้คนที่เหลือ

สามารถเข้าไปดูอาการของคุณชายรองได้

ส่วนนายท่านไปั๋นั้นหลังจากที่ได้เห็นการแสดงพลัง

ปราณของจินหลงออกมา ก็ระลึกได้ว่าตนเองได้ล่วงเกิน

ผู้สูงส่งเข้าแล้ว แต่อคติในใจหรือจะสู้สิ่งใด ทำให้ได้แต่

ยืนมองบุตรสาวตนเองและกลุ่มคนทั้งสามอย่างโมโห

ต่อไป

“ท่านพี่จินหลง ท่านพี่หยางคง เปั่ยจิน ข้าขออภัย

เจ้าคะ ที่ทำให้พวกท่านเดือดร้อน” ไปั๋ฮวากล่าวออกมา

พร้อมกับทำการคารวะไปด้วย เพื่อขออภัย

“ช่างเถิด” เปั่ยจินบอกปัดไป ส่วนจินหลงและห

ยางคงนั้นมิได้หันหน้าไปมอง ทำให้ไปั๋ฮวาหน้าเสียไป

เล็กน้อย ด้วยเพราะคิดว่าท่านพี่ทั้งสองคงโกรธตนเอง

แล้วเป็นแน่

“ส่วนท่าน ข้าว่าท่านควรเข้าไปดูอาการบุตรชาย

ตนเองมากกว่าจะมายืนแค้นเคืองพวกข้า” เปั่ยจินเอ่ย

บอกนายท่านไปั๋ออกไป ด้วยเกรงว่ายืนต่อกรกันไปนาน

กว่านี้ จินหลงจักควบคุมตนเองมิอยู่ เผลอทำร้ายบิดา

ของสหายออกไป

“ไปั๋หยี่ เจ้าไปตรวจดูอาการคุณชายรองเดี๋ยวนี้”

นายท่านไปั๋ออกคำสั่ง

ท่านหมอไปั๋หยี่คือท่านหมอ ประจำตระกูลเช่นกัน

เพียงแต่เป็นหมอประจำตัวของนายท่านไปั๋เท่านั้น มิได้

รักษาคนอื่น นายท่านไปั๋จึงไว้วางใจให้มาตรวจดูอาการ

ของคุณชายรองไปั๋ในครั้งนี้

“ขอรับนายท่าน”

“หากน้องชายเจ้าเป็นอันใดไป เจ้าจักต้องได้รับ

โทษ คุณหนูใหญ่ไปั๋ฮวา” นายท่านไปั๋หันไปเอ่ยกับไปั๋ฮ

วาด้วยน้ำเสียงดุดันอีกครั้ง เรียกได้ว่า มิสนใจใยดีใน

อาการบาดเจ็บมิพอ ยังสร้างรอยแผลเพิ่มเข้าไปอีก

หยางคงที่เห็นเช่นนั้นจึงได้แต่สงสารอยู่ภายในใจ

ส่วนเปั่ยจินและจินหลงมิได้กล่าวอันใดออกมา อนึ่งมัน

คือเรื่องของครอบครัวคนอื่น แต่หากไปั๋ฮวาร้องขอ

แน่นอนว่านางต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว

“ท่านพ่อ…”

เมื่อไปั๋หยี่เข้าไปตรวจดูอาการ จึงได้รายงานออกมา

แต่อาการของเด็กน้อยช่างสร้างความประหลาดใจแก่

ท่านหมอเป็นอย่างยิ่ง

“เรียนนายท่าน ตอนนี้คุณชายรองอาการกลับมา

เป็นปกติแล้วขอรับ” ไปั๋หยี่เอ่ย

“เจ้าว่าอย่างไรนะไปั๋หยี่” นายท่านไปั๋เอ่ยถาม

ออกมา

“เรียนนายท่านตอนนี้คุณชายรองอาการกลับมา

เป็นปกติ ไร้ร่องรอยของการถูกพิษใดๆ ส่วนร่างกาย

ในตอนนี้แค่บำรุงด้วยสมุนให้มากหน่อย หลังจากนี้ก็มิมี

ปัญหาใดในการเติบโตแล้วขอรับ อีกทั้งสุขภาพยังจะ

แข็งแรงกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ”

แน่นอนว่าก่อนที่ทั้งสามจะออกมานั้น เปั่ยจินได้

จัดการปั้อนยาถอนพิษแก่คุณชายไปั๋หยวนไปแล้ว เมื่อ

ทานเข้าไป ร่างกายของไปั๋หยวนจึงได้ขับพิษออกมาเป็น

คราบเมือกสีดำ ที่มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ร่างกายของคน

ปั่วยจักได้รับความเจ็บปวดจากพิษที่ถอนออกมาค่อยๆ

ซึมผ่านผิวหนัง ดั่งเล่มเข็มที่แทรกซอนออกจากร่างกาย

หากผู้ที่มิเชี่ยวชาญเป็นคนถอนแล้วมิรู้ความ อาจจะ

โดนพิษในพิษเข้าไปได้เช่นกัน

ซึ่งคุณชายรองไปั๋หยวนนั้นตอบสนองได้ดีมาก

คล้ายกับว่าตั้งใจจะมีชีวิตอยู่ จึงพยายามต่อสู้เพื่อ

ตนเองได้กลับมามีชีวิตรอด

ส่วนการทำความสะอาดนั้น เมื่อเปั่ยจินปั้อนยาเข้า

ไปแล้ว และพิษถอนออกมา เพียงแค่จินหลงสะบัดมือ

คราเดียวคราบทั้งหลายก็ได้หายไปแล้ว เรียกได้ว่าคนที่

สบายที่สุดในวันนี้คงเป็นหยางคง ที่นั่งแทะผลไม้รอ

ระหว่างการรักษาคนของทั้งสอง เรียกความหมั่นไส้

เล็กๆ แก่เปั่ยจินและจินหลงได้ดีทีเดียว

“ไปั๋ฮวา พ่อ…”

ภาค 2 ตอนที่ 16 ทุกข์ใดเล่าจะเท่าทุกข์…ใจ

“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาก่อนที่บิดาจะ

กล่าวอันใดออกมาอีก นางรู้ว่าบิดารักน้องชายมาก

เพียงใด

เข้าใจว่าบิดาเช่นนี้ มิควรเป็นบิดาต่อไปนะสิ หา

บิดาข้ายังคิดมิได้เช่นนี้ ข้าคงนำท่านแม่หนีไปแล้ว หึหึ

“ไปั๋ฮวาเป็นอย่างไรบ้างลูก” ไปั๋ฮูหยินเมื่อเดิน

มาถึงเห็นสภาพของบุตรสาวแล้วก็ให้รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา

แต่แล้วอย่างไรเล่าในเมื่อสายตาของนาง มิได้จดจ่อลง

บนร่างกายของไปั๋ฮวาแม้แต่น้อย แต่สายตากลับเลยไป

ยังหลังประตูบานนั้น

“ท่านแม่ลูกมิเป็นอันใดเจ้าคะ” น้ำเสียงของ

บุตรสาวที่เอ่ยออกมานั้น พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้

เป็นมารดาหายห่วง แม้จะรู้อยู่แล้วว่ามารดามิได้ถาม

ด้วยความห่วงใยนางจริงๆ

“ไปั๋หยวนเล่า ตะกี้แม่ได้ยินเสียงน้องชายเจ้าร้อง

เดี๋ยวแม่ขอไปดูไปั๋หยวนก่อนนะลูก” ว่าจบก็สะบัดมือ

ของไปั๋ฮวาออกทันที

นางมิได้สะบัดแรง แต่เพียงแค่คลายมือออก โดย

มิได้มองไปยังใบหน้าของบุตรสาวที่กำลังปวดร้าวจาก

ความเสียใจ

หากนางมองหน้าบุตรสาวสักนิดในครั้งนี้ นางจักไม่

เสียใจในวันข้างหน้า หากบุตรสาวของนางจำเป็นต้อง

เลือกหนทางใดขึ้นมา

“ท่านแม่…” ข้าเป็นบุตรสาวของพวกท่านจริงๆ ใช่

หรือไม่เจ้าคะ… ไปั๋ฮวาทำได้เพียงเอ่ยออกมาเพียงในใจ

“อึก อือ เปั่ยจิน”

“เข้มแข็งไว้สหาย” เปั่ยจินทำได้เพียงปลอบสหาย

ของนาง

‘หยางคง: ครอบครัวใดเล่าจะมิรักลูก’

‘จินหลง: ก็หลายครอบครัวอยู่’

‘….’

หลังจากที่แก้พิษให้แก่ไปั๋หยวนได้แล้ว นายท่านไปั๋

ได้จัดการสืบปัญหาเรื่องของหนอนภายในตระกูลของ

ตนเองต่อทันที ได้ความว่าท่านหมอประจำตระกูลได้

โดนซื้อตัวไปจากคนภายนอกตระกูล โดยมิรู้ว่าผู้ว่าจ้าง

คือผู้ใด

แต่ด้วยจำนวนเงินที่มหาศาลที่สามารถซื้อจวนและ

เปิดสำนักหมอให้แก่ตนเองได้ จึงยอมร่วมมือด้วย สิ่งที่

ท่านหมอรู้มีเพียงอย่างเดียวคือ คนร้ายต้องการให้ท่าน

หมอกำจัดทายาทประจำตระกูล เพื่อมิให้ตระกูลไปั๋มี

ทายาทได้และล่มสลายไปเสีย

คาดว่าขณะนี้ นายท่านไปั๋คงมีผู้ต้องสงสัยบ้างแล้ว

ภายในใจ อำนาจของตระกูลไปั๋ที่มีมากเกินไปย่อมส่งผล

เสียต่อคนภายในวังหลวงเป็นที่แน่นอน เรื่องนี้มีผู้เสีย

ผลประโยชน์และได้รับผลประโยชน์มากมาย

“เพล้ง งงง งง”

เสียงเขวี้ยงแจกันไปกระทบกับฝาผนังดังขึ้นมา

เหล่านางกำนันที่สามารถขยับได้แค่ศีรษะ ต่างตื่น

ตระหนกและผวาอย่างยิ่ง กับอารมณ์ที่ขุ่นมัวและร้าย

กาจของเจ้าของตำหนักแห่งนี้

“เหตุใด เหตุใดกัน สิ่งที่ข้าต้องการมันถึงยากเย็น

เช่นนี้ ไหนเจ้าลองบอกข้ามาเถิดแม่นม”

“พระสนม ทำพระทัยให้เย็นก่อนเถิดเพคะ ส่วน

พวกเจ้าออกไปข้างนอกเสียให้หมด”

“เจ้าคะ กูกู” เหล่านางกำนัลต่างกุลีกุจอคลาน

ออกไปจากห้องด้วยสีหน้าโล่งอกแตกต่างกันไป ด้วย

หากอยู่นานกว่านี้ ความโหดร้ายของพระสนมจะยิ่ง

ทวีคูณมากกว่าเดิม

แม่นมหรือหลี่กูกู ข้ารับใช้คนสนิทที่ติดตามพระ

สนมซูกุ้ยเฟยมาตั้งแต่ยังอยู่ตระกูลเดิมและเลือกที่จะ

ติดตามคุณหนูของตนเองออกมาเอ่ยไล่ข้ารับใช้ออกไป

ซูกุ้ยเฟยแต่งเข้ามาสู่ราชวงศ์เพื่ออำนาจของ

เสนาบดีฝั่ายขวาซูเหวินหยง

ซูกุ้ยเฟยคาดหวังว่า เมื่อแต่งเข้ามาแล้วจะสามารถ

ไต่เต้าสู่ตำแหน่งฮองเฮาอย่างใจหวัง แต่ผ่านไปเพียง

หนึ่งวันถัดมา ฮ่องเต้กลับทำร้ายน้ำใจของนางด้วยการ

แต่งสตรีตระกูลไปั๋ ไปั๋กุ้ยเฟยเข้ามาพร้อมกันกับนาง

เท่านั้นมิพอยังแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดียวกับนาง

หลังจากเข้าหอได้เพียงหนึ่งคืนผ่านไป

ฮ่องเต้ยังหยามตระกูลนางด้วยการแต่งสตรีตระกูล

ไปั๋ ที่เป็นเพียงสตรีจากตระกูลพ่อค้าเข้ามา เพียงเพื่อ

ต้องการคานอำนาจกับตระกูลของนาง

เรื่องดังกล่าวสร้างความมิพอใจให้กับซูกุ้ยเฟยเป็นอ

ย่างมาก แม้แต่บุตรมังกรสักคนพระองค์ยังมิมอบให้นาง

ในพระราชวังแห่งนี้ มีฮองเฮาเท่านั้นที่มีบุตรชาย

อันได้แก่องค์รัชทายาท ที่มีพราชนม์มายุ 15 ชันษา

พร้อมที่จะมีนางสนมหรือคู่หมาย ซึ่งนั้นจะมิมีความ

หายใดเลยหาก ฮองเฮามิเลือกสตรีจากตระกูลไปั๋อีกคน

เพื่อเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เข้ารับการคัดเลือก มิใช่สตรีจาก

ตระกูลของนาง

“หม่อมชั้นว่าหลังจากนี้ปล่อยให้เสนาบดีซูเป็นคน

จัดการเถิดเพคะ มิเช่นนั้นจะมีการสืบสาวมาถึงพระองค์

ได้”

“แล้วมิใช่เพราะบิดาข้าเช่นนั้นหรือ ข้าถึงต้องมา

เป็นสนมของคนที่ข้ามิได้รัก แถมยังทำให้ข้าอับอาย

เช่นนี้ หลี่กูกู”

“พระสนม โถ่ พระสนมของหม่อมชั้น อย่าเสีย

พระทัยไปเลยนะเพคะ”

“เช่นนั้นส่งคนไปรายงานบิดาข้าเถิด ว่าให้หาทาง

จัดการสตรีตระกูลไปั๋ทุกคนให้ได้ ข้ามิต้องการให้สตรี

ตระกูลพ่อค้า มาเชิดหน้าชูตาแข่งขันกับข้า มิเช่นนั้นข้า

จะจัดการเอง”

“เพคะ หม่อมชั้นจะส่งข่าวให้แก่ตระกูลซู”

ทางด้านของเปั่ยจินที่ตอนนี้ตนเองได้ทำหน้าที่ ที่

สหายใหม่ของตนร้องขอมาได้สำเร็จแล้ว ก็มองไปยัง

รอบๆ ก็รู้สึกว่าตนเองควรจะกลับออกไปจากคฤหาสน์

แห่งนี้เสียที ยิ่งอยู่นานนางยิ่งรู้สึกอึดอัดเสียเหลือเกิน

คร้านจะปันหน้าไปมาให้กับสหายที ครอบครัวของ

สหายที เหลือเกิน หากนางมีครอบครัวเช่นนี้ ก็หนีออก

จากบ้านไปเสียแล้ว

แต่อย่างว่านั้นแหละ ข้าตื่นขึ้นมาบนโลกใบนี้ด้วย

ความทรงจำของโลกใบเก่า แต่สหายอย่างไปั๋ฮวานั้น

ตื่นขึ้นมาด้วยความคิดความอ่านและการสั่งสอนจาก

โลกใบนี้อย่างแท้จริง จะให้มีความคิดเช่นข้าคงมิใช่

อีกทั้งข้าก็มีทั้งจินหลงและมิติ รวมไปถึงของวิเศษ

ต่างๆ ที่ติดตัวมา ฉะนั้นมิแปลกเลยที่ข้าจะมาได้ถึงจุดนี้

แต่ก็นั้นอีกแหละ ในเมื่อข้ามีเหตุผลในการมาที่นี่ และมี

เหตุผลในการเติบโต เหตุใดไปั๋ฮวาถึงจะไม่มีกันเล่า

‘ข้านี่แหละ จะเป็นคนที่พร้อมสนับสนุนนางเอง

เพียงแค่เจ้าเอ่ยออกมาสหายข้า หึหึ’

“ไปั๋ฮวา เช่นนั้นพวกข้าคงต้องกลับโรงเตี๊ยมได้แล้ว

กระมัง” เปั่ยจินเอ่ยออกมา เพื่อเปิดบทสนทนาใน

ระหว่างที่สถานการณ์กำลังเงียบงัน

ไปั๋ฮวาที่คล้ายจะรู้สึกตัวจึงรีบเอ่ยออกมาอย่าง

เลิ่กลั่ก ด้วยสถานการณ์อันอึดอัดและความรู้สึกผิดที่ทำ

ให้ทั้งสามต้องมาเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งๆ ที่ทั้งสามเข้า

มาช่วยครอบครัวของตนเองทั้งนั้น

“จริงด้วยสิ ข้าขอโทษที่ยื้อตัวเจ้าและพี่ๆ ไว้เสีย

นานเลยจินเออร์ ท่านพี่ทั้งสองข้าขออภัยนะเจ้าคะ”

“อืม มิเป็นไรหรอก” หยางคงเอ่ยออกมา ส่วน

ทางด้านจินหลงนั้นทำเพียงหันไปมองไปั๋ฮวาด้วยหางตา

ชั่วครู่เพื่อบ่งบอกว่ารับรู้และมิได้ติดใจอันใดในปัญหาที่

เกิดขึ้นในคฤหาสน์แห่งนี้

‘เรื่องของมนุษย์ก็มักจะเริ่มต้นและลงเอยเช่นนี้

เสมอมานั้นแล’

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ เช่นนั้น ท่านแม่เจ้าคะ ลูกขอ

คงต้องขอตัวออกไปส่งจินเออร์และพี่ๆ กลับโรงเตี๊ยม

ก่อนนะเจ้าคะ”

“ได้ เช่นนั้นเย็นนี้แม่จะรอเจ้าทานข้าว”

“ขอท่านแม่โปรดอภัย ลูกคล้ายจะมิสบาย คงต้อง

ให้ท่านหมอจัดยาและพักผ่อนด้านในเรือนเป็นแน่ ลูกมิ

อยากให้ท่านพ่อและท่านแม่ติดไข้จากลูก ท่านแม่…

โปรดอภัยให้ลูกด้วยเจ้าคะ”

“ฮวาเออร์ ลูกยังโกรธอยู่ใช่หรือไม่” ไปั๋ฮูหยินที่หัย

มามองบุตรสาวตนเองเอ่ยออกมาทันที

“ท่านแม่ ลูกมิสบายจริงๆ เจ้าค่ะ ขอตัวก่อนนะเจ้า

คะ” ไปั๋ฮวาเอ่ยลามารดาตนเอง และหันไปยังแขกทั้ง

สาม

“ไปกันเถิดเจ้าคะท่านพี่จินหลง ท่านพี่หยางคง จิน

เออร์”

“อืม ไหวหรือไม่” เปั่ยจินรับรู้ได้ว่าสบายของ

ตนเองมิได้ปั่วย และที่เอ่ยถามออกมามิได้ถามถึงเรื่อง

ร่างกาย แต่ถามไปถึงเรื่องจิตใจต่างหาก และเหมือน

ไปั๋ฮวาจะรับรู้ได้ถึงสายตาทั้งสามคู่ที่ส่งมา นางมิได้ตอบ

ออกไป เพียงแต่หันไปแล้วขยิบตาข้างหนึ่งให้แก่ทั้งสาม

ได้เห็นตามที่เปั่ยจินเคยสอนไว้ เมื่อครั้งก่อน ว่าหาก

ต้องการส่งสัญญาณหรือตอบสิ่งใดสามารถขยิบตาได้

ภาค 2 ตอนที่ 17 กิจการใหม่ไฉไลแน่นอน

เมื่อเปั่ยจิน หยางคงและจินหลง กลับมาถึงห้องพัก

ก็มานั่งล้อมวงกันทานอาหารมื้อเย็นในห้องของเปั่ยจิน

มิได้ออกไปนั่งทานด้านนอก เพื่อสนทนาเรื่องราวที่พบ

เจอมาในวันนี้ อีกทั้งยังพูดคุยกันในเรื่องของกิจการที่

ต้องการจะทำหลังจากไปเหมาพื้นที่รอบๆ ปั่าม่าน

หมอกมา

“คุณหนูขอรับ เรื่องที่เคยคุยกัน จะให้จัดการเลย

หรือไม่” หยางคงเอ่ยออกมาหลังจากที่ทั้งหมดทานข้าว

ไปได้สักพัก คราแรกหยางคงนั้นยึดถือธรรมเนียมเรื่อง

ของการไม่พูดในระหว่างมื้ออาหารเป็นอย่างยิ่ง

เพียงแต่หลังจากเข้าไปอยู่ในบ้านของคนตระกูล

เปั่ยแล้วนั้น เปั่ยจินได้เอ่ยออกมาว่า เวลาเดียวที่พวก

เราจะได้พูดคุย พบปะ และใช้เวลาแห่งความสุขกัน

ภายในครอบครัว นับแต่นั้นมา หากคราใดสามารถผ่อน

ปรนได้ พวกเขามักจะพูดคุยกันเช่นนี้เสมอ

“อืม พี่หยางเจ้าคะ ติดต่อคนจากสำนักของเรามา

สัก 20 คนนะเจ้าคะ ขอเป็นคนที่สามารถย้ายมาที่นี่ได้

ไร้ครอบครัวและมีระดับพลังขั้นต่ำสีเขียวทั้งหมดเจ้า

ค่ะ”

แน่นอนว่าในตอนนี้ ปราณสีแดงเป็นปราณระดับ

ต่ำสุดระดับเริ่มต้นในโลกใบนี้ ถัดมาคือปราณสีส้ม

ปราณสีเหลือง ปราณสีเขียว ปราณสีน้ำเงิน ปราณสี

ครามคือท่านตาของเปั่ยจินที่เมื่อก่อนเคยเป็นหัวหน้า

องครักษ์และสามารถฟืนฟูพลังกลับมาได้แล้ว แน่นอน

ว่าปราณสีม่วงคือบิดาของเปั่ยจิน

และเปั่ยจินในตอนนี้คือปราณสีขาว เป็นปราณที่สูง

ที่สุดในดินแดนมนุษย์ ที่ยังไม่เคยมีใครมาถึง แต่เป็น

เพียงปราณเริ่มต้นในโลกสวรรค์และปีศาจ

“ขอรับ เช่นนั้นข้าออกไปจัดการก่อนนะขอรับ”

หยางคงออกไปจัดการงานที่ได้รับมอบหมายไว้

นอกจากที่หยางคงจะต้องออกไปส่งข่าวแล้ว ยัง

ต้องสืบข่าวที่เปั่ยจินต้องการในแต่ละวันอีกด้วย เมื่อห

ยางคงออกไปแล้วเปั่ยจินจึงเอ่ยถามจินหลงออกมา

“จินหลง ข้ามีเรื่องอยากถาม”

“อันใดกัน”

“เจ้านายของเจ้านะ ตายหรือยัง” ขณะที่เปั่ยจิ

นถามนั้น สีหน้าของนางคล้ายกับคนที่ถามไปเรื่อยเปือย

แน่นอนว่าสายตาที่แสดงออกมานั้นเป็นไปใน

ทิศทางเดียวกัน จินหลงที่เห็นท่าทาง น้ำเสียงและ

สายตาของอีกฝั่ายถึงกลับต้องหันไปจ้องหน้าอีกฝั่าย

ทันที เพื่อย้ำว่า สิ่งที่เปั่ยจินเอ่ยออกมานั้น เรื่องจริง

หรือล้อเล่น

และเปั่ยจินคนดีคนเดิม มิเคยทำให้ใครผิดหวังอยู่

แล้ว แม้ชีวิตนี้จะมีเรื่องให้นางต้องคิดมากมายแต่หาก

สิง่ที่ถามออกไป ก็เพียงแค่อยากรู้ แต่หากมิมีคำตอบก็

ช่างปะไร

“….” นางต้องการคำตอบอันใดกัน เห่อ เจ้ารีบ

กลับมาตอบคำถามนางเถิด เทียนหลง

“จะเงียบไปอีกนานแค่ไหนกัน มีใช่ว่าแอบไปมีลูกมี

เมียที่ใดกระมัง” เปั่ยจินยังคงเอ่ยออกไปอย่างเรื่อย

เปือย

“ฮุบ ฮ่าๆๆ ข้าอยากให้เจ้านั้นมาได้ยินสิ่งนี้จริง

เชียว ฮ่าๆ”

“ช่างเถิด จะหายหัวไปไหนก็เรื่องของเขาเถิด”

เหอะ หายไปนานขนาดนั้น

“จินหลง”

“หืม”

“สวรรค์ส่งข้ามาที่แห่งนี้ เพื่อเหตุใดกัน” เหตุใดกัน

ทุกวันนี้ ข้ากำลังทำอันใดอยู่

“มิใช่ว่าสวรรค์ได้บอกเจ้าแล้วหรือ” จินหลงรับรู้ได้

ถึงห้วงอารมณ์ความรู้สึกของเปั่ยจิน ไม่เคยหายไปเลย

สินะ ความรู้สึกลึกๆ ในใจของนาง ความรู้สึกที่ติดกาย

นางมาจากโลกก่อน ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว่าง

“พวกตาแก่พวกนั้นนะหรือนอกจากสร้างปัญหาให้

ข้าแล้ว จะทำอันใดได้” เปั่ยจินยังคงไว้ซึ่งการตอบ

คำถามที่ทำให้คล้ายว่าตนเองมิเป็นไรอยู่เสมอ

“หึหึ ข้าตอบเจ้าไม่ได้หรอก แต่อีกไม่นานเจ้าจะรู้

เอง เช่นนั้นจงทำสิ่งที่เจ้าอยากทำ ใช้ชีวิตของเจ้าให้ดี

แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” ใช่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว อีกไม่

นานคำตอบที่เจ้าต้องการก็จะวิ่งเข้ามาหาเจ้าเอง รออีก

หน่อยเถิดจินเออร์ ข้ามิอาจบอกเจ้าในตอนนี้ได้

“อืม ข้าก็ว่างั้นแหละ ไม่รู้สิ ความรู้สึกของข้า

ตั้งแต่จากที่นั้นมา ข้ารู้สึกว่าตนเองรอคอยอะไร

บางอย่างมาตลอด บางครั้งข้าก็ชักสงสัย เหตุถึงมาอยู่

ในโลกใบนี้ เหตุใด เหตุใดกันจินหลง” เปั่ยจินเองก็ใช่ว่า

จะมิรู้ บางคราความลับสวรรค์ก็ควรเป็นความลับต่อไป

“จินเออร์”

“อีกแล้วงั้นหรอ ช่างเถอะ ข้าเบื่อจะถามเจ้าแล้ว

เช่นกัน แต่อย่าให้รู้ว่าพวกตาแก่พวกนั้นเล่นตลกอะไร

ใส่ข้าละกัน ต่อให้ต้องเวียนวายตายเกิดอีกสิบรอบร้อย

รอบ ข้าไม่ยอมแน่”

“ว่าแต่เจ้าจะนำคนจากสำนักมาตั้งหลายคนทำไม

กัน”

“ในคราแรกข้าคิดว่าจะเปิดสำนักคุ้มภัยซีจ้าว

เช่นเดียวกับที่แคว้นของเรา แต่ดูๆ ไปแล้ว คนที่แคว้นนี้

คงมิจำเป็นต้องใช้คนคุ้มภัยสินค้าสักเท่าไหร่นัก เจ้าว่า

ข้าควรทำอันใดดี”

“คนส่งของ คนคุ้มกัน เหลาอาหาร ไม่ก็โรงประมูล

ไปเลยเช่นไร”

“ทั้งหมดที่เจ้าพูดมาข้าขี้เกียจ”

“อ้าว เจ้ากำลังกวนอารมณ์ข้าหรือไม่”

“อิอิ ข้าคิดออกแล้วนะสิว่าจะทำอันใด”

“ทำอันใด”

“ข้าอยากช่วยเหลือเด็กเหล่านั้น” ขอทานที่ไร้

ทางเลือก

“ด้วยการ…เปิดสำนักยุทธ์อีกงั้นหรือ มิใช่ว่าใน

แคว้นแห่งนี้ก็ส่งเสริมคนที่มีพลังอยู่แล้ว ส่วนเด็ก

เหล่านั้นหรือขอทานก็เป็นแค่คนกลุ่มน้อยในแคว้นแห่ง

นี้หรอกหรือ เช่นนั้นเจ้ามิต้องช่วยชาวเมืองไปทุกเมือง

เลยหรือไงกัน”

“โถ่ จินหลง ข้ามิได้หวังเพียงแค่ช่วยเหลือคนไป

เรื่อยเปือยเสียหน่อย ข้าเบื่อนี่น่า ชีวิตข้านอกจากการ

เฝั้าคอยแล้ว มีเรื่องอันใดให้น่าตื่นเต้นเช่นนั้นหรือ การ

ทำอะไรใหม่ๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ข้าอยู่บนโลกใบ

นี้ได้อย่างมีจุดหมายต่างหาก หรือเจ้ามิคิดเช่นนั้น”

“เห่อออ แล้วแต่เจ้าเถิด อยากทำอันใดก็ทำ ว่าแต่

สรุปแล้วเจ้าอยากทำอันใด”

“ข้าอยากเปิดคาเฟั่” ใช่แล้ว ข้าเปั่ยจินอยากเปิด

คาเฟั่

ส่วนสาเหตุที่เปั่ยจินอยากเปิดคาเฟั่ นั้นเรา

เพราะว่ากิจการเกี่ยวกับสำนักยุทธ์ น่าจะสร้างความ

หวาดระแวงให้กับคนในแคว้นนี้ นางมิอยากแก้ปัญหา

ใดๆ ในตอนนี้ และคาเฟั่ของนางก็มิธรรมดาเช่นกัน

เพราะนางจะขายอาหารที่ทำมาจากสมุนไพรและพืชที่

มีพลังปราณทั้งหมด

“คา คาเฟ เฟั่ งั้นหรือ” ภาษาแปลกๆ ของนางอีก

แล้วกระมัง

“อืมใช่ คาเฟั่”

“มันคืออันใดกัน”

“คาเฟั่มันคือร้านอาหารหรือร้านขนมในโลกก่อน

ของข้า ที่จะเปิดประสบการณ์ในการบริการ ให้ ลูกค้า

ทุกคน กลายเป็น ท่านชาย ท่านหญิง กับ สาวใช้ในชุด

เมด อืม แบบชุดน่ารักๆ

โดยในร้านอาหาร ข้ารับใช้ทุกคนจะต้องแต่งกาย

น่ารักๆ และมีความแปลกตา เพื่อดึงดูดลุกค้า ในโลก

ของข้ามักจะใช้หญิงสาวน่ารักๆ ในชุดสวย ๆ มาเสิร์ฟ

และบริการ แล้วการบริการก็มี หลายระดับ ส่วน

จำนวนเงินที่ต้องจ่ายก็แตกต่างกันไปตามรปแบบที่

ลูกค้าต้องการอย่างไรละ ที่ข้าจำได้ก็จะมีสามระดับ

ด้วยกัน

แบบแรก แบบคลาสสิค คือการอดทนรออาหาร

และเครื่องดื่ม ความสนุกค่อยๆ เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่

ต้องการประสบการณ์เมดคาเฟั่เต็มรูปแบบ

แบบที่สอง แบบเอนเตอร์เทน นอกจากกินข้าว

น่ารักแล้ว ยังคุยกับสาวใช้น่ารักอีกด้วย มีการโชว์ศิลปะ

กับอาหาร พร้อมด้วยการแสดงความสามารถอื่นๆ ที่มี

หากให้เปรียบในโลกนี้คงเป็นการแสดงพลังปราณเล็กๆ

น้อยๆ กระมัง

แบบที่สาม บาร์อิซากายะ มักจะเหมือนกับแบบที่

หนึ่งและสอง แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือสาวใช้จะแต่งกาย

น่ารักๆ และจัดเต็มทุกรูปแบบ นอกจากนี้อาจจะมีห้อง

ส่วนตัวได้

แต่กฏเหล็กของข้าคือ ห้ามแตะต้องเมดหรือข้ารับ

ใช้ทุกคน มิเช่นนั้นข้าอาจต้องทำการลงโทษตาม

ข้อกำหนดของร้านเรา

“อืม หากเป็นจริงดั่งเจ้าว่าก็น่าสนใจนะ”

“ใช่มั๊ยละ อิอิ อีกทั้งอาหารและของกินของข้ายัง

สามารถเพิ่มพลังปราณได้อีกด้วยนะ”

“เพราะเช่นนี้ เจ้าจึงต้องการคนของเรา”

“ฉลาดเสียจริง หากมีเพียงเจ้าและหยางคงแล้ว คง

จัดการอะไรยากขึ้น อีกทั้งข้ามิไว้ใจใครนอกจากคนของ

เราเอง”

“แล้ว…”

“แล้วยังมีเรื่องที่ข้าจะทำให้กิจการคาเฟของข้า

กลายเป็นหอขายข่าวของแคว้นนี้อีกด้วย”

“เจ้าจะไหวหรือ”

“เจ้ามิต้องห่วง”

“ข้ามิได้ห่วงเจ้า แต่ห่วงกิจการต่างหาก คนขี้เกียจ

แบบเจ้าจะทำได้เรอะ หึหึ”

“เจ้ากระต่ายอัปลักษณ์ มาให้ข้ากัดหูเจ้าดีหรือไม่”

“หึหึ”

ภาค 2 ตอนที่ 18 ปัญหาครอบครัว

“ว่าแต่แคว้นต้าเฉียงนี่มันยังไงกัน ทำไมมันดู

แปลกๆ ชอบกล” จู่ๆ เปั่ยจินก็เปลี่ยนเรื่องคุย

“อย่างไรกัน” คุยทีละเรื่องเดียวกันไปหมดเลยสินะ

“ก็จากที่ข้าสำรวจมา เหตุใดคนในแคว้นนี้ถึงมิกล้า

เอ่ยนามของฮ่องเต้ตรงๆ เลยเล่า บ้างก็มีนิทานในโรงน้ำ

ชา บ้างก็มีการจับกลุ่มจากจอมยุทธ์ขาจร พูดคุยกันใน

เรื่องฮ่องเต้ทรราชย์นะสิ ทั้งๆ คนในแค้วนนี้ก็ออกจะมี

อันจะกินไม่น้อย การเมืองการปกครองก็มิแย่เท่าที่ข้า

คิด ว่าแต่เจ้ารู้หรือไม่จินหลงว่าฮ่องเต้ของแค้วนต้าเฉียง

คือใคร แล้วมีนิสัยเช่นไร”

“ข้าเป็นสัตว์วิเศษก็จริง แต่ข้ามิใช่เทพชะตา ถึงจะ

รู้เรื่องราวของคนบนโลกใบนี้ทุกคนหรอกนะ หากเจ้า

อยากรู้สิ่งใดก็ไปหาคำตอบเองสิ อยากรู้ไปเสียทุกเรื่อง

จริงเชียวนะ หึหึ” จินหลงตอบออกมา

“มิใช่ว่าเจ้ากำลังหาว่าข้าเผือกอยู่ใช้หรือไม่” เปั่ยจิ

นถามออกไป

“บ้า ข้าพูดหรือ” จินหลงที่กำลังกลั้นขำอยู่ จึงทำ

ได้เพียงสะบัดพัดในมือให้คลี่ออกมา เพื่อปิดบังใบหน้า

ของตนเองไว้ มิให้เปั่ยจินรับรู้ว่าตนเองกำลังหลอกด่า

นาง

“เจ้าเปล่า” เปั่ยจินโต้กลับ

“ใช่มั้ยล่ะ” หึหึ

“แต่สายตาเจ้ามันฟั้อง คอยดูเถอะข้าจะฟั้องเจ้า

คนหน้าตายว่าเจ้ารังแกข้า” เปั่ยจินทำได้เพียงสะบัด

หน้าหนี อย่างแง่งอนใส่อีกฝั่าย

“โถ่ เกิดเป็นเจ้าจวินเทียนหลงนี่ ต้องคอยดูแลเจ้า

ทุกภพทุกชาติไปเลยสินะ หึหึ”

“ทุกภาพทุกชาติ เจ้าหมายความว่าเช่นไรกัน ข้ามิ

เข้าใจ”

“เปล่าๆ ข้าก็พูดไปเรื่อยนั้นแหละ” จินหลงที่รู้ว่า

ตนเองเอ่ยสิ่งใดออกไป ก็พลันได้สติกลับมาทันที เรื่อง

บางเรื่องอีกไม่นานนงก็จะรู้เอง เขามิจำเป็นต้องเข้าไป

ยุ่ง

“ปัง ปัง ปัง” // เสียงเคาะประตูดังขึ้นในระหว่งาที่

เปั่ยจินและจินหลงกำลังหยอกล้อกัน แน่นอนว่า นางได้

สั่งไว้แล้วว่า หากมิมีเรื่องใดสำคัญ มิอาจอนุญาตให้ใคร

เข้ามารบกวน

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูไปั๋ฮวาขอเข้าพบเจ้าคะ”

สาวใช้ของโรงเตี๊ยมเอ่ยออกมา

“อืม เชิญเข้ามา” เปั่ยจินหันไปมองหน้าจินหลง

เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดไปั๋ฮวาถึงเดินทางมาหาตน

ตอนนี้

จินหลงที่คร้านจะใส่ใจในความเป็นไปของมนุษย์จึง

ส่ายหัวเบาๆ แล้วหายตัวเข้าไปในมิติทันที

‘จินหลงงงงงง’ เปั่ยจินทำได้เพียงตะโกนภายในใจ

ตามหลังคนที่หนีตนเอง

“จินเออร์ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” ไปั๋ฮวาที่ได้รับ

อนุญาตให้เข้ามาแล้ว จึงค่อยๆ เดินเข้ามาด้านในห้อง

พร้อมกับเดินเข้าไปออดอ้อนเปั่ยจินทันที

“มิเจอหน้าแค่วันเดียว” นิ้วมือเรียวลูบไล้ไปยัง

ปลายจมูกคนที่อ้อนเบาๆ

“โถ่ เจ้าช่างมิสนใจไยดีข้าเสียเลย” ไปั๋ฮวาเอ่ย

ออกมาพร้อมกับกลับไปนั่งที่เก้าอี้ดีๆ

กลับกันอารมณ์ของคนที่เข้ามาก็เปลี่ยนไป เปั่ยจิน

ที่สังเกตได้จึงเอ่ยถามออกไปทันที

“เป็นเช่นนั้น ว่าแต่เจ้ามีอันใดมาหาข้า”

“เปล่าหรอก ข้ามานั่งเล่นที่นี่” ไปั๋ฮวากล่าวออกมา

แน่นอนว่าสายตากับคำพูดที่นางเอ่ยออกมานั้นช่างสวน

ทางกัน

“ทุกข์ใจอันใด บิดามารดาเจ้า ใช่หรือไม่”

“อืม เรื่องพิษในตัวข้านะ เจ้าสามารถช่วยได้

หรือไม่” ไปั๋ฮวารู้ว่าตนเองมิสามารถโกหกผู้ใดได้

แม้กระทั่งสหายใหม่อย่างเปั่ยจิน

จึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่กังวลใจออกมาแน่นอนว่าเปั่ย

จินก็ยินดีช่วยสหายของตนเองเพียงแต่…

“อยู่ที่ว่าสิ่งแลกเปลี่ยนของเจ้าคืออันใดมากกว่า”

“งก”

“ข้าเปล่า”

“เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใดบ้างเล่า”

“จากเจ้านะหรือ เจ้ามีอันใดมอบให้แก่ข้ากันหืม

ไหนเจ้าลองเอ่ยออกมา ข้ารอฟัง”

“ข้ายินดีจะเป็นม้าเป็นวัวให้เจ้าตลอดไป”

“ฮ่าๆ เจ้าล้อข้าเล่นหรือไร ไปั๋ฮวา เจ้าเป็นสหาย

ของข้า ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร เอาเถิดข้าจะคิด

ย้อนหลังเรื่องของตอบแทนละกัน ส่วนเรื่องการรักษา

ตัว เจ้าจะเริ่มวันไหน”

“ยิ่งเร็วได้ยิ่งดี”

“ทำไมหรือ”

“ท่านพ่อท่านแม่ กำลังหาทางให้ข้าแต่งออกไป”

“อืม แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องทำพันธะสัญญากับข้า”

“ได้ ข้ายินดี”

“เจ้าจะมิถามหรือว่าพันธะสัญญาอันใด”

“ข้าเชื่อใจเจ้า”

“เช่นนั้นอีกหนึ่งเดือนให้หลังเราจะทำการรักษาพิษ

กัน ส่วนสาเหตุนั้นเพราะร่างกายของเจ้าจำเป็นต้อง

ได้รับการบำรุงรักษาก่อน เพื่อให้ร่างกายของเจ้า

แข็งแรงพอที่จะรองรับพลังปราณที่อัดแน่นไว้”

“อืม ขอบใจเจ้ามากนะ”

“ว่าแต่เจ้าตัดสินใจได้หรือยังว่าจะทำกิจการอันใด”

“นั้นสิ ไปั๋ฮวา ข้ามีสิ่งที่ต้องการให้เจ้าตอบแทน

แล้วละ”

“ห๊ะ อันใดกัน”

“ไม่ยากและไม่ง่าย เพียงแต่เจ้าไม่ยินยอมข้าก็มิ

ว่า”

“อันใดกัน”

“ข้าต้องการให้เจ้าเป็นหุ้นส่วนข้าในการสร้าง

กิจการแถบปั่าม่านหมอก”

“จะดีหรือ ข้ามิมีหัวคิดใดเลยนะ ที่ผ่านมาท่านพ่อ

และท่านแม่ต่างก็ก่นด่าข้าไม่เว้นแต่ละวันในเรื่องของ

การค้า ว่าข้าเป็นหญิงไร้ความรู้ที่จะทำมาค้าขาย ให้ข้า

ทำเพียงเป็นหญิงสาวที่เตรียมตัวออกเรือนก็เพียงพอ

แล้ว”

“เจ้าว่าอย่างไรละ”

“ข้าอยาก ข้าอยากลอง”

“ก็แค่นั้นเอง ที่เหลือข้าจะช่วยเจ้าเองไปั๋ฮวา”

หลังจากที่ทั่งคู่ตกลงกันได้แล้ว จึงเกิดทำสัญญา

อักขระเลือดขึ้นมา เป็นพันธะสัญญาที่สร้างขึ้นมา

เฉพาะไปั๋ฮวา

ไปั๋ฮวานางมิใช่คนของตนเอง มิใช่ทาส เฉะนั้นนาง

จึงเขียนขึ้นมาใหม่ เป็นการรวมกันของพันธะชีวิตและ

สัญญาทาส

จุดประสงค์ของพันธะนี้ เมื่อใดที่นางทรยศเปั่ยจิน

ความทรงจำที่มีทั้งหมดจะหายไป จุดกำเนิดปราณของ

นางจะแตกสลาย มิสามารถกู้คืนได้อีกชั่วชีวิต กับคน

ทรยศ แน่นอนว่าเปั่ยจินมิเคยปราณี แม้จะเป็นคนที่

ตนเองรักมาก ก็ตาม

“เพล้งงงงงง” เสียงแจกันกระแทกกับพื้นห้อง

“เจ้าพูดว่าอย่างไร ไปั๋ฮวา” นายท่านไปั๋เอ่ยขึ้นมา

ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดเป็นอย่างยิ่ง

“ลูกต้องการเปิดกิจการเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาที่คิดมา

ตลอดทางว่าตนเองจะทำเช่นนี้ดีหรือไม่ ตัดสินใจตอบ

กลับไปอย่างนักแน่น

ภาพครอบครัวที่กำลังนั่งทานของว่างกันอย่างมี

ความสุขโดยปราศจากนาง รอยยิ้มที่มิว่านานแค่ไหน

บิดาของนางก็มิเคยมอบให้นางสักครั้ง

“เจ้าเป็นสตรีนะไปั๋เออร์” ไปั๋ฮูหยินที่ยืนเงียบๆ มา

ตลอดการพูดคุยเอ่ยขึ้นมา

“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าทำได้จริงๆ นะเจ้าคะ” ไปั๋ฮวา

ยังคงเอ่ยออกมา

นายท่านไปั๋ถึงกับโกรธจนหน้าสั่น ที่บุตรสาวตนเอง

แสดงออกมาเช่นนี้ มิใช่มิรู้ว่าบุตรสาวตนเองเป็นเช่นไร

เพียงแต่จะให้สตรีขึ้นมามีอำนาจมากกว่าบุตรชาย

เช่นนั้นคนอื่นจะมองว่าเช่นไร

“เพราะเจ้าคนพวกนั้นใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าเป็น

เช่นนี้”

“ท่านพ่อเจ้าคะ มิเกี่ยวข้องกับผู้ใดเลยนะเจ้าคะ”

ไปั๋ฮวาเอ่ยค้านออกมาทันทีที่บิดาของตนเอ่ยถึงบุคคล

อื่น เช่นสหายของตน

“หากเจ้ายังคงเถียงข้าเช่นนี้ ข้าจะสั่งโบยเจ้าและ

กักเจ้าไว้แต่ในเรือน จนกว่าจะแต่งงานออกไป”

“ท่านพ่อ / ท่านพี่” ไปั๋ฮวาและไปั๋ฮูหยินตะโกน

ออกมาด้วยความตกใจในคำพูดของนายท่ายไปั๋พร้อม

กันทันที

“ท่านพ่อเจ้าคะ เหตุใดกัน ลูกทำอันใดผิด”

“เพี๊ยะ”// เสียงฝั่ามือกระทบกับใบหน้าดังขึ้นมา

ทันทีที่ไปั๋ฮวาเอ่ยจบ

“ไปั๋เออร์” ไปั๋ฮูหยินตะโกนออกมา เมื่อเห็ฯว่า

บุตรสาวของตนเองโดนผู้เป็นสามีของตนตบและลงไป

นอนอยู่บนพื้น

ทางด้านของนายท่านไปั๋นั้นก็ยืนนิ่งอย่างตกตะลึง

ไปชั่วขณะ เช่นกันที่ได้กระทำสิ่งนั้นออกไป แต่แล้ว

อย่างไรเล่านางเป็นบุตรสาวของเขา ยิ่งไม่เคารพตนเอง

เช่นนี้ บทลงโทษก็ถือว่าสาสมแล้วต่างหาก

“ท่านพ่อ…ท่านรักข้าบ้างหรือไม่”

“เจ้า เจ้ายังกล้าเอ่ยเช่นนี้อีกหรือ เด็ก ๆ นำคุณหนู

ใหญ่ไปขังไว้ในห้องบรรพชนห้ามให้ข้าวให้น้ำ หนึ่งวัน

หนึ่งคืน ผู้ใดฝั่าฝืนขายออกไป”

“ท่านพี่นั้นบุตรสาวเรานะเจ้าคะ”

“เจ้าถามนางดูเถิดว่าจะยอมรับผิดหรือไม่”

“ท่านพ่อท่านแม่ลูกมิผิด”

“เจ้า นังลูกสารเลว กล้ามิยอมรับความผิดตนเอง

เด็กๆ เอาตัวคุณหนูออกไป”

“อึก อืออ”

“ท่านพี่เหตุใดถึงทำเช่นนี้ ท่านมิรักนางบ้างเลย

หรือ”

“นางมิเชื่อฟังข้า เหตุใดเจ้าจึงโทษข้าได้”

“นั้นเพราะท่านมิรับฟังนางมิใช่หรือ”

“ไปั๋ฮูหยิน หากนางยอมรับผิดข้าจะยอมปล่อยนาง

ออกมา”

“ท่านพี่”

ภาค 2 ตอนที่ 19 เดินออกมาเสียเถิด

“เรียนคุณหนู คุณหนูไปั๋ฮวาโดนนายท่านไปั๋ทำร้าย

ร่างกาย ด้วยการเผลอตบหน้าและสั่งคุมขังภายในห้อง

บรรพชนของตระกูลไปั๋หนึ่งวันหนึ่งคืน มีคำสั่งห้ามให้

ข้าวให้น้ำขอรับ” หยางคงเอ่ยออกมาด้วยอาการปกติ

การลงโทษเช่นนี้ มักจะเป็นสิ่งคุ้นชินของคนในตระกูล

ใหญ่ทั้งสิ้น

เปั่ยจินเองก็มิได้แปลกใจใดๆ ในการใช้วิธีการ

ลงโทษเช่นนี้ ในนิยายของโลกก่อนที่นางเคยอ่านมา

การลงโทษเช่นนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ เพียงแต่

สำหรับนางแล้ว การต้องไปนั่งเงียบๆ คุกเข่าคนเดียวต่อ

หน้าปั้ายวิญญาณ คนที่ตายไปแล้ว ทั้งในยามค่ำคืนช่าง

หนาวเหน็บ

ไม่รวมถึงการสั่งอดข้าวอดน้ำ ช่างถือว่าเป็นการ

ทารุณเสียมากกว่า แน่นอนว่านางมิยินดี ยิ่งสหายของ

นางเป็นหญิงสาวนางหนึ่ง ที่มิได้ทำกระไรผิด เพียงแค่

เติบโตมาในครอบครัวที่ไร้ซึ่งความรัก กลับโดนกระทำ

เช่นนี้ ช่างน่าสงสารเกินไปเสียจริงๆ

“อืม พี่หยางเจ้าคะ ฝากคนของเราช่วยดูแลนาง

ด้วยนะเจ้าคะ” เปั่ยจินเอ่ยออกไป ไปั๋ฮวาน่าสงสารก็

จริง เพียงแต่มิใช่เรื่องที่นางต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวาย ปัญหา

ครอบครัวของผู้ใดผู้นั้นก็ควรจัดการเอง เพียงแค่สิ่งที่

นางหยิบยื่นให้นั้นก็เพียงพอแล้ว

แม้ว่าสิ่งที่นางหยิบยื่นให้จะเป็นหนึ่งในการยื่นมือ

เข้าช่วยเหลือ แต่หากผู้ใดที่ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง

ของกิจการตระกูลซีจ้าว แน่นอนว่าต้องเด็ดขาด กล้าที่

จะทำโดยมิถามว่าทำไม และมิอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ใด

เว้นแต่นางเปั่ยจินเท่านั้น หลังจากนี้นางเเพียงแค่รอดู

ผลลัพธ์

“ขอรับ” หยางคงรับคำสั่งคุณหนูของตนเอง

พร้อมกับหันไปส่งสัญญาณแก่องค์รักษ์ใต้บังคับบัญชา

ตนเอง เพื่อให้จัดการเรื่องนี้ต่อไป ส่วนตนเองจะเข้าไป

ตรวจสอบและดูแลอีกทีหนึ่ง

เมื่อพูดคุยเรื่องของไปั๋ฮวาเสร็จแล้ว เปั่ยจินจึงหัน

มาพูดคุยเรื่องของกิจการที่นางต้องการสร้างต่อ แม้จะ

ไม่มีไปั๋ฮวา กิจการก็ยังคงดำเนินต่อไปได้

“พี่หยางเจ้าคะ นี่คือแบบร้านที่เราจะสร้างรบกวน

ท่านติดต่อนายช่างที่นี่ดำเนินการให้ข้าด้วยนะเจ้าคะ

ข้าต้องการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวัน หากต้องจ้างคน

เท่าไหร่ก็จัดการมาได้เลย ด้านซ้ายเป็นแบบแปลนของ

ทางร้าน และด้านขวาคือแบบแปลนของที่พักและจวน

ของเราเจ้าค่ะ” เปั่ยจินอธิบายให้หยางคงเข้าใจ เมื่อ

เห็นสีหน้าชวนสงสัยของคนตรงหน้าว่าเหตุใดแบบ

แปลนถึงมีสองแบบด้วยกัน

“ข้าอยากให้เรามีจวนไว้พักเช่นกัน จะได้มิต้อง

อาศัยโรงเตี๊ยมเช่นนี้ต่อไป ข้าว่ามันเปลืองเงิน” จินหลง

ที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้นมา

“เจ้าขี้งก” รั้นให้เปั่ยจินที่ได้ยินถึงกับเถียงออกไป

ก็ใครกันเล่า ทั้งๆ ที่มิจำเป็นต้องอาบน้ำแท้ๆ ก็ยังต้อง

ออกมาอาบภายนอก น้ำในโรงเตี๊ยมยิ่งมีมูลค่าอยู่

นอกจากนั้นมิพอ ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้าต่างๆ มิรวม

เครื่องประดับที่พบว่าอันใดสวยหรือเหมาะสมก็จะซื้อ

กลับไปฝากคนที่บ้านข้าตลอด

จนข้าก็สงสัยว่า การอยู่ในมิติคงทำให้จินหลงมัน

เหงาเกินไปจริงๆ ถึงได้ออกมาระบายอารมณ์ด้วยการ

ซื้อของเช่นนี้ แล้วยังมีหน้ามากล่าวหาว่านางฟุั่มเฟือย

“ข้าเปล่า” จินหลงเถียงออกไป ด้วยใบหูที่แดงระ

เรื่อเบาๆ เมื่อรับรู้ว่าสิ่งที่อีกฝั่ายกล่าวออกมาเป็นความ

จริง แต่จะให้ยอมรับออกไปก็กระไรเสีย

หยางคงที่เห็นว่าสงครามขนาดย่อมกำลังจะปะทุ

ออกมาก็รีบเอ่ยลาไปทันที

“ได้ขอรับเช่นนั้น ประเดี๋ยวข้ามานะขอรับ” หยาง

คงเอ่ยออกมาและหายตัวไปทันที

“เจ้าคะ” ทิ้งให้เปั่ยจินและจินหลงถึงกับหันหน้าไป

มองด้วยความงุนงง ในความเร่งรีบของอีกฝั่ายที่ดูมีพิรุธ

เสียจริง

ระยะเวลาในแต่ละวันช่างหมุนเวียนเปลี่ยนผันไป

ช้ามาก จนในที่สุด ไปั๋ฮวาก็ได้รับการลงโทษจนครบ

กำหนดระยะเวลา หนึ่งวันหนึ่งคืน

ไปั๋ฮูหยินที่เกรงว่าบุตรสาวตนเองจะเสียใจ จึงได้มา

ยืนรอหน้าห้องบรรพชนทันทีที่หมดเวลากักขังจากคำสั่ง

ของนายท่านไปั๋

เมื่อเปิดประตูเข้าไป กลับพบว่าบุตรสาวตนเอง

นอนหมดสติอยู่ด้านในเสียแล้ว เพราะพิษไข้จากความ

หนาวเย็นภายในห้อง ด้วยมิมีสาวใช้คนใดกล้านำหมอน

หรือผ้าห่มมาให้ไปั๋ฮวาแม้แต่ผู้เดียว แม้กระทั่งสาวใช้

คนสนิทอย่างเหมยซาน

“ไปั๋เออร์…อย่าเป็นอันใดไปนะลูก พวกเจ้าไปตาม

หมอมาเดี๋ยวนี้” ไปั๋ฮูหยินตะโกนออกคำสั่งออกไปทันที

เรียกให้คนรับใช้ข้างกายรีบวิ่งออกไปทันที

“เจ้าค่ะฮูหยิน”

หลังจากท่านหมอได้มาตรวจก็พบว่า ร่งกายของ

ไปั๋ฮวานั้นอ่อนแอจากการที่ไม่ได้รับอาหารเข้าสู่ร่างกาย

ประจวบกับร่างกายเดิมนั้นอ่อนแออยู่แล้วจากการที่

ร่างกายนั้นไร้พลังปราณ

ท่านหมอจึงได้จัดยบำรุงร่างกายให้แก่ไปั๋ฮวาทาน

เป็นเวลาสามวัน เมื่อท่านหมอกลับไป ไปั๋ฮูหยินจึงเดิน

มานั่งข้างบุตรสาวตนเอง

“ไปั๋เออร์แม่ขอโทษ เป็นเพราะแม่ เจ้าถึงเป็นเช่นนี้

หากยามนั้นแม่เข้มแข็งสักนิด แล้วเอ่ยห้ามบิดาเจ้าไป

เจ้าในตอนนี้ คงมิต้องมีร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ แม่ขอโทษ

จริงๆ” ไปั๋ฮูหยินเอ่ยพลางนั่งกุมมือบุตรสาวตนเองเบาๆ

“เรียนฮูหยินเจ้าคะ นายท่านไปั๋กล่าวว่าเชิญที่ห้อง

โถงเจ้าค่ะ” นั่งไปได้สักพัก คนจากเรือนใหญ่จึงขอ

อนุญาตเข้ามาส่งข่าว

“มีเรื่องอันใดสำคัญหรือไม่” ไปั๋ฮูหยินถามออกไป

เมื่อเห็นว่าคนทีท่เข้ามาคือข้ารับใช้จากเรือนใหญ่ แม้

นางจะเดาได้เล็กน้อยว่าคนจากเรือนใหญ่จะมาที่นี่ด้วย

เหตุใดก็ตาม

“นายท่านมิได้กล่าวเจ้าคะ เพียงแต่บอกว่า หาก

ท่านหมอกลับไปแล้วนายหญิงเองก็มิต้องอยู่ดูแลต่อ

ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบ่าวไปเจ้าค่ะ” ข้ารับใช้เอ่ย

ออกมาพร้อมกับยืมก้มหน้ามองพื้นไปด้วย ด้วยกลัวว่า

การเข้ามาในเวลานี้ จะเป็นสาเหตุทัี่ทำให้นายหญิง

เกรี้ยวกราดใส่ตนเอง

“อืม ข้าเข้าใจแล้ว” เพียงแต่ไปั๋ฮูหยินนั้นมิได้กล่าว

อันใดออกมานอกจากเอ่ยรับคำและเรียกคนรับใช้คน

สนิทของบุตรสาวทั้งสองเข้ามาเพื่อสั่งการ

“เหมยซิน เหมยซานเข้ามา” ไปั๋ฮูหยินเอ่ยออกมา

ด้วยตนเอง ทำให้คนทั้งสองที่อยู่ด้านหน้าห้องในยามนี้

ถึงกับหน้าถอดสีและรีบเดินเข้ามาอย่างช้าพร้อมกับนั่ง

ลงเบื้องหน้าไปั๋ฮูหยินทันที

“เจ้าคะ ฮูหยิน”

“ดูแลบุตรสาวข้าให้ดี หลังจากนางฟืนขึ้นมาข้าจะ

ให้นางลงโทษพวกเจ้าที่ละเลยหน้าที่ในการดูแล

คุณหนู”

“เจ้าค่ะฮูหยิน” เหมยซินและเหมยซานตอบรับ

ออกมาด้วยสีหน้าเชสำนึกผิด มากไปกว่านั้นคือเหมย

ซินที่แอบถอนหายใจออกมา เป็นเหตุให้เหมยซานถึงกับ

หันไปมองด้วยสายตาดุดัน

แน่นอนว่าทุกประโยคที่มารดาของไปั๋ฮวาเอ่ย

ออกมานั้น ล้วนเข้าหูของคนที่นอนปั่วยที่แอบอ้างว่ายัง

สลบมิฟืนตื่นขึ้นมาจากไข้หนาว ให้ได้ยินสดับรับฟังทุก

คำพูดอยู่ภายในใจ

ภาค 2 ตอนที่ 20 อาจจะเป็นคนคุ้นเคย

“เป็นเช่นนั้นหรือ ฮ่า ๆๆ”

เสียงหัวเราะอันชอบใจ ที่ได้ยินเรื่องราวจากคำบอก

เล่าของขันทีข้างกาย ดังออกมาอย่างห้ามมิอยู่ จนเหล่า

นางกำนัลที่อยู่รอบนอกห้องบรรทม ถึงกับขนลุกและ

ผวาไปตามๆ กัน มีเรื่องเล่าส่งต่อกันมามากมายนักว่า

หากได้ยินเสียงหัวเราะเช่นนี้เมื่อใด นั้นหมายถึงว่า

บุคคลภายในห้องกำลังกระหายการฆ่าฟัน ดังเช่นเมื่อ

หลายปีก่อนที่เกิดการนองเลือดขึ้นภายในราชวงศ์

เฉิงอี้ หรือ ในโลกใบนี้ที่เรียกว่า ฮ่องเต้ต้าเฟยเฉิง

ฮ่องเต้ทรราช ที่ได้รับคำกล่าวขานจากราษฎรในแคว้น

ตนเองและแคว้นข้างเคียง องค์ชายเฉิงอี้ คือบุตรชายที่

เกิดจากฮองเฮารัชกาลก่อน เพียงแต่ด้วยตอนประสูติ

นั้นทำให้มารดาตนเองทนรับความเจ็บปวดมิไหว

มารดาเสียชีวิตลง ฮ่องเต้องค์ก่อนแม้จะรักโอรสของตน

เช่นไร เพียงแต่เมื่อต้องทนเห็นหน้าโอรส ที่ทำให้คนที่

ตนเองรักต้องจากไปก็ทนมิได้ จึงได้ส่งโอรสของตนเอง

ออกจากพระราชวังไปตั้งแต่มีอายุได้เพียง 5 ขวบหนาว

หลังจากนั้นองค์ชายเล็กอย่างต้าเฟยเฉิง ก็ต้อง

ออกมาใช้ชีวิตอยู่แคว้นชายแดนอย่างองค์ชายเสเพล

ดังเช่นที่คุณชายหลายๆ คนทำกัน เพื่อเอาตัวรอดและ

แสดงใหบิดาเห้นว่าตนเองนั้น มิได้อยากกลับไปยังหลวง

แม้แต่น้อย

ซึ่งนั้นคือความตั้งใจจริงขององค์ชายนอกสายพระ

เนตร เพียงแต่เมื่ออายุ ได้ 15 ชันษา ได้เข้าเมืองหลวง

มาเพื่อทำพิธีก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และนั้นทำให้

เกิดคลื่นทางการเมืองเกิดขึ้น เมื่อองค์ชายที่เกิดจาก

สนมองค์อื่นๆ เห็นว่าทุกการกระทำและท่วงท่าที่งดงาม

มิคล้ายดั่งคนที่อยู่ชายแดนเลยแม้แต่น้อย

ความสูงศักดิ์ และความสง่าที่แผ่ออกมา ช่างน่า

เกรงขามยิ่งนัก ไม่เว้นแม้แต่ พี่ชายร่วมอุทรเดียวกัน

อย่างองค์รัชทายาท ที่อดจะภาคภูมิใจในตัวน้องชาย

ของตนเองมิได้

สิ่งเดียวที่ทำให้องค์ชายอย่างต้าเฟยเฉิงยอม

กลับมานั้นคือ ผู้เป็นพี่ชายอย่างองค์รัชทายาทขอร้อง

เอาไว้ให้่กลับมา ความรักใคร่กลมเกีลยวระหว่างพี่น้อง

ร่วมบิดามารดา คือสิ่งเดียวที่รั้งเขาไว จนกลายมา

เป็นต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ในปัจจุบัน

“พะยะค่ะ แม้นางผู้นั้นแท้จริงแล้วคือ จ้าวจินหรง

กงจู่ องค์หญิงขั้นที่หนึ่งที่ประสูติจากองค์หญิงจ้าวหลิน

เหมยน้องสาวที่หายสาบสูญกับพระราชบุตรเขยคนรอง

ของตระกูลซีที่หายสาบสูญไปด้วยกันพะยะค่ะ” ขันที

ข้างกายคนสนิทเอ่ย เรื่องราวที่รับรู้มาออกไป

“เปั่ยจินคือนามที่เรียกขานกันใช่หรือไม่” ต้าเฟย

เฉิงเอ่ยออกมา พร้อมกับใบหน้าที่ขยับนิดหน่อย บ่ง

บอกว่าพระองค์ทรงสนใจในตัวของสตรีนางนี่จริงๆ

“พะยะค่ะฮ่องเต้”

“ดี มู่หลิวส่งองครักษ์เงาไปติดตามนางไว้ ข้า

อยากจะรู้จริงเชียว ว่านางคือคนที่ข้าต้องการหรือไม่”

ต้าเฟยเฉิง

“พะยะค่ะ” มู่หลิวหัวหน้าองครักษ์เงากองกำลัง

ส่วนคนสนิทเอ่ยออกมา

“พระองค์ทรงให้องค์รักษ์เงาติดตามแม่นางผู้นั้น

ทำไมหรือพะยะค่ะ” ฉีกงกงเอ่ยถามออกมา ขณะเติม

น้ำชาดอกท้อของฝากจากดินแดนข้างเคียงไปด้วย

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ หันไปมองฉีกงกง คล้ายกับว่า

กำลังเกรี้ยวโกรธที่ข้ารับใช้คนหนึ่งกำลังสงใสในตัวเอง

ทำเอานางกำนัลและขันทีคนอื่นๆ ที่รอรับใช้ ก้มหน้างุด

และเสียวสันหลังไปตามๆ กัน

เห็นเช่นนั้น ฉีกงกงจึงส่งสัญญาณให้ทุกคนออกไป

ด้านนอกคล้ายจะน้อมรับความผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว คน

อื่นๆ ที่เหลือแม้จะเป็นห่วงฉีกงกงเพียงใด แต่ก็มิอาจขัด

คำสั่งได้ ยิ่งคนต่อหน้าคือต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ด้วยแล้ว

เมื่อเหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ออกไปหมด

ใบหน้าที่คล้ายเกรี้ยวขลาดเมื่อครู่ ก็ผ่อนคลายลง

“ไม่ใช่ว่าเจ้าก็สงสัยมาเสมองั้นหรือ ว่าเหตุใดข้าผู้นี้

ถึงเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนมาถึงจุดนี้ได้ ฉีกงกง”

“ขอประทานอภัยพะยะค่ะ กระกระหม่อมเพียงแค่

สงสัย แต่หากพระองค์จะมิตอบ กระหม่อมก็ยังคงภักดี

กับพระองค์เช่นเดิม” ฉีกงกงเอ่ยออกมาพร้อมกับก้มลง

และคุกเข่าเบื้องหน้าต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ทันที

“ฮ่าๆ ฉีหม่า เจ้านี่นะ กังวลมิเข้าเรื่อง” ต้าเฟยเฉิง

ฮ่องเต้เอ่ยออกมาพร้อมกับใช้นิ้วมือที่กำลังไพล่หลังไว้

เอื้อมมาดีดหน้าผาก ฉีกงกง ทันที

หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไป

“โถ่ ข้าเจ็บนะต้าเฟยเฉิง ข้าเกลียดนิสัยเจ้านัก” ฉี

หม่า เอ่ยออกมาพร้อมกับเปลี่ยนท่าจากนั่งคุกเข่าเป็น

นั่งลงบนพื้นทันทีทำท่างอแงราวกับเด็กน้อยที่โดนกลั่น

แกล้ง

“ฮ่าๆ ข้าเพียงสงสัยว่านางคือคนทืี่มาจากโลก

เดียวกับข้า นางอาจจะเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มข้าในโลก

ใบนี้ก็ได้ หรือเจ้าว่าอย่างไร” จากฮ่องเต้ทรราช กลับ

กลายเป็นเพียงคุณชายแสนเจ้าเล่ห์ในชั่วพริบตา

ฉีหม่า สหายคนสนิทของต้าเฟยเฉิง ยามที่ยังรั้งอยู่

ชายแดน บุคคลที่เคียงข้างต้าเฟยเฉิงตั้งแต่ยังเป็นเพียง

องค์ชายเสเพล จนขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ทรราช ที่หลายคน

เคยคาดเดาไว้มากมายนัก

“แล้วแม่นางจากตระกูลไปั๋ละขอรับ” ฉีกงกงเอ่ย

ขึ้นมายามตระหนักได้ว่า หากสหายตนสนใจคุณหนูต่าง

เมืองผู้นั้นจริง แล้วคุณหนูจจากตระกูลไปั๋เล่า จะเอาไป

ไว้ที่ใด คุณสมบัติที่เพียบพร้อมตามที่สหายตนเอง

ต้องการเช่นนั้น จะยอมปล่อยไปจริงๆ นะหรือ

“ยังมิถึงเวลาคัดเลือกสนมใหม่มิใช่หรือไง”

“พะยะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมจะจัดการให้” เมื่อได้

ฟังเพียงเท่านั้น ฉีกงกงจึงไม่ถามอันใดออกไปอีก

“หืม”

กลับมาที่ตระกูลไปั๋ในตอนนี้ หลังจากที่ไปั๋ฮวาฟืน

ขึ้นมาแล้ว ก็ได้ขอเข้าพบบิดาตนเองทันทีที่สติกลับคืน

มาพร้อมร่างกายที่มีเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดิน

เกิดการถกเถียงกันเกิดขึ้นภายในห้องทำงานของ

นายท่านไปั๋ เหล่าข้ารับใช้ด้านนอกที่รู้ความ จึงเร่งรีบไป

แจ้งแก่ฮูหยินของเรือนทันที

ไปั๋ฮูหยินที่มาถึง กลับต้องตกตะลึงทันที เมื่อนาย

ท่านไปั๋เอ่ยบางสิ่งออกมา

“ไปั๋ฮูหยิน นับจากจากนี้ ไปั๋ฮวามิเกี่ยวข้องกับ

ตระกูลไปั่อีกต่อไป”

“ท่านพี่” ไปั๋ฮูหยินตกตะลึง เอ่ยเรียกสามีตนเอง

ออกไปอย่างสั่นๆ น้ำตาที่กำลังไหลรินช้าๆ จากประโยค

บอกเล่าของสามีที่ตัดรอนบุตรีของตนเองอย้่างห้ามมิอยู่

ไปั๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับเงียบงันไปทันที มิว่า

จะทำใจมากี่ครั้ง นานแค่ไหน แต่การที่บิดาทำร้ายจิตใจ

นางเช่นนี้ น้ำตาที่กลั้นเอาไว้กลับไหลรินออกมาช้าๆ

อย่างมิอาจห้าม

“ออกไปจากจวนของข้า ลูกอกตัญูเช่นเจ้าข้ามิ

ต้องการเห็นหน้าอีกต่อไป”

จะว่าด้วยอคติหรือสิ่งอื่นใดก็แล้วแต่ ไปั่ฮวาจึง

เลือกที่จะอดทน และกลืนเสียงสะอื้นไห้กลับเข้าไปใน

ลำคอ และเอ่ยร่ำลาบิดามารดาออกมาทันที

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกขอลาเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาคุกเข่า

ลงเพื่อคำนับบิดามารดาก่อนที่จะเดินออกไปจากจวน

โดยมิหันหลังกลับมามอง

นายท่านไปั๋นั้นเกรี้ยวโกรธในตัวบุตรสาวเป็นอย่าง

มาก เมื่อเห็ฯว่าบุตรสาวตนเองถือดีและทำท่าจะเดิน

ออกไปจากจวน จึงเขี้ยงแจกันตามหลังไปทันที

เศษแจกันที่แยกแตกออกจากกัน ยังมิเท่าเศษใจ

ของไปั๋ฮวาที่แตกสลายจากการกระทำของบิดาเช่นกัน

ไปั่ฮูหยินเป็ฯมารดาที่ไร้ความสามารถ ทำอันใด

มิได้ ก็ทำได้เพียงถามสามีตนเองออกไป

“ท่านพี่เหตุใดเจ้าคะ เหตุใดถึงทำเหมือนไปั๋ฮวา

มิใช่บุตรสาวของท่าน”

“แม้ข้าจะมิได้รักนางเทียบเท่ากับ…”

“เช่นนั้นสินะเจ้าคะ แม้นข้าจะทำหน้าที่บุตรสาวที่

ดีให้บิดามารดา ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับข้ามี แต่กล้สก

ลับมิสามารถทำหน้าที่แม่ที่ควรปกปั้องลูกได้ ช่างน่า

ละอายเสียจริง ข้าขออนุญาตท่านพี่ไปไหว้พระที่วัดเส้า

หลงสักหนึ่งเดือนนะเจ้าคะ หวังว่าท่านพี่จะมิขัดข้อง”

“เจ้า ไปั๋ฮูหยิน เหอะ”

ภาค 2 ตอนที่ 21คนของใจกับคนของใคร

ในช่วงเวลายามเว้ย (เวลา13.00-14.59 น.) กลับ

พบว่ามีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง ณ

โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง คล้ายกับรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่

ด้วยใบหน้าหมอง ดวงตาแดงระเรื่อ แต่ก็มิมีผู้ใดให้

ความสนใจมากนัก ด้วยนั่งอยู่มุมของโรงเตี๊ยม

“จินหลง หยางคง ข้าหิวแล้ว หาอะไรกินกันเถอะ”

เปั่ยจินเอ่ยออกมาหลังจากออกไปดูกิจการและจวนที่ได้

ดำเนินการสร้างไปแล้วเสร็จ เพื่อจัดการงานที่เหลืออีก

เพียงเล็กน้อย

“หืม นั่งตรงนั้นดีหรือไม่” จินหลงเอ่ยออกมา เมื่อ

หันไปมองชั้นสองของโรงเตี๊ยมยังมีที่ว่าง เหลืออยู่

“เอ๊ะ นั้นมิใช่ไปั๋ฮวาหรอกหรือ” เปั่ยจินที่หันไป

ตามมือของจินหลงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นใครนั่งอยู่

ตรงนั้น

ทั้งสามไม่รอช้าจึงเดินเข้าไปหาทันที น้อยครั้งนักที่

คุณหนูอย่างไปั๋ฮวาจะออกมานั่งเฉยๆ เช่นนี้ หากมิโดน

ครอบครัวกักตัวไว้ หรือต้องไปร่ำเรียนตำราภายในจวน

“คุณหนูไปั๋ฮวามานั่งทำอันใดตรงนี้กัน” หยางคง

เอ่ยทักออกมาทันที เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายมิมีท่าทีจะ

รู้สึกตัวว่ามีคนกำลังก้าวเข้ามาล้อมรอบตนเองไว้ หาก

มิใช่พวกตนเองคงอันตรายยิ่งนัก

เปั่ยจินที่เห็นว่าทันทีที่สหายสนิทกันมา ใบหน้า

กลับปรากฏร่องรอยแห่งน้ำตาและดวงตาที่แดงระเรื่อ

ยิ่งนัก คล้ายกับคนที่กำลังนั่งร้องไห้มาตลอดเวลาเสีย

เช่นนั้น

“อ๊ะ เจ้าเป็นอันใด ใครรังแกเจ้าหรือ บอกข้ามา”

เปั่ยจินหันไปจับข้อมืออีกฝั่ายไว้ทันที ที่เห็นว่าอีกฝั่าย

กำลังจะหันหน้าหนี

ไปั๋ฮวาที่ซับน้ำตาเรียบร้อยแล้ว จึงหันมากล่าวตอบ

ทั้งสามที่กำลังตั้งตาฟังคำตอบ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

คล้ายกับว่าเหตุการณ์เมื่อครู่มิเคยเกิดขึ้น

“มิมีใครกล้ารังแกข้าหรอก” ผู้ใดจะกล้ารังแก

บุตรสาวตระกูลไปั๋กันเล่า

“แล้วเหตุใดกัน คุณหนูอย่างเจ้าถึงมานั่งร่ำไห้เช่นนี้

เล่า หืม” หยางคงยังคงยังคงถามออกไป อาจจะด้วย

ความห่วงใยในสหายคนแรกของคุณหนู

“มาๆ นั่งลงก่อนเถิด จะยืนคุยกันหรือไร” เมื่อเห็น

ว่ามิอาจเลี่ยงหลีกไปได้ เช่นไรนางมาที่นี้ก็เพื่อมาขอ

ความช่วยเหลือจากเปั่ยจินและทุกคนอยู่แล้ว จึง

ตัดสินใจที่จะเอ่ยออกไปทันที ที่เห็นว่าอีกฝั่ายมีท่าที

ห่วงใยในตัวนางถึงเพียงนี้

“ข้าไร้ที่พึ่งพิงเสียแล้วละ เปั่ยจิน” ไปั๋ฮวาเอ่ยจบก็

เเบนหน้าหนีไปอีกทาง ด้วยมิอยากเห็นสีหน้าของทั้ง

สาม นางมิชอบให้ผู้ใดมาสงสารหรือเวทนาในตัวนางยิ่ง

นัก

คล้ายทั้งสามจะยังตั้งสติมิทัน จึงมิได้สนใจความนัย

ของประโยคที่สื่ออกมา

“เจ้าพูดเรื่องอันใดกัน ข้ามิเห็นจะเข้าใจ” ขณะที่

เปั่ยจินถามออกไป หยางคงก็พยักหน้าให้คุณหนูของตน

เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า ทั้งเปั่ยจินและหยางคงยังต่างมิ

เข้าใจในเรื่องนั้น

ส่วนจินหลงที่เข้าใจเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ก็ทำ

เพียงนั่งมองกิจกรรมของมนุษย์ต่อไป ถือว่าเป็นหนึ่งใน

สีสันของการใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์เช่นกัน

“ข้าโดนไล่ออกมาจากตระกูลเสียแล้ว ทำเช่นไรดี

ละ” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมา เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยให้แก่ทั้ง

สองคน พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่คล้ายจะพยายามกลั่นมัน

ออกมา เพื่อให้คนทั้งสองรับรู้ว่านาง มิเป็นอันใด

“เจ้าล้อเล่นแล้วไปั๋ฮวา” เปั่ยจินเอ่ยออกมา ปน

น้ำเสียงสั่นๆ ด้วยคิดว่าเป็นมุขตลกของอีกฝั่าย

“ข้าเปล่า ข้ามิมีที่ไป ข้าขอนอนด้วยๆได้หรือไม่”

ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยท่าทีจริงจัง น้ำเสียงไม่มีความเล่น

ลิ้นปะปนแม้แต่น้อย เป็นเหตุให้เปั่ยจินอดที่จะสงสัย

เสียมิได้

“คนในโลกนี้ มีนิสัยแบบนี้ด้วยงั้นหรือ จินหลง”

เปั่ยจินหันไปถามจินหลง ด้วยความสงสัย ว่ามี

ครอบครัวเช่นนี้ด้วยหรือ

แต่เมื่อคิดไปถึงในอดีตที่แม้แต่บิดามารดาของตน

ยังเคยโดนไล่ออกจากบ้านมาแล้ว จึงมินึกแปลกใจ

เพียงแต่บิดามารดาของนางนั้นมิใช่บุตรที่แท้จริงเสีย

หน่อย จะโดนเช่นนั้นก็ยังพอจะเข้าใจได้ถึงการกระทำ

หรือมันมิควรเข้าใจเสียด้วยซ้ำ มิว่าจะเป็นเหตุผลใดก็

ตาม ในการกระทำเช่นนี้

“ข้ามิรู้” จินหลงเอ่ยออกมา ด้วยน้ำเสียงมิได้หา

คำตอบ เพียงแค่ตอบออกไป

“พึ่งพามิได้ ไร้ประโยชน์เสียจริง” เปั่ยจินบ่นงุบงิบ

เบาๆ จากนั้นจึงหันไปสนใจสหายของตนเองต่อ

อย่างไรปัญหานี้ก็ใช่ว่าจะยากเกินไป

โดนไล่ออกแล้วเช่นไร จวนข้ากว้างใหญ่ขนาดนี้ จะ

รับเลี้ยงเด็กสักคนเหลือเฟือ หึหึ

“เช่นนั้นคืนนี้เจ้าพักที่เรือนข้าแล้วกันพรุ่งนี้ค่อยมา

คุยเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกที”

“อืม ขอบใจเจ้ามาก” หลังที่ตกลงกันได้ ไปั่ฮวาก็

เอาแต่กล่าวขอบคุณไปั๋ฮวา จนเปั่ยจินบอกว่าหิวแล้ว

จึงได้ทานอาหารกัน

ภายหลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งสี่คนจึงจ่าย

ค่าโรงเตี๊ยมและจัดการเก็บข้าวของ ซึ่งมิค่อยจะมีอยู่

แล้ว เพื่อย้ายเข้าจวนม่านหมอก ซึ่งเปั่ยจินเป็นคนตั้งชื่อ

จวนนี้ด้วยตนเอง

“เจ้าพักห้องข้างๆ ข้าละกันไปฮวาเออร์”

“อืม พี่หยางกับพี่หลงเล่าพักที่ใด”

“พักเรือนปีกซ้ายและเรือนปีกขวานะ เจ้ามิต้อง

สนใจหรอก เจ้ารีบไปชำระกายและพักผ่อนเถิด วันนี้

เจ้าคงเหนื่อยมามากแล้ว”

“อืม ขอบใจเจ้ามาก ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ พี่ห

ยางพี่หลง”

“อืม” หยางคงเอ่ยออกไป ส่วนจินหลงนั้น เดิน

หายเข้าไปด้านในเรือนของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยามค่ำคืนแรกภายในจวนม่านหมอกมาถึง แขกผู้

มาเยือนจวนแห่งนี้ก็ตามมาด้วยเช่นกัน

“เพล้ง ปัก ฉึก เคร้ง !!!!”

บนหลังคาของจวนในขณะนี้กำลังเกิดการต่อสู้

ระหว่างองครักษ์เงาเกิดขึ้น

“หัวหน้าชายชุดดำขอรับ”

“ปกปั้องคุณหนู”

“พวกเจ้าลุกล้ำเข้ามาในจวนแห่งนี้ต้องการอันใด”

เซ่าปิง หนึ่งในองครักษ์เงาของตระกูลเปั่ย และเป็นหนึ่ง

ในหน่วยราตรีกาลเอ่ยออกมา

เมื่อมิมีผู้ใดเอ่ยตอบ การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป

“เพล้ง ฉึบ”

“ข้าเฉินอี้ เป็นคนของคู่หมั้นคุณหนูเปั่ยจิน นาย

ท่านจวินเทียนหลง” เฉินอี้ หนึ่งในองครักษ์เงาของ

เทียนหลงเอ่ยออกมา ด้วยนายท่านสั่งมิให้ล่วงเกินคน

ของคุณหนู จึงทำให้เพลี่ยงพล้ำ หากมิรีบเอ่ยออกมา

เกรงว่าแม้แต่ลมหายใจก็คงจะมิมีกลับไปรายงานนาย

ท่านเสียแล้ว

เมื่อเห็นว่าอีกฝังคือใคร ชายชุดดำอีกคนจึงยอม

เผยตัวตนออกมาเช่นกัน

“พวกข้าต้าซวง คือคนของฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียง”

ต้าซวงเอ่ยออกมา ด้วยเพราะรับรู้ว่าอีกฝั่ายคือคน

กันเอง มิอยากต่อสู้ให้เสียเลือด

“พวกเจ้ามาสอดแนมทำไมกัน เฉินอี้” ต้าซวงเอ่ย

ออกไป

เมื่อเห็นว่าชายชุดดำทั้งสองฝั่ายยอมลดอาวุธลง

แล้ว เซ่าปิงก็บอกให้คนอื่นๆ เก็บอาวุธไปเช่นกัน

“เอ๊ะ พวกเจ้ารู้จักกันงั้นหรือ” เซ่าปิงเอ่ยถาม

ออกไป เมื่อจับสังเกตบางอย่างได้

องครักษ์ของเปั่ยจินเอ่ยถามออกไป เมื่อเห็นว่า

เหตุการณ์ที่กำลังดุเดือดก่อนหน้านี้ สงบลงด้วยการ

แนะนำตัวของทั้งสองฝั่าย และแสดงตัวออกมา

“อ่อ เออ เปล่า พวกข้าปะทะกันบ่อยต่างหากเล่า”

“ใช่ๆ เจ้าพวกนี้ชอบเข้ามาสอดแนมในแคว้นของ

ข้านะ”

“เช่นนั้นหากมิมีอันใดแล้วข้าว่า เจ้าควรกลับไป

เสียต้าซวง ส่วนเรื่องรายงาน ข้าจะรายงานไปยังนาย

ท่านของข้า ส่วนเจ้ากลับไปรายงานนายท่านของเจ้า

เสีย ว่าเจ้าของจวนนี้คุณหนูเปั่ยจิน คือว่าที่นายหญิง

ของนายท่านจวินเทียนหลง”

“อืม ขออภัยเช่นกัน ข้าจะรีบกลับไปรานงานนาย

ท่าน เจ้าวางใจได้ นายท่านของข้ามิได้ประสงค์ร้าย ยิ่ง

รับรู้ว่านางคือคนของท่านจวินเทียนหลงแล้ว”

“อืม เช่นนั้น พวกเจ้ากลับไปเสีย หากมิได้ปองร้าย

ต่อคุณหนูของข้า” เซ่าปิงเอ่ยขัดทั้งคู่ออกมา ตกลงอัน

ใดกัน ช่างมิสนใจหัวหงอกเช่นเขาเลยกระมัง มาบุกรุก

พื้นที่คนอื่นมิใช่หรือไร มานั่งกันตกลงเพียงสองฝั่าย

‘คอยดูเถิด ข้าจะไปฟั้องคุณหนูข้าแน่ หึหึ’

“กลับ” ต้าซวงเอ่ย

“กลับ” เมื่อเห็นว่าต้าซวงกลับไปแล้ว เฉินอี้จึงหัน

มาหาเซ่าปิง เพื่อบอกว่าตนเองก็จะจากไปเช่นกัน ให้

วางใจได้

เมื่อทุกฝั่ายจากไป ไร้ซึ่งการบาดเจ็บเลือดตกยาง

ออก เซ่าปิงจึงหันไปบอกคนที่เหลือให้ผลัดกันดูเวรยาม

ให้ดี แม้จะเป็นหมาปั่าหิวโซจากปั่าม่านหมอกก็ตาม

ห้ามมิให้เข้ามาก่อนคุณหนูอนุญาต เด็ดขาด

“พวกเจ้าเฝั้าเวรยามดีๆ ข้าจะไปรายงานคุณหนู”

“ขอรับ”

“เรียนคุณหนู เกิดเหตุปะทะกันระหว่างคนของ

นายท่านจวินเทียนหลงและคนของฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียง

ขอรับ”

“ห๊าาา คนของจวินเทียนงั้นหรือ มาได้อย่างไรกัน”

“ที่ต้องน่าตกใจมันต้องเป็นคนของฮ่องเต้แคว้นต้า

เฉียงมิใช่หรือไงกันขอรับท่านจินหลง” หยางคงหันไป

กระซิบกับจินหลงเบาๆ

ภาค 2 ตอนที่ 22 คู่แข่งหรือศัตรู ต่างอันใดกัน

“น้อยๆ หน่อยเถิดเจ้านะ” จินหลงเอ่ยออกมา เมื่อ

เห็นว่าสตรีฝั่ายตนเอง แค่นี้ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้เขาไป

เสียแล้ว แพ้ราบคาบๆ

“เจ้าว่ามิน่าแปลหรือไร ปกติเจ้าหน้าตายมิค่อยใยดี

ข้า แต่วันนี้กลับกลับส่งคนมาสอดส่องข้าถึงที่นี่” หืมม

เขาต้องคิดถึงข้าบ้างแหละ

“ก็คงมิแแปลกเท่ากับคนของฮ่งอเต้แคว้นต้าเฉียง

ที่มาสอดแนมเจ้ากระมัง” เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยของ

ตนเองหลุดลอยไปไกลแล้วจึงกราชากกลับมาทันที

จะปล่อยให้คนของเราหลงเขาจนละเมอเพ้อพกไป

เองเช่นนี้มิได้เด็ดขาด จินหลงตั้งปณิธานกับตนเองไว้ใน

ใจ

“เอ๊ะ นั้นสิ ข้าลืมคิดไปเช่นกัน เหตุใดคนของ

ฮ่องเต้แคว้นนี้ถึงส่งตนมาสอดแนมข้ากันเล่า” คล้ายดั่ง

ว่าคนที่เพิ่งโดนกราชากลงมา พึงมีสติระลึกได้ จึงแสดง

สีหน้าเคร่งขรึม พร้อมกับเปลี่ยนท่าทีทันที

“ข้าน้อยเกรงว่าคนของแคว้นต้าเฉียงคงกำลังสืบ

เรื่องราวของคุณหนูขอรับ หยางคงเอ่ยออกมา”

“อืม เช่นนั้น ข้าควรรระวังตัวมากกว่านี้หรือไม่

จินหลง”

“มิจำเป็นหรอก ทุกอย่างที่เจ้าทำตอนนี้ หากคน

ของจวินเทียนหรือแม้แต่ฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงอยากรู้คง

มิพ้นสายตาเป็นแน่ เจ้าอยากทำอันใดก็ทำเถิด หากจ

วินเทียนปกปั้องเจ้ามิได้ ก็ยังคงมีข้าเสมอ”

“เจ้ากำลังห่วงใยข้าใช่หรือไม่ หืมมมม”

“เลิกเพ้อเจ้อเถิด บิดามารดาเจ้าจะหาว่าข้าสลับตัว

คน”

“หึ”

เช้าวันต่อมา เป็นวันเปิดกิจการชองร้านคาเฟย

ร้านอาหารของหวานและเครื่องดื่ม ที่เหมือนคาเฟั่ใน

โลกก่อนที่นางจากมา จุดเด่นของร้านของนางนั้นคือ

วัถตุดิบฟรี จากมิติของนางเอง

‘ล้อเล่น’

วัถตุดิบคุณภาพดีจากมิติของนางต่างหาก ร้านของ

นางจะมีค่าบริการและราคาที่สูงตามวัถตุดิบที่ใช้ นาง

ต้องการให้ลูกค้าที่มาทานร้านของนางสามารถพัฒนา

พลังไปด้วยในตัว

อีกทั้งในโลกใบนี้ยังมิมีกิจการเช่นนี้ จึงเป็นที่ตื่นตา

ตื่นใจแก่ชาวบ้านและเหล่าคุณหนูและฮูหยินที่ชื่นชม

และชื่นชอบความสวยงามจากสถานที่และการตกแต่ง

ร้านของนาง

ยังไม่รวมไปถึงชาวยุทธ์และเหล่าคุณชายต่างๆ ที่

เมื่อทราบว่าพื้นฐานของอาหารที่ของร้านคาเฟยคือ

เหล่าสมุนไพรพืชผักที่ช่วยบำรุงปราณ จึงทำให้เช้าวัน

เปิดร้าน มีผู้คนมากหน้าหลายตามาชุมนุมกันหน้าร้าน

มากมาย

แน่นอนว่าวันนี้เจ้าของกิจการแห่งนี้คือ แม่นางไปั๋ฮ

วา โดยมีเบื้องหลังคือ สามพี่น้องจากต่างแคว้น อย่างที่

ชาวบ้านได้รับรู้กันไป

“นายท่าน ข้าได้กระจายข่าวไปยังสายข่าวของเรา

เรียบร้อยแล้วขอรับ” เหลิ่งจิ่ง พี่ใหญ่ของกลุ่มขอทาน

น้อย ที่ได้ผันตัวเข้ามารับใช้เปั่ยจิน หลังจากที่นางได้ยื่น

ขอเสนอแก่พวกเขาในวันนั้น

และสายข่าวที่เหลิ่งจิ่งเอ่ยถึง นั้นก็คือ เหล่าขอทาน

คนอื่นๆ ที่ได้รับการจ้างวานจากเหลิ่งจิ่งพี่ใหญ่ของกลุ่ม

ขอทานน้อยเมื่อครั้งก่อนนั้น เพื่อทำหน้าที่เป็นสายข่าว

ให้แก่ตนเอง ด้วยนิสัยว่องไว ใจเย็นและรอบคอบของ

เขา ซึ่งเป็นธาตุลม นอกจากนี้เหลิ่งจิ่งยังกลายมาเป็น

ผู้ช่วยผู้จัดการร้านคาเฟย หรือในโลกนี้ก็คือผู้ช่วยหลงจู๊

อีกด้วย

ด้านพี่ชายคนรองอย่างห่าวซินนั้นมีนิสัยที่ใจดี

ละเอียดอ่อนและอ่อนโยนเกินไป ยากจะรับมมือกับ

ผู้คนได้ง่ายๆ อีกทั้งพลังธาาตุของเด็กคนนี้ หลังจาก

รับเข้ามาดูแลแล้ว ปรากฏว่า เป็นพลังธาตุพฤกษา ที่

เหมาะสำหรับการดูแลสมุนไพรของนางยิ่งนัก ซึ่งหยาง

คงเป็นคนเสนอให้เด็กคนนี้ เข้ามาดูแลในเรื่องของ

อาหารและงานครัวทั้งหมด

ส่วนคู่แฝดอย่างเจียงเฉียงนั้นมีธาตุดิน ที่เป็น

แสดงออกถึงความแข็งแกร่งที่พร้อมจะปกปั้อง และ

เจียนเจี๋ยที่มีธาตุไฟพร้อมจะแผดเผา แม้จะเป็นฝาแฝด

กันพลังที่ได้กลับแตกต่างแต่หากส่งเสริมกันยิ่งนัก

เปั่ยจินจึงให้ทั้งสองคน ทำหน้าที่ดูแลร้านคล้ายกับ

องครักษ์ของร้าน คอยจัดการความเรียบร้อยและความ

ผิดปกติภายในร้านและหน้าร้าน ซึ่งทั้งสองในตอนนี้ทำ

หน้าที่ได้ดีนัก ยืนนิ่งหน้าร้านราวกับ สิงโตคู่ที่กำลังแยก

เขี้ยว จนคนที่มายืนรอหน้าร้านถึงกับนิ่งเรียบ มิมีใคร

กล้าโหวกเหวกโวยวายสักคนเดียว

และน้องเล็กคนสุดท้ายอย่างเริ่นเจิน ที่มีจะอายุยัง

น้อยนักเพียงห้าขวบหนาว แต่เด็กคนนี้ รู้ความยิ่ง นาง

จึงแต่งตั้งให้เป็นซาลาเปาน้อยนำโชคแห่งร้านคาเฟ

ยแห่งนี้เสียเลย

“จินเออร์ ข้าตื่นเต้นจังเลย” ไปั่ฮวาเอ่ยออกมา

เมื่อทั้งสี่คนกำลังจะเดินออกไปหน้าร้าน เพื่อประกาศ

เปิดร้านคาเฟยอย่างเป็นทางการ

“ตื่นเต้นนั้นแหละดีแล้ว แต่เจ้ามิต้องกังวล วันนี้

พวกข้าสามคนพี่น้องจะคอยยืนอยู่ข้างเจ้าตลอด มิหนี

หายไปไหนแน่นอน”

“เจ้ากล่าวเกินไปแล้ว เจ้าเป็นเจ้าของตัวจริง จะมา

หนีหายไปได้เช่นไรกัน หึ”

“หยอกเจ้าเล่นน่า แต่อย่างไรวันนี้ คงต้องพึ่ง

ความสามารถของเจ้าแล้ว ไปั๋ฮวา ข้ารบกวนเจ้าด้วย”

“ข้าจะทำให้เต็มที่ที่สุดเจ้าคะทุกคน” ไปั่ฮวาหันไป

บอกทั้งสามพร้อมกับชูแขนขึ้นมาสองข้าง อย่างที่เปั่ย

จินเคยสอนว่า หากต้องการให้กำลังใจตนเองให้ทำ

ท่าทางเช่นนี้และพูดว่า สู้เว้ย สามครา แล้วกำลังใจจะ

มาทันที

“เช่นนั้นพร้อมแล้วก็ออกไปกันเถิดขอรับ จะเลย

ฤกษ์งามยามดีแล้ว” หยางคงเอ่ยขัดท่าทางประหลาดๆ

นั้น

“เจ้าค่ะๆ ไปเถิดฮวาเออร์ คนแถวนี้จะกินหัวเอา”

ไปั่ฮวากลับมาเป็นคนเดิม ที่มีความมั่นใจในตนเองทันที

ก่อนจะหันไปล้อเลียนหยางคงที่ตอนนี้กำลังจริงจังกับ

การเปิดร้านมากกว่าเปั่ยจินและจินหลงเสียอีก

เมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน เหลิ่งจิ่งที่ทำหน้าที่ผู้ช่วย

หลงจู๊ของร้านสังเกตเห็นว่าเหล่านายท่านกำลังเดินมา

กันแล้วจึงได้เอ่ยบางอย่างออกมา

“ทุกคนขอรับ อีกไม่นานจะมีการเปิดร้านอาหาร

ของเรา โดยเจ้าของร้านคนใหม่ หากมีข้อสงสัยใดทุก

ท่านช่วยเก็บไว้ถามหลังจากพิธีกล่าวเปิดร้านจบลงได้

เลยขอรับ”

“ได้ๆ ว่าแต่อีกนานหรือไม่” ชาวยุทธ์ท่านหนึ่ง

หนึ่งในผู้ที่ร่วมชุมนุมเพื่อรอคอยการเปิดร้านเอ่ย

ขึ้นมา แม้อากาศจะมิร้อนหรือหนาวเกินไป แต่พวกเขา

มาคอยกันตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อน ก็ถือว่านานพอสมควร

เพียงแต่หาใช่ความผิดของร้านคาเฟยไม่ ด้วยพิธีการ

เปิดร้านจะเป็นช่วงยามซื่อ (เวลา 09.00-10.59 น.)

“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ร้านคาเฟยหลิงของเรา

เจ้าค่ะ”

“นั้นมิใช่คุณหนูไปั่ฮวาหรอกหรือ เหตุใดมายืนตรง

นี้เล่า หนึ่งในคุณหนูที่ยืนรอการเปิดร้านเอ่ยขึ้นมา”

และไม่รอช้า ไม่รอให้ทุกคนต้องสงสัยอีกต่อไป

“ข้าในฐานะเจ้าของร้านคาเฟยหลิง

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงานเปิดร้านคาเฟยหลิง

ของข้า ข้าเชื่อมั่นว่าร้านคาเฟยหลิงของเรา จะ

ตอบสนองความต้องการของทุกท่านได้เป็นอย่างดี

ขอให้ทุกท่านมีความสุขไปกับการใช้บริการอาหารและ

เครื่องดื่มที่แปลกใหม่จากร้านเรานะเจ้าคะ”

“ข้าน้อยถามได้หรือไม่ขอรับ”

“เจ้าค่ะ”

“คุณหนูเป็นเจ้าของร้านจริงหรือ เหตุใดพวกข้ามิ

เคยได้ข่าวเลยเล่า”

“เรื่องนี้ข้าขอเป็นคนตอบเองนะขอรับ คุณหนูไปั๋ฮ

วาเป็นเจ้าของร้านคาเฟยหลิงจริงๆ ข้าขอยืนยันใน

ฐานะ หลงจู๊ของที่นี้ขอรับ” และผู้ที่ตอบคำถามก็คือ

หนึ่งในสมาชิกกลุ่มราตรีกาลจากตระกูลเปั่ยที่เปั่ยจินขอ

ตัวมาให้มาทำงาน ณ แคว้นแห่งนี้ เซ่าเหวิน หลงจู๊

ประจำร้านนั้นเอง

หลังจากที่ได้รับคำตอบยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทุกคนต่างอือฮา และแปลกใจ เหตุใดคุณหนูไปั๋ถึงมา

เป็นเจ้าของร้านแห่งนี้ได้ ทั้งยังมิเห็นวี่แววของคน

ตระกูลไปั๋แม้แต่คนเดียว

แล้วบุคคลสามคนด้านหลังนั้น มิใช่คนจากต่าง

แคว้นหรอกหรือ ความสัมพันธ์คืออันใดกันแน่

ภาค 2 ตอนที่ 23 พบเจอกันเสียที

“ทั้งสามคนด้านหลังคือหุ้นส่วนของข้าในกิจการนี้

เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าข้อสงสัยของทุกท่านคงคลายลงไปแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น คงนอกเหนือจากสิ่งที่ข้าจะตอบได้

เช่นนั้นข้าขออธิบายเรื่องต่อไปนะเจ้าค่ะ”

“ร้านคาเฟยหลิงจะมีทั้งหมดสามชั้น ชั้นแรกจะ

เปิดการขายตามปกติ ชั้นที่สองสำหรับลูกค้าที่ต้องการ

ความเป็นส่วนตัว และชั้นที่สามสำหรับลูกค้าที่ทำการ

จองล่วงหน้าเท่านั้น ”

“โดยทั้งสามชั้นจะมีเครื่องดื่มและอาหารให้แก่

ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นชารสชาติต่างๆ กันไป รวมไปถึง

รายการที่มีเฉพาะในร้านของข้าเท่านั้น และขนม

หลากหลายชนิดที่ทุกท่านจะเห็นตามตู้โชว์ภายในร้าน

เจ้าค่ะ และแผ่นกระดาษที่ทุกท่านจะได้รับเมื่อเข้ามาใน

ร้านเจ้าค่ะ”

รูปแบบการจัดร้านคาเฟยหลิงคล้ายกับร้านคาเฟั่

ในปัจจุบัน ที่มีมุมนั่งเล่น และตู้ใต้ขนมเพื่อโชว์ให้ลูกค้า

ได้เห็นและเลือกทาน

“ไหนๆ ข้าดูสิ กระดาษอันใด”

ในระหว่างที่ทุกคนมัวแต่สนใจกับรายการอาหาร

และเครื่องดื่มต่างๆอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินสินเสียงประกาศ

บางอย่างออกมา

“ในกระดาษที่แจกทุกคนไปคือรายชื่อขนมและ

เครื่องดื่มที่ร้านของเราจะขายเจ้าค่ะและแน่นอนว่าวันนี้

เป็นวันแรกที่เปิดกิจการ ลูกค้าท่านใดที่มาในวันนี้ เรา

จะแจกน้ำชาท้อสวรรค์ให้ทุกท่านคนละหนึ่งแก้ว

เฉพาะสั่งทานที่ร้านของเราเจ้าค่ะ”

เมื่อเอ่ยจบประโยคแรก เหล่าผู้คนที่กำลังส่งเสียง

กันอยู่ ก็หยุดลงพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

“นอกจากนี้ยังมีแบบสั่งกลับบ้านได้อีกนะเจ้าค่ะ

แต่ท่านที่สั่งกลับจวนในเรื่องของเครื่องดื่ม จักได้เป็นผง

พร้อมชง นำกลับไปผสมดื่มเองที่จวนเจ้าค่ะ”

จากเสียงที่เงียบอยู่ กลับอือฮาขึ้นมาอีกรอบ การ

เจอท้อสวรรค์นั้นว่ายากแล้ว แต่การเอาท้อสวรรค์มาทำ

เป็นชาเล่นๆ แจกทุกคนเช่นนี้ พวกเขามิเคยเจอ

“บ้าไปแล้ว ชาท้อที่ไหนกัน พวกเจ้าอย่ามาหลอก”

“ใช่ๆ ท้อสวรรค์หายากยิ่ง”

“ใช่ นอกจากจะหายากแล้วยังเป็นพืชปราณอีก

พวกเจ้าจงใจหลอกลวงใช่หรือไม่”

“หลอกลวงหรือไม่เชิญทุกท่าน เข้ามาใช้บริการ

ร้านของเราก่อนเถิดเจ้าค่ะ นอกจากนี้หากเป็นของ

ปลอมจริงๆ ข้ายินดีคืนเงินพวกท่านสามเท่าของ

ค่าอาหารทั้งหมด” ไปั่ฮวา กล่าวออกมาอย่างถือดี

เรียกว่ามีดีให้กล่าวเสียมากกว่า ระยะเวลาเพียงไม่

นานนักหลังจากการออกจากกรงขังอย่างคฤหาสน์ไปั๋

นางสามารถเรียนรู้งานและเพิ่มความมั่นใจให้แก่ตนเอง

ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ สหายทั้งสามอย่าง เปั่ยจิน จินหลง

และหยางคง ต่างมองมาที่นางด้วยความยินดี

“สามเท่าเช่นนั้นหรือ ไม่ได้การละ ข้าเองๆ” เสียง

ที่ว่าดังมาจากเหล่าชาวบ้านที่มารอชื่นชมและสอดส่อง

การเปิดร้านใหม่ นอกจากจะเป็นคุณชายและคุณหนู

แล้ว ยังมีเหล่าชาวยุทธ์ ชาวบ้านรอบข้าง นักเดินทาง

และที่สำคัญ คือเหล่าขอทานและคนยากไร้

ตามธรรมเนียมของการเปิดร้านค้าแล้ว จะมีการทำ

ทานให้แก่ขอทานยากไร้ เพื่อเสริมความมั่งคั่งให้่แก่

กิจการเช่นนี้เสมอ เหล่าขอทานและคนยากไร้จึงรู้ดี

เสมอว่าหากต้องการของกินหรืออีแปะทำทาน สามารถ

หาได้จากที่ใดบ้าง

“ข้าด้วย ข้าขอเข้าไปสั่งคนแรก”

“ใช่ๆ”

และก่อนที่จะเกิดการถกเถียงกันไปมากกว่านี้

“มิใช่ว่าทุกท่านใช้ข้ออ้างจุดนี้มา เพื่อเข้าร้านข้า

ก่อนใครอื่นหรอกนะเจ้าค่ะ” เปั่ยจินที่กำลังยืนฟังอยู่

เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างขบขำ

“เจ้า บ้าไปแล้ว”

“ใช่ๆ พวกข้าเพียงอยากทดลองต่างหาก”

“เช่นนั้นให้คุณชายของข้าเป็นคนทดลองดีหรือไม่”

หนึ่งในชาวบ้านที่กำลังยืนฟังอยู่นั้นเอ่ยขึ้นมา

“พวกเจ้าเป็นใครข้าจะเชื่อได้เช่นไร”

“ใช่ พวกข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้ามิใช่พวก

เดียวกัน”

เหล่าชาวบ้านและคนที่ามยืนรอต่างเอ่ยค้าน

ออกมา

“หืม คนจากหอการค้าเซี่ยงจ้าวหลงมีความ

จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรือ” เมื่ได้ยินเช่นนั้น คนที่คาดว่า

จะเป็นข้ารับใช้จากจวนใดจวนหนึ่ง ก็เอ่ยออกมาและ

หันนไปมองยังรถม้าของตนเอง

“อ่าาา นั้นรถม้าจากหอประมูลเซี่ยงจ้าวหลง”

หนึ่งในเหล่าจอมยุทธ์เอ่ยออกมา ด้วยเคยเห็นมาก่อน

“แล้วนั้นมิใช่คุณชายจวินเทียนหลงหรอกหรือ”

คุณชายตระกูลหนึ่งเอ่ยออกมาเช่นกัน ด้วยอำนาจและ

งานรื่นเริงของคนที่มีอำนาจทำให้ครั้งหนึ่งตนเองเคยมี

โอกาสได้พบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา และหนึ่งใน

นั้นคือคุณชายจวินเทียนหลง

“ตายแน่ๆ จบสิ้นแล้วร้านคาเฟยหลิงพวกเจ้า”

เมื่อคิดว่าชาดอกท้อสวรรค์นั้นเป็นเรื่องหลอกลวง จึง

เอ่ยออกมาอย่างดูถูก

เสียงผู้คนที่พยายามจะหลบเลี่ยงออกไปจากหน้า

ร้านคาเฟยหลิง เพื่อให้ผู้ยิ่งใหญ่ จากหอประมูลเดินทาง

เขาไปในร้านดังออกมา

เปั่ยจิน หยางคง และจินหลงที่ได้ยินเสียงโวยวาย

จึงเดินออกมาดูเหตุการณ์ ด้วยคิดว่าหลังจากนี้ไปั๋ฮวา

จักควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว จึงเดินเลี่ยงออกไป

เมื่อเดินกลับมาหน้าร้านกลับพบว่า บุคคลที่สร้าง

ปัญหานั้นหาใช่ใครอื่น แต่เป็นคนที่คุ้นเคยกันดี เปั่ยจิน

ที่เห็นภาพชายผู้นี้ ถึงกับมีอารมณ์ขึ้นมาทันที จึงสร้าง

ภาพมายาจิตขึ้นมา เพื่อพูดคุยกับจวินเทียนหลงเพียง

ลำพังชั่วครู่นึง

“จวินเทียนหลงท่านกล้า” เปั่ยจินเอ่ยชื่อคน

ตรงหน้าออกมาอย่างถือดี

“จินเออร์” จวินเทียนหลงที่รับรู้ได้ว่าเด็กน้อยของ

ตน หงุดหงิดและโมโหยิ่งนักที่ตนเองหายหน้าไปเนิ่น

นานแลจู่ๆ ก็โผล่มาในเหตุการณ์เช่นนี้

“จบเรื่องนี้ ท่านเจอดีแน่ หึ” เปั่ยจินพยายามระงับ

อารมณ์ตนเองอย่างเต็มที่

“พี่จะรออธิบายเหตุผลแก่เจ้า ลูกแมวน้อยของข้า”

จวินเทียนหลงนั้นมิได้สนใจ เพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของ

คนที่ตนเองรอคอยมาตลอดสองภพ อีกครั้งก็เพียงพอ

แล้ว

หลังจากที่ใช้มายาจิตคุยกันแล้ว ทั้งคู่จึงกลับสู่

เหตุการณ์ปกติ

“คารวะนายท่านเจ้าค่ะ ข้าน้อยไปั๋ฮวาเจ้าของร้าน

คาเเฟยหลิง ส่วนทั้งสามคนด้านนี้คือ หุ้นส่วนของร้าน

ข้า เปั่ยจิน ท่านหยางคง และท่านจินหลงเจ้าค่ะ” ไปั่ฮ

วาเอ่ยออกมาทันที เพื่อเหตุการณ์กลับมาปกติ

แน่นอนว่าคนอย่างจวินเทียนหลงนั้นมิได้สนใจใคร

อื่นอยู่แล้ว จึงมิได้สนใจที่จะตอบรับออกไป จุดรวมของ

สายตานั้นอยู่บนใบหน้าของเปั่ยจินแต่เพียงผู้เดียว

“หืม ข้าจะเข้าไปได้หรือยัง” จวินเทียนหลงเอ่ย

ออกมาเพียงหนึ่งประโยค

“เอ่อ ดะ ได้เจ้าค่ะ เชิญเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาที่มิได้รับรู้

เบื้องลึกเบื้องหลังใดๆ จึงได้รับเพียงความกดดันอยู่

ภายใน และเอ่ยออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ

จวินเทียนหลงนั้นมิได้สนใจที่จะรับฟัง จึงเดินเข้า

ไปยังจุดที่เปั่ยจินและคนอื่นๆ ยืนอยู่ หลายคนที่ได้เห็น

ภาพเช่นนี้ต่างวิจารณ์กันไปต่างๆ นาๆ

ไปั๋ฮวาทำได้เพียงดึงสถานการณ์ให้กลับมาเป็นปกติ

“เช่นนั้นท่านใดที่อยากลิ้มลองรสชาติจากร้านของ

เราได้โปรดเดินเข้ามาตามลำดับและท่านใดที่ไม่อยาก

รอนานสามารถสั่งกลับบ้านได้เลยเจ้าค่ะ”

“ข้าขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมแสดงความยินดี

ต่อร้านข้าในวันนี้ ร้านคาเฟยหลิงของเรายินดีต้อนรับ

ทุกคน ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

“ส่วนท่านจวินเทียนหลงมาคุยกับข้า” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา

ภาค 2 ตอนที่ 24 เมื่อความทุกข์มาถึง ก็จงรับไว้

ทั้งสี่คนเดินขึ้นมาบนชั้นสามที่เป็นห้องทำงาน

สำหรับเปั่ยจิน จินหลงและหยางคงที่รับรู้ว่าทั้งสองคน

มีเรื่องมากมายที่ต้องการคุยกัน จึงพยายามทำตัวไปลีบ

เล็กที่สุด เพื่อไม่ให้ขัดหูขัดตาใคร แน่นอนว่าคนที่

พยายามทำตัวให้ลีบเล็กและเกรงกลัวในอำนาจของเปั่ย

จินและหยางคง มิใช่หยางคง

แต่ใช่ว่าจะพอไม่ เปั่ยจินที่กำลังโมโหนั้น มิได้สนใจ

ว่าผู้ใดจะมอง หรือคิดเช่นใด ทำเพียงเดินเข้าไปจับมือ

เทียงหลงและหายตัวไปในมิติทันที

“พรึ่บ”

จากการหายตัวเมื่อครู่ ทำเอาหยางคงถึงกับตก

ตะลึงไปทันที มิใช่ตกตะลึงในการหายตัวเช่นใด แต่

ตกใจที่จู่ๆ เปั่ยจิน มีท่าทางที่แปลกไปมากกว่าปกติ

เช่นนี้ จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากจินหลง ที่กำลัง

นั่งเท้าคางด้วยสีหน้านิ่งๆ

“เอ่อท่านจินหลงขอรับ เช่นนั้นเราจะเอาอย่างไร

ต่อดีขอรับ” หยางคงถามออกไป ด้วยมิคิดว่าคุณหนูจะ

เข้าไปในมิติ แล้วตัดขาดติดต่อ รวมไปถึงตัดขาดการเข้า

ออกกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงกับคู่หมั้นตนเองสอง

ต่อสองเช่นนี้

‘นายท่านข้าห้ามคุณหนูมิทันจริงๆ ขอรับ ไวไฟเสีย

จริงคุณหนูของข้า’ ถูกหรือไม่นะ คุณหนูน่าจะพูดคำ

เช่นนี้หรือเปล่า หยางคงได้แต่คิด

“…. หืมไร้สาระ อันความว่า หาใช่เรื่องของตนเอง

จะเอาตัวเข้าไปยุ่งก็ใช่เรื่อง” จินหลงเอ่ยออกมาด้วย

น้ำเสียงเบื่อหน่ายทั้งการกระทำของเปั่ยจินและความ

คิดของเจ้าเด็กน้อยอย่างหยางคง

“พรึ่บ”

และแน่นอนว่าการนั่งรอ มิใช่นิสัยของสัตว์เทพ

อย่างจินหลงแน่นอน ตัวเขาเองก็มีหน้าที่ มีภารกิจที่

ต้องไปจัดการเช่นกัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ปล่อยให้เป็น

หน้าที่ของพวกมนุษย์ไปเถิด

“ท่านจินหลงงงงง กลับมาก่อน” น้ำเสียงที่คล้าย

กับคนขาดที่พึ่งและโดนทอดทิ้งเปล่งเสียงออกมา

ทุกคนต่างแยกย้ายกันออกไป ทิ้งให้หยางคงที่ไป

ไหนมิได้ ทำได้เพียงนั่งอยู่ด้านในอย่างเบื่อหน่าย เพื่อ

รอรับหน้ากับเหตุการณ์ที่จะตามมาหลังจากนี้

หลังจากที่เข้ามาในมิติของเปั่ยจินแล้ว ต่างคนต่าง

เงียบใส่กัน ทำให้คนที่ทนไม่ไหวอย่างเปั่ยจินต้องเป็น

ฝั่ายเอ่ยปากออกมาก่อน แม้จะอยากอยากทำเป็นแง่

งอนใส่อีกฝั่ายแค่ไหนก็ตาม

“หืมมมม จวินเทียนหลงไหนท่านลองตอบข้ามา

หลายปีมานี่ ท่านหายไปไหนมา ตอบข้ามาให้หมด อย่า

คิดที่จะบ่ายเบี่ยงเด็ดขาด มิเช่นนั้นก็ถอนหมั้นข้าไป

เสีย” เปั่ยจินเอ่ยออกมาอย่างโมโห

“จินเออร์เจ้าฟังพี่ก่อน” เปรียบเทียนหลงดั่งแมว

น้อยที่ดูเย่อหยิ่ง กลับกลายร่างเป็นเพียงหมาน้อยที่

กำลังหูตก เมื่อเจ้าของโมโหใส่และพูดคำว่าถอนหมั้น

ออกมา

เขารอของเขามากี่โลกหล้า จะยอมให้เป็นเช่นนั้น

ได้อย่างไรกัน

เทียนหลงกำลังจะเดินเข้าไปหาจินเออร์ เพียงแต่

นางกลับถอยหนีและสร้างกำแพงขึ้นมากั้นระหว่างพวก

เขาเสียนั้น ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริงเจ้าเด็กน้อย

“เช่นนั้นก็เล่ามาเสีย ข้ารอฟังคำอธิบายจากท่าน

อยู่” เปั่ยจินยังคงเอ่ยออกมาอย่างเสียงแข็งและมิยอม

มองหน้าเทียนหลง ด้วยกลัวว่าตนเองจะใจอ่อน

แต่หากจะให้ยืนรอด้วยความหงุดหงิดก็ใช่เรื่อง ม้า

นั่งพร้อม ขนมพร้อม นางจะนั่งกินรอไปเรื่อย ๆ จนกว่า

คนตรงหน้าจะยอมสารภาพเรื่องราวออกมา เหอะ ถือ

ว่านางใจดีมากแล้วนะ

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ พี่หายตัวไปเพื่อ

ช่วยเหลือสหาย อีกทั้งยังต้องปั้องกันของสำคัญในโลก

ใบนี้ แต่เจ้าก็รู้ดีมิใช่หรือว่าพี่คอยมองเจ้าตลอดมา”

เทียนหลงเองก็มิน้อยหน้า หากนางนั่ง เขาก็จะนั่ง แม้

จะรู้ดีว่าคนตรงหน้าโกรธมากเพียงใดก็ตาม

อันว่าคบคนเช่นไร มักเป็นเช่นนั้น แน่นอนว่าจวิน

เทียนหลงย่อมเป็นเช่นคู่หมายของตนเอง

“สหาย ท่านมีสหายด้วยหรือ แล้วสิ่งสำคัญของ

โลกใบนี้คืออันใดกัน ท่านไปเกี่ยวอันใดด้วย” จินเออร์

ถามออกไปด้วยความสงสัย คนอย่างจวินเทียนหลงนะ

หรือจะมีสหายและยินยอมช่วยเหลือผู้ใด

“อืม” นางช่างกวนโมโหเขาเสียจริง มิว่าจะเป็น

ชาติภาพไหน เห็นเขาเป็นคนขาดญาติ ไร้มิตรสหายไป

เสียหมด

“พรึ่บ”

“เจ้าก็เล่าให้นางฟังไปเสีย นางมิใช่คนที่เจ้าควร

ปิดบัง”

จู่ๆ จินหลงที่หายตัวไปกลับมาโผล่ในมิติของเปั่ย

จินได้ เรียกความตกใจให้แก่เปั่ยจิน จนอ้าปากค้างไป

ทันที ขนมที่อยู่ในปากน้อยๆ นั้น มิได้ถูกงับไว้ จนร่วง

หล่นลงมา เทียนหลงที่เห็นเช่นนั้นจึงหายตัวไปใกล้ๆ

เพื่อเพื่อรับขนมและเอากลับไปวางไว้ที่จานก่อนจะหัน

มาทางด้านจินหลง

“เอ๊ย เจ้ามาได้ไงจินหลง ข้าปิดกั้นมิติไว้แล้วนี่น่า”

ปากก็เอ่ยออกมา ส่วนมือนั้นก็พยายามปัดเศษขนม

บริเวณริมฝีปากของตนเองออก มิให้ดูหน้าเกลียดนัก

“ก็ถ้าก่อนหน้านี่ เจ้ามิเคยอนุญาตให้ข้าเข้ามา อีก

ทั้งยังมีพันธสัญญาของเราอีก ช่างเถิด เรื่องนี้ มิต้อง

สนใจ”

“แล้วเจ้าเข้ามาทำไม”

“ก็มิได้อยากเข้า”

“งั้นออกไป”

“ไม่”

“เจ้ากระต่ายอัปลักษณ์ ข้าเถียงกับเจ้าเหนื่อยเสีย

จริง แต่ก่อนหน้านี้เจ้าเอ่ยว่าอันใดกัน ทำไมข้ารู้สึก

แปลกๆ”

“จินเออร์ ก่อนหน้าที่พี่จะมาเจอเจ้า พี่ได้รับ

บาดเจ็บสาหัสและแน่นอนว่าคนที่ช่วยพี่ไว้คือสหายของ

พี่คนนี้ พี่และสหายจึงคบหากันจากนั้นเรื่อยมา ต่อมา

ได้เกิดการแย่งชิงอำนาจขึ้นภายในตระกูลของสหาย

ของพี่ พี่จำเป็นต้องช่วยยึดอำนาจคืนมา ซึ่งมันก็กิน

เวลายืดเยื้อมาหลายปีมากนัก ทำให้พี่มาหาเจ้ามิได้”

แน่นอนว่าเทียนหลงมิได้คิดจะปิดบังอีกต่อไปแล้ว จึง

เอ่ยออกมาอย่างง่ายดายตามคำชี้นำของจินหลง

“แล้วตอนนี้” จินเออร์เอ่ยถามออกไป

“ตอนนี้พี่ช่วยสหายได้แล้ว อีกทั้งยามพี่ไปหาเจ้าที่

จวน กลับได้ข่าวว่าเจ้านะ ออกเดินมาเพื่อท่องใต้หล้า”

“คนอย่างท่านนะหรือจะหาข้ามิเจอเทียนหลง”

“รู้ดีเสียจริง เช่นนั้นเหตุใดมิรู้ว่าพี่คิดถึงเจ้ามาก

เพียงใด”

จินเออร์ที่ได้ยินคงตรงหน้าเอ่ยออกมาว่าคิดถึง

ออกมาตรงๆ ก็ออกอาการให้เขินอายจนเก็บไม่มิด ใบหู

ที่แดงระเรื่อลามไปถึงแก้มนั้น แสดงออกอย่างชัดเจน

“เอาเถิดพี่มิแกล้งแหย่เจ้าเล่นแล้ว ถึงจะชอบมอง

เจ้าเขินอายมากเพียงใดก็ตามมากเพียงใดก็ตาม”

“เทียนหลง ข้าจะโกรธท่านจริงๆ แล้วนะ” ด้วย

ใบหน้าที่เขินแดงนั้นเป็นหลักฐานชั้นดี นางจึงทำได

เพียงเอ่ยออกไปเช่นนั้น

“พี่ขอโทษ” เทียนหลงเอ่ยออกมา

จินหลงที่ยังยืนเป็นหลักแก่ทั้งสองคนอดมิได้ที่จะ

เอ่ยออกมา เพื่อให้รู้ว่าแม้นตนเองจะกลายร่างเป็นดวง

จิต แต่คนทั้งสองย่อมต้องมองเห็นเขาเป็นแน่

“ข้ามั่นใจว่า เจ้าทั้งสองคงยังมิลืมข้ากระมัง”

“ส่วนเจ้าข้าฝากไว้ก่อนเถิดจินหลง หึย” เปั่ยจินอด

ที่จะหมั้นไส้เจ้าไส้เดือนน้อยตนเองเสียมิได้

“นานแค่ไหนละ หึหึ” จินหลงยังคงเอ่ยออกไป

อย่างท้าทาย

เมื่อเห็นว่าตนเองทำอันใดจินหลงมิได้ จึงหันมา

ทางด้านต้นเรื่องอย่างเทียนหลงต่อ

“หึ ส่วนท่านเทียนหลง ข้ายังไม่จบ แล้วสิ่งสำคัญ

ของโลกเล่า คืออันใด”

“เอ่อ คือ…” จิวนเทียนหลงพยายามจะอธิบาย

เรื่องราวต่าง ๆ ออกมา

ถัดไปที่ด้านนอกมิติ ร้านคาเฟยหลิง

แน่นอนว่าวันนี้คือวันเปิดกิจการ ไปั๋ฮวารู้ดีว่าย่อม

มีความวุ่นวายมากมาย ไม่ว่าจะเกิดจากคน สถานที่

หรือวัตถุดิบ นางคาดหวังว่า ขอให้เป็นเพียงวัตถุดิบและ

สถานที่มิเพียงพอต่อการค้าขาย ซึ่งนั้นย่อมดีกว่า

เพราะหมายถึงว่าผู้คนให้การตอบรับกับกิจการคาเฟย

หลิงของนางอย่างท่วมท้น แต่หากปัญหานั้นเกิดจาก

ผู้คน ช่างน่าเหนื่อยหน่ายนักสำหรับวันเริ่มต้นกิจการ

แต่สิ่งที่คนเราคิดมักไม่เป็นไปตามดั่งใจหวัง เมื่อ

ความวุ่นวายแรกมาเยือน และเป็นความวุ่นวายที่

ยิ่งใหญ่สำหรับนาง

“ไปั๋ฮวา เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้” เสียงอันทรงอำนาจ

คล้ายเสียงตวาดดังออกมา

ภาค 2 ตอนที่ 25 ตัดบัวไม่เหลือเยื่อใย

เสียงโวยวายดังขึ้นมาจากบริเวณด้านหน้าร้าน

คาเฟยหลิง เหล่าลูกค้าทั้งหลายต่างมายืนมองดูความ

วุ่นวายและการปะทะคารมกัน

“คุณหนูเจ้าคะ คือว่า” เหมยซานอึกอักที่ต้องเอ่ย

ออกไป

ไปั๋ฮวากล่าวว่า ตนเองมิใช่เจ้าของกิจการอัน

ยิ่งใหญ่มิจำเป็นต้องเอ่ยเรียกว่า นายหญิง หรือมิใช่คนที่

มีอายุมากมายทั้งในแง่ของประสบการณ์และ

ความสามารถจึงมิต้องเรียกว่าเถ้าแก่ นางเป็นเพียง

คุณหนูคนหนึ่งเท่านั้น เรียกนางว่าคุณหนูนั้นจึงถือว่าดี

ที่สุด เหล่าข้ารับใช้ในร้านคาเฟยหลิง จึงเรียกนางว่า

คุณหนูเสมอมา มิได้เรียกดังเช่นเจ้าของกิจการคนอื่น ๆ

“อันใดกัน” ไปั๋ฮวาเงยหน้าขึ้นมาจากกาน้ำชาที่

กำลังถือเพื่อนำไปยังโต๊ะของลูกค้า

“เรียนคุณหนูออกไปด้านหน้าร้านสักครู่เถิดเจ้า

ค่ะ”

“อืม ไปกัน ข้าก็อยากรู้ว่ามีอันใดกันพี่เหมยซาน

ของข้า จึงทำสีหน้าตกใจเช่นนี้” ไปั๋ฮวายังคงเอ่ยยออก

มาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มิได้คาดคิดเลยว่า จะต้องพบเจอ

กับเหตุการณ์ใด

เหมยซานคือข้ารับใช้คนสนิทของไปั๋ฮวาตั้งแต่อยู่

ในคฤหาสน์ตระกูลไปั๋ ในวันที่นางตัดสินใจเดินออกมา

เหมยซานที่มีสัญญาซื้อขายอยู่กับนาง จึงเป็นเพียงผู้

เดียวที่ขอตามมารับใช้นาง

“ท่านพ่อ ท่านแม่” ไปั๋ฮวาอุทานออกมาเบาๆ เมื่อ

สังเกตเห็นว่าบุคคลที่ยืนอยู่หน้ากิจการคือผู้ใดในตอนนี้

“เจ้ายังจำได้บิดามารดาตนเองได้อยู่ เช่นนั้นคงจำ

ได้สินะว่าเจ้าใช้แซ่อันใดอยู่” ไม่รอช้า นายท่านไปั๋ก็เอ่ย

ออกมาทันที

ในคราแรกที่เห็นด้วยความคิดลึกๆ ภายในจิตใจ

ไปั๋ฮวายังคงคาดหวังว่าบิดาตนเองจะเข้าใจและมาร่วม

ยินดีกับตนเองในวันนี้

แต่หลังจากที่นางได้ฟังประโยคเมื่อครู่แล้ว จึง

เข้าใจว่าการปลูกต้นไม้ใช้เวลาสิบปี แต่พัฒนาคนใช้เวลา

ร้อยปีเป็นเช่นใด

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ มีธุระอันใดกับลูกหรือ

เจ้าคะ” ไปั๋ฮวาคารวะบิดามารดาตามมารยาทและเอ่ย

ถามออกไป

“ข้าจะไม่พูดอ้อมค้อมละกันนะ” นายท่านไปั๋เอ่ย

ออกมา แม้สายตาก็มิได้มองมายังบุตรสาวคนนี้

“เจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาขานรับออกไป

ผู้คนในร้านและนอกร้าน เมื่อเห็นถึงความบันเทิง

จึงพากันมามุงดูเหตุการณ์เช่นเคย ความบันเทิงที่ว่า ก็

คือนายท่านไปั๋และบุตรสาวของเขานั้นเอง

“เจ้าสามารถกลับคฤหาสน์ตระกูลไปั๋ได้แล้ว ข้า

อนุญาต” นายท่านไปั๋เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เบา

คล้ายกับการพูดลอยๆ มิได้ใส่ใจมากนัก ที่ทำให้คนฟัง

ต้องไตร่ตรองหลายขั้น

“จริงหรือเจ้าค่ะ เหตุใดเล่าเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวายามนี้

ลืมความขุ่นข้องหมองใจไปสิ้น

“มิใช่ว่าเจ้าต้องการที่จะออกมาเพื่อพิสูจน์หรอก

หรือว่าเจ้าสามารถดำเนินกิจการได้ เช่นนั้นก็กลับบ้าน

เสีย ส่วนกิจการข้าจะให้พ่อบ้านไปั๋มาดูแล” การกระทำ

ของนายท่านไปั๋ช่างปรากฏชัดให้เห็นง่ายดาย

เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ กอปรกับคำอธิบายของ

บิดาแล้ว ก็แทบทรุดลงไปทันที ดีที่เหมยซานยืนอยู่

ข้างๆ จึงเข้ามาพยุงตัวคุณหนูของตนเองได้ทัน

หากผู้ใดที่ได้ฟังและคิดได้ทัน จักเข้าใจว่าประโยค

ก่อนหน้าและตอนนี้ เกี่ยวข้องกันเช่นไร นั้นหมายความ

ว่า เพราะนางเป็นเจ้าของกิจการคาเฟยหลิงที่ผู้คนให้

ความสนใจและมีกำไรมาก บิดาจึงคิดจะถือครองไป

เช่นนี้

“ท่านพ่อ กล่าวว่าเช่นไรนะเจ้าคะ ข้าฟังมิเข้าใจ”

ไปั๋ฮวาพยายามจะคิดว่าสิ่งที่ได้นางได้ยินและนำมา

ตีความหมายอาจจะผิดเพี้ยนไป

“เจ้าหูหนวกหรือไร พ่อบ้านไปั๋อธิบายให้นางเข้าใจ

เสีย ข้ามิอยากเสียเวลามากนัก” นายท่านไปั๋ที่เห็น

สายตาของชาวบ้านที่มองมาที่ตนเองดั่งกับว่าตนเองคือ

มารร้ายนั้น ก็ให้รู้สึกขุ่นข้องหมองใจไปกว่าเดิม

“ขอรับนายท่าน เรียนคุณหนูไปั๋ ที่นายท่านและฮู

หยินเดินทางมาในวันนี้ เหตุผลหลักสองประการด้วยกัน

ประการแรกคือต้องการมาแสดงความยินดีกับคุณหนูที่

สามารถสร้างกิจการและมีลูกค้ามากมายเพียงนี้ได้

ขอรับ ส่วนประการที่สอง เอ่อ…”

“อันใดเจ้าค่ะท่านพ่อบ้านไปั๋” เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านไปั๋

มีท่าทางอึกอัก นางจึงถามออกไป

“ชักช้าอยู่ใย รีบเอ่ยออกไปเสีย” นายท่านไปั๋ที่เห็น

ว่าพ่อบ้านไปั๋ทำท่าทีหวานอมขมกลืนเช่นนั้น ก็ทนมิไหว

เอเอ่ยออกมา

“นายท่านต้องการเชิญคุณหนูกลับตระกูลขอรับ

ด้วยเป็นห่วงว่าคุณหนูเป็นเพียงคุณหนูในห้องหอ หาก

ต้องดูแลกิจการเพียงผู้เดียวนานๆ ไปจะมีคนมิหวังดี

แล้วจะดูแลมิได้ จึงจะเข้ามาดูแลให้ขอรับ”

เอ่ยจบพ่อบ้านไปั๋ถึงกับก้มหน้าลง เพื่อที่จะมิได้

เห็นสายตาของคุณหนูไปั๋และสายตาของชาวบ้านรอบๆ

ขเ้างที่มองมาอย่างเหยียดแคลน

ส่วนไปั๋ฮวานั้น เมื่อได้รับฟังทุกอย่าง ๆ แจ่มแจ้งถึง

เพียงนี้ภายในใจก็หมดหวังเสียแล้ว

“ท่านพ่อ…”

หยางคงที่ทนฟังมิได้อีกต่อไปจึงลงมาจากห้อง

ทำงาน หลังจากที่กำลังนั่งแทะเมล็ดแตงโมและชมการ

แสดงเมื่อครู่อยู่ด้านบน ความจริง หากตระกูลไปั๋มาดี

เขาก็คิดจะยืมมือตระกูลไปั่มาช่วยดูแลกิจการอยู่หรอก

แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว การที่สตรีจะขึ้นมา

เป็นใหญ่หรือหาเลี้ยงตัวเองได้นั้น ช่างยากเย็นเสียจริง

สำหรับคนบนโลกใบนี้

“อะ แอร่ม ขอประทานอภัยขอรับนายท่าน มิใช่ว่า

คุณหนูไปั๋ฮวาออกมาจากตระกูลแล้วหรือขอรับ” หยาง

คงเอ่ยออกมา

เมื่อมีแขกมาใหม่ทุกคนต่างหันไปให้ความสนใจ

กับหยางคงทันที ยิ่งเจอประโยคเมื่อครู่เข้าไปใครๆ ก็

อยากยื่นจมูกเข้ามาทั้งนั้น

“จะออกได้เช่นไร นางยังมีชื่อในผังของตระกูลไปั๋

เช่นไรนางก็คือคนตระกูลไปั๋” ฮูหยินไปั๋เอ่ยออกมา

ด้วยเพราะยังรักและห่วงใยในตัวบุตรสาวตนเอง

เสมอ แม้ตนเองจะแย้งปากออกมามิได้ จึงมิได้ใส่ใจใน

ความขัดแย้งอันใดระหว่างบิดาและบุตรสาว อีกทั้งนาย

ท่านไปั๋ก็ยังมิได้มีคำสั่งลบรายชื่อบุตรสาวออกจากผัง

ตระกูลไปั๋จริงๆ

“เป็นเช่นนั้นสินะขอรับ เช่นนั้นก็เชิญคุณหนูกลับ

ตระกูลได้เลยขอรับ ส่วนร้านคาเฟยหลิง ข้าจะจะดูแล

ต่อเอง มิรบกวนคุณหนูแล้ว”

หยางคงเอ่ยจบก็ก็ส่งยิ้มการค้าไปยังคุณหนูไปั๋ฮซา

ในทันที ทำเอาเหมยซานและไปั๋ฮวาที่มิได้รับรู้แผนการ

ภายในหัวของหยางคงถึงกับนิ่งเงียบไป เมื่อจู่ๆ ตนเองก็

โดนไล่เสียอย่างนั้น

“บังอาจเสียจริง เจ้าเป็นใคร ก็แค่พ่อค้าต่างแดน

บังอาจมายึดกิจการของบุตรสาวข้า ตระกูลไปั๋ได้เยี่ยง

ไร” นายท่านไปั๋ที่ยังคงคิดว่าเป็นกิจการของบุตรสาว

ตนเองก็ตวาดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

ยิ่งหันไปมองบุตรสาวตัวโง่งมของตนเองที่ทำได้

เพียงยืนเงียบๆ ให้แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม

ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ตนเองว่า การให้สตรีเป็นใหญ่ช่าง

เป็นความคิดที่โง่งมและไร้สาระจริงๆ แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

“โอ๊ะ โอ๊ะ โอ๊ะ เข้าใจอะไรผิดไปกระมัง กิจการของ

ตระกูลไปั๋อันใดกัน ท่านมีหลักฐานอันใดหรือขอรับ”

หยางคงที่ยังรักษารอยยิ้มการค้าไว้ได้ยังคงเอ่ยออกมา

อย่างมิได้หวาดหวั่นในคำพูดนั้น

“ก็…ก็บุตรสาวข้าเช่นไรเล่า” นายท่านไปั๋เริ่มรู้สึก

ผิดปกติในคำพูดของหยางคง เรียกได้ว่ากว่าจะเติบโต

มาในเส้นทางค้าขายได้เช่นนี้ ย่อมต้องผ่านร้อนผ่านมา

หนาวมามากมายพอควร แต่ด้วยความมั่นใจจากเสียง

เล่าลือเล่าอ้างของชาวบ้านและจากการส่งคนไปสืบมา

จึงยังพอจะเถียงออกไปได้

“เช่นนั้นรบกวนคุณหนูไปั๋อธิบายหน่อยเถิดขอรับ

ข้าชักอยากจะรู้เสียแล้วสิ ว่าร้านนี้เป็นของผู้ใดกันแน่”

หยางคงเอ่ยออกมาอีกรอบ ครานี้ ถึงกับโยนบทบบาท

ไปให้คนที่กำลังรู้สึกเสียใจ

ภาค 2 ตอนที่ 26 หัวไช้เท้าและผักใบเขียวต่างก็มีคน

ที่ชอบ

“ต้องขออภัยคุณชายหยางที่ทำให้ขุ่นเคืองเจ้าค่ะ

อธิบายท่านพ่อบ้านไปั๋กิจการนี้่หาใช่ของข้าไม่ เพียงแต่

คุณหนูเปั่ยจินและพี่น้องสงสารและเวทนาข้านัก ที่ยาม

นั้นออกจากตระกูลมาโดยไร้ที่พึ่ง จึงรับข้าไว้เป็นผู้ดูแล

กิจการแห่งนี้ หากท่านมิเชื่อ จะดูสัญญาจ้างงานก็ได้นะ

เจ้าคะ” ไปั่ฮวาเลือกที่จะเอ่ยชื่อพ่อบ้านไปั๋ออกไป แทน

ชื่อบิดาตนเองเพื่อส่งสาร

“ไปั๋ฮวานี่เจ้า” นายท่านไปั๋ที่ได้ฟังเช่นนั้นถึงกับ

กระอักเลือกออกมา ด้วยความเกรี้ยวกราดที่มีและ

ความผิดหวังผสมความอับอายในครั้งนี้ ทำให้ลมปราณ

ภายในร่างกายถึงกับตีกลับขึ้นมา

“ขออภัยท่านพ่อ เช่นนั้นท่านพ่อยังจะรับลูกกลับ

เข้าตระกูลอีกหรือไม่เจ้าคะ”

“ดี ดี ดี เช่นนี้ ในเมื่อเจ้าอยากเป็นทาสคนอื่นนักก็

เป็นไปเสีย พ่อบ้านไปั๋หลังจากนี้เชิญนางออกจากผัง

ตระกูล”

เหมือนฟั้าผ่าลงกลางใจ ไปั่ฮวามิทันตั้งตัว มิ

คาดคิดว่าบิดาจะใจร้ายกับตนเองมากถึงเพียงนี้ เช่นนั้น

ก็ดีเหมือนกัน นางเหนื่อยเหลือเกิน ที่ต้องทำตามคำสั่ง

ผู้ใด

“ตัดบัวมิเหลือเยื่อใย หวังว่าตระกูลไปั๋จะเข้าใจ”

ไปั๋ฮวากลั้นใจเอ่ยประโญคเมื่อครู่ออกไปด้วยใจ

สั่นคลอน

“คุณหนูขอรับ…” พ่อบ้านไปั๋ที่เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ย

ออกมา แต่ก็ทำอันใดมิได้นอกจากความเวทนาที่มีให้แก่

คุณหนูไปั๋ฮวา

“ไปั๋เออร์” ฮูหยินไปั๋ที่ได้ยินทำได้เพียงเอ่ยชื่อ

บุตรสาวตนเองออกมาเพียงแค่นั้น ด้วยตนเองเป็นสตรี

ย่อมต้องเชื่อฟังบุรุษที่เป็นสามีของตนเองเช่นกัน

“ท่านพ่อท่านแม่ ไปั๋ฮวาอกตัญูแล้ว นับแต่นี้ มี

ไปั๋ไม่มีฮวา มีฮวาไม่มีไปั๋”

“ตึ่ง”

กล่าวจบไปั๋ฮวาคุกเข่าคำนับลงต่อหน้าบิดามารดา

ทันที

“ดี ดียิ่งต่อจากนี้ เจ้าและตระกูลไปั๋มิมีส่วน

เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป” กล่าวจบตระกูลไปั๋ก็เดินออก

จากร้านไปทันที ทิ้งให้ไปั๋ฮวาที่นั่งคุกเข่าอยู่ต้องหลั่ง

น้ำตาเงียบๆ ฝั่ายเดียวและฝืนลุกขึ้นยืน ด้วยแรงพยุง

จากเหมยซาน

เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างจบลง ผู้คนที่มารายลอบ

ต่างหลีกหนีกันไป ทิ้งไว้เพียงไปั๋ฮวาและเหมยซาน

เท่านั้น ที่ยังคงยืนนิ่งมิไหวติง

“ฮวาเวอร์ เป็นอันใดหรือไม่” หยางคงที่ให้สงสาร

และเวทนากับสตรีผู้นี้ยิ่งนัก จึงเอ่ยถามออกมาพร้อมกับ

ยืนผ้าเช็ดหน้าของตนเองแก่นาง

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะพี่หยาง ข้าขอโทษแทนตระกูล

ไปั๋ด้วยนะเจ้าคะ” ฮวาเออร์เอ่ยออกมา

“หลังจากนี้เจ้าและตระกูลไปั๋มิมีส่วนเกี่ยวข้องใด

ต่อกันแล้ว จะขอโทษแทนกันไปไย แยกย้ายกันไป

ทำงานเถิดรอเลิกงานแล้วค่อยมาคุยกันอีกที”

“เจ้าค่ะ”

อีกด้านหนึ่งของโต๊ะภายในร้านคาเฟยหลิง ยังมี

ชายหนุ่มที่กำลังนั่งชมการแสดงละครของตระกูลไปั๋อยู่

เช่นกัน เพียงแต่มีผู้ใดบ้างที่จะมิสนใจเรื่องนอกบ้านของ

ผู้อื่นเช่นนี้

“นายท่านจะให้ข้าส่งคนไปสืบตระกูลไปั๋หรือไม่

ขอรับ” ชายหนุ่มที่นั่งฝังตรงกันข้ามเอ่ยออกมา

“ไม่จำเป็น เจ้าก็เห็นว่านางตัดขาดจากตระกูลแล้ว

มิใช่หรือไง” คนที่ถูกเรียกว่านายท่านเอ่ยออกมาอย่าง

ใจเย็นและท่าทีที่มิได้สนใจอันใดมากนัก

“แล้วเช่นนั้น เรื่องนั้นเล่าขอรับ จะทำเช่นไร” คน

สนิทข้างกายเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย

“ข้าจำเป็นต้องยึดถือคำพูดของพวกตาแก่ใกล้โลง

เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นคำว่าทรราชคงมิเหมาะกับข้าแล้ว

กระมัง” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาพร้อมกับใช้พัดที่ตนเองมี

ในมือเคาะไปยังปลายจมูกของคนตรงข้ามอย่างหยอก

ล้อ

“โถ่ นายท่าน” ข้ารับใช้ข้างกายจึงทำได้เพียงถอน

หายใจและปล่อยไปตามอารมณ์และคำสั่งของผู้เป็น

นาย

“ช่างเถิด ไหนๆ ก็มาแล้วเจ้ามิลองชิมหน่อยหรือว่า

รสชาติจะสมคำร่ำลือจริงหรือไม่”

“ขอรับ”

“เสี่ยวเออร์ข้าอยากได้อาหารชั้นเลิศสักสอง สาม

รายการ”

“ได้ขอรับ อาหารรสเลิศวันนี้ ร้านเราขอแนะนำ

เป็นชาดอกท้อสวรรค์ เค้กแอปเปิล และแพนเค้กผลไม้

ขอรับ”

“อืม ตามที่เจ้าว่า”

“รอสักครู่นะขอรับ”

“นายท่านคุณหนูเปั่ยจินช่างเก่งกาจยิ่งนักนะขอรับ

สามารถนำชาดอกท้อสวรรค์มาแจกเล่นได้เช่นนี้ อาหาร

ชนิดอื่นคงจะดูแคลนมิได้แน่นอน”

“อืม หงส์ก็ย่อมต้องควรคู่มังกรมิใช่หรือ”

“ขอรับ”

นายท่านที่ว่าคือต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ และกงกงข้าง

กาย ฉีกงกงนั้นเอง ด้วยความนึกสนุกหรืออะไรก็

ตามแต่ ยามเมื่อตนเองได้รับรายงานจากคนข้างกาย

เรื่องของเปั่ยจินแล้ว จึงอยากจะมามองหน้าพี่สะใภ้ของ

ตนเองให้เห็นกับตาเสียที

ยามเมื่ออยู่ด้วยกัน ว่าเหตุใดจวินเทียนหลงจึงเอา

แต่นั่งคิดถึงนางนัก แล้วก็นั่นปะไร ยังมิทันได้เข้าไป

ทักทาย กลับถูกว่าที่พี่สะใภ้ลากตัวหายไปทันที ทั้งยังมี

การละครของคนตระกูลไปั๋ให้ชมเช่นนี้อีก ช่างบันเทิง

เสียจริง

กลับมาที่มิติ

แน่นอนว่าจวินเทียนหลงได้เล่าทุกอย่างให้เปั่ยจิน

ได้ฟัง รวมไปถึงสิ่งสำคัญของโลกใบนี้ เมื่อเปั่ยจินได้ฟัง

ถึงกับสำลักขนมไปอีกรอบ เมื่อได้รับรู้ว่า สิ่งสำคัญของ

โลกใบนี้นั้นคือเถาฮวาสวรรค์ กล่าวว่าเป็นไม้สวรรค์ ผล

ท้อสามพันปี จึงจะสุก ครั้งหนึ่งนับถือกันว่าใครได้กินจะ

มีอายุยืนและไม่ตาย

และเหตุใดถึงต้องปกปั้องมัน ก็เป็นเพราะว่ายังมี

ผู้คนและสรรพสิ่งบนโลกนี้อีกมากมายนัก ที่จ้องจะกิน

ผลของมัน เพื่อต่ออายุไขให้แก่ตนเอง และเพิ่มความ

แข็งแกร่ง หากคนที่มิหวังดีได้ไปแล้ว โลกใบนี้จักต้อง

วุ่นวายเป็นแน่

และสิ่งที่นางคาดไม่ถึงนั้นก็คือ สถานที่ๆ ต้นไม้

ศักดิ์สิทธิ์อย่างเถาฮวาสวรรค์อาศัยอยู่ จะเป็นกลางปั่า

เขตชั้นในของปั่าม่านหมอก

ด้วยเหตุนี้ ปั่าม่านหมอกจึงอันตรายสำหรับเหล่า

มนุษย์ เพราะเหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างต้องการไอ

ศักดิ์สิทธิ์และเเฝั้ารอคอยการร่วงหล่นของผลฮวา

สวรรค์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรืออาจจะหลายปี

ข้างหน้า

เรื่องนี้จวินเทียนหลงเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะตอนที่

เขาลืมตาขึ้นมา เหล่าตาแก่บนสวรรค์ต่างก็มอบหมาย

ภารกิจนี้ให้เขาแล้ว เพียงแต่บอกว่าอีกมิกี่ปีก็จะเกิด

ปรากฎการแก่งแย่งเพื่ออำนาจขึ้น ให้เขาเฝั้าจับตามอง

และปั้องกันไว้ ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

“แย่แล้วเทียนหลง” เปั่ยจินเมื่อคิดบางอย่างได้จึง

เอ่ยออกมา

“หืม” จวินเทียนหลงเลิกคิ้วเบาๆ และเงยหน้า

ขึ้นมามอง

“ข้าเพิ่งแจกจ่ายชาดอกท้อสวรรค์เป็นการต้อนรับ

การเปิดร้านกับคนที่มาไป…”

“เรื่องนั้นมิใช่ปัญหา ชาดอกท้อสวรรค์ที่เจ้ามี มิใช่

ต้นเดียวกับที่ข้าต้องปกปั้อง หากแต่พลังของมันเปรียบ

ดั่งสมุนไพรปราณทั่วๆ ไป”

“ข้าก็ว่าแล้วเชียวเหตุใดผู้คนถึงตั้งแง่กับข้านัก

ตอนที่ข้าบอกว่าจะแจกชาดอกท้อสวรรค์ แล้วก็เจ้า

จินหลง เหตุใดมิเตือนข้าเล่า ให้ข้าปล่อยไก่ได้เช่นไร”

“ข้าเห็นว่ามันมิได้เป็นปัญหานี่นา อีกทั้งชาวบ้านก็

คงมิคาดคิดว่าเจ้าจะมีความสามารถถึงขนาดใช้ชาดอก

ท้อสวรรค์สามพันปีได้จริงๆ หากแต่เพียงสงสัย เพราะ

แม้ชาดอกท้อสวรรค์พันปีจะเป็นของล้ำค้า แต่ต้นท้อ

สวรรค์ปราณทั่วๆ ไปก็ยังถือว่าหายากอยู่ดี”

ภาค 2 ตอนที่ 27 สหายของเจ้าข้าไม่รับได้หรือไม่

“เช่นนั้นเจ้าจะยกโทษให้พี่ได้หรือยัง” จวินเทียน

หลงยังคงเอ่ยถามเปั่ยจินออกไป เมื่อสีหน้าของนาง

ยังคงไม่ดีขึ้นมา

เขารักและเฝั้าตามหานางมานานนับหลายปี ทั้งกี่

ภพชาติ เมื่อเจอนางอีกครั้ง เขาเฝั้าถนุถนอมนางมาก

แค่ไหน สวรรค์ย่อมรับรู้ ฟั้าดินย่อมเป็นพยาน

แล้วจะมีเหตุผลใดที่คนอย่างจวินเทียนหลงจะจะ

ไม่รู้จักสีหน้าและอารมณ์ที่แสดงออกมาของนาง ไม่มี

ทางที่เขาจะปล่อยให้นางต้องมีเพียงเสี้ยวอารมณ์ของ

ความขุ่นเคืองในจิตใจ หากเขารับรู้ จะไม่มิมีเรื่องใดที่

นางจักต้องกังวลในตัวเขา

“เจ้าค่ะ ถ้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล แค่ท่านอธิบายมา ข้า

ก็พร้อมจะรับฟัง” เปั่ยจินเอ่ยออกมา และเช่นเดียวกัน

บุรุษผู้นี้มักแสดงทุกสิ่งออกมาทางสีหน้าและแววตา

เสมอ สายตาที่เว้าวอนและวิงวอนเกินกว่าจะหักใจมิให้

อภัยของนาง มิอาจทำร้ายเขาได้เช่นกัน คล้ายดั่งว่านาง

มักจะมีสิ่งใดติดค้างกับเขาอยู่เสมอ

“เจ้าเชื่อมั่นในตัวพี่ได้ ครั้งหน้าพี่จะเล่าให้เจ้าฟัง

เสมอ” จวินเทียนหลง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงเอ่ยออกไป

อย่างดีใจและรับปากอย่างหนักแน่นตามสัญชาติญาณ

ของบุรุษผู้คลั่งรัก

“ท่านยังจะมีครั้งหน้าอีกหรือ” ทันที่ที่อีกฝั่ายเอ่ย

จบ เปั่ยจินก็ส่งสายตาพิฆาตออกไปทันที

แน่นอนว่าบุรุษผู้คลั่งรักอย่างเขา ย่อมต้องเอ่ย

ออกมาให้อีกฝั่ายพึงพอใจ

“มิมีครั้งหน้าแน่นอน” เว้นแต่เสียเรื่องที่เป็นลิขิต

สวรรค์ซึ่งเขาเอง ก็ไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ ต้องรอให้

พวกตาแก่นั้นมาอธิบายกับนางเองจักดีกว่า เทียนหลง

ทำเพียงคิดในใจและส่งเสียงออกไปยังต้นเหตุของ

เรื่องราวทั้งหมด

“เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด”

เมื่อจบเรื่องราวต้องสงสัยที่ผ่านมาหลายปีได้แล้ว

สายตาพิฆาตนั้นจึงหันไปหาเปั้าหมายต่อไป นั้นคือสัวต์

เทพคู่กายที่เป็นดั่งสหาย และเพื่อนคู่คิดให้แก่นางตั้งแต่

เด็กจนโต

“ส่วนเจ้าจินหลง ยังมีอะไรผิดบังข้าอีกหรือไม่ ?”

เปั่ยจินยังคงมิอาจวางใจได้ นางรับรู้ว่ายังคงมีเรื่องราว

อีกมากมายที่พวกตาแก่นั้นปิดบังนางเอาไว้

“ข้านะหรือจะกล้าปิดบังเจ้า” จินหลงที่กำลังนั่ง

ละเมียดชิมชาดอกท้อที่นำมาจากด้านนอกระหว่างรอ

ทั้งคู่คุยกัน ถึงกับสำลักออกมาทันที

หากจินหลงมิลืมเลือนไป คงระลึกได้ว่าเปั่ยจินมิใช่

หญิงสาวที่อายุเพียงสิบห้าหนาวเท่านั้น แต่หากคือหญิง

สาวที่สองชาติรวมกันก็เกือบสี่สิบปีให้แล้ว

ความรู้และประสบการณ์ที่นางมีนั้นมากพอที่จะ

สามารถเข้าใจและวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ได้ เพียงแต่ชีวิตใน

ชาตินี้ ช่างโชคดีที่มีพลังปราณและพลังวิเศษต่างๆ ครบ

ตามฉบับของตัวเอกในนิยายที่โดนส่งไปอีกภพก็เพียง

เท่านั้น

“จินหลง ข้ามิเคยสงสัยในตัวเจ้าและย่อมมิเคย

เคลือบแครงในการสิ่งใดที่เจ้าทำ เพียงแต่เจ้าอย่าหัก

หลังและทรยศข้าก็เพียงพอแล้ว”

“อืม เช่นนั้นหากทุกอย่างจบแล้ว ออกไปด้านนอก

เถิด เจ้าคงมีเรื่องให้ลำบากใจอีกมากมาย หึหึ”

ทั้งสามออกมายังโลกภายนอก เมื่อกำลังเดินลง

จากชั้นสาม เพื่อลงไปยังด้านล่างกลับมีกระบี่เล่มหนึ่ง

พุ่งตรงเข้ามา

กระบี่ที่ครอบคลุมไปด้วยพลังปราณนั้น ย่อมต้อง

ทำให้คนที่กำลังโดนหมายหัวบาดเจ็บถึงขั้นชีวิตเป็นแน่

และมันคงมิเป็นปัญหาใด หากปลายกระบี่นั้นมอได้พุ่ง

ตรงมายังคนรักของนางอย่างจวินเทียนหลง

“เทียนหลงระวัง” เพียงเสี้ยววินาทีที่ปรายกระบี่

จะพุ่งเข้ามายังจุดตายบริเวณหน้าอก เปั่ยจินก็ได้สร้าง

เกราะปราณมากั้นเป็นกำแพงระหว่างพวกตนเอาไว้ได้

ทัน

กระบี่ปราณนั้นจึงได้แตกสลายไป เมื่อมีปราณย่อม

ต้องมีผู้ใช้ เปั่ยจินตั้งใจซัดพลังกลับไปยังเจ้าของปราณ

นั้นทันที จวินเทียนหลงที่ยืนมองเหตุการณ์นิ่งๆ มิได้

เอ่ยห้ามอันใด ทำเพียงสร้างเกราะกำบังให้อีกฝั่ายเอาไว้

“เทียนหลง ท่านขวางข้าทำไม” เปั่ยจินเอ่ยถาม

ออกไปอย่างเกี้ยวกราด คนรอบตัวนางย่อมรู้ว่านาง

เกลียดการลอบกัดที่สุด จึงมิแปลกที่นางจะเกรี้ยวกราด

จนลืมตัว คนที่นางปกปั้อง กลับไปปกปั้องคนอื่นเช่นนี้

“เจ้าฟังพี่ก่อน และใจเย็นลงหน่อยเถิดคนดี”

แน่นอนว่าบุรุษคลั่งรักผู้นี้ แม้นางจักกำลังทำร้ายใคร มิ

เพียงมิดุด่าและขึ้นเสียงใส่ แต่เขายังเอ่ยออกมาอย่าง

เข้าใจในตัวนางเสมอ

เปั่ยจินที่ได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกตัวว่าตนเองใช้

อารมณ์มากเกินไป โดยมิได้ใส่ใจสิ่งรอบข้าง จึงมิได้มอง

ว่า รอบๆ ตัวนางในตอนนี้ ต่างมีผู้คนมากมายที่กำลัง

มองมาที่กลุ่มของนางอย่างตกตะลึง

ไม่มีใครมิรู้ว่าเจ้าของร้านต่างแคว้นทั้งสามนั้น เป็น

ใครและเก่งกาจเพียงใด เสียงเล่าลือที่มี ก็มีเพียงแค่เป็น

พี่น้องคนต่างแคว้นที่มาสร้างกิจการ โดยได้รับความ

คุ้มครองจากสำนักคุ้มภัยซีจ้าวเท่านั้น

แต่การแสดงพลังเมื่อครู่ของเปั่ยจินแสดงให้เห็น

แล้วว่า เหล่าพี่น้องตระกูลเปั่ยเป็นผู้ฝึกพลัง อีกทั้งหญิง

สาวไร้ค่านางหนึ่งกลับมีพลังปราณมากมายที่สามารถ

สร้างกำแพงปั้องกันอันตรายได้ แม้จะมินานเท่าเหล่าผู้

ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ก็ตาม

เมื่อเห็นว่าคนรักของตนเองสงบลงแล้ว จวินเทียน

หลงจึงเอ่ยบางอย่างออกมาทันที

“มิคิดว่าเจ้าจะคิดถึงข้าเพียงนี้ เฟยเฉิง” จวินเทียน

หลงเอ่ยออกมา พร้อมกับสลายปราณกำแพงออกไป

คนที่โดนจับได้มิได้ทำสีหน้าเดือดร้อน กับการเล่น

สนุกของตนเอง ยังคงมีสีหน้ารื่นเริงเสียเต็มประดา ทั้ง

ยังหัวเราะออกมาอย่างหน้าตาเฉย

“ฮ่าๆ โดนจับได้ซะแล้ว แย่เสียจริง ว่าหรือไม่ฉี

หม่า” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา พร้อมกับสีหน้าที่

แสดงออกว่าตนเองพอใจในการกลั่นแกล้งครั้งนี้มาก

เพียงใด

ทางด้านฉีกงกงนั้น นอกจากทำอันใดมิได้แล้วยังคง

ต้องคอยระวังอันตรายให้คนข้างกายอีกด้วย จึงทำได้

เพียงทำใบหน้าไร้อารมณ์ออกไป เพื่อให้จวินเทียนหลง

รับรู้ว่าตนเองมิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง

แม้อีกฝั่ายจะเคยโดยจวินเทียนหลงลงโทษสำหรับ

การกลั่นแกล้งเพียงใด แต่ย่อมมิอาจทำให้นิสัยเช่นนี้

หายไปได้่จริงๆ

“โธ่พวกท่าน” ฉีกงกงเอ่ยออกมาอย่างนึกปลงใน

ความสัมพันธ์เหล่านี้ หากวันนั้นมิได้ช่วยเหลือกันเอาไว้

มิรู้ว่าวันนี้จะยังมีปากให้หัวเราะอีกฝั่ายอยู่หรือไม่

และแน่นอนว่าเปั่ยจินย่อมจับสังเกตจากบท

สนทนาแปลกๆ ของอีกฝั่ายได้แล้ว จึงได้หันไปมองหน้า

จวินเทียนหลงอย่างสงสัยและหงุดหงิด

“เทียนหลงอย่าบอกว่านี่ คือสหายคนนั้นที่ท่าน

ว่า” เปั่ยจินเอ่ยถามออกไป และหันไปมองอีกฝั่ายอย่าง

หาเรื่อง และบอกให้รู้ว่าหากเทียนหลงมิมีวิธีการจัดการ

คนๆ นี้ นางจักเป็นคนจัดการเองเป็นแน่

สายตาอาฆาตและรังสีฆ่าฟันนั้น ย่อมส่งไปยังตัว

บุคคลอย่างต้าเฟยเฉิง เพียงผู้เดียว ส่วนคนที่ได้รับนั้น

ถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อมองไปยังต้นตอของรังสี

อาฆาตที่ส่งมาแล้วนั้น จึงคิดได้ว่าตนเองจักเล่นงานผิด

คนเสียแล้ว

ต้าเฟยเฉิงทำได้เพียงส่งสายตาไปจิวนเทียนหลง

บ่งบอกถึงความต้องการการช่วยเหลือ ทำเอาที่ฝั่ายที่

ได้รับสายตาถึงกับส่ายหัวไปมา อีกฝั่ายก็คนรัก อีกฝั่าย

ก็น้องชายร่วมสาบาน ส่วนฉีหม่านั้น กลับหันไปรอบๆ

ทำราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องราวของตนเอง

“เห่อ ไปคุยกันด้านในเถิด” เทียนหลงเอ่ยออกมา

พร้อมกับถอนหายใจไปด้วย

ภาค 2 ตอนที่ 28 สหายของเจ้า เอาไปไกลๆ ข้าสักที

“เชิญ” เสียงที่ดังขึ้นมามิใช่ใครอื่น แต่เป็นเปั่ยจิน

ที่พยายามทำหน้าที่คู่หมั้นที่ดีนั้นเอง

เมื่อทุกคนเข้ามาในห้องรับรองแล้ว ต่างฝั่ายต่างนั่ง

กันคนละมุมหันหน้าออกจากกัน จวินเทียนหลงที่ต้อง

เป็นคนคลี่คลายเรื่องนี้ ถึงกับถอนหายใจออกมาอีกเป็น

รอบที่สิบของวัน

“จินเออร์ เจ้าใจเย็นก่อนเถิด” แม้เฟยเฉิงจัก

ค่อนข้างกวนอารมณ์เจ้าไปสักหน่อย แต่เขาเป็นบุรุษที่ดี

ผู้หนึ่ง

“ส่วนเจ้าเฟยเฉิง แม้เจ้าจะออกมานอกวังแล้ว แต่

อย่างไรเจ้าก็เป็นฮ่องเต้ของแคว้น ช่วยทำตัวเองให้

เหมาะสมกับบัลลังก์หน่อยเถิด ถือว่าข้าขอร้องเจ้า”

จวินเทียนหลงเอ่ยออกมาอย่างหน่ายใจ

จินหลงเองที่นั่งฟัง ก็เริ่มเอือมระอาแล้วเช่นกันใน

ละครฉากนี้ จึงทำบางสิ่งออกไปทันที

“อยากกินกาแฟดำเหลือเกินจินเออร์ เจ้าออกไป

ทำให้ข้าหน่อยสิ” จินหลงเอ่ยออกมา

“ข้าด้วยๆ ข้าขอกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลที่หนึ่ง”

“กึก”

‘คำพูดนี่ ไม่ใช่ว่ามีแค่คนที่มาจากโลกใบเดียวกัน

กับนางหรอกหรือ’ จินเออร์คิดในใจ แล้วหันหน้าไปมอง

อีกฝั่ายทันที

ด้านเฟยเฉิงที่รู้ว่าตนเองพลาดไปแล้วจึงทำเพียงนั่ง

นิ่งๆ คล้ายกับว่าตนเองมิได้เอ่ยอันใดออกไป เขารู้เพียง

ว่า เทียนหลงมาจากโลกใบเดียวกับเขา

หากแต่จากบทสนทนาที่เพิ่งจบไปจากจนหลงสัตว์

เทพก็แล้วไปเถิด แต่นี่คู่หมั้นคู่หมายของจวินเทียนหลง

กลับพูดขึ้นมาอย่างไหลลื่นเช่นนี้ ‘มิใช่ว่านางคือคนที่

เจ้าหมอนี่ตามหาหรอกหรือ ’

“มองหน้านางตรงๆ เช่นนี้ มิใช่ว่าเจ้าลอบตีท้าย

กลัวข้าหรอกหรือ” เทียนหลงเอ่ยออกมา หากคน

ภายนอกที่มองมาคงคิดว่าอีกฝั่ายจริงจังเป็นแน่

“บ้าน่า ข้านะหรือจะกล้าทำให้เจ้าไม่พอใจ” เขายัง

ไม่อยากถามออกไปในตอนนี้

“หึหึ” เทียนหลงเอง เมื่ออีกฝั่ายมิต้องการถามอัน

ใด ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะเล่าออกไปเช่นกัน คงต้องรอให้ต่าง

ฝั่ายต่างอยากรู้นั้นแหละ เขาถึงจะเอ่ยออกมา และ

ถึงแม้ว่าอีกฝั่ายจะอยากรู้แต่หากฝั่ายตรงข้ามมิอยาก

เล่า เขาเองก็ไม่มีอำนาจใดไปบังคับอีกฝั่ายเช่นกัน

“เช่นนั้น ข้าขอแนะนำตัวเองก่อนนะเจ้าค่ะ” จิน

เออร์เอ่ยออกมา เพียงแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยกล่าวอันใด

ออกมา คู่ปรับของนางก็ชิงตัดหน้าเสียก่อน

“องค์หญิงจ้าวจินเออร์ จากแคว้นจ้าว คู่หมาย

ของจวินเทียนหลงแห่งแคว้นเว่ย เช่นนั้นใช่หรือไม่”

เอ่ยจบก็หันไปมองหน้าเทียนหลงอย่างภาคภูมิในตนเอง

มิได้สังเกตสีหน้าของคนที่โดนเอ่ยประวัติออกมา

แม้แต่น้อย

“ข้าคงประมาทท่านเกินไปสินะ” จินเออร์เอ่ย

ออกมาพร้อมกับสายข่มขู่ จนอีกฝั่ายรู้สึกได้

แต่ถึงอย่างไรแล้วก็ตามด้วยระดับพลังของเขาที่

กล่าวได้ว่าอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่มนี้ ก็ไม่อาจจะเป็นศิษย์

คิดล้างครู‘คิดแล้วก็ช่างน่าน้อยใจนัก’

‘อุตส่าห์ได้มาเกิดใหม่อีกครั้งในโลกที่มีพลังปราณ

แล้วแท้ๆ แต่เหตุใดกลับส่งเขามาให้มีระดับพลังที่ต่ำ

กว่าคนพวกนี้ได้กัน’

‘ไม่ใช่ว่าเขาเป็นเพียงตัวประกอบในนิยาย ที่มี

นางเอกและพระเอกเป็นคนพวกนี้หรือไงกัน’ เฟยเฉิง

ทำได้แค่คิดและลอบถอนหายใจกับเองตนเองเบาๆ

“ไม่กล้าๆ ระดับพลังของท่านสูงส่งเช่นนี้ ข้าจะ

กล้าล่วงเกินได้เช่นไรกัน” เอ่ยจบจากฮ่องเต้แห่งแคว้น

กลับวิ่งไปหลบหลังฉีกงกงที่กำลังยืนทำหน้าเอือมระอา

ทันที

“มิกล้าแต่ก็ทำไปแล้วมิใช่หรือไงกัน เจ้าฮ่องเต้บ้า

นี่!” สหายหน้าตายเช่นนี้ ท่านพากลับไปเร็วๆ เถิดเทียน

หลง

คนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์นี่อย่างกงกงทำได้เพียง

คิดในใจ ‘รัศมีนี่ มันคล้ายคนที่กำลังข่มกันมิใช่หรือไง

แล้วพวกท่านจะข่มกันเพื่อผู้ใดกัน’ กงกงทำได้เพียงคิด

ในใจ

“เฟยเฉิง เจ้าพอได้หรือยัง” เทียนหลงเอ่ยออกมา

เทียนหลงเองที่ทนไม่ไหว ที่ทั้งสองมัวแต่ลับฝีปาก

กันไม่หยุดเสียทีจนน่ารำคาญ แน่นอนว่านั้น…ไม่ใช่ เขา

ทนไม่ไหวที่ต้าเฟยเฉิง ยังไม่หยุดหยอกล้อคู่หมาย

ตนเองอย่างจินเออร์เสียทีต่างหาก

เขาทั้งรักและเอ็นดูนางมากเพียงใด แม้จะเอ่ยห้าม

สิ่งใดยังมิมี แล้วเจ้าเด็กนี้ กลับต่อล้อต่อเถียงทำให้นาง

อารมณ์เสียไม่เว้นสักชั่วยามเช่นนี้

ภาค 2 ตอนที่ 29 มิใช่ว่าเป็นคนไร้แซ่หรอกหรือ

“ข้าล้อเล่นต่างหาก” ทว่าคนที่กำลังล้อเลียนคน

อื่นอยู่นั้นคล้ายว่าจะรู้สึกได้ถึงดัชนีพิฆาตที่กำลังเยื้อง

ย่างเข้ามา จึงหันไปหาเจ้าของฝั่ามือ

ทางด้านเปั่ยจินเองก็เช่นเดียวกัน เมื่อรึสึกได้ว่า

จวินเทียนหลงคงรำคาญเสียงพวกตนเอง จึงเอ่ยตามน้ำ

ออกไป

“อืม ข้าเองก็เช่นกัน”

ส่วนเจ้าของฝั่ามือนั้น กลับรู้สึกผิดที่ทำให้เปั่ยจิน

รู้สึกเช่นนั้น จึงเอ่ยปฏิเสธออกมาทันที

“พี่เปล่าว่าเจ้าหนา จินเออร์ พี่จะกล้ารำคาญเจ้าได้

เช่นไร พี่หมายถึงเจ้าเด็กนั้นต่างหากเล่า โปรดอย่า

เข้าใจพี่ผิดไป”

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”

“จินเออร์ข้านำอาหารมาให้” ไปั๋ฮวาเอ่ยออกมา

จะเอ่ยว่าอาหารมือเที่ยงได้เช่นไร เมื่อมีเรื่องราว

มากมายเข้ามา ทำให้ในตอนนี้นั้นก็เกือบจะเป็นเวลา

ยามเว้ย (เวลา 13.00-14.59 น.) เสียแล้ว ทั้งหมดจึง

ได้มานั่งรวมกันในห้องนี้

อาหารที่ไปั๋ฮวานำเข้ามานั้นประกอบไปด้วยสิ่งที่

เปั่ยจินชื่นชอบ อีกทั้งยังมีรายการอาหารที่ต้าเฟยเฉิงสั่ง

ไว้ ไม่ว่าจะเป็น ชาดอกท้อสวรรค์ เค้กแอปเปิล และ

แพนเค้กผลไม้

“เข้ามาได้เลยไปั่ฮวา” เปั่ยจินเอ่ยออกมา

“ได้ๆ”

เมื่อเห็นรายการอาหารแล้ว สายตาไม่รักดีของเปั่ย

จินก็เอาแต่จ้องรายการอาหารอย่างไม่ยอมผละไปไหน

ไม่ว่าจะเป็นหมูปั่าผัดเห็ดหลากสี ต้มจืดไก่สรรค์ขมิ้น

ผัดเก้าเซียนตกสวรรค์

เปั่ยจินตั้งชื่อเช่นนี้เพราะต้องการปราชดเหล่าเซียน

บนสรรค์ที่กลั้นแกล้งนาง และรายการอาหารอื่นๆ อีก

สามถึงสี่อย่าง

“แล้วเหตุใดต้องมาเองกันเล่า” เมื่อเห็นว่าหญิง

สาวเป็นคนยกเข้ามาเองจึงถามออกไป

“ข้าคิดว่าเจ้าคงต้องการเวลาส่วนตัวนะ เลยถือมา

ให้เองดีกว่า” ไปั๋ฮวาเอ่ยตอบกลับไป

นางคิดเช่นนั้นจริงๆ นั้นเพราะก่อนที่จะเข้ามาใน

ห้องนี้ ทั้งคุณชายจินหลง สหายและคนในห้องนี้ ต่างมี

สีหน้าเคร่งเครียด ราวกับจะฆ่าฟันกัน ทั้งยังดูมีลับลม

คมในอีกด้วย

“ดีเลย เช่นนั้นข้าจะแนะนำสหายให้รู้จัก”

เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายมิมีท่าทีอยากรู้อยากเห็นอันใด

ในใจของทุกคนในห้องนี้เว้นไว้เสียแต่จวินเทียนหลง

ต่างเพิ่มคะแนนภายในใจให้แก่นางมาหนึ่งแต้ม

หากไปั๋ฮวาได้รับรู้ความภายในใจของทุกคน ย่อม

ต้องยินดีเป็นอย่างมาก ที่ความไว้ในในตัวนางเพิ่มขึ้น

โดยมิทำอันใดให้มากความเช่นนี้

“เจ้าเห็นคนชุดดำที่หน้าตาหล่อเหลาใช่หรือไม่ เขา

มีนามว่าจวินเทียนหลงคู่หมายข้าเอง” เมื่อได้โอกาส

แนะนำ เปั่ยจินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยออกมา ทั้งยังแนะนำ

ด้วยความภาคภูมิใจเสียเต็มที่

กระทั่ง จินหลง หยางคง ต้าเฟยเฉิงถึงกับต้อง

เบือนหน้าหนีไปด้านอื่น เว้นเสียแต่บุรุษผู้หนึ่ง ที่ทำ

เพียงนั่งนิ่งๆ คล้ายกับไม่ใส่ใจอันใดในประโยคนั้น

แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบริเวณติ่งหูของคนที่

โดนแนะนำตัวว่าคู่หมายของข้าเอง กำลังส่งสีออกมา

จากชมพูจนแดงก่ำและลามไปเรื่อย ๆ จนถึงใบหน้าเสีย

แล้ว

“คารวะเจ้าค่ะคุณชายจวินเทียนหลง” ไปั๋ฮวาที่นั้น

รับรู้ด้วยจิตใต้สำนึกของตนเองบ้างแล้ว ด้วยกิริยาของ

คุณ๙ยจวินเทียนหลงนั้นแสดงออกเพียงใดว่ารักและ

เทิดทูนสหายตนเช่นไร

‘นางเองก็อยากจะเจอบุรุษเช่นนี้บ้าง’

“อืม”

ขวับ

เทียนหลงทำเพียงตอบรับกลับไปคำหนึ่งสั้นๆ ทำ

เอาเปั่ยจินถึงกับหันไปมองในการสงวนท่าทีของบุรุษ

ข้างกายเสียมิได้ กลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปากหรือ

ไรนะ

“ส่วนชายชุดสีม่วง มีนามว่า เอ๊ะ…เจ้าชื่ออันใดนะ

ข้าลืม” เปั่ยจินเอ่ยออกไป

นางมิใช่คนเคียดแค้นผู้ใด แต่หากมีโอกาสให้ลงมือ

นางย่อมไม่เลือกวิธีการ หึหึ

“เฟยเฉิง ข้ามีนามว่า ต้าเฟยเฉิง หึหึ” ทางด้านต้า

เฟยเฉิงที่เห็นว่าอีกฝั่ายเริ่มต้นกลั้นแกล้งตนเองอีกครา

ก็มิได้สนใจ ทำเพียงเอ่ยแนะนำตนเองออกไป

‘จะให้ข้าสนใจนางงั้นรึ ข้าสนใจดัชนีคู่ข้างกายนาง

มากกว่า หึยย สยองง’

“อ่อ ใช่ๆ ต้าเฟยเฉิง เป็นสหายของคู่หมายข้าเอง”

เห็นเช่นนั้นเปั่ยจินจึงทำเพียงยักคิ้วให้อีกฝั่ายและเอ่ย

สำทับไปอีกครั้ง

“คารวะคุณชายต้าเฟยเฉิงเจ้าคะ”

“อืม”

“ส่วนทุกท่าน นางคือไปั๋ฮวา สหายของข้าและ

หุ้นส่วนทางการค้าของร้านคาเฟยหลงเจ้าค่ะ”

“แซ่ไปั๋งั้นหรือ มิใช่ว่าเป็นคนไร้แซ่แล้วหรอกหรือ”

ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา

“นายท่าน” ฉีกงกงนั้นแทบอยากจะหาอันใดอุด

นายของตนเสียจริง นิสัยเช่นนี้ช่างแก้มิเคยหาย

กระทั่งจินหลงเอง ที่นั่งนิ่งๆ มิสนผู้ใดยังอดที่จะ

เอ่ยออกมามิได้ ส่วนหยางคงที่เอ็นดูไปั๋ฮวาเช่นน้องสาว

คนหนึ่งยังอดที่จะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจินห

ลงขึ้นมาทีเดียว

“เจ้า ปากเจ้าช่างดีเสียเหลือเกิน” จินหลงเอ่ย

ออกมา

ไปั๋ฮวาที่ได้ยินอีกฝั่ายเอ่ยเช่นนั้นย่อมต้องเข้าใจ อีก

ฝั่ายคงรับรู้เรื่องราวทั้งหมด และมีใจอยากช่วยตนเอง

ด้วยเห็นว่าเป็นสหายของคนกันเอง

หากคุณชายต้าเฟยเฉิงมิเอ่ยออกมา นางเองก็มิคิด

จะเอ่ยออกไปเช่นกัน เรื่องบางเรื่องนางมิจำเป็นต้องบ

นำไปรบกวนสหายของตนเสียหมด

“ใจเย็นๆ ก่อนจินเออร์ สิ่งที่คุณชายพูดล้วนเป็น

ความจริง ข้านะเป็นคนไร้แซ่ไปเสียแล้ว ทำอย่างไรดี

ละ” ไปั๋ฮวายังคงเอ่ยออกมาราวกับเป็นเรื่องที่น่าขบขัน

ด้านเฟยเฉิงที่กำลังนั่งมองอยู่นั้น คล้ายว่าตนเอง

เจ็บแปลบที่หัวใจตนเองเหลือเกิน ‘หญิงสาวนางนี้

ช่างกระไรเสียจริง เจ็บปวดปานนั้น แต่กลับแสดง

ออกมาเช่นนี้ หึ’

“เหตุการณ์เป็นเช่นไรกันแน่ ใครพอจะเล่าให้ข้าฟัง

ได้บ้าง” เปั่ยจินที่สงบลงแล้ว จึงถามออกมาอย่างใจเย็น

“ข้าเองขอรับ” หยางคงที่เห็นแน่แล้วว่า

จำเป็นต้องอธิบายให้คุณหนูของตนเองรับรู้เรื่องราว แม้

อีกฝั่ายจะไม่อยากเล่าเพียงใดก็ตาม

หลังจากนั้นทุกสิ่งที่เปั่ยจินสงสัยจึงได้ถูกบรรยาย

ออกมาหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่บิดาเดินมา เพื่อยึด

กิจการของบุตรสาว หรือจะเป็นการประกาศตัดรายชื่อ

อกจากผังตระกูลไปั๋

เปั่ยจินที่ได้ฟังเช่นนั้น ถึงกับเดือดขึ้นมาทันที

‘เพียงแค่ตนไม่อยู่เพียงครู่เดียวแต่กลับมีคนกล้า

เข้ามาหาเรื่องคนภายใต้การปกครองของตนเองถึงเพียง

นี้’

“จะเป็นการดูหมิ่นกันเกินไปหรือไม่” ได้ฟังเช่นนั้น

เปั่ยจินถึงกับเอ่ยออกมา

“ว่าแต่เจ้าไปรู้เรื่องราวของผู้อื่นได้่เช่นไรกัน ต้าเฟย

เฉิง” เปั่ยจินที่พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้หันไปถาม

เฟยเฉิงทันที

“ข้าเพียงนั่งรออาหารเถิด จึงทันได้เห็นละครโรง

หนึ่งก็เท่านั้น” เมื่ออีกฝั่ายพูดจบก็ได้รับสายตาอาฆาต

ออกทันที

“จะโทษข้าได้เยี่ยงไร ข้ามิได้รู้จักกับนางจะเข้าไป

ยุ่งได้เช่นไรเล่า” เฟยเฉิงเอ่ยแก้ตัวออกมา

ด้านกงกงที่เห็นเหตุการณ์เสมอมา ส่ายหัวด้วย

ความระอาในตัวนายของตนเสียเหลือเกิน

“พี่เทียนหลงเจ้าคะ เหตุใดสหายของท่านจึงเป็น

เช่นนี้ไปได้ มิคล้ายกับท่านสักนิด”

ด้านเฟยเฉิงที่เห็นอีกฝั่ายเอาแต่ฟั้องสหายของตน

จึงทำสีหน้าล้อเลียนไปพลาง

“เฟยเฉิงพอได้แล้วกระมัง ใช่เรื่องล้อเล่นได้ที่ใด

กัน” เทียนหลงเอ็ดอีกฝั่ายทันที

“เช่นนั้น เจ้าจะทำเช่นไรไปั๋ฮวา” เสียงหนึ่งในวง

สนทนาดังขึ้น

ภาค 2 ตอนที่ 30 ก็จะให้ใช้แซ่เดียวกับข้า จะทำไม

“ข้าว่าทานอาหารกันก่อนดีหรือไม่” ย่อมเป็นเสียง

ของต้าเฟยเฉิงที่เอ่ยแทรกขึ้นมา

ไปั๋ฮวาอยากหันไปขอบคุณคนตรงหน้าเสีย

เหลือเกิน การกระทำของเขาช่วยลากนางออกจากหลุม

ลึกโดยแท้ มิใช่ว่านางมิอยากตอบคำถาม เพียงแต่จะให้

นางทำเช่นใดได้กัน

แม้บิดาจะไม่รัก มารดามิเหลียวแล แล้วอย่างไรเล่า

แค่มีสถานที่แห่งนี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ

เปั่ยจินรับรู้ได้ทันทีจากสีหน้าของหญิงสาว ใบหน้า

ที่เต็มไปด้วยความกังวลและยากที่จะยอมรับ ก็แล้วผู้ใด

กันเล่าจะยอมรับได้ นางเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าการต้องไร้

ญาติ ไร้ที่พักพิงนั้น ช่างอ้างว้างเพียงใด

ไปั๋ฮวามิได้กล่าวอันใดต่อ ทำเพียงนั่งลงนิ่งๆ ด้วย

กิริยาที่สูงส่งเช่นที่เคยได้รับการฝึกฝนมาตลอด

“เช่นนั้นเจ้าก็นั่งทานเสียด้วยกัน” เปั่ยจินผ่อน

คลายสีหน้าลงพร้อมกับจัดตะเกียบและจานไปยังเก้า

ที่ว่างอยู่ เพื่อให้อีกฝั่ายนั่งลงด้วยกัน

“จะดีหรือข้าก็หิวเช่นกัน แต่ข้ายังต้องออกไปดูแล

ด้านนอกอีก อิอิ” สีหน้ากังวลเพียงชั่วครู่ ก่อนแปล

เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้เล่ห์ออกมา พร้อมกับเลื่อนเก้าอี้มา

นั่งลงของไปั๋ฮวา เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ให้แก่คนที่

กำลังนั่งลุ้นไปตามๆ กัน

“เรื่องนั้นปล่อยให้คนด้านนอกจัดการไปเถิด คน

ของบ้านข้าเก่งกาจมาก”

เปั่ยจินเห็นเช่นนั้นจึงนึกขำออกมา พร้อมกับตบไป

ที่อกตนเองเบาๆ เช่นที่พวกหนุ่มน้อยมักจะทำกัน

เพียงแต่นางเป็นกุลสตรี เมื่อทำเช่นนี้ จึงมีสายตาของ

หลายๆ บุรุษที่กำลังมองอย่างขบขัน

บุรุษหนึ่งผู้คลั่งรัก หญิงในดวงใจทำเช่นไรก็น่า

เอ็นดูไปเสียหมด

ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งนั้นคล้ายตัวแทนจากบิดามารดา

“อืม ข้าจะจดบันทึกกิริยาเจ้าในวันนี้ ไปบอกกล่าว

แก่บิดามารดาของเจ้าจ้าวจินเออร์”

จินหลงที่รับไม่ได้กับมารยาทขอองหญิงสาวเอ่ย

ออกมา พร้อมกับแสดงสีหน้าว่ารับไม่ได้จริงๆ เรียกสี

หน้าบึ้งตึงจากไปั๋ฮวาไปเต็มๆ

“คุณชาย ข้าว่าถึงเวลาที่ควรกลับได้แล้วนะขอรับ”

ฉีกงกงที่เห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานมากแล้ว อีกทั้ง

ราชกิจมากมายที่ยังรอให้ฮ่องเต้กลับไปจัดการก็มีมาก

นัก ไม่รวมถึงเหล่านักฆ่าที่ซุ่มรออีกมากมายนัก

แม้เรื่องราวการยึดราชบัลลังก์จะผ่านมาแล้ว

หากแต่กลุ่มอำนาจเก่ายังคงมีอยู่มากมายนัก

“อืม เช่นนั้นเรื่องที่เราคุยกันไว้ วันหลังข้าจะมาคุย

ด้วยอีกครา จวินเทียนหลง ทุกท่านข้าขอตัวก่อน” เมื่อ

สีหน้าของฉีกงกงแสดงออกถึงเพียงนั้น ต้าเฟยเฉิงจึง

ยอมยุติการเล่นสนุกเพียงเท่านี้

“เชิญไม่ส่ง” แน่นอนว่าคู่ปรับตัวฉกาจเช่นนเปั่ยจิน

ที่เพิ่งได้รับการสถาปนาในวันนี้ ย่อมมิมีทางปล่อยอีก

ฝั่ายไปง่ายๆ

“จินเออร์ โถ่ เจ้านี่นะ” เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีเพียง

ไปั๋ฮวาที่อดจะเอ่ยตัดพ้อออกมาเสียมิได้ ส่วนคนอื่นๆ

นั้น เรียกว่าปลง

“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าไปส่งท่านเองเจ้าค่ะ”

“มีเพียงแม่นางฮวาเออร์สินะ ที่ทำตัวเป็นเจ้าบ้าน

ที่ดีเช่นนี้”

“แต่เพียงแค่หน้าโรงเตี๊ยมนะเจ้าค่ะ อิอิ” ไปั่ฮวา

เอ่ยแล้วหันไปขยิบตาให้กับเปั่ยจิน อีกฝั่ายจึงยกมือ

ขึ้นมาชูนิ้วโปั้งแล้วเอ่ยเบาๆ ว่าเยี่ยมออกมา

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วไปั๋ฮวาย่อมเข้าข้างสหาย

ตนเอง เพียงหยอกล้อสักเล็กน้อย ย่อมมิเป็นอะไร

“เช่นนั้นข้าไปด้วย จะปล่อยปลาย่างไว้กับแมวได้

เช่นไร” นางแค่หยอกอีกฝั่ายเล่นเท่านั้นเองจะทำตัวไร้

มารยาทได้เช่นไรกัน

“หากเจ้าไป พี่ก็คงต้องไปด้วย” จวินเทียนหลงเอ่ย

ออกมา

“พอๆ ไปกันทั้งหมดนี่ละ จะได้ลงไปดูกิจการด้วย”

เมื่อเห็นว่าใบหน้างามยิ้มแย้มออกมาบ้างแล้ว หยางคง

อดที่จะพูดออกมามิได้

“ฮ่า ๆ ดีจริง”

หลังจากที่ส่งต้าเฟยเฉิงพร้อมฉีกงกง กลับ

พระราชวังไปแล้วนั้น เทียนหลงและเปั่ยจินจึงได้ส่ง

องครักษ์เงามือดี ตามไปคุ้มครองระหว่างทางด้วย

เช่นกัน

เทียนหลงนับเขาเป็นดั่งสหายและน้องชาย อย่างไร

เสียนางก็มิได้จริงจังในเรื่องเหล่านั้นนัก แต่หากอยากได้

องครักษ์ฝีมือดีจากนางรอบหลังแล้วละก็ ย่อมต้องนำ

เงินทองมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น บอกแล้วนางมิได้เป็นคน

เจ้าคิดเจ้าแค้น แต่หากมีโอกาสเมื่อใด นางย่อมไม่พลาด

เมื่อกำลังจะเดินเข้าร้านกลับมีเหล่าคุณหนูเดินเข้า

มาขนาบข้างนางและไปั๋ฮวาพร้อมกับแสดงสีหน้า

เหยียดหยาม เหมือนนางมิได้อาบน้ำเช่นนั้น

“อุ๊ย นั้นมิใช่ไปั๋ฮวาสหายของเจ้าหรือซีซี ซินเออร์”

ใบหน้าขาวที่มีผ้าคลุมส่วนล่างเอาไว้เอ่ยออกมา พร้อม

กับหยุดตรงหน้าไปั๋ฮวา

“ไปั๋ฮวาหรือเจ้าคะ คุณหนูซูเหยียนกล่าวผิดแล้ว

ตระกูลไปั่มีบุตรสาวที่ใดกันเจ้าคะ ฮ่า ๆ” หนึ่งใน

คุณหนูกลุ่มนั้นเอ่ยออกมา

“นั้นสิเจ้าคะ มิใช่ว่าเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา

ตระกูลเพิ่งติดปั้ายประกาศตัดขาดบุตรสาว ที่มีนามว่า

ไปั๋ฮวา ออกจากตระกูลหรอกหรือ เช่นนั้นนางก็คงมิใช่

คนแซ่ไปั๋แล้วนะเจ้าคะ”

“นั้นสินะ ช่างน่าสงสารเสียจริง มิรู้ว่าเหตุใดถึงโดน

ไล่ออกจากตระกูลเช่นนั้น” ว่าพลางก็นำผ้าเช็ดหน้าผืน

บางที่ไร้ร่องรอยใด ไปซับบริเวณหางตาช้าๆ ราวกับ

กำลังแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเวทนาเพียงใด จนน้ำตาถึงกับ

ไหลออกมา

‘บทละครจำพวกดอกบัวขาวเป็นเช่นนี้’ เปั่ยจินคิด

ในใจ

“สงสารมากหรือไม่” เมื่ออีกฝั่ายซับหางตา

เรียบร้อยแล้ว เปั่ยจินจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปตามไถ่

“อุ้ย ขอโทษเจ้าคะ พอดีพวกข้าไปได้ยินข่าวคราว

มา จึงหารือกันเพียงเล็กน้อย”

“อืม ๆ แล้วเจ้ากำลังเอ่ยถึงผู้ใดมิใช่นางหรอก

หรือ” เปั่ยจินเอ่ยพลางหันหน้าไปหาไปั๋ฮวาที่ตอนนี้กำ

กลังยืนนิ่งๆ ไร้การแสดงออกใดๆ

“อุ๊ย ตายจริง แม่นางฮวาจริงๆ ด้วย ขอโทษนะเจ้า

คะ เป็นอันใดหรือไม่ หากท่านมิมีที่ให้อาศัยจะมาที่บ้าน

ข้าก็ได้นะเจ้าคะ ตระกูลซูนับประสาอะไรกับลูกสุนัขยัง

มีบ้านให้อาศัยหลบฝนหลบแดดได้ ย่อมต้องมีข้าวปลา

หาอาหารแก่แม่นางฮวาแน่นอนเจ้าคะ”

ทันทีที่อีกฝั่ายพูดจบ น้ำแกงอุ่นๆ ที่กำลังจะนำส่ง

แก่ลูกค้าก็เป็นอันกระเด็นมาใส่ชุดของทั้งสามทันที

“กรี๊ดด พวกเจ้าทำอันใด”

“ข้าเปล่านะเจ้าคะ มันคงเป็นเรื่องบังเอิญเสีย

มากกว่า ข้ายืนนิ่งๆ มิได้ทำกระไร” สีหน้าใสซื่อและดู

ตกใจนั้น

ทำให้คนรอบข้างต่างเชื่อถือในคำพูดของเปั่ยจิน

ทั้งระยะห่างระหว่างนางและคุณหนูซูเหยียนนั้นดูแล้ว

ไม่ใกล้กันเสียเลย จะกลั่นแกล้งคนได้เช่นไร

“พี่เทียนหลงข้ามิได้ทำนะเจ้าคะ” ว่าแล้วก็หันไป

หาคนปกปั้อง

“คุณชายจินหลง คุณชายหยางคงและข้า รวมไป

ถึงแขกคนอื่นๆ ในร้านเป็นพยานให้ได้” ไปั๋ฮวาเองที่

เชื่อในตัวสหายของตนเองก็ร่วมเอ่ยสนับสนุนออกมา

“จะ…เจ้า พวกเจ้ารวมหัวกันกลั่นแกล้งพวกข้า ข้า

จะฟั้องท่านพ่อ” คุณหนูซูเหยียนเอ่ยออกมาด้วยสี

หน้าที่คล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

ซูเหยียน คุณหนูจากตระกูลซู มีพี่สาวเป็นถึงสนม

ในฮ่องเต้ นางจึงมิเคยเกรงกลัวผู้ใด อีกทั้งตระกูลซูนั้น

เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวยในแคว้นนี้

ซูและไปั๋ย่อมมิถูกัน ด้วยสาเหตุที่ตระกูลไปั๋เองก็มี

สนมจากตระกูลนี้ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟยในระดับเดียวกัน

เพื่อคานอำนาจ

“เช่นนั้นก็ไปสิ ข้าอยากจะรู้เช่นกันบิดาเจ้าจะทำ

อันใดข้าได้” ไปั๋ฮวาที่ไร้อาการสะทกสะท้านใดๆ เอ่ย

ออกมา สีหน้าของนางมิได้เปลี่ยนไป

แน่นอนว่าหากฮ่องเต้อยากลงโทษมากเพียงใดย่อม

ต้องดูเบื้องหลังของนางด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเบื้องหน้า

อย่างจวินเทียนหลง

ริอาจจะลงโทษนาง เตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะ

เกิดขึ้นไว้หรือยัง ต้องถามออกไปเช่นนี้จึงจะเหมาะสม

กว่า

ภาค 2 ตอนที่ 31 คนของข้า เงินของข้า

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ พี่สาวของนางคือผู้ใด ยอมๆ

เสียเถิด หากยังมิอยากมีเรื่อง”

ในกลุ่มนั้นยังมีชาวบ้านที่ยืนฟังอยู่หลายคนนัก

หลายคนคือคนที่ได้รับการบริจาคจากคุณหนูไปั๋และ

ร้านคาเฟยหลงอยู่หลายครา จึงกล่าวเตือนออกมาด้วย

ความหวังดี

“แล้วเช่นไร ไปฟั้องสิข้าก็อยากจะรู้เช่นกัน อีกทั้ง

ข้ามีเรื่องจะประกาศเจ้าค่ะ” ไปั๋ฮวาเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะ

ยอมง่ายๆ

เหล่าผู้คนมากมายเอง ก็มารวมตัวกันเพื่อรอฟังว่า

เจ้าของร้านคาเฟยหลงจะกล่าวอันใดออกมา

“นับแต่นี้ไป‘ไปั๋ฮวา’ ไม่ใช่สิ‘แม่นางฮวาเออร์’ จะ

เป็นสมาชิกของตระกูลเปั่ยแห่งแคว้นจ้าว สกุลเปั่ย เปั่

ยฮวาเท่านั้น รบกวนทุกท่านช่วยขยายข่าวด้วยนะเจ้า

ค่ะ”

“พวกเจ้าเหล่าขอทานน้อยทั้งหลาย ใครขยายข่าว

แล้ว มารับเงินคนละ 50 อีแปะจากร้านคาเฟยหลิง

เหลิ่งจิ่งเจ้าดูแล” หยางคงเอ่ยออกมา

“ขอรับนายท่าน” เหลิ่งจิ่งพี่ใหญ่ของกลุ่มขอทาน

น้อยที่ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยหลงจู้ของร้านคาเฟยหลงเอ่ย

ตอบรับทันที

ยามที่เอ่ยจบประโยคนั้น สีหน้าของแต่ละคนย่อม

แตกต่างกันไป

ไปั๋ฮวาที่ยามนี้ ยังคงยืนนิ่ง ด้วยมิคิดว่าอีกฝั่ายจัก

ใจดีและเมตตาตนเองมากเพียงนี้ ก็อดที่จะซาบซึ้งไม่ได้

‘นางช่าง ไม่เหมือนใครจริงๆ แต่ก็นั้นสิ คนจากภพ

อื่นจะเหมือนคนอื่นได้เช่นไร’ ไปั๋ฮวาทำได้เพียงคิดในใจ

มิมีใครสามารถได้ยินความคิดและเข้าถึงจิตใจของนาง

ได้ นั้นเพราะสิ่งที่ติดตัวนางมา

ถัดมาย่อมเป็นสีหน้าของคนในตระกูลจ้าวคนอื่นๆ

ไม่เว้นแม้แต่บรรดาข้ารับใช้ เหล่าองครักษ์ ที่เลื่อมใสใน

ตัวคุณหนูของตนยิ่งนัก

กระทั่งจินหลงและหยางคงเองก็อดที่จะส่งกระแส

จิตไปมิได้

‘เจ้าจะถูกใจใครแล้วยกชื่อแซ่ให้ทุกครั้งมิได้เปั่ย

จิน’

‘ได้สิ ข้าเลี้ยงนางเอง ทำไมจะมิได้ หึ’

‘…’

หากถามว่านางทำเช่นนี้แล้ว จักมีใครตักเตือนหรือ

ดุด่านางหรือไม่ ตอบเลยว่า

“ได้ เช่นนั้นข้าจวินเทียนหลง ประกาศรับรองเอง”

บุรุษคลั่งรักแห่งพิภพ ย่อมยกตำแหน่งนี้ให้ใครมิได้

นอกจากเขา

คนรักเอ่ยเช่นไร จวินเทียนหลงพร้อมที่จะ

สนับสนุนเสมอ ไม่เถียง ไม่แอะสักคำ นางว่าดี ย่อมดี

นางว่าได้ ย่อมได้

นั้นมิใช่คุณชายจวินเทียนหลง จากหอประมูลเซี่ยง

จ้าวหลงหรอกรึ เช่นนั้นก็มีอำนาจพอที่จะรับรองได้

แน่นอน

“ยินดีด้วยคุณหนูเปั่ยฮวา”

“ใช่ๆ ยินดีด้วย”

หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวลือเรื่องแม่นางเปั่ยฮวา

อดีตคุณหนูใหญ่ตระกูลไปั๋ ไปถูกตาท่องใจนายท่านแห่ง

หอประมูลเซี่ยงจ้าวหลงเข้าให้ ถึงกับให้เจ้าของร้าน

คาเฟยหลงแบ่งแซ่ให้ใช้ ด้วยกลัวหญิงคนรักของตนจะมิ

มีสกุลให้ใช้ก่อนแต่งเข้า

เรื่องราวที่เล่าลือกันไปนี้ เรียกเสียงหัวเราะ ความ

ขบขันแก่เปั่ยจินเป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่จะมิมีอารมณ์ร่วม

ด้วยคงจักเป็น เปั่ยฮวา และจวินเทียนหลง

ที่สำคัญยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่ง ต้าเฟยเฉิง เจ้าหมอนี่มา

เกี่ยวอันใดกับเขาด้วย หลังจากที่ข่าวลือไปได้ไม่นาน

ต้าเฟยเฉิงผู้นี่ ถึงกับวิ่งโร่ออกมาจากวังเพื่อมานั่ง

ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดในร้านของนางมาครึ่งวันเต็มๆ แล้ว

“จวินเทียนหลงสหายของท่านเกิดบ้าอะไรขึ้นมา

มานั่งทำหน้ายักษ์ที่ร้านข้าเช่นนี้” เปั่ยจินเอ่ยถาม

ออกไป

หากนางหันไปมองสักนิด จะเห็นว่าคนที่นางเพิ่ง

เอ่ยปากถามออกไป มิได้สนใจ ทำเพียงนั่งนิ่งๆ เช่นกัน

“นี่พวกท่านกังวลเรื่องข่าวลือเช่นนั้นหรือ” เปั่ยจิ

นถามออกไป เมื่อเห็นทั้งสามเอาแต่นั่งหน้าบึ้งตึง ไร้

เสียงการสนทนากันดังเช่นปกติ

“จินเออร์ เจ้ามิรักมิหวงพี่เลยหรือ” เทียนหลงตัด

พ้อออกไป เมื่อเห็นว่าคนรักของตนมิสนใจใยดีกับข่าว

เหล่านี้

เขาเพียงมาหนางที่ร้าน แต่ชาวบ้านกลับเอาไปล่ำ

ลือ ว่าเขามาเยี่ยมเยียนหญิงนางอื่นเช่นนี้ มันชั่งน่า

กำจัดทิ้งเสียให้หมด

“โถ่ เรื่องแค่นี้เอง ข้าใจกว้างเจ้าค่ะ” เอ่ยจบก็ลุก

ไปนั่งใกล้ๆ อีกฝั่ายทันที

“โถ่ จินเออร์ พี่ไม่นึกสนุกด้วยหรอกหนา” ด้าน

บุรุษคลั่งรัก เมื่ออีกฝั่ายมานั่งใกล้ก็ทำเพียงถอนหายใจ

ออกมาและเอ่ยออกไปเช่นเดิม

“ข้าเย้าท่านเล่นเจ้าค่ะ อีกทั้งท่านเองก็มิได้ทำ

เช่นนั้น กลับเป็นข้าต่างหากที่ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้นมา

ข้าต้องขอโทษด้วยนะเจ้าคะ” นางเอ่ยออกไป

ยามมาขบคิดแล้วก็เป็นจริงดั่งที่อีกฝั่ายพูด แม้ฮวา

เออร์จะมิกล่าวสิ่งใดออกมา แต่ยามนี้ปล่อยให้เป็น

เช่นนี้ไปก่อนย่อมต้องปลอดภัยและง่ายดายกว่าในการ

ดำเนินชีวิตของฮวาเออร์

“เช่นนั้น ควรจะเป็นข้าเสียมากกว่าที่เป็นบุรุษใน

ข่าวลือ” ต้าเฟยเฉิงที่มัวแต่นั่งนิ่งๆ มานานเอ่ยออกมา

“เจ้าพูดดั่งว่าตนเองจะให้แซ่นางใช้ เช่นนั้นหรือ”

คนโดนถามได้แต่นั่งนิ่ง ส่วนคนที่โดนพาดพึงถึงกับ

ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อบางเบา ฮวาเออร์นั้น มิคิดอาจ

เอื้อมไปกว่านี้

นางมิได้อยากเป็นภรรยาเอก นางอยากเป็นภรรยา

เดียวของบุรุษที่ตนเองรัก แต่เช่นไรแล้ว ใจเจ้ากรรมดัน

ไม่เชื่อฟังเสียนี่

ณ ปั่าม่านหมอก

ในขณะ เดียวกันนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องครวญคราง

ดังลั่นมาจากด้านในของชายปั่า เหล่าพรานปั่าที่ล่าสัตว์

และเหล่าชาวยุทธ์ถึงกับล่าถอยออกมา

เสียงฝีเท้าที่วิ่งดังไปมา ยิ่งทำให้ชาวเมืองผวา ว่าจะ

เกิดเหตุการณ์ดังหลายร้อยปีก่อน ที่เหล่าบรรพชนเคย

เล่ากันไว้ว่า หากต้นไม้วิเศษนั้นมีอายุครบ กี่ร้อยปี จัก

เกิดการฆ่าฟันกัน แย่งชิงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ เหล่าสัตว์ทั้งหลาย จะรับรู้

ได้ถึงการกำเนิดนั้น และจะเกิดอาการคลุ่มคลั่งแบ่งแย่ง

ผืนปั่ากัน

แน่นอนว่าเหตุการณ์ณ์เหล่านี้ เป็นเพียง

ปรากฎการณ์เริ่มต้น เพื่อบ่งบอกให้รับรู้เมื่อสิ่งนั้นใกล้

จะเกิดขึ้น ผ่านไป เจ็ดวันเจ็ดคืน เหล่าสัตว์ปั่าจะสงบลง

และต้องรอไปอีก 3 เดือน ผลไม้จะหล่นลงมา เมื่อนั้น

การแย่งชิงครั้งยิ่งใหญ่จึงจะเริ่มต้น

ภาค 2 ตอนที่ 32 ข้อตกลงของคนจะไป

“เอ๊ะ เกิดอันใดขึ้นกันจินหลง ม่านพลังที่กั้น

ระหว่างปั่าม่านหมอกกับกำแพงของจวนเราถึง

สั่นสะเทือนถึงเพียงนี้” เปั่ยจินเอ่ยถามออกไป พลางส่ง

พลังเข้าไปยับยั้งพลังที่ส่งมากระแทกม่านของนางเพิ่ม

มากขึ้น ไม่นานเสียงนั้นก็เงียบลงไป

“นั้นสิเจ้าคะ แขกในร้านต่างทยอยกันออกจากร้าน

ไปหมดแล้ว เช่นนี้แย่แน่เลยเจ้าคะ” ฮวาเออร์เอ่ย

ออกมา พลางหันไปมองเหล่าลูกค้าที่กำลังออกจากร้าน

ไป คล้ายอาการกังวลใจบางอย่าง

“หากเจ้าจำได้เรื่องของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าเคยเล่า

ให้ฟังนั้นคือคำตอบ สำหรับเหตุการณ์นี้ และหากเจ้า

ถามว่าเหตุใด เพราะผู้คนต่างหวาดกลัวในความ

ปลอดภัย” เทียนหลงเอ่ยออกมา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ด้วยมิคิดว่าเหตุการณ์นี้จะมาถึงไวยิ่งนัก

เขามีทั้งความกังวลใจและยินดีในเหตุการณ์นี้

กังวลใจในสงครามการแย่งชิงที่กำลงัจะเกิดขึ้น อาจทำ

ให้เกิดการต่อสู้แย่งชิง เหตุการณ์ที่จะนองเลือดไปตั้งแต่

เลือดของเหล่าสัตว์อสูรไปจนถึงเลือดของเหล่ามนุษย์

ด้วยกันเอง

แต่ความยินดีก็คือเหตุการณ์เหล่านี้จะได้จบลงเสีย

ที เรื่องราวจะหว่างเขาและจินเออร์ที่ค้างคากันมานาน

เหลือเกิน…

“จวินเทียนหลง ท่านตอบข้าทีว่าเหตุการณ์นั่น

มิใช่เรื่องจริง” เปั่ยจินยังคงทำหน้ามิอยากเชื่อออกมา

“จริง”

“ข้าถามเทียนหลง ไม่ใช่เจ้า”

“จริงอย่างที่จินหลงบอก เจ้าแม้จินหลงจะเป็นสัตว์

เทพ แต่ตามสัญชาตญาณแล้วย่อมมีความรู้สึก รวมไป

ถึงการเชื่อมต่อสัมผัสเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตในปั่านั่น”

“อ้าว เช่นนั้นเจ้าจะคลุ้มคลั่งหรือไม่” เปั่ยจินเอ่ย

ถามออกไปอย่างสงสัย ด้วยอาศัยร่วมกันมาก็หลายปี

แม้จะอยู่ในร่างใดก็ตาม แต่ไม่เคยเห็นอีกฝั่าย

ปลดปล่อยสัญชาตญาณของมาแม้แต่ครั้งเดียว

“แม้ข้าจะเป็นสัตว์เช่นเดียวกันกับเจ้าพวกนั้น แต่

ข้าเป็นสัตว์ที่บำเพ็ญตนขั้นสูง จนสามารถแปลงกาย

และควบคุมจิตใจตนเองได้แล้ว” จินหลงอธิบายออกมา

ช้าๆ เพื่อคลายข้อสงสัยในใจของอีกฝั่าย

“อือ เช่นนั้นเหรอ” เปั่ยจินเอ่ยย้ำพร้อมกับผงกหัว

ไปด้วยทำเอาสัตว์เทพในร่างมนุษย์ถึงกับนั่งไม่ติด เอ่ย

ต่อปากต่อคำออกมา ส่วนคนอื่นๆ ที่ทำได้เพียงสงสัย

แต่มิกล้าถามออกมา ก็พลอยผึ่งหูของตนเองออกมาให้

กว้างที่สุด

‘ก็ใครกันละจะกล้าถามออกไป ท่านจินหลงนะ

โหดร้ายจะตายไป’

“เช่นนั้นแหละ เจ้าจะให้ข้าเป็นสัตว์ปั่ากระหาย

เลือดให้ได้เลยหรืออย่างไร”

“บ้าน่า ใครจะคิดแบบนั้นกัน” ท่าทางที่ตอบกลับ

เรียกความข้องใจให้คนฟังไม่น้อย

จินหลงเองก็มองออกว่านางตั้งใจจะกลั่นแกล้ง

ตนเอง จึงได้เอ่ยเรื่องนี้ออกมา แต่ก็หาสนใจไม่ แต่หาก

เป็นคนอื่นแล้วละก็…

“แล้วท่านจะจัดการอย่างไรต่อไปเทียนหลง”

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นางย่อมมีความมั่นใจเกิน

แปดส่วนแล้ว ว่าสิ่งที่พวกตาแก่บนสวรรค์ต้องการให้

นางกลับมาแก้ไขและจัดการคืออันใด

หากแต่ผู้คนที่นี่ ก็มีความสามารถมากเพียงพอแล้ว

นางมิเห็นว่าตนเองจะเป็นตัวแปรอันใด ที่ส่งผลให้

เหตุการณ์นองเลือดที่ใกล้จะมาถึงครานี้ ผ่านพ้นไปได้

อย่างง่ายดายเสียหน่อย

นางมีดีอันใดกัน ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เรื่องที่เก่ง

ที่สุดคือการค้า หาเงินทองเข้ากระเปั๋า ส่วนเรื่องพลังนั้น

นางย่อมมิเคยปะทะกับผู้ใดที่แข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำไป

จะเรียกว่าเก่งกาจจนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็คงจะ

เหลือเชื่อเกินไปเช่นเดียวกัน

ยิ่งนางขบคิด ยิ่งมีแต่คำถามเต็มหัวน้อยๆ ไปหมด

หากเปั่ยจินได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้ว มิได้มีแค่นางที่

กลับมา เพื่อช่วยเหลือเหตุการณ์นี้ มิได้มีแค่เรื่องราว

เหล่านี้ให้นางจัดการ

แน่นอนว่านั้นก็เป็นเรื่องราวในกาลหน้าที่นางจะได้

พบเจอ

“เราคงต้องเข้าไปสำรวจปั่ากันสักครา ตั้งแต่พี่มา

ที่นี่ ยังมิได้เข้าไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

หากมีอันใดเกิดขึ้นเราจะได้เตรียมพร้อมรับมือได้ทัน”

“เช่นนั้นไปมันวันนี้เลยเจ้าค่ะ จินหลง หยางคง

พวกเจ้าติดปัญหาใดหรือไม่”

“ไม่” ทั้งสองตอบออกมา หากนางอยากไป พวก

เขาจะห้ามอันใดได้กัน เพราะเรื่องสำคัญของพวกเขามี

เพียงเรื่องเดียว นั้นคือการดูแล ปกปั้องคุ้มครองนาง

“เช่นนั้นข้าไปด้วย”

หลังจากที่นั่งฟังทั้งหมดสนทนากันคล้ายดั่งตนเอง

เป็นวิญญาณฮ่องเต้ทรราชที่ผู้คนต่างขนานนามและตั้ง

สมญานามให้ในเวลานี้ อย่างต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา

แน่นอนว่าอีกสองคนที่อยู่ภายในห้องนี่อย่าง ฮซา

เออร์และฉีกงกง ต่างยกมือขึ้นมาและพยักหน้างึกๆ

เพื่อบอกว่าตนเองก็ขอติดตามไปด้วย

จินเออร์ที่เห็นเช่นนั้นก็ให้อดขำมิได้ เพียงแต่นางมิ

อยากให้คนอื่นๆ เข้ามาวุ่นวายและเกิดอันตราย ปั่าม่าน

หมอกเวลาปกติอันตรายเพียงใด

เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้ นางมั่นใจว่าความอันตราย

ยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

แม้ฮ่องเต้ทรราชของแค้วนตายไป ผู้คนจะ

สรรเสริญนางก็ตามเถอะ หากเฟยเฉิงรับรู้ว่านางคิด

เช่นนี้กับตนเองคงอยากกัดลิ้นตายไปเป็นแน่

ส่วนฮวาเออร์ นางเองก็มิอยากให้ตระกูลไปั๋มาตรา

หน้านางได้ว่าเป็นคนวางแผนกำจัดคนในตระกูลไปั๋ นาง

มิได้คิดในแง่ร้ายเกินไป แต่เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นได้

เสมอ

“พวกเจ้าจะไปกันทำไม อ่อนแอเช่นนี้ ข้าปกปั้องมิ

ไหว” เปั่ยจินเอ่ยออกมาพลางมองไปยังต้าเฟยเฉิง ฮวา

เออร์ที่คิดว่าอีกฝั่ายหมายถึงตนเอง ก็ให้รีบร้อนแก้ตัว

ออกมา

“ข้าปกปั้องตนเองได้แน่นอน ขอข้าไปด้วยนะจิน

เออร์” นางกล่าวออกมาพร้อมกับทำหน้าตาอ้อนๆ

ตอนนี้นางแซ่เปั่ย นามว่าเปั่ยฮวาเช่นใด แน่นอนว่า

ไปั๋ฮวาคนเก่าก็ได้ตายจากไปแล้วเช่นกัน

“ส่วนข้า แม้พลังปราณจะต่ำกว่าเจ้า แต่ยอดยุทธ์

เช่นข้า ย่อมสามารถปั้องกันตนเองได้แน่นอน” ต้าเฟย

เฉิงเอ่ยออกมา แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่พลังปราณของ

เขาก็มีมากพอที่จะเป็นหนึ่งในสิบอันดับของแคว้นทั้งสี่

เสียด้วยซ้ำ

“ท่านว่าอย่างไรเทียนหลง” เปั่ยจินย่อมยกให้เป็น

การตัดสินใจของเทียนหลง

“ไปกันหลายคนย่อมดีกว่า พี่ยังมิอยากใช้พลังมาก

เกินไป หากเจอเหตุการณ์ที่อันตราย” ถือว่าให้เจ้าพวก

นั้นไปลองฝีมือด้วยเลย เขาเองก็อยากรู้สิ่งที่แต่ละคน

ปิดบังเอาไว้เช่นเดียวกัน

เมื่อเสร็จสิ้นการตกลง ฝีเท้าหลายคู่ของคนหลาย

กลุ่ม จึงกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ปั่าม่านหมอก

นอกนจากกลุ่มของจินเออร์แล้วนั้น ยังมีคนของ

ต่างแค้วนอีกมากมาย ที่อยากเข้ามาสืบหาต้นสายปลาย

เหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสร้างความปันปั่วน

ให้แก่ชาวเมืองได้ขนาดนี้เช่นกัน

ภาค 2 ตอนที่ 33 การเผชิญหน้าของแคว้นทั้งสี่

ทางเข้าปั่าม่านหมอกของแคว้นต้าเฉียงในตอนนี้

เต็มไปด้วยเหล่าชาวยุทธ์และผู้ฝึกตนมากมายที่กำลัง

เผชิญหน้ากัน เพื่อรอเวลาเข้าไปยังด้านในของปั่าเป็น

ระยะๆ ทั้งยังมีกลุ่มจ้างวานนำขบวณอีกหลายกลุ่ม ที่

รวบรวมสมาชิกเพื่อเข้าไปสืบเสาะแสวงหาข่าวจาก

เหตุการณ์นี้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ค้นพบว่าแคว้นต้า

เฉียงยังมีเหล่าชาวยุทธ์มากฝีมือที่เร้นกายมากมายนัก

กลุ่มของเปั่ยจินเองก็เช่นกัน ที่กำลังสังเกตการณ์คน

รอบๆ กาย

กลุ่มของเปั่ยจินประกอบไปด้วย ตัวนางที่ซ้อนเร้น

พลังไว้ จวินเทียนหลงนายใหญ่จากหอประมูลทั้งสี่แค้

วน จินหลง หยางคงที่มิได้ซ่อนพลังปราณเช่นาง รวมไป

ถึงต้าเฟยเฉิง ฉีกงกงและฮวาเออร์ ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่ม

ใหญ่พอสมควร จึงได้รับสายตาจ้องมองมาด้วยความ

หลากหลายจากคนอื่นๆ

ในขณะที่พวกนางกำลังยืนรอเวลาอยู่นั้น ก็ได้มี

เสียงตะโกนดังออกมาออกมาจากคนกลุ่มๆ หนึ่ง

“คุณชาย มิใช่ว่ากลุ่มของท่านจะเข้าไปตายเปล่า

หรอกกระมัง เหตุใดจึงนำสตรีไร้วรยุทธ์เช่นนี้เข้าไปด้วย

เล่า” หนึ่งในกลุ่มชาวยุทธ์เอ่ยออกมา พลางมองไป

ทางด้านของเปั่ยจินและฮวาเออร์อย่างหยาบคาย

“ตายหรือไม่ คงต้องรอให้กลุ่มของพวกข้าและท่าน

กลับออกมาพบเจอกันดีกว่าขอรับ เช่นนั้นจึงจะตัดสิน

ได้” หยางคงเอ่ยออกมา อย่าดูถูกริมฝีปากของคนผู้นี้

ไป หากนับนางเป็นอับดับหนึ่งเรื่องการจิดกัดแล้วละก็

อันดับสองต้องเป็นเขาเท่านั้น

“ปากดีเสียจริง แม่นางทั้งสองอยากมาอยู่กลุ่มของ

พวกข้าหรือไม่” สายตาและคำพูดที่โลมเลียยังคง

ส่งออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ปากของพวกท่านก็ดีนะขอรับ เช่นนั้นรับน้ำไป

ล้างสักหน่อยดีหรือไม่”

“เช่นนั้นจะมิรบกวนเจ้าหรือ”

“น้ำสีโลหิต ข้ามีมากมายนักจะลองหรือไม่เล่า”

“แกอยากตายหรือไงกัน กล้าพูดกับหัวหน้าของ

พวกข้าเช่นนี้”

“หากเจ้ายังมิหยุดการกระทำเช่นนี้ เกรงว่าจะมิมี

โอกาสได้เข้าไปด้านในกระมัง”

ทันทีที่เสียงนี้ดังขึ้น หัวกลุ่มของอันธพาลที่ปากดี

เมื่อครู่ ก็เงียบลงทำไ้เพียงขยับลูกตาไปมา การ

เคลื่อนไหวราวกับถูกสะกดไว้ มันพยายามหันไปหาตน

เสียงจนในที่สุดก็พบกับบุรุษที่กำลังยืนมาทางเขาด้วย

สายตานิ่งๆ และเอ่ยออกมา

มันเริ่มกลัวและลนลานเป็นอย่างมาก ราวกับฉี่จะ

ราดออกมา ทำได้เพียงกลอกตาไปมาอย่งาน่าสงสาร

โดยที่ลูกน้องของมันไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำไป

“เจ้า กล้าดีนี่น้องชาย พวกเราไป” เมื่อหลุดจาก

การโดนสะกดพลังหัวหน้าอันธพาลจึงเอ่ยออกมา

“ลูกพี่” เหล่าลูกน้องที่ทำได้เพียงเอ่ยค้าน เอ่ย

ออกมาอย่างมิยินยอม

“ข้ามิอยากเสียเวลา”หัวหน้าอันธพาลในคราบผู้ฝึก

ตนเร่งเดินออกไป ด้วยความสงสัยของลูกน้องภายใน

กลุ่ม โดยหารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้วหัวหน้าตนเองนั้นหาได้เร่ง

รีบไม่ แต่มันได้รับคำสั่งให้ถอยออกไปจากบุรุษข้างกาย

ของสตรีเหล่านี้ต่างหาก

ยังดีที่หัวหน้าอันธพาลคนนี้ คือคุณชายท่านหนึ่งที่

แม้จะเสียนิสัย ย่อมเคยได้ศึกษาตำราในสำนักฝึกตนมา

บ้าง ในคราแรกยังคงสงสัยว่าผู้ใดเป็นคนเอ่ยออกมา

แต่เมื่อหันไปมองตามเสียนั้นแล้ว จึงรับรู้ได้ว่าอีก

ฝั่ายมีพลังปราณที่สูงกว่าพวกตนหลายเท่านัก ยังไม่รวม

พลังจิตที่อีกฝั่ายมี ตำราที่เขาเคยศึกษามา เพียงพอที่จะ

บอกได้ว่าอย่าริอาจหาเหาใส่หัว ตนเองจึงล่าถอย

ออกมา

และนับว่าอีกฝั่ายยังมีสวรรค์คุ้มครองอยู่บ้าง

“เหตุใดเจ้าพวกนั้นจึงล่าถอยไปเล่าเจ้าคะ” เปั่ยจิ

นถามออกมาด้วยความสงสัย

“ไม่มีอันใดหรอก เรารีบเข้าไปกันเถิด”

ใช้เวลาเพียงไม่นานกลุ่มของเปั่ยก็พากันเดินมาถึง

ปั่าชั้นนอก โดยปั่าแห่งนี้จะมีการแบ่งออกเป็นสามชั้น

นั้นคือปั่าชั้นนอก ปั่าชั้นกลาง และปั่าชั้นในสุดที่จะอยู่

ใจกลางปั่าทุกด้าน

เริ่มต้นที่ปั่าชั้นนอกที่กินพื้นที่ราว ๆ สองในสิบส่วน

จะเป็นพื้นที่ทั่วไปที่ชาวบ้านมักจะใช้เป็นเส้นทางในการ

เก็บเกี่ยวพืชจำพวกสมุนไพร และสัตว์ปั่าที่ไร้ปราณหรือ

พลังปราณน้อยมาก

ถัดมาที่ปั่าชั้นกลาง โดยส่วนมากมักจะเป็นพวก

นายพรานที่มีฝีมือเก่งกาจในระดับหนึ่งเข้ามาได้ แต่ก็ไม่

ลึกนัก ด้วยปั่าชั้นนี้กินอาณาเขตมากถึง ห้าในสิบส่วน

ของปั่าทุกชั้น ยิ่งลึกเข้าไปคล้ายกับปั่าจะเปลี่ยนแปลง

ไปเรื่อย ๆ ความอันตรายยิ่งมีมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

แม้กระทั่งผู้มีพลังปราณเองยังใช้โอกาสนี้ในการเข้า

มาฝึกฝนพลัง แต่ก็ยังมิอาจเข้าไปในปั่าชั้นกลางได้

มากกว่า สามในห้าส่วนของอาณาเขต

ส่วนชั้นในสุด ยังมิมีใครสามารถเข้าไปได้ นอกเสีย

จากจวินเทียนหลง ที่เป็นคนสร้างม่านพลังขึ้นมาเพื่อ

ปั้องกันพื้นที่ไว้

เช่นนั้นจวินเทียนหลงผู้นี่ อยู่มากี่ร้อยปีแล้วกันแน่

“นี่มิใช่คนของราชวงศ์แคว้นจ้าวฉิน แค้วนต้าเฉียง

และแคว้นโจวชิงหรอกหรือ ผู้น้อยตัวแทนจากแคว้นชิง

โหรวคารวะขอรับ”

“ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ พวกข้ามาที่นี่

ด้วยตนเองมิใช่ราชวงศ์ใดๆ ส่งมาทั้งนั้น” เปั่ยจินอธิ

บายออกไปทันที ที่อีกฝั่ายเอ่ยออกมาเช่นนี้

‘คนผู้นี้เป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงทำราวกับรู้จักทุก

คนดีเยี่ยงนี้ นางคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น ยิ่งในตอนนี้

ขบวณของนางมีหัวของฮ่องเต้แค้วนต้าเฉียงผู้นี้อยู่ด้วย

แล้ว’

“อ่า เช่นนั้นหรอกหรือ ข้าน้อยคงเข้าใจผิดไปเอง มิ

ทราบว่าคุณหนูจ้าว มีผู้ร่วมทางแล้วหรือยัง ข้าน้อย

อยากร่วมเดินทางไปด้วยจริงเชียว”

“ข้ามิอาจให้องค์ชายจากแคว้นชิงโหรวลำบากได้

หรอกขอรับ”ยังมิทันที่เปั่ยจินจะเอ่ยออกไป จวินเทียน

หลงก็เดินมายืนด้านหน้าของเปั่ยจินและตอบออกไป

ทันที

เมื่อเทียนหลงตอบออกไปเช่นนี้ ย่อมเกรงว่าคนๆ

นี้คงไม่ธรรมดาจริงๆ

“อีกทั้งข้าเองก็มีคู่หมายที่เดินทางไปด้วยเกรงว่าจะ

มิเหมาะสมเจ้าค่ะ”

เมื่ออีกฝั่ายเล่นงานคนของแคว้นจ้าวมิได้ จึง

เปลี่ยนเปั้าหมายมายังคุณข้างกายของชายที่ใส่ชุดดำ

คล้ายองครักษ์แทน

“แล้วคุณหนูไปั๋ฮวาเล่าขอรับ อยากเดินทางไปกับ

ข้าหรือไม่”

อีกฝั่ายไม่ได้สังเกตว่าชายชุดดำสองคนนั้นแล้ว

แท้จริงหาใช่องครักษ์ไม่ แต่เป็นถึงฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียง

และฉีกงกง

“ไม่รบกวนคุณชายเจ้าคะ ข้าดูแลตัวเองได้” หาก

คนผู้นี้คิดว่านางจักหวาดกลัวคงคิดผิดไปแล้ว

เปั่ยจินที่เห็นอีกฝั่ายกำลังจะรังแกคนของนางจึงรีบ

เอ่ยออกมา

“หากมิมีอันใดแล้วข้าเกรงว่าต้องขอตัวเดินทาง

ก่อนที่จะถึงยามราตรี ขอตัว”

“คอยดูไปเถิด หึ หึ จวินเทียนหลง องค์หญิงจ้าวผู้

นั้นข้าจะนำกลับแคว้น ทำให้เจ้าตายทั้งเป็น”

ภาค 2 ตอนที่ 34 ตาที่สามจากปั่าม่านหมอก

หลังจากเข้าเดินทางเข้าปั่ามาได้สักพัก กลุ่มของ

เปั่ยจินก็ได้เข้ามาถึงปั่าชั้นกลาง ด้วยความไวของคน

ทั้งหมด ตอนนี้เริ่มปรากฏลำธารขนาดใหญ่ที่ตัดผ่าน

และไหลออกสู่แค้วนทั้งสี่

จวินเทียนหลงเล่ากล่าวว่า ลำธารขนาดใหญ่นี้เมื่อ

ส่งออกไปนอกปั่าจะมีขนาดเล็กเท่าที่เราเห็น แต่เมื่อเรา

เดินทางเข้าปั่าไปเรื่อย ๆ ขนาดลำธารที่เห็นจะมีขนาด

ใหญ่ขึ้น น้ำจากลำธารนี้ ไหลมาจากน้ำตกที่ตั้งอยู่ใจ

กลางปั่า บริเวณของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

น้ำที่ไหลออกมาจากน้ำตกนั้นมีความใสและแลดู

สะอาดมาก จนสามารถลองเห็นเหล่ามัจฉาและสัตว์น้ำ

นาๆ ชนิดแหวกว่ายในลำธารไปมาได้อย่างชัดเจน

“จินเออร์ข้างๆ ลำธารนั้นใช่ หญ้าสีรุ้งหรือไม่?”

หยางคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิวราวกับการ

กระซิบ

‘อืม กระซิบจริงๆ นั้นแหละ’ เปั่ยจินคิดในใจ ก็อีก

ฝั่ายเล่นตาเป็นประกายยามเจอสิ่งของล้ำค่า มาครานี้

คงเป็นเช่นเดียวกัน คงกลัวผู้ใดมาแย่งไปกระมัง

‘นี่ข้าเลี้ยงคนให้อดยากเช่นนี้เลยหรือ?’ เปั่ยจินได้

แต่ถามตนเองในใจ

“ตรงไหนเจ้าคะ” เปั่ยจินเอ่ยถามและมองไปรอบๆ

บริเวณ

“ใช่จริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ เช่นนั้นพี่หยางเก็บไว้เยอะๆ

เลยนะเจ้าคะ มันมีประโยชน์มาก ใช้เป็นส่วนผสมของ

โอสถแก้พิษจำพวกแมงมุม ตัวต่อ หรือผึ้งปราณในปั่า

แห่งนี้ได้เจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าสิ่งที่หยางคงพบเจอมี

ประโยชน์มากเพียงใด จึงเอ่ยออกมา

จริงๆ แล้วในมิติของนางมีมากมายนัก แต่เพื่อ

ปั้องกันการสงสัยนางย่อมต้องหาที่มาที่ไปให้กับ

สมุนไพรที่นางมี อีกทั้งเมื่อพ้นเขตนี้ไป ยิ่งกลายเป็น

สถานที่ของเหล่าสัตว์มีพิษ

“ได้”

ระหว่างที่หยางคงกำลังเก็บกันอยู่นั้น ก็ได้มีเหล่าผู้

มีพลังอื่นๆ ที่สังเกตเห็นและเข้ามาเก็บเกี่ยวไป

เช่นเดียวกันแน่นอนว่าเพราะได้ฟังและเห็นการกระทำ

ของเปั่ยจินนั้นเอง

ทางด้านจวินเทียนหลงที่ปล่อยให้คนรักของตนเอง

เล่นสนุกมาพอสมควรแล้วจึงเอ่ยเรื่องการหาที่พัก

ออกมา ยิ่งดึก ยิ่งมืด สถานที่แห่งนี้ยิ่งไม่ปลอดภัย

แม้ว่าเขาจะรู้จักมันดีแค่ไหนก็ตาม

ปั่าม่านหมอกมิคล้ายกับที่ใด ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน

ปั่าม่านหมอกก็มิเคยเปลี่ยนไป ยิ่งดึก ยิ่งหนาว ยิ่ง

อันตรายผู้ล่าและผู้ถูกล่าปะปนกันไป ไม่ว่าจะยาม

กลางวันหรือยามค่ำคืน

“จินเออร์ใกล้มืดแล้ว พี่ว่าเราพักผ่อนกันแถวนี้เถิด

หากเข้าไปฝืนเดินไปไกลกว่านี้จักลำบากเอา” จวิน

เทียนหลงเอ่ยออกมา เขามองไปรอบๆ กายในตอนนี้

เสียงสัตว์ปั่าเริ่มสงบลง ใบไม้เริ่มหยุดนิ่ง กลายเป็น

ความเงียบที่คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้

ได้เป็นอย่างดีว่า ปั่าม่านหมอกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

เข้าสู่ยามค่ำคืนแล้ว

หากกล่าวว่าปั่าม่านหมอกมีสิบส่วน ย่อม

ตีความหมายได้ว่าแต่ละส่วนความอันตรายและการ

เปลี่ยนแปลงของปั่าย่อมแตกต่างกันไป กฎเกณฑ์ง่ายๆ

นั้นคือ ยิ่งลึก ยิ่งเปลี่ยนแปลงนั้นเอง

“ได้เจ้าคะ” เปั่ยจินตอบรับออกไป และกำลังจะ

หันไปหาคนอื่นๆ จึงได้สังเกตว่ามีใครบางคนกำลังมี

ท่าทีแปลกๆ

“ฮวาเออร์ เป็นอะไรไปหรือไม่” เปั่ยจินถาม

ออกมาด้วยความเป็นห่วง แววตาที่ดูเลื่อนลอยและ

สอดส่องไปทั่วเช่นนี้

“เปล่าหรอก ข้าแค่รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจ้อง

มองพวกเราอยู่” นางรับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัย

นั้นที่ส่งมา แต่เหตุใดต้องเป็นนางเล่าที่รู้สึก นางยังไม่

อยากต่อสู้หรือกระทำการสิ่งใดที่เปิดเผยตัวตนของ

ตนเองในตอนนี้

จวินเทียนหลงย่อมรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ไม่ปกติที่

เกิดขึ้น และเขามั่นใจในฝีมือของตนเองมากพอที่จะไม่

ตื่นตระหนกไปตามคำบอกเล่าของหญิงสาว

“อืม ไม่ต้องกังวลไป ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในม่าน

อักขระที่จวินเทียนสร้างขึ้น ย่อมปลอดภัย” ต้าเฟยเฉิง

เอ่ยออกมา เมื่อเห็นอีกฝั่ายมีสีหน้าคล้ายกังวลใจบางสิ่ง

อยู่

“เจ้าค่ะ”

“นี่ พวกเรามาทำกิจกรรมรอบกองไฟกันดีหรือไม่”

ต้าเฟยเฉิงที่เห็นว่าทุกคนกำลีงเครียดกับการ

เปลี่ยนแปลงของปั่าเอ่ยออกมา

ทำเอาเปั่ยจินถึงกับหันขวับมามองด้วยความสงสัย

ทันที ก็ไอ้การเล่นรอบกองไฟมันมีในยุคของนางไม่ใช่

หรือไง แล้วที่ยุคนี้มีการเล่นแบบนี้ด้วยหรือไง

“หืม เจ้ารู้จักกิจกรรมผิงไฟด้วยงั้นหรือ” นางถาม

ออกไปพร้อมด้วยสายตาที่จับผิด แน่นอนว่าคนที่เผลอ

ตัวเอ่ยออกมาก็ไม่ได้สะทกสะท้านใดๆ ยังคงหน้าระรื่น

เอ่ยออกมาอย่างนึกสนุก

“แน่ละสิ ก็จำพวกนั่งล้อมวง กินอาหารและการ

พูดคุยไปด้วยกันอย่างไรเล่า”

“อ่อ อืม เช่นนั้นก็ดี ยิ่งมืดยิ่งหนาว หากิจกรรมทำ

คลายหนาวกันเถอะ” เปั่ยจินเอ่ยถามน้ำออกไป นาง

เองก็ชักอยากรู้เช่นกันสิ ว่าอีกฝั่ายคือคนในโลกนี้หรือ

มาจากโลกยุคเดียวกับนาง

ตอนนี้ทั้งเจ็ดคนกำลังนั่งล้อมรอบกองไฟ ดังเช่น

ที่ต้าเฟยเฉิงเอ่ยชวน รอบๆ กองไฟของพวกเขามีหัวมัน

ที่กำลังย่างไฟอยู่ ยังมีเนื้อแกะและเนื้อปลาที่หยางคง

และฉีกงกงออกไปล่ามา เพื่อนำมาทำเป็นมื้อค่ำอีกด้วย

“เช่นนั้นมาเล่นเกมส์ตอบคำถามกันเถอะ ข้าเริ่ม

ก่อน”

“เจ้าว่าไข่กับไก่อันใดเกิดก่อนกัน?”

“จวินเทียนหลง ข้าง่วงขอตัวไปนอนก่อนนะ”

“โถ่ ใจเย็นๆ สิ ข้าล้อเจ้าเล่นเองหรอกแม่นาง

น้อย”

เกือบค่อนคืนกว่าที่ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน

แล้ว กลับมีดวงตาที่กำลังจ้องมองมายังจุดพักของพวก

เขา มันกำลังมองมายังฮวาเออร์ ที่ยามนี้กำลังลืมตาตื่น

ขึ้นมาคล้ายกับคนที่กำลังโดนเรียกให้ตื่น

“อืม ใครนะ อ๊า ลูกสุนัขเองหรือ เหตุใดมาอยู่ตรงนี้

ได้กัน” ฮวาเออร์ที่ลืมตาขึ้น เอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย

นางลืมไปแล้วว่าก่อนที่จะหลับไป ได้มีการเตือน

เอาไว้ หากไม่ออกจากเขตอักขระ อันตรายใดก็จะมิย่าง

กราย

นางพยายามเรียกเจ้าหมาน้อยให้เดินเข้ามาด้านใน

มิใช่เพราะจำได้เรื่องเขตอักขระ แต่เพราะมันอยู่ใกล้กับ

นางมาก

“หืม บาดเจ็บงั้นหรือ เดี๋ยวข้าอุ้มเจ้าเข้ามาก็ได้ รอ

ข้าสักครู่นะ ไอ้หมาน้อย”

“อิ๋ง อิ๋ง อิ๋ง” ลูกหมาปั่าโอดครวญออกมาอย่างน่า

สงสาร

‘เหอะ เจ้าหมาเสแสร้ง’

“นั้นเจ้าจะไปไหนฮวาเออร์”

“จู่ เงียบไว้เจ้าค่ะ อย่าเพิ่งลุกขึ้น” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา เมื่อเห็นว่าต้าเฟยเฉิงกำลังจะลุกขึ้นและส่งเสียง

ดังให้คนที่กำลังลุกออกไปหาเจ้าสัตว์หน้าขนตนนั้นได้

ยิน

“เหตุใดกัน” หลังจากนั้นอีกฝั่ายจึงเปลี่ยนไปคุยกัน

ทางจิตแทน

จวินเทียนหลง จินหลง หยางคงและฉีกงกงต่างตื่น

แล้วเช่นกัน เพียงแต่มิได้ส่งเสียงหรือลุกขึ้นตามคำสั่ง

ของเปั่ยจิน

“ข้าอยากจะรู้เจ้าคะ ว่าเจ้าสัตว์หน้าขนตนนั้น

ต้องการอันใด อีกทั้งมิต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย

ของนางหรอกเจ้าคะ นางเก่งกาจกว่าที่พวกท่านเห็นยิ่ง

นัก”

ภาค 2 ตอนที่ 35 ส่งเสียงคำราม

ดวงจันทร์ลอยต่ำบนท้องฟั้า กลุ่มเมฆกระจายตัว

ไปทั่ว เหล่าต้นพฤกษานานาชนิดที่หยุดนิ่ง ไร้การ

เคลื่อนไหว มีเพียงความหนาวเย็นที่บ่งบอกให้รู้ว่ายาม

ค่ำคืนในปั่าม่านหมอกช่างดูอันตรายยิ่งนัก

ขณะที่พวกเขาต่างเฝั้าดูและจับตาการเคลื่อนไหว

ของเจ้าหมาปั่าตัวดี ที่ยามนี้โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้

สายตาของเจ้าหมาปั่าตนนั้นยังคงจับจ้องไปยังหญิงสาว

ที่มันต้องการ มันเขยิบเข้ามาใกล้เขตอักษรมากขึ้น ขน

ของมันมีสีดำประกายทอง แม้จะอยู่ในรูปร่างที่ยังเล็ก

อยู่ คล้ายกับเจ้าลูกสุนัขขนฟูอ้วนท้วนตัวนึง ขนสีดำนั้น

ปลิวไสวท่ามกลางอากาศเย็นยามค่ำคืน

หมาปั่าขนพิษเป็นหนึ่งในหมาปั่าไม่กี่ชนิดบนโลก

ใบนี้ ที่การคงอยู่ของมันสร้างความหวาดหวั่นให้แก่โลก

ภายนอกเป็นอย่างมาก จนเกิดการตามล่าและล้างบาง

เผ่าพันธ์ จนแทบหายสาบสูญไปแล้ว

เนื่องจากมันมีชื่อว่าว่าหมาปั่าขนพิษ เหล่าพรรค

มารและคนชั่วต่างตามล่ามันไป เพื่อนำขนไปทำโอสถ

พิษที่ ยาแก้พิษของมันต้องใช้หัวใจของหมาปั่าขนพิษ

เป็นส่วนประกอบเท่านั้น

แน่นอนว่าหมาปั่าหนึ่งตัวย่อมมีขนมากมาย แต่

หากขนที่นำไปทำโอสถพิษนั้นจำเป็นต้องมาจากความ

เต็มใจของมันที่จะสลัดขนให้ หากมันโดนบังคับขนที่

ได้มาก็จะเป็นเพียงขนหมาธรรมดาๆ เท่านั้น

ยังไม่รวมความอันตรายจากสัญชาตญาณสัตว์และ

พลังปราณระดับขั้นสูงของมัน ที่แม้จะโดนล่าไป

มากมาย แต่หากนั้นเป็นเพราะโดนรุมทำร้ายจากเหล่า

มนุษย์หลายๆ คน

ทันใดนั้น มันก็รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวจาก

ภายในเขตอักขระจึงถอยออกมาครึ่งก้าว ทางด้านของ

เปั่ยจิน เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ลุกขึ้นมาเพื่อตั้งรับการต่อสู้ที่

จะเกิดขึ้น

ฮวาเออร์ที่ตอนนี้ได้หลุดพ้นจากการควบคุมทาง

จิตใจ ได้สติขึ้นมาเช่นกัน ก็มิได้ตกใจอันใดนัก นางทำ

เพียงหันไปมองฝังของเปั่ยจินและหันกลับมายังเจ้าหมา

ปั่าตนนั้นด้วยสายจาพิจารณา

“เปั่ยจินอย่าเพิ่งทำอันใด ข้าขอ” ฮวาเออร์เอ่ย

ออกมา

เมื่อเห็นว่าคนทั้งหมดตื่นขึ้นมาและกำลังจะเข้ามา

ช่วยเหลือตนเอง นางสัมผัสได้ถึงความต้องการ

บางอย่างจากเจ้าขนปุยตัวนี้

“ได้” เปั่ยจินรับปากออกมา และถอยหลังกลับไป

เป็นผู้ชมที่ดี ตามคำเรียกร้องของนักแสดงหลักในครั้งนี้

“แต่ว่า” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา สายตาของเขาใน

ยามนี้จับจ้องไปยังฮวาเออร์ สายตาที่เต็มไปด้วยความ

ห่วงใย ก่อนจะต้องผิดหวัง เมื่อคู่หมายของผู้พลังแถวนี้

เอ่ยห้ามออกมา

“เชื่อใจนางเถิดเจ้าค่ะ” เปั่ยจินรับรู้ได้ถึงความเป็น

ห่วงออกมาจากทุกคนในยามนี้ นั้นเพราะทุกคนต่างไม่

มั่นใจในฝีมือและพลังของนาง แต่เปั่ยจินมั่นใจว่า ฮซา

เออร์มีอันใดมากกว่าที่นางคิด

ทันทีที่ฮวาเออร์เดินออกจากเขตอักขระ ลูกหมาปั่า

ก็ได้กลายร่างเป็นหมาปั่าโตเต็มไว มันคิดว่าอีกฝั่าย

กำลังจะต่อสู้ด้วย

“อ้าว เจ้ามิใช่ลูกหมาน้อยหรอกเหรอ ข้าเสียใจ”

เมื่อหมาน้อยกลายเป็นหมาตัวใหญ่ คนที่คิดจะออกมา

เล่นด้วยถึงกับถอนหายใจและบ่นออกมาทันที

ต้องบอกก่อนว่าในโลกก่อนนั้น ฮวาเออร์เลี้ยงสุนัข

ไว้ตัวหนึ่ง มันเป็นสายพันธ์ขนฟูสีดำสนิท ดวงตาของ

สุนัขที่นางเลี้ยงมันจะกวนโมโห ยามนางบอกให้ไปซ้าย

มันมักจะไปขวา นางเห็นสุนัขตรงหน้าแล้วคิดถึงมันยิ่ง

นัก

‘มนุษย์ประหลาด’

“กรรซ์”

เสียงคำรามดังออกมา

มันพุ่งไปข้างหน้า พร้อมด้วยขากรรไกรที่อ้าออก

หุบเข้าในอากาศที่ว่างเปล่าในขณะที่นางสามารถหลบ

เลี่ยงการโจมตีไปได้

ฮวาเออร์ยังคงยืนนิ่ง ดวงตาของนางไม่เคยละจาก

หมาปั่า ทันใดนั้นหมาปั่าก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง กรามของ

มันอ้าออกกว้าง เพื่อซวบซาบนาง แต่มันประมาทนาง

เกินไป นางสามารถหลบหลีกได้อย่างคล่องตัวไม่คล้าย

กับคนไร้พลังในสายตาของเจ้าสัตว์ตัวนั้น

ในคราแรกนั้นเจ้าหมาปั่ามิได้มีความตั้งใจจะทำร้าย

นางแต่อย่างใด แต่สถานการณ์ที่มันรู้สึกได้ว่าตนเองเริ่ม

ไม่ปลอดภัย กลไกการปั้องกันตัวเองเลยทำงาน เกิด

เป็นการต่อสู้กัน

การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป จนในที่สุด หมาปั่าตน

นั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มันเห็นว่าอีกฝั่ายมิได้ตอบโต้กลับ

ทำเพียงแค่ตั้งรับการต่อสู้เท่านั้น จากนั้นมันจึงลุกขึ้น

ยืน สายตาจับจ้องไปยังนาง

ฮวาเออร์เฝั้าดูอย่างระแวดระวัง ไม่รู้ว่าจะทำ

อย่างไรต่อไปกับเหตุการณ์รตงหน้า แต่แล้วก็มีเรื่อง

แปลกเกิดขึ้น เจ้าหมาปั่าทำเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น เงย

หน้าขึ้นมองนางและแปลงกายกลับสู่ร่างหมาน้อยตัว

เดิมทันที

เปั่ยจินและคนอื่นๆ ที่ยืนมองอยู่ ถึงกับอึ้งไปทันที

กับท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้าสัตว์หน้าขน

ในตอนนั้นเองที่ฮวาเออร์สังเกตเห็นบางสิ่งที่แปลก

ประหลาดออกมาจากดวงตาคู่น้อยของมัน ต้องรู้ว่า

พวกมันเต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดอันลึกซึ้ง มี

บางอย่างที่มากกว่าแค่สัญชาตญาณของสัตว์

ทันใดนั้น นางก็เข้าใจได้ทันที หมาปั่าไม่ได้ต้องการ

จะโจมตีหรือทำร้ายนาง มันเป็นเพียงการพยายาม

สื่อสาร นางจึงเก็บอาวุธ ด้วยการเคลื่อนไหวที่ช้าและ

ตั้งใจ นางค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า และยื่นมือของนาง

ออกไปหามันช้าๆ

“ใจเย็นๆ ชู่ววววว อย่างนั้นแหละ” ฮวาเออร์เอ่ย

ด้วยน้ำเสียงเบาคล้ายกับพยายามพูดคุยกับมันไปด้วย

เพื่อให้มันลดความตื่นตระหนกลง

หมาปั่ามองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ลดศีรษะลง

นางเอื้อมมือไปลูบขนของหมาปั่า มันนุ่มและอุ่น

“อิ๋ง อิ๋ง อิ๋ง” เจ้าหมาปั่าน้อยครางออกมาเบาๆ

เมื่อฮวาเออร์งัดเอาท่าไม้ตายในโลกก่อนออกมาใช้

นั้นคือทักษะฝั่ามือทะลวงโลกัน สุนัขที่นางเลี้ยงในชาติ

ก่อนมักชอบให้นางนั้นใช้ฝั่ามือเกาคาง จกพุงและลูบหัว

เบาๆ

“ชอบงั้นเหรอ มาสิ ฉันจะเกาให้แกเยอะๆ เลย”

“ฟุั้ด ฟิด ฟุั้ด ฟิด”ยิ่งนางเข้าใกล้มันมากเท่าไหร่

จมูกของมันยิ่งเข้ามาคลอเคลียนางเท่านั้น คล้ายกับ

กำลังดมหาสิ่งใดอยู่

อ่า เจ้ากำลังดมหาอันใดกัน หืม เจ้าหมาน้อย ฮวา

เออร์ถามออกไป เมื่อรับรู้ได้ว่าเจ้าลูกสุนัขตนนี้ กำลัง

ต้องการบางอย่างจากนาง

“กึก”

“หงับ”

“เอ๊ยย”

ภาค 2 ตอนที่ 36 ลอบโจมตี

ที่แท้แล้ว สิ่งที่หมาปั่าขนพิษตัวนี้ต้องการนั้นคือ

ปราณบริสุทธิ์รอบตัวของนาง มันกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยน

ผันเข้าสู่ระดับปราณเทวะ

ในช่วงเปลี่ยนผันระดับพลังนั้น มาปั่าขนพิษมักจะ

อ่อนแอกว่าปกติ หากมันไม่กลับไปหาที่ซ่อนเพื่อจำศีล

ก็ต้องหาพลังอื่นมาเสริมโดยไวที่สุด

นางคิดว่ามันคงกำลังหาที่จำศีล แต่เมื่อได้กลิ่น

ปราณบริสุทธิ์ออกมาจากตัวของฮวาเออร์จึงยอมเผยตัว

ออกมา หากเป็นเช่นนั้นจริง สัตว์ปราณวิญญาณตัวอื่น

ย่อมต้องได้กลิ่น

“นั้น…เกิดอันใดขึ้นกันเหตุใดหมาปั่าขนพิษจึงทำ

ท่าทีเช่นนั้น” ต้าเฟยเฉิงที่เป็นห่วงฮวาเออร์หันหน้ามา

ถามเปั่ยจิน คนอื่น ๆ ยังคงยืนนิ่งๆ เพื่อรอดู

สถานการณ์ว่าเจ้าลูกหมาตัวนี้จะทำอันใดต่อไป

“หึ ท่าทางเช่นนี้นะหรือ” ก็คล้ายกับลูกหมาที่

กำลังกระดิกหางดีใจ ที่กำลังจะได้กินอาหารอันโอชะนะ

สิ

“แจ๊บ” จู่ ๆ หมาปั่าร่างใหญ่ที่กลายร่างเหลือเพียง

ลูกหมาตัวน้อยก็กัดเข้าที่นิ้วโปั้งของหญิงสาวที่กำลังลูบ

คลำมัน

“อ๊ะ เจ็บ” ฮวาเออร์ร้องออกมา นางสะบัดมือที่เจ้า

หมาปั่ากัดออกไปจากตนเองทำให้เจ้าหมาปั่าที่กำลังกัด

นางอยู่กระเด็นออกไป

“ผลั๊ก”

เปั่ยจินและคนอื่น ๆ รีบเข้ามาดูอาการบาดเจ็บ

และพบว่าที่มือของฮวาเออร์ปรากฏเป็นรอยเขี้ยวไม่ลึก

นางจากฟันของเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนั้น

“เกิดอันใดขึ้นฮวาเออร์” หยางคงถามออกมา

“มันกัดข้านะสิ มารดามันเถอะ” ฮวาเออร์เอ่ย

ออกมา เมื่อนางหันไปมองรอยเขี้ยวนั้น ก็เห็นว่ามัน

กำลังประสานเข้าด้วยกัน โดยที่นางยังไม่ได้ทำอันใด

จินหลงที่ยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกล่าวออกมา

เจ้าสัตว์หน้าขนตนนี้ มันอาศัยช่วงจังหวะที่ทุกคนกำลัง

เผลอไม่ทันระวัง ทำพันธะกับฮวาเออร์ และเขาพอจะรู้

ว่าจุดประสงค์ของมันคืออันใด

“มันกัดเจ้าเพื่อทำพันธสัญญา ไม่ต้องกังวลไป”

จินหลงเอ่ยออกมา

“หน็อย เจ้าลูกหมา กล้าลอบกัดข้าเช่นนั้นหรือ”

ฮวาเออร์ที่แค้นใจเพราะโดนมัดมือชกเรื่องพันธะ เดิน

ไปหาเจ้าหมาปั่าตัวน้อยแล้วใช้มือของนางจับกลุ่มขน

บริเวณหลังของมันและดึงขึ้นมากลางอากาศ เพื่อจ้อง

ตาของมัน

“นะ…นายท่าน ข้าน้อยกลัวแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิต

ข้าน้อยด้วย” ขาหน้าสองข้างนั้นตะเกียกตะกายกลาง

อากาศไปมา ดูแล้วตลกสำหรับคนอื่น ๆ ยิ่งนัก ราวกับ

มันกำลังยกขาทั้งสองขึ้นมาคารวะฮวาเออร์ซ้ำไปซ้ำมา

“มะ มันพูดได้” ฮวาเออร์ที่ตกใจเสียงในหัวที่

สามารถสื่อสารกับสัตว์ตรงหน้าได้จึงเผลอปล่อยมือ

ทันที

“พลั่ก”

“หูย นายท่าน ช่างใจร้ายปล่อยข้าลงมาได้”

“สัตว์วิญญาณทุกตัวที่สามารถทำพันธะกับนาย

ของตนเองได้ ย่อมสามารถสื่อสารกับนายของตนเองได้

อีกทั้งก่อนหน้านี่มันกำลังจะเลื่อนระดับเป็นสัตว์

วิญญาณระดับเทวะ ย่อมมีพลังมากเพียงพอ”

“เช่นนั้น ข้าต้องทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะท่านจินห

ลง”

“ส่งเจ้านี่เข้าไปในมิติจิตของเจ้า เพื่อให้มันพร้อมสู่

การเลื่อนระดับและพักฟืนเถิด หลังจากที่มันตื่นขึ้นมา

ค่อยจัดการก็ยังมิสาย”

“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” ฮวาเออร์ว่าพลางก้มไปมอง

เจ้าหมาปั่าและพริบตาเดียวมันก็หายไปทันที

เมื่อเจ้าหมาปั่านั้นหายไป เปั่ยจินจึงถอนหายใจ

ออกมาอย่างผ่อนคลาย นางยังไม่อยากเจอปัญหาใด ๆ

นางขี้เกียจออกแรง แม้ว่ารอบกายนางจะมีแต่ผู้มีพลัง

สูงส่งก็ตาม

“เห่อ คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้วจินหลง ว่าแต่

เจ้ามิอยากกลับเข้าไปในมิติบ้างหรือ ออกมานานขนาด

นี้”

“หากข้าไปแล้วใครจะคอยส่งพลังปราณไปข่มเหล่า

สัตว์ในปั่าแห่งนี้กัน เจ้าพวกนั้นได้ยกพลมาถล่มพวกเจ้า

เป็นแน่”

ความจริงแล้วการที่จินหลงเลือกที่จะออกมา

เดินทางอยู่ข้างกายอีกฝั่ายด้วยนั้นเพราะว่าเขามีพลัง

ระดับสูงกว่าเจ้าพวกสัตว์ในปั่านั้น อีกทั้งสัญชาตญาณ

ของสัตว์ย่อมเชื่อฟังจ่าฝูง

“อ่า ที่ข้าไม่เห็นสัตว์วิญญาณมาข้องแวะ เป็น

เพราะเจ้าเองหรอกหรือ” จินหลงนี่ มีประโยชน์

เหมือนกันนะเนี่ยเปั่ยจินคิด

“ข้ารู้ตนเองดีว่าข้าเก่ง เจ้ามิต้องเอ่ยคำขอบคุณ”

“ทุกคนข้าว่าเรากลับไปพักผ่อนกันเถิด ใกล้เช้า

แล้วค่อยเตรียมตัวเดินทางเรายังมีปัญหาที่ต้องจัดการ

อีกมากนัก”

“อืม”

“ฮวาเออร์ เจ้าไหวหรือไม่”

“ข้าไม่ได้เป็นอันใดนี่เจ้าคะ”

อย่างที่นางเคยบอกในโลกแห่งผู้ฝึกตนใบนี้

นอกจากจะมีผู้ใช้พลังปราณแล้ว สัตว์ที่นี่ยังมีพลังปราณ

วิญญาณเช่นเดียวกันระดับต่ำระดับกลางระดับสูงระดับ

เทวะระดับสวรรค์ระดับเซียนและระดับอนันตกาล

หมาปั่าขนพิษตนนี้สามารถเอาชีวิตรอดมาจนถึง

การเปลี่ยนผันเป็นเป็นระดับเทวะได้ถือว่าแข็งแกร่งมาก

ทีเดียว

เพราะการที่จะเลื่อนระดับได้นั้น จะต้องตัดผ่าน

ระหว่างความเป็นความตาย โดยทัณฑ์อัสนีมากถึงเก้า

สายด้วยกัน เมื่อต้องการตัดผ่านขั้นต่อไปจำนวนของ

ทัณฑ์อัสนีที่ตัดผ่านก็จะเพิ่มขึ้น

โดยที่ฮวาเออร์ไม่รู้ตัวเลยว่า ทุกคนที่กำลังมอง

มายังนางในตอนนี้ สายตาที่มองมาได้เปลี่ยนไปแล้ว

นั้นเพราะว่าก่อนหน้านี้ในตระกูลไปั๋นางยังคงเป็นหญิง

สาวที่ไร้พลัง

แม้ว่าเปั่ยจินจะรับรู้ว่านางโดนกดพลังไว้ แต่นั้นก็

คงไม่สารถทำให้นางมีพลังเพิ่มขึ้นมาแบบคนละคน

เช่นนี้ได้ นอกเสียจากว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะมีที่มา

เช่นเดียวกับนาง

ในช่วงยาม (เวลา 07.00-08.59 น.) กลุ่มของจินก็

ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีการพักชุมนุมขนาดใหญ่ของ

เหล่านักล่าและคนจากทั้งสี่แคว้นที่เดินทางล่วงหน้าเข้า

มาก่อนพวกนาง

ทั้งหมดกำลังมีท่าทีกังวลกับบางสิ่งบางอย่าง

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้คนในเขตชั้นกลางต่างรับรู้ได้

ถึงจิตสังหารและพลังปราณอันดุดันรุนแรงที่แผ่มาจาก

ด้านในปั่า มีหลายกลุ่มที่พยายามจะบุกเข้าไป แต่ไม่ได้

กลับมาหรือบาดเจ็บสาหัสก็มี คนที่เหลือจึงนั่งรอดู

เหตุการณ์ด้านนอกแทน

แต่เมื่อกลุ่มของจินมาถึง ทุกคนต่างชะงักไปและ

หันมามองทันที นั้นเพราะกลุ่มของพวกนางต่างมีพลัง

ปราณที่สามารถข่มจิตสังหารที่แผ่ออกมาได้กึ่งหนึ่ง ทำ

ให้คนทั้งสี่แคว้นลดความกดดันลงได้

ความจริงแล้วจินสามารถบอกให้ทั้งจินหลงและ

เทียงหลงสลายจิตสังหารนั้นไปได้ แต่นางไม่ทำ

เสียเวลาในการช่วยคนอื่นไปทำไมกัน ต่างคนก็ต่างมา

รนหาที่ตายเองทั้งนั้นมิใช่หรือไง

จู่ ๆ จวินเทียนหลงที่เงียบมานาน ก็สัมผัสได้ถึง

พลังบางอย่างด้านในปั่าม่านนอก เขาลุกขึ้นและมองไป

ยังปั่าด้านในนั้น

ผู้คนในเขตปั่าชั้นกลางที่นั่งรวมกลุ่มกันอยู่จึงชะงัก

ไปและหันมามองด้วยความสงสัย กลัวว่าจะมีสิ่งใดโผล่

ออกมาจากปั่าด้านหน้านั้น จึงเตรียมตั้งรับการอย่าง

เต็มที่

“จิน เจ้ารอข้าที่นี่ แล้วข้าจะกลับมา” จวินเทียน

หลงเอ่ยออกมา

“ท่านจะไปไหน” นางรู้ว่าด้านในมีบางอย่าง

“ข้าจะเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน ก่อนที่พวกเจ้าจะ

เดินทางเข้าไป” เขารู้ว่าอีกฝั่ายคงไม่ปล่อยเขาไปสำรวจ

ง่ายๆ แต่เขาก็ไม่อยากให้อีกฝั่ายต้องไปเสี่ยง

เช่นเดียวกัน

หน้าที่นี้มันควรเป็นเขาคนเดียวที่รับผิดชอบ เพื่อ

นางเขาสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง เขาจะมิยอมให้นาง

ต้องข้ามาเผื่อเผชิญกับสิ่งใดอีก

“ไม่ได้ ข้าจะไปกับท่านด้วย” จินยังคงเถียงออกไป

อย่างไม่ยอม

“ไม่ได้ หากเกิดอันใดขึ้นกับเจ้า ข้าจะทำอย่างไร”

“เทียนหลงท่านก็รู้ว่าข้าไม่เคยทำตามคำสั่งใคร”

“จินเออร์เชื่อฟังพี่สักหน่อยได้หรือไม่” สายตาและ

คำพูดที่เอ่ยออกมาติดจะคล้ายคำอ้อนวอนเสียมากกว่า

เป็นคำสั่ง

จินที่รับรู้ได้ว่าอีกฝั่ายจริงจังในคำพูดเพียงใด จึง

ยอมโอนอ่อนออกมา เหตุใดชายคนนี้ถึงได้ทำเหมือน

นางเป็นกลีบดอกไม้ที่บอบบางและต้องทะนุถนอมมาก

ขนาดนี้กัน นางไม่เข้าใจ

“ได้ ข้าให้เวลาท่าน เพียงหนึ่งก้านธูปเท่านั้น หาก

ท่านหายไปนานกว่านั้นข้าจะเข้าไปตามหาท่านแน่นอน

เทียนหลง”

“ได้”

หลังจากที่ตกลงกันเสร็จจินหลงจึงสื่อสารทางจิต

กับจิน เพื่อบอกว่าตนเองจะเข้าไปด้านในด้วยกันกับ

เทียนหลง

“ข้าไปกับเขาเอง เช่นไรหากมีเรื่องใดเกิดขึ้นข้าก็

สามารถกลับสู่มิติจิตของเจ้าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว”

“อืม เช่นนั้นก็ดี ข้าฝากเจ้าด้วยจินหลง”

“เช่นนั้นข้าและดูแลคนอื่น ๆ รอท่านที่นี่” ต้าเฟย

เฉิงเอง เขาก็รับรู้ได้ เพียงแต่เลือกที่จะเงียบและไม่

สนใจสิ่งใด

“ข้าดูแลตนเองได้ ส่วนเจ้าดูแลฉีหม่าไปเถิด หึ”

จินที่ยังคงหงุดหงิดอยู่จากการที่โดนเทียนหลงขัดใจจึง

เลือกที่จะระบายมันไปกับเฟยเฉิง

ต้าเฟยเฉิงเองก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์ของหญิงสาวจึง

เลือกที่จะปล่อยผ่านไป แต่จะให้เขาอ่อนข้อ มิลับริม

ฝีปากได้เช่นไร

“ฮวาเออร์เช่นนั้นข้าจะดูแลเจ้าเอง ดีหรือไม่”

“คนของข้า ๆ ดูแลเองได้ เจ้าหมวกมังกร” เปั่ยจิ

นตอบกลับอีกฝั่ายพร้อมกับเดินไปลากแขนฮวาเออร์ที่

นั่งมองทั้งสองเถียงกันมากอดข่ายเอาไว้อย่างหวงแหน

แทน เรียกเสียงหัวเราะให้แก่ หยางคงและฉีหม่าได้เป็น

อย่างดี

“พรึ่บ”

เมื่อเห็นว่าจบเรื่องแล้วทั้งสองคนก็หายเข้าไปในปั่า

ทันที ทิ้งคนที่เหลือให้นั่งฟังเปั่ยจินและต้าเฟยเฉิงนั่ง

เถียงกันไปมา

ภาค 2 ตอนที่ 37 วางค่ายกล

ปั่าม่านหมอกชั้นในสุดในตอนนี้ เริ่มปรากฏให้เห็น

ปั่าด้านในลางๆ จากการที่หมอกเริ่มจากหายไป ต้นไม้

ใบหญ้าที่ติดกับปั่าม่านหมอกชั้นในเริ่มมีพลังปราณที่

เข้มขึ้น

“ปั่าม่านหมอกชั้นในมีปัญหา”

“ค่ายกลที่เจ้าวางไว้เริ่มเสื่อมลงตามพลังของต้นไม้

ศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น”

“ใช่ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่มันจะเสื่อมไป

มากกว่านี้ ข้าคงต้องขอแรงเจ้าจินหลง”

“อืม จะให้ข้าทำอันใดบอกมาได้เลย”

“คอยสนับสนุนข้า”

“พึ่บ”

หลังจากพูดจบจวินเทียนก็นั่งลงด้านหน้าทางเข้า

ปั่าชั้นในสุดและเริ่มถ่ายถอดพลังปราณของตนเอง

ออกไป เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ค่ายกลที่เป็นตัวสร้างหมอก

ขึ้นมา

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ปั่าม่านหมอกหรือหมอกที่กลืน

กินทุกสิ่งที่ผ่านเข้าไป นอกจากเหล่าสัตว์ คือฝีมือของจ

วินเทียนหลงผู้นี้

เมื่อเขาได้รับคำสั่งให้มาอยู่บนโลกใบนี้เพื่อแลกกับ

สิ่งที่ตนเองต้องการคือการครองคู่กับคนรักของตนเองที่

เวียนว่ายตายเกิดและมารอนางอยู่ที่แห่งนี้ในชาติ

สุดท้ายของนาง

เขาต้องปกปั้องผลของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ในปั่าแห่งนี้

ที่จับผลัดจับผลืมาอยู่บนโลกมนุษย์ให้รอดพ้นจากสาม

โลก มนุษย์ สวรรค์และมาร

พลังของเขาถ่ายถอดออกไปเกือบ เจ็ดในสิบส่วน

ของพลังทั้งหมดที่มีและค่อยๆ เข้าไปเสริมความ

แข็งแกร่งของม่านเรื่อย ๆ เทียนหลงไม่สารมถหยุดได้

หากม่านหมอกไม่ยอมหยุดดึงพลังของตนเองจนกว่ามัน

จะแข็งแกร่งกว่าเดิม

จินหลงที่กำลังยืนมองและระวังหลังให้เขา เริ่ม

สังเกตเห็นความผิดปกติของคนที่กำลังนั่งถ่ายพลัง มุม

ปากของเขาเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมา ร่างกายที่เริ่มซีด

ขาวไร้สีแดงของเลือด

จินหลงตัดสินใจสร้างเกราะคุ้มกันขึ้นมาและนั่งลง

ถ่ายพลังของตนเองไปยังจวินเทียนหลง เพื่อรั้งชีวิตของ

เขาไว้

ค่ายกลม่านหมอกเองก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงสีของ

มันเริ่มเข้มขึ้น เหล่าสัตว์ยน้อยใหญ่วิ่งกลับเข้าปั่าชั้นใน

เสียงลมพัดและฟั้าใสที่สลับมืดครึ้มไปมา แสดงให้

เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปทั่วปั่า รวมไปถึงกลุ่มของ

เปั่ยจิน เหล่าชาวยุทธ์ และชาวบ้านเองที่รับรู้

“อ้ากกกก”

“ปัง”

“พรึ่บ”

จวินเทียนหลงและจินหลงกระเด็นออกมาพร้อมกัน

จากแนวเขตกำแพงม่านหมอก เมื่อค่ายกลที่ดูอ่อนแอ

เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน กลับมีพลังที่แข็งแกร่งพอแล้ว

ทั้งคู่ลุกขึ้นมาได้และนั่งโคจรพลังทันที เพื่อดูดซับ

พลังปราณให้กับตนเองก่อนที่ร่างกายจะบาดเจ็บและ

อ่อนแอไปมากกว่านี้

และอีกไม่ถึงสองชั่วยามก็จะเป็นยามเหม่า (เวลา

05.00-06.59 น.) แล้ว

ทางด้านของเปั่ยจินที่กำลังนั่งรออยู่บริเวณปั่าชั้น

กลางก็ทำเพียงรอเวลาทั้งสองกลับ แม้ว่านางจะกำชับ

ทั้งคู่ไปแล้วว่าให้เวลาเพียง หนึ่งชั่วยามเท่านั้น แต่ใน

ตอนที่จินหลงกำลังทำหน้าที่สนับสนุนเทียนหลง ก็ได้ส่ง

ข้อความเสียงทางจิตมาบอกแก่นาง

ทั้งคู่พบเจอปัญหาแล้วและตอนนี้จวินเทียนหลง

เป็นคนเดียวที่จะแก้ไขได้ อีกทั้งบริเวณนี้ มิมีสิ่งใดให้น่า

เป็นกังวล จึงบอกแก่เปั่ยจินว่าให้รอทั้งคู่กลับไป หาก

เกิดอันใดขึ้นรีบบอกทันที นางจึงปล่อยให้ทั้งสองจัดการ

ไปและเลือกที่จะเชื่อใจทั้งคู่

“พรึ่บ”

“คารวะนายท่าน”

“พวกเจ้าตามข้ามาทำไมกัน”

“เรียนท่านฉีหม่า ขณะนี้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้น

รบกวนนายท่านและท่านฉีหม่ากลับไปจัดการด้วย

ขอรับ”

“เกิดอันใดขึ้นถึงขนาดที่พวกเจ้าจัดการอันใด

ไม่ได้”

“ขออภัยขอรับนายท่าน พวกข้ามิอาจแตะต้องได้”

“อีกนานแค่ไหน ข้ามีเวลาอีกนานแค่ไหน ก่อนจะ

กลับไป”

“ไม่มีเวลาอีกแล้วขอรับ เชิญนายท่าน”

เปั่ยจินที่กำลังนั่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วย

สายตาสงสัย เมื่อเห็นอีกฝั่ายหันมาอย่างต้องการที่

ปรึกษานางจึงตอบออกไปทันที

“ท่านไปเถิด ส่วนทางนี้ข้าจัดการได้ ทั้งจวินเทียน

หลงก็กำลังจะกลับมา ส่วนอวาเออร์ข้าจะดูแลนางให้”

“ขอบใจเจ้ามาก ไว้ข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด”

“ลาก่อนเจ้าคะ”

เปั่ยจิน ฮวาเออร์และหยางคงที่ยังคงเหลืออยู่

ในตอนนี้รับรู้ได้ทันทีว่า ทางด้านของต้าเฟยเฉิงคงมี

ปัญหาใหญ่จริงๆ มิเช่นนั้นแล้วหน่วยองครักษ์เงาคงมิ

แสดงตัวออกมาเช่นนี้

‘ปัญหาของคนยิ่งใหญ่ ไม่อำนาจก็เรื่องของสตรี

เห่อ ช่างน่าสงสารเสียจริง’

“เร็วเข้าพวกเรา หนีไปทางนั้นใกล้ทางออกที่สุด”

เสียงตะโกนโวยวายดังขึ้นมา

“จินเออร์ คนพวกนั้นเหมือนจะวิ่งมาทางเราหรือ

เปล่านะ…” ฮวาเออร์หันไปตามเสียงที่ได้ยินและเอ่ย

ออกมา

“บ้าจริง หยางคง ฮวาเออร์ลุกขึ้น พวกนั้นกำลังวิ่ง

มาทางนี้” นางไม่ได้ใช้ดวงตาที่สามก้เห็นว่ามีบางสิ่ง

กำลังวิ่งตามหลังพวกนั้นมา

“เกิดอันใดขึ้นกันจินเออร์” หยางคงถามออกมา

ในขณะที่ลุกขึ้นมาเตรียมตัวตั้งรับกับสถานการณ์

ตรงหน้า

“มีสัตว์ในปั่ากำลังไล่ล่าพวกเขาเจ้าคะ และคาดว่า

พวกเขากำลังวิ่งมาทางเรา คงใช้เราเป็นเหยื่อล่อ”

“สารเลวยิ่งนัก ให้ข้าจัดการหรือไม่”

“ยังเจ้าคะ ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดสัตว์ตนนั้นจึงไล่ล่า

พวกมัน”

“จะให้ข้าทำเช่นไร”

“พี่หยางช่วยล่อเจ้าสัตว์ตัวนั้นไปอีกทาง พยายาม

เข้าไปในปั่าชั้นในนะเจ้าคะ แล้วข้ากับฮวาเออร์จะตาม

ท่านไป”

“ได้”

ภาค 2 ตอนที่ 38 หลบหนี

หลังจากที่นางวิ่งหนีไปอีกทางเพื่อลวงให้เหล่าคนที่

วิ่งหนีตาย เข้าใจว่านางออกจากปั่าไปแล้วเช่นกัน

ปั้องกันความยุ่งยากที่อาจจะตามมาในภายหลัง สวน

สัตว์

นางและฮวาเออร์จึงวกกลับไปทางด้านของหยาง

คง ที่ตอนนี้กำลังต่อสู้กับอีกฝั่าย หรือหยอกล้อกับเจ้า

สัตว์อสูรตรงหน้ามากกว่า

น่ากลัวว่าหยางคงต้องเผชิญกับความลำบากสัก

หน่อยนึง เพราะอสูรตรงหน้าที่มีพลังปราณอสูร

ระดับสูง มีความแข็งแกร่งมากพอสมควรสำหรับระดับ

ของหยางคงที่อยู่ในระดับปราณสีน้ำเงิน

แม้ว่าจะอยู่ในระดับเดียวกันก็ตาม หากจะให้พูด

ง่ายๆ ในโลก มนุษย์ มีระดับพลังปราณทั้งหมด 8 ขั้น

ด้วยกันที่เคยมีคนไปถึง

ระดับพลังปราณขั้นเริ่มแรกสุดคือขั้นสีแดง

เทียบเท่ากับพลังระดับต่ำของสัตว์อสูร

ระดับปราณสีส้มและสีเหลืองในโลกมนุษย์

เทียบเท่ากับระดับพลังปราณของสัตว์อสูรใน

ระดับกลาง

ระดับพลังปราณสีเขียวและสีน้ำเงินในโลกมนุษย์

เทียบได้กับพลังปราณของสัตว์อสูรระดับสูง

ระดับพลังปราณขั้นสีครามเทียบได้กับพลังปราณ

ของสัตว์อสูรระดับเทวะ ซึ่งมากพอที่มนุษย์ธรรมดา

อย่างพวกเขาจะต้องพ่ายแพ้

ระดับพลังปราณสีม่วงในโลกมนุษย์เทียบได้กับพลัง

ปราณของสัตว์อสูรระดับสวรรค์ หากจะกล่าวให้ถูกก็

คือขณะนี้ มีเพียงบิดาของเปั่ยจินเท่านั้นที่มีพลังระดับนี้

แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับพลังปราณสีขาวในโลกมนุษย์

ที่สูงสุดเท่าที่จะมีคนไปถึงแล้วนั้น สัตว์อสูรก็จะ

เปลี่ยนเป็นระดับเซียน

ซึ่งนั้นยังไม่ใช่ระดับที่สูงที่สุดของพวกมันที่จะ

สามารถเลื่อนขั้นระดับพลังในโลกมมนุษย์ได้นั้นคือ

ระดับอนันตกาล แต่นั้นก็เป็นเรื่องเล่าเมื่อนานมาแล้ว

เช่นกัน

เพียงแต่อสูรตรงหน้าอยู่ในระดับสูงขั้นสุดท้ายและ

กำลังจะก้าวเข้าสู่ระดับเทวะ หากนับเป็นขั้นของมนุษย์

คงเทียบได้เป็นขั้นสีครามซึ่งสูงกว่าเขาหนึ่งขั้น

“เจ้ามนุษย์น่าตายช้างรนหาที่ตายนัก” เสียงอัน

เยือกเย็นดังออกมาจากปากของพยัคฆ์อัคคีพร้อมกับ

กลิ่นไอสังหารที่พุ่งทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพยัคฆ์อัคคีกำลังจะเลื่อน

ระดับไปยังระดับเทวะแน่นอน จากการที่สัตว์อสูง

สามารถสื่อสารออกมาเป็นภาษามนุษย์ได้

“งานหยาบแล้วไหมละข้า คุณหนูท่านจงใจใช่

หรือไม่ คอยดูเถิดข้ากลับไปจะฟั้องบิดาท่าน ว่าท่านจง

ใจแกล้งข้าให้รับมือกับสัตว์อสูรระดับนี้” หยางคงคร่ำ

ครวญออกมาพร้อมกับหลบเลี่ยงการต่อสู้ของสัตว์

ตรงหน้าไปด้วย

เมื่อพยัคฆ์อัคคีเริ่มขยับกาย พลังอันแข็งแกร่งจึงปก

คลุมไปทั่วอาณาบริเวณ กลิ่นอายอันร้อนระอุสมกับชื่อ

พยัคฆ์อัคคีนั้น กำลังเผาไหม้และแผดเผาต้นไม้ใบหญ้า

บริเวณรอบๆ รวมไปถึงกำลังสร้างความกดดันให้หยาง

คงเป็นอย่างมากเช่นกัน

เพียงแต่หัวหน้าหน่วยราตรีกาลอย่างเขาอย่างคง

เอง ก็ไม่รอช้าปล่อยให้อีกฝั่ายเอาเปรียบ แม้อีกฝั่ายจะ

เป็นถึงสัตว์อสูรระดับสูงในปั่าใหญ่ก็ตาม

หยางคงเองยังคงซัดพลังกลับไปยังสัตว์อสูร

ตรงหน้า

“เปรี้ยง”

“ฟึบ”

“เจ้าจะหลบทำไมกัน เจ้าแมวไฟน้อย” หยางคงที่

ต่อสู้ไปด้วยตะโกนออกไป

เมื่อคับแค้นใจในตัวคุณหนูของตนเอง หากแต่จะ

เอ่ยออกไปก็มิได้ จึงอดไม่ได้ที่จะไปลงที่พยัคฆ์อัคคี จาก

เสือใหญ่ลายพาดกลอนสีแดงดั่งเพลิงกัลปจึงกลายเป็น

แมวน้อยไปโดยปริยาย

แม้ว่าเขาอาจจะไม่ถนัดในการใช้แรงกายสักเท่าไหร่

นัก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามักจะเป็นฝั่ายยืนมอง

การต่อสู้มากกว่าด้วยซ้ำ

เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าคุณหนูคิดอันใดกันในสมอง

น้อยๆ นั้น จึงให้เขาเป็นตัวล่อหรือนางอยากจะแกล้ง

เขากันนะ จึงให้เขาออกกำลังเช่นนี้

พยัคฆ์อัคคีพุ่งเข้าใส่หยางคงอีกครั้งอย่างเร็วปาน

สายฟั้า ชั่ววินาทีที่หยางคงกำลังตั้งรับนั้นและคาดว่าคง

จะต้องโดนพลังของอีกฝั่ายอัดเข้าใส่เต็มๆ แน่แล้ว

เปั่ยจินก็เข้ามาและปั้องปั้องเขาไว้ได้ทัน พยัคฆ์

อัคคีที่ไม่ทันตั้งตัวก็กระเด็นห่างออกไปทันที

เปั่ยจินหันไปเห็นหยางคงแล้ว ก็ได้แต่ขอโทษในใจ

นางเพียงแค่อยากให้อีกฝั่ายได้ลองฝึกปรือกับสัตว์อสูร

ระดับสูงบ้าง จะได้ทดสอบพลังของเขาไปในตัวว่าพร้อม

สำหรับการเลื่อนขั้นไปยังขั้นต่อไปหรือยัง

“หยางคง ไหวหรือไม่”

“ไหวขอรับคุณหนู”

“โฮกกกกกก” เสียงคำรามดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ

สัตว์อสูรตรงหน้าตั้งสติและหยัดยืนขึ้นมาได้ ดวงตาสี

แดงก่ำจ้องมองมายังคนที่ทำให้มันบาดเจ็บอย่างแค้น

เคือง

“เจ้าคิดว่าล่อลวงข้ามาเยี่ยงหนี จะทำอันใดข้าได้

กันเจ้ามนุษย์ตัวน้อย”

“ใครบอกเจ้าว่าข้าล่อเจ้ามากัน เจ้าตามข้ามาเอง

มิใช่หรือไง”

“บัดซบ ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ”

“กลัวว่าจะฉีกไม่ไหวมากกว่า”

“เจ้า…เตรียมตัวตายเสียเถิด”

“โฮกกกก กกก”

เสียงคำรามดังขึ้น เพื่อบอกให้รู้วว่าสัตว์อสูร

ตรงหน้าเกรี้ยวกราดมากเพียงใด รังสีสังหารถูก

ปลดปล่อยออกมา เพื่อกดข่มมนุษย์น้อยตรงหน้าอย่าง

ไม่เกรงกลัว

เปั่ยจินที่รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายสังหารนั้น ก็ทำเพียงยัก

ไหล่น้อยๆ และปล่อยไอสังหารจากนางกลับไป ไอ

สังหารที่ส่งมาจากสัตว์อสูรระดับสูง ย่อมมีผลต่อมนุษย์

เช่นนาง

แต่อย่างไรเกราะรอบกายนางที่สร้างจากบรรพ

บุรุษของสัตว์อสูรในตำนานอย่างจินหลงก็ย่อม

เหนือกว่าอยู่แล้ว

นอกจากนางจะไม่รู้สึกอันใดกับรังสีสังหารที่ส่ง

มาแล้วนั้น นางยังมีพลังเหลือเฟือพอที่จะส่งกลิ่นอาย

กลับไปข่มอีกฝั่ายเช่นกัน

“โฮ้กก กกกก”

เสียงคำรามที่ดังขึ้นมาจากอีกฝั่ายด้วยความ

เจ็บปวด หาใช่เสียงที่คำรามดั่งคราแรกไม่

“ลงไปนั่งทำไมกันล่า เจ้าสัตว์ตัวโต” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา

“เจ้าแข็งแกร่งมากขนาดนี้ เจ้าต้องการฆ่าข้าใช่

หรือไม่” มันตกตะลึงในพลังของเปั่ยจินที่แสดงออกมา

หลังจากที่มันพุ่งเข้าชนเกราะรอบกายของนาง

“ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น ในเมื่อเจ้าเองต่างหากที่

รนหาที่ตาย”

“ข้าเปล่า”

“แล้วเจ้าจะไล่ฆ่าคนเหล่านั้นทำไมกัน”

“มันบุกรุก ผู้ใดบุกรุกย่อมต้องถูกกำจัด” มันตอบ

กลับมาอย่างเกรี้ยวกราด

“บุกรุก จากอันใดกัน เจ้าเฝั้าสิ่งใดไว้งั้นหรือ” เปั่ย

จินยังคงเอ่ยถามอีกฝั่ายกลับไป ด้วยอีกฝั่ายมีจิต

วิญญาณและมีปัญญา

“เหตุใดข้าต้องตอบเจ้า จะฆ่าก็ลงมือเสีย”

“ตอบคำถามข้ามา มิเช่นนั้นข้าเองก็ไม่อาจะเว้น

เจ้าได้”

ดวงตาสองคู่สบกันไปมา เพื่อจ้องมองให้ลึกไปยัง

ความจริงด้านในนั้น ก่อนที่เจ้าสัตว์อสูรตัวโตจะสัมผัส

ได้ถึงพลังบางอย่าง

“นะ…นี่มันกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับสูง”

เทียนหลงและจินหลงค่อยๆ ก้าวออกมาจาก

ด้านหลังของหญิงสาว

“จมูกดีเสียจริง เหมาะสมแล้วที่เกิดเป็นพยัคฆ์” ”

จินหลงเอ่ยออกมาพร้อมกับเดินมายังด้านหน้าของสัตว์

อสูรตนนั้น

“นายท่าน โฮกกกกกก คารวะท่านบรรพบุรุษ

ขอรับ” พยัคฆ์อัคคีหมอบลงกับพื้นอย่างสงบทันที เมื่อ

จินหลงปรากฏกายขึ้นต่อหน้ามัน

สัญชาตญาณของสัตว์ เมื่อเจอสิ่งที่เรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่

หรือบรรพบุรุษตัวเอง ก็กลายเป็นเพียงอสูรใต้อาณัติ

หรือเป็นเพียงสัตว์อสูรตัวเล็กๆ ภายใต้การปกครองไป

หมด แม้กระทั่งอีกฝั่ายจะชมเชยว่ามันจมูกดีเช่นพยัคฆ์

ก็ตาม

‘ทีข้าเรียกมันว่าเสี่ยวม่าว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ไห

งบรรพบุรุษชมว่าจมูกดี…มันใช้กับเสี่ยวโกวไม่ใช่หรือไง

กัน’ หยางคงคิดในใจ

“อ้าวจินหลง พี่เทียนหลง พวกท่านกลับมากัน

ตั้งแต่ตอนไหนเจ้าคะ ข้ามิได้สังเกต”

“สักพักแล้วละ” จินหลงบอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามา

รบกวนเจ้า พี่จึงยืนมองอยู่ในมุมด้านนู้น

“เจ้าค่ะ เช่นนั้นเจ้าจะตอบข้าได้หรือยังเจ้าพยัคฆ์

ว่าเหตุใดจึงออกอาละวาดเช่นนี้”

“นั้นสิ เหตุใดกันพยัคฆ์อัคคี”

ภาค 2 ตอนที่ 39 เรื่องราวเจ้าปัญหา

“นั้นเพราะต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขอรับ นอกจากมันจะ

เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งแล้ว คลื่นพลังของมันเริ่มก็มี

มากขึ้น ทำให้ข้าและเหล่าสัตว์ปราณ มิสามารถอาศัย

อยู่ด้านในปั่าม่านหมอกเขตชั้นในสุดได้ จึงต้องลี้ภัย

ออกมาเรื่อย ๆ จนมาเจอกับเจ้าพวกมนุษย์” พยัคฆ์

อัคคีเอ่ยออกมา แววตาแดงก่ำเข้มขึ้นจากความเกรี้ยว

กราดอย่างน่ากลัว

“แล้วเหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์สังหารมนุษย์ขึ้นได้

กัน” จินหลงถามออกไป ด้วยอยากรู้ต้นสายปลายเหตุ

ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ยามเมื่อพวกมนุษย์มันเห็นข้า มันก็คิดการใหญ่ริ

อาจจะสังหารข้าและสัตว์ตัวอื่นๆ ข้าย่อมต้องปกปักษ์

รักษาปั่าและสัตว์น้อยใหญ่ที่นี่” พยัคฆ์อัคคีที่อึดอัดคับ

แค้นภายในจิตใจพยายามอธิบายออกมาว่าเหตุใด

ตนเองจึงต้องไล่ฆ่ามนุษย์เหล่านั้นเพื่อให้ผู้เป็นใหญ่ได้

รับรู้ในเรื่องราวที่ถูกต้อง

เปั่ยจินและคนอื่นๆ ที่ได้ฟังต่างก็เข้าใจ และเห็นใจ

สัตว์อสูรตรงหน้าเช่นเดียวกันเมื่อได้ฟัง แววตาแน่วนิ่ง

ของมันถือว่าตนเองคือผู้นำในปั่าแห่งนี้ จึงต้อง

รับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง

“เช่นนั้นเจ้าและสัตว์ที่เหลือจงกลับไปด้านในเถิด

ปั่าชั้นในจะกลับมาอยู่ในความสงบในมิช้า หลังจากนี้ข้า

จะจัดการเอง” จินหลงเองก็เข้าใจในความลำบากของ

มัน จึงรับปากว่าจะดูแลและจัดการเรื่องนี้แทน

แววตาลึกล้ำจับจ้องไปยังสายเลือดปลายแถวของ

ตนเองอย่างลุ่มลึก

“ขอรับ ท่านบรรพบุรุษ โฮกกกกก” เสียงคำราม

ของพยัคฆ์อัคคีดังขึ้นไปทั่วปั่า เพื่อประกาศก้องให้เหล่า

สัตว์กลับเข้าสู่ปั่าชั้นใน

“ฟึบ” ชั่วขณะ มันก็ได้หายไปจากครรลองสายตา

ในทันที

เมื่อพยัคฆ์ตัวร้ายได้หายไป เสียงร่ำร้องรอบปั่าใหญ่

เงียบสงัด คือสิ่งยืนยันว่าขณะนี้ปั่าม่านหมอกได้กลับสู่

ความสงบจริงดังคำที่จวินเทียนหลงได้กล่าว

“เช่นนั้นสถานการณ์ภายในปั่าม่านหมอกเป็นคง

สงบลงแล้วดั่งที่พวกท่านกล่าวออกไป” เปั่ยจินถาม

ออกมา จัดการเรื่องของพยัคฆ์อัคคีได้ก็จริง หากแต่ทั้ง

สองยังกลับมาช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

“ตอนนี้สถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้วล่ะ”

จินหลงตอบออกมา เพียงแต่สายตาของเขาก็มิอาจซ่อน

สิ่งที่อยู่ภายในความลับนั้นได้

“แล้วความแปรปรวนด้านปั่าชั้นในเล่า เจ้าจะบอก

ว่าเกิดจากอันใด” นัยน์ตาใสกระจ่างมองไปอย่างเอา

เรื่อง เมื่ออีกฝั่ายเอาแต่ตอบอ้อมโลกราวกับว่านางเป็น

ตัวไร้ประโยชน์

ช่างน่ารำคาญเสียจริง

“ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เกิดจากม่าน

พลังที่เป็นเกราะคอยปั้องกันพลังของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

เสื่อมลง ยิ่งใกล้วันที่ผลของงมันจะสุกและร่วงหล่นมาก

เท่าไหร่พลังยิ่งรุนแรงขึ้น ผลศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จะยิ่งดูดซับ

พลังของม่านพลังไปเรื่อย ๆ จนมันเสื่อมลงและเริ่มซึม

ซับพลังของสิ่งมีชีวิตแทน พวกมันจึงต้องหนีออกมายัง

ปั่าชั้นนอก” ใบหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่แฝง

ความรู้สึกที่อ่านยากเอ่ยออกมา ยามมองไปยังใบหน้า

ของสตรีอันเป็นที่รัก

“เหมือนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ

เจ้าคะ” ฮวาเออร์ที่ยืนฟังอยู่อย่างเงียบๆ เอ่ยออกมา

“เช่นนั้นแล้ว ก่อนที่มันจะสุกและร่วงหล่น เราก็

ต้องคอยเสริมพลังให้มันเช่นนี้หรือเจ้าคะ แล้วหากมัน

ร่วงหล่นแล้วเล่า เราจักต้องทำสิ่งใดอีกหรือไม่” นางไม่

อยากจะคิดว่าสิ่งนี้คือจุดประสงค์หลักของสวรรค์

หรือไม่ ที่ส่งนางลงมา อดที่จะสงสัยไม่ได้จริงๆ

“จริง ๆ แล้วเจ้ามีวิธีก็บอกนางไปสิ” จินหลงหันไป

มองยังจวินเทียนหลงด้วยแววตาวาววับอย่างคนที่

ต้องการจะกดดันให้อีกฝั่ายพูดอะไรบางอย่างออกไปที่

ยากจะคาดเดาได้

สายตาคมของจวินเทียนหลงตวัดไปยังจินหลงทันที

ที่เอ่ยจบ แน่นอนว่าเรื่องราวต่างๆ มันเริ่มยุ่งยากมาก

ขึ้นเรื่อย ๆ

และใกล้ความจริงที่นางจะต้องรับรู้ เพียงแต่

ความรู้สึกที่บอกว่าอยากปกปั้องนางให้ได้นานที่สุดก็

คอยทัดทานเอาไว้

“อย่างไรเจ้าคะ แล้วพวกท่านจะจ้องตากันอีกนาน

หรือไม่ หาไม่แล้วพวกข้าจะได้เดินกลับไปเสียก่อน”

เปั่ยจินเองก็ใช่ว่าจะมิรับรู้เรื่องราวใดๆ เพียงแต่ต้องการ

ให้ทั้งสองบอกกล่าวแก่นางเอง

“พี่ขอโทษจินเออร์ ไว้เราถึงที่พักแล้วพี่จะเล่าให้

เจ้าฟัง และพวกเจ้าด้วย” ตาสบตา สายตาหนึ่งคือ

ความห่วงใยที่ส่งออกไป อีกสายคือความไว้ใจในทุกสิ่ง

เทียนหลงจึงทำได้เพียงเอ่ยปัดออกไปชั่วขณะ เพื่อยื้อ

เวลาให้ได้มากที่สุด

“เจ้าคะ เช่นนั้นเรากลับกันเถิด ดูท่าหยางคง คง

อยากจะพักเสียเต็มที่” ในเมื่ออีกฝั่ายอยากจะยื้อเวลา

นางก็จะเล่นไปตามแผนนั้น อย่างไรเสีย นางก็มั่นใจว่า

ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้อย่าง

แน่นอน

“เพราะเจ้าไม่ใช่หรือไงจินเออร์ หึ” หยางคงที่ยืน

เงียบเพราะความเจ็บปวดทางด้านร่างกายเมื่อครู่ จึง

เอ่ยอย่างหยอกล้อกลับไป

“เอาเถิดๆ ข้าขอโทษเจ้าด้วยที่ทำเช่นนี้ คราหลัง

ข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แย้ม

ออกมาทันทีที่กล่าวจบ

ทำเอาคนเจ็บถึงกับเอ่ยอันใดไม่ออกทีเดียว

“เจ้า…” หยางคง จึงสะบัดหน้าหนีและเดินไปทันที

จากการช่วยพยุงของฮวาเออร์

ณ วังหลวง

ในตอนนี้ทางฝากฝังของวังหลวงก็เริ่มระอุขึ้นเรื่อย

ๆ จากเหตุการณ์การแก่งแย่งอำนาจกันของผู้ที่อยาก

เป็นใหญ่ในวังหลัง

พระสนมไปั๋กุ้ยเฟยจากตระกูลไปั๋ท่านน้าของฮวา

เออร์ ถูกเรียกเข้าพบยังห้องทรงงานของฮ่องเต้อย่าง

เร่งด่วน ยามที่ต้าเฟยเฉิงเดินทางกลับมาถึงยังวังหลวง

หลังจากหายเข้าไปเข้าปั่ามา

เรื่องนี้มิมีคนนอกคนใดรู้ หากแต่มีสายลับคอยส่ง

ข่าวให้อีกฝังก็สุดจะรู้ได้

ยามเมื่อพระสนมไปั๋เดินเข้ามายังห้องทรงงานแล้ว

พบกับผู้เป็นใหญ่ของวังหลวงที่แฝงไปด้วยใบหน้าดุดัน

กำลังรอคอยการเข้ามาของนาง แม้ว่าสถานะเบื้องหลัง

ระหว่างทั้งสองจะราวกับมิตรสหายคู่หนึ่ง นางก็มิกล้า

ละเลยที่จะทำความเคารพและยำเกรง

เข่าทั้งสองข้างนอกหญิงสาวพลันจรดลงไปยังพื้น

ของห้อง ใบหน้างามแนบชิดจรดพื้นอย่างตั้งใจ

“เหตุใดเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ เจ้าจึงจัดการมิได้กันสนม

ไปั๋” ใบหน้าดุดัน แววตาเหี้ยมเกรียมราวกับต้องการ

สังหารผู้ใดพลันเอ่ยออกมาทันทีที่เห็นร่างงามแนบจรด

ลงกับพื้น

ภาค 2 ตอนที่ 40 ราคาที่ต้องจ่าย

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอ่ยถามอีกฝั่ายออกมาด้วยโทสะที่

ยากจะดับลงง่าย ๆ ใบหน้าขาว ที่บัดนี้สีแดงก่ำแฝงไป

ด้วยอารมณ์ พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะหักห้ามห้วง

อารมณ์ที่กำลังปะทุขึ้น จากเหตุการณ์ในวังหลวงขณะนี้

หากแต่สตรีงามตรงหน้าก็มิยอมอ่อนข้อ แม้จะหวั่น

เกรงอีกฝั่ายเช่นไรก็ตาม

“ฝั่าบาท ท่านกล่าวเช่นนี้ ปลดข้าออกจาก

ตำแหน่งคงง่ายกว่าเพคะ” พระสนมไปั๋กุ้ยเฟย ตอบ

กลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มิได้เงยหน้าขึ้นจากพื้น

แม้แต่นิดเดียว

แม้กระทั่งฉีกงกงเอง ก็ยังมิสามารถรับรู้ได้ว่านาง

กำลังคิดอันใดอยู่ในขณะนี้

ยามเมื่อผินหน้าไปด้านซ้ายก็เป็นฉีกงกงที่กำลังก้ม

หน้าก้มตาทำราวกับไม่รับรู้สิ่งใด มองไปด้านหน้าก็เป็น

สนมไปั๋ที่กำลังคุกเข่ากับพื้นราวกับตนคือมารร้ายตน

หนึ่ง ใบหน้าคมเข้มจากโทสะ ก็รู้สึกว่าตนเองกำลังโดน

กลั่นแกล้ง

เมื่อทำอันใดคนทั้งสองมิได้จึงได้แก่กดข่มอารมณ์

และมองหาที่ระบายออกไป

“กรอด! โถ่เอ้ย!” เสียงกัดฟันของต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้

ดั่งขึ้นมา พร้อมกับเสียงสบถที่ดังลั่นทั่วห้องทรงงาน

“เพล้ง!” เสียงแจกันใบงามที่ประดับ ณ ห้องทรง

งานดังขึ้นมายามที่ไปกระทบกับผนังห้อง

เหล่าขันทีและนางในที่รอถวายงานต่างตื่น

ตระหนกและเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน ด้วยมิเคยได้ยินข่าว

ว่าฮ่องเต้จักเคยเกรี้ยวกราดสนมไปั๋ให้เข้าหูแม้แต่สัก

เสี้ยวของคำเล่าลือ

หากแต่มิมีผู้ใดกล้าเข้าไปเก็บกวาดในช่วงเวลานี้

นั้นเพราะมีคำสั่งจากกงกงมาให้ออกมาอยู่ด้านนอกห้อง

ห่างออกมาราวห้าสิบก้าว หากมิมีรับสั่งก็ห้ามย่างกราย

เข้าใกล้พระตำหนักเด็ดขาด

จึงทำได้เพียงเก็บสารที่เล็ดลอดออกมาและนำไป

ขยายยังนายของตนเองให้มากที่สุด

“หม่อมฉันขออภัยที่ทำให้พระองค์ทรงกริ้วเพคะ

เพียงแต่หม่อมฉันเองก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้แล้ว

เช่นกัน” ใบหน้างามเงยหน้าขึ้นมา อย่างยากที่จะคาด

เดาในอารมณ์ได้ว่ารู้สึกเช่นไร นัยน์ตาดำสนิทไร้แสง

ประกายใดจดจ้องไปยังคนตรงข้าม

“ดี เช่นนั้นพรุ่งนี้ ฉีกงกงเรียกปราชุมเหล่าขุนนาง

ทั้งหมด” หลังจากหันไปสั่งกงกงข้างกายแล้ว ต้าเฟย

เฉิงก็หันกลับมาสนใจหญิงสาวด้านหน้าอีกครั้ง

“เห่อ เช่นนั้นเจ้าลุกขึ้นก่อนเถิด คราวหลังหากข้า

โมโหร้ายเช่นนี้ เจ้าควรเรียกสติข้ารู้หรือไม่สนมไปั๋” ต้า

เฟยเฉิงลุกขึ้นไปหาพระสนมไปั๋ ประคองนางขึ้นมาจาก

พื้นหยาบและกล่าวออกไปอย่างด้วยน้ำเสียงดังลั่น

ประกาศก้องให้เหล่าข้ารับใช้ได้ยินและนำไปเล่าขานกัน

ให้ทั่ว

แม้จะคบหากันดั่งเช่นสหายคนหนึ่งจากความหลัง

ในอดีต หากแต่นิสัยของทั้งสองต่างกันยิ่งนัก ต้าเฟยเฉิง

นั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวและซื่อตรง ตรงกัน

ข้ามกับไปั๋กุ้ยเฟยที่มีลักษณะหวานนอกแต่แข็งใน

การแสดงออกของทั้งคู่ที่มีให้กันนั้น จึงมีทั้งความ

หวั่นเกรงในตำแหน่ง ยำเกรงในอำนาจและสนทนา

อย่างเชื่อใจดั่งสหาย ดั่งเช่นฉีกงกง หากแต่ที่มีมากกว่า

ฉีกงกงนั้นคือ…

“ฝั่าบาทหม่อมฉันขอถามได้หรือไม่” นัยน์หวานที่

แสดงออกถึงความอ่อนแอและเจ้าเล่ห์ยามที่เอ่ยออกมา

ชวนให้คนที่โดนเรียกหาถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ

“ว่าอย่างไร”

“ณ ตอนนี้หม่อมฉันคือพระสนมหรือสหายเพคะ”

น้ำเสียงกระซิบเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาที่สุด แววตาเจ้า

เล่ห์แฝงไปด้วยโทสะแสดงออกมา ยามเมื่อเอ่ยถามอีก

ฝั่ายออกไปใน ขณะที่ใบหน้างามกำลังก้มมองพื้น

“สหายนะสิ เจ้ามิเป็นสหายแล้วจะเป็นอันใดเล่า

แม่นางไปั๋” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปช้าๆ ลมเย็นๆ ที่

พัดผ่านมากระทบแขนยิ่งทำให้รู้สึกแปลกๆ ยิ่งนัก

“เช่นนั้นก็ดีเพคะ ฉีกงกงรบกวนท่านปิดหู ปิดตา

หน่อยเถิด” เมื่ออีกฝั่ายตอบออกมาเช่นนี้ นางก็มิรอช้า

ที่จะกระทำการต่อไป

ฉีกงกงไม่ได้ตอบกลับไป หากแต่ปฏิกิริยาร่างกาย

กลับแสดงออก ดั่งว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลาย

ครั้ง

ฉับพลับใบหน้าที่อ่อนโยนพลันลุกท่วมไปด้วยไฟ

แห่งโทสะ

“เฟยเฉิงนะเฟยเฉิง เจ้าเรียกข้าเข้ามาในช่วงเวลา

ดึกดื่นเช่นนี้มิพอ กลับมาอาละวาดใส่ข้างั้นหรือ” สนม

ไปั๋พยายามกดน้ำเสียงของตนเองให้เบาที่สุด หากแต่

เนื้อหาและความคับข้องหมองใจที่มีก็แสดงออกมาผ่าน

ทางสีหน้าและแววตา

“ข้า ข้า” ซวยแล้ว ข้าปลุกนางพญาขึ้นมาหรือนี่

“เงียบ แล้วฟังข้า”

“ได้ๆ เจ้าพูดๆ” ข้ายังไม่ทันเอ่ยอันใดด้วยซ้ำ

ใบหน้าสลดหันไปหาฝั่ายร่วมอีกคนภายในห้อง แต่แล้ว

ก็ต้องผิดหวังดั่งเช่นเคย

“มิหนำซ้ำยังปล่อยให้ข้าคุกเข่ากับพื้นมิพอยังให้

ใบหน้าของข้าสีขาวเนียนแนบไปกับพื้นห้องเช่นนี้ เจ้า

อยากให้ข้าโมโหหรือไม่ ห๊า” เจ้าของนัยน์ตาอำมหิตลุก

ขึ้นยืน เท้าสะเอวและชี้หน้าไปยังต้าเฟยเฉิง ลืมเลือน

ฐานะที่มีระหว่างกันไปชั่วคราวเสียแล้วยังคงเอ่ยออกมา

มิหยุดด้วยคำพูดนับไม่ถ้วน

“น้ำขอรับพี่สาว แหะๆ” จนฝั่ายที่กำลังนั่งฟัง

ถึงกับต้องรินชาและส่งให้ด้วยความขบขันในท่าทีของ

นาง อีกฝั่ายจึงเงียบและรับมาดื่มด้วยท่าทางกระหาย

“ข้าขอโทษขอรับ ตอนนั้นข้าโมโหมากไปหน่อย

เลยขาดสติ”เมื่อนางสงบลง ต้าเฟยเฉิงจึงเอ่ยขึ้นมา

“เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับไปั๋ฮวาเช่นนั้นหรือ…”

พระสนมคนงามที่ล่ำลือกันว่าเป็นสตรีหนึ่งเดียว

แห่งวังหลัง ที่ครอบครองสถานะเจ้าดวงใจของมังกร

สวรรค์ ได้รับคำตอบถึงกับอึ้งไปทันที

มิใช่เสน่หาที่มีต่อมังกรสวรรค์ มิใช่เพราะกลลวง

ใดๆ หากแต่หลานสาวของตนต่างหาก ที่ทำให้นางมี

อาการเช่นนี้

หลังจากออกจากตระกูลเพื่อความต้องการของนาย

ท่านไปั๋แล้ว น้อยครั้งนักที่นางจะใฝั่คะนึงหาถึงสถานที่

ที่จากมา หากมิมีบุตรสาวคนโตของตระกูลไปั๋หรือคือ

หลานสาวที่นางรักยิ่งคนนี้

การเกิดเป็นหญิงในตระกูลนางย่อมรู้ดีว่า

ยากลำบากเพียงใด ชีวิตอันน่าเวทนาของบุตรสาว

ตระกูลไปั๋ผู้นี้ หากมิใช่เพราะนางโอบอุ้มมีหรือจะ

สามารถเติบโตมาจนปั่านนี้ได้

หากแต่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้ากลับจะดึงหลานสาว

ของนางขึ้นสู่การแก่งแย่งชิงดีในวังหลังแห่งนี้อีกครา

“นางมิใช่คนที่เจ้าสามารถดึงเข้าสู่วังวนแห่งกาม

รมณ์ได้ รู้หรือไม่ต้าเฟยเฉิง…”

ภาค 2 ตอนที่ 41 กระต่ายขาวตัวหนึ่ง

เป็นเวลาที่ยาวนานเกินกว่าที่เขาจะนับได้ หรือเลิก

นับไปนานเท่าไหร่ก็สุดที่จะรู้ไม่ ที่จวินเทียนหลงเลิกนับ

ไปแล้วว่าตนเองได้มาอยู่ในโลกใบนี้ ยาวนานเท่าใด

และเพื่ออันใด

จนถึงยามนี้

ร่างสูงสง่านั่งอยู่ในห้องพักเพียงผู้เดียว นิ้วเรียว

แกร่งเคาะลงบนโต๊ะน้ำชากว้างอย่างเป็นจังหวะ

ระหว่างที่กำลังใช้ความคิด นิสัยเดิม ๆ ที่ติดมาจากภพ

ก่อนปรากฎขึ้น

คัมภีร์อักขระเล่มสำคัญที่เคยได้รับมา เมื่อตอนย่าง

กรายเข้าสู่โลกใบนี้ โผล่ขึ้นมาในมืออีกข้าง ยามเมื่อเขา

อ่านไปถึงหน้าสำคัญกลับสะดุดลงและจมอยู่กับห้วง

ความคิดมาเนิ่นนาน

ใครกันที่กล่าวว่าผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่จุดสูงสุดของ

ห่วงโซ่อาหาร ไร้ผู้เทียบเคียง ช่างไร้สาระเสียจริง

สำหรับสิ่งที่จวินเทียนหลงกำลังเผชิญอยู่

“ใยเจ้าต้องตามหาคำตอบ หรือคนที่มาจากต่างภพ

เช่นพวกเจ้า มักมีความคิดซับซ้อนเช่นนี้เสมอ” เสียงทุ่ม

หนึ่งเอ่ยถามออกมา

“แล้วใยเทพเช่นพวกเจ้า จึงเอาแต่เล่นตลกกับชีวิต

มนุษย์ผู้ต่ำต่อยเช่นพวกข้ากันเล่า ตอบข้าได้หรือไม่เซิ่น

จินหลง มังกรสวรรค์ผู้ควบคุมกาลเวลาแห่งสามภพ”

เมื่อเอ่ยปากออกมาแล้ว ย่อมมิสามารถกลับไปแก้ไขได้

จวินเทียนหลงทำเพียงจับจ้องไปยังมังกรสวรรค์ตัวจริง

ในร่างของชายหนุ่มผู้สูงสง่า รอบกายแผ่ไปด้วยอำนาจ

และบารมี

“หากแต่ทายาทแห่งเผ่ามารและปีศาจกล้าเอื้อน

เอ่ยว่าตนเองเป็นเพียงมนุษย์ต้อยต่ำผู้หนึ่ง เช่นนั้นองค์

หญิงจากเผ่าสวรรค์อย่างนางจักเป็นอันใดดีเล่า”

ระหว่างที่เอ่ยถามอีกฝั่ายกลับไป ร่างสูงก็ดึงคัมภีร์

อักขระในมืออีกฝั่ายมาอ่านพลางเหลือบมองสีหน้าของ

คนตรงหน้าไปพลาง

คัมภีร์อักขระเล่มนี้สร้างจากบรรพชนของเผ่ามาร

และเทพร่วมกัน เผื่อเป็นข้อตกลงสงบศึกระหว่างสอง

ภพ สร้างม่านพลังขึ้นมากั้นระหว่างทางเข้าออกของ

สามภพ เพื่อปั้องกันเหล่ามาร เทพและมนุษย์ข้องเกี่ยว

กัน ยกเว้นก็เสียแต่เทพและมารที่มีประตูเข้าออกที่

ควบคุมโดยคนของทั้งสองฝัง ที่ยังคงเปิดไว้ด้วยเหตุผล

บางประการ

พลังของอักขระนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากและ

ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ หากแต่ความลับของการสร้าง

ม่านอักขระบทนี้คือสิ่งที่มิอาจมีใครคาดคิดถึง

นั้นคือ หยดเลือดจากหัวใจของคนในคำทำนายทั้ง

สี่ !!!

ราวกับว่าเหล่าเทพและมารบรรพชน คาดการณ์ไว้

แล้ว

เช่นนั้นมิใช่ว่าคือการเสียสละชีวิตของคนทั้งสี่หรอก

หรือ…

หนึ่งทายาทผู้สืบเผ่าพันธุ์จากดินแดนแห่งความมืด

และใช่ เขาเอง

หนึ่งเผ่าพันธุ์ผู้มาพร้อมแสงและความสูงศักดิ์ หาก

เขาเป็นไปได้หวังว่าจะไม่ใช่นาง…

อีกสองคนคือผู้ที่กลับมาในเวลาที่กำหนด คนที่เขา

รู้จักคือต้าเฟยเฉิงผู้นั้น แล้วอีกหนึ่งคนคือใครเล่า…

แล้วหากโลกใบนี้ต้องแลกมาด้วยชีวิตของผู้ที่เขารัก

และปกปั้องมานาน เกรงว่าสวรรค์คงต้องคอยลุ้นเอา

เสียแล้ว

“ยุ่งยากเสียจริง เผามันเลยดีหรือไม่ ต้นไม้เจ้า

ปัญหานั้นนะ…” ใบหน้างาม สายตาเจ้าเล่ห์เบาๆ ยาม

เอ่ยถึงวิธีการตัดปัญหาของตนเอง

“หึ ข้าว่าเจ้าลองให้นางรับรู้และช่วยแก้ปัญหา

ดีกว่าหรือไม่ การที่เจ้าอยู่มานานเช่นนี้ สมองเจ้าอาจจะ

เลอะเลือนไปบ้างแล้ว จนอาจจะลืมเลือนการแก้ไขไป

บ้าง” เซิ่นจินหลงเอ่ยเย้าออกมา

“ตึก ตึก ตึก” เสียงฝีเท้าหนึ่งกำลังเดินมา

“แอ๊ด ด ด” เสียงบานประตูเปิดออกมาช้าๆ

พร้อมร่างบางที่โดนเอ่ยถึง

คัมภีร์อักขระในมือของจินหลงหายวับไปพร้อมกับ

ความเงียบที่เข้าครอบครองพื้นที่ เมื่อสัมผัสได้ว่าคน

สำคัญของเรื่องกำลังมา

“มิใช่ว่าเงียบเพราะข้าเข้ามางั้นหรือ หึ” เจ้าของ

ใบหน้างาม ถึงกับหรี่ตาสวยมองไปยังคนทั้งสองอย่าง

จับผิด

จวินเทียนหลงนั้นมิเคยต่อปากต่อคำกับคน

ตรงหน้าอยู่แล้วก็ทำเพียงตีหน้านิ่งและอยู่เฉยๆ

กลับกันเป็นอีกคนต่างหากที่มักจะลิ้นลิ้นด้วยเสมอ

“ว่าไป เจ้าเทียนหลงนะหรือจะกล้าเมินเฉยต่อ

เจ้า” รอยตีนตาที่เด่นชัดบนใบหน้าของสัตว์ปรากฏ

ขึ้นมา ยามเมื่อต้องกลั้นมิให้ตนเองขำออกมา ยามที่

มองเห็นใบหน้างามกำลังบิดเบี้ยวเพราะการยั่วโมโห

ของตนเอง

‘ขำมากใช่หรือไม่ ได้…’

“ฟึบ” ผ้าม่านผืนน้อยหลุดออกจากราวหน้าต่าง

ลอยมาคลุมใบหน้าของอีกฝั่ายทันที

“เจ้าเด็กแสบ หึยยย” จินหลงตะโกนออกมาเสียง

ดัง จัดการผ้าม่านผืนน้อยกลับไปอยู่ยังที่เดิมและเลิก

กวนประสาทอีกฝั่ายทันที

“ฟึบ”

“แล้วมานั่งทำอันใดกันสองคนเช่นนั้นหรือ” ร่าง

บางหันมาถามจวินเทียนหลงอีกครั้ง

“ม่านอักขระจำเป็นต้องใช้คนในคำทำนายทั้งสี่

สองในสี่นั้นคือข้าและเจ้าจินเออร์” ไม่รอช้าเขาก็รีบเอ่ย

ออกมาทันที อย่างไรเสียหากจะรอเวลาให้ยืดไปกว่านี้

คงมิได้แล้ว

“เช่นนั้นก็ง่ายนะสิเจ้าคะ ว่าแต่อีกสองคนผู้ใดเล่า”

เปั่ยจินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจที่เรื่องราวมันดูจะ

ง่ายกว่าที่นางคาดการณ์เอาไว้

“ตามคำทำนายในคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า จักต้องเป็นผู้

ที่กลับมาในเวลาที่กำหนดซึ่งหนึ่งในสองนั้น พี่คาดว่าจัก

เป็นต้าเฟยเฉิง” เทียนหลงยังคงเอ่ยมา

ฉับพลันกลับมีเสียงของเปั่ยจินเอ่ยออกมาหลังจบ

ประโยค

“และไปั๋ฮวา” เช่นนั้นหรือ

“หืมไปั๋ฮวาเช่นนั้นหรือ” ยามเมื่อชื่อบุคคลที่สี่ได้

ถูกเอ่ยออกมาใบหน้าขรึมของเทียนหลงที่แปลกใจใน

คำตอบจึงขวดคิ้วเบาๆ

“เจ้าคะ แต่ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่า นางกลับมาตั้งแต่

เมื่อใด” นางเองก็ไม่มั่นใจนัก คงต้องรอถามความจริง

จากอีกฝั่าย แต่หากให้มองจากท่าทาง การกระทำและ

คำพูดของอีกฝั่ายนางมั่นใจถึงเก้าส่วน

“เช่นนั้นอาจจะเป็นเมื่อครั้งที่โดนบิดาของนางสั่ง

ขังในห้องบรรพชนก็เป็นได้” ไม่ใช่ว่าเขาไม่สังเกต แต่

มังกรเทพอย่างเขา ไม่สามารถเปิดเผยทุกอย่างได้

“มีความเป็นไปได้จริงๆ…” ก่อนที่จะได้เอ่ยเรื่องใด

ออกมา

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นมา ดึง

ความสนใจของคนในห้องทั้งสามไป

“คุณหนูขอรับ ข้าเข้าไปได้หรือไม่” เสียงที่ดัง

ขึ้นมาเป็นเสียงของหยางคง

“เจ้าคะพี่หยาง” เปั่ยจินตอบรับออกไป

“แอ๊ด” เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าของห

ยางคงที่แสดงถึงความผิดปกติบางอย่าง

“มีเรื่องอันใดกันเจ้าค่ะพี่หยางคง เหตุใดสีหน้าของ

ท่านจึงได้เดี๋ยวดำเดี๋ยวแดงเช่นนั้นกัน หรือท่านไปทำ

ใครตั้งครรภ์!!!”

ทำเอาหยางคงถึงกับสะดุดพื้นห้องหน้าเกือบขมำ

ส่วนจินหลงที่กำลังจิบชานั้น สำลักออกมาจนสีหน้าแดง

ก่ำไปหมด เหตุใดสตรีนางนี้จึงเอ่ยเรื่องเช่นนี้ได้อย่าง

หน้าตาเฉยกัน นายหญิงขอรับช่วยข้าที…

ภาค 2 ตอนที่ 42 ราวกับว่า

“สายของเรารายงานว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่าง

ขึ้นกับต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ขอรับ” หลังจากที่กลับมายืนได้

ตามปกติแล้ว หยางคงจึงเอ่ยเรื่องราวที่ได้รับรู้มา

ออกไป

“แล้วเกี่ยวกับเราหรือเจ้าคะ” ร่างบางตรงหน้าเอ่ย

ออกมาด้วยน้ำเสียงชวนให้สงสัย

จวินเทียนหลงและจินหลง ทำเพียงนั่งฟังเรื่องราว

มิได้เอ่ยขัด

“แคว้นทั้งสี่มีการเคลื่อนไหวและสองเรื่องในนั้นคือ

ข่าวลือเรื่องฐานะของคุณหนูที่โดนแพร่ออกมา รวมไป

ถึง…” หยางคงยังเอ่ยออกมาอย่างต่อเนื่อง

“อันใดกันเจ้าคะ” คิ้วบางขมวดออกมาอย่างสงสัย

“ราชทูตแคว้นจิ้น ส่งคนมาเจรจากับแค้วนต้าเฉียง

เรื่องการร่วมมือกันแย่งชิงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์โดยการแต่ง

งามเชื่อมสัมพันธไมตรี เพื่อลงนามยุติการแย่งชิง

ดินแดนกันของทั้งสองแคว้นขอรับ”

“ห่ะ แล้วเรื่องของข้าไปเกี่ยวข้องอันใดด้วยเจ้าคะ

อีกอย่างการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีย่อมเป็นเรื่อง

ของสองแคว้น…หรือว่า…”

“ขอรับ เมื่อมีการตกลงย่อมต้องมีสงครามของสี่

แคว้นเกิดขึ้นและคุณหนูย่อมกลายมาเป็นหมากใน

สงครามครั้งนี้ดังเช่นที่ฮวาเออร์เป็นหนึ่งใสตัวเลือกครั้ง

นี้ของแคว้นต้าเฉียงเช่นเดียวกัน”

“หนอย เจ้าพวกนั้นเห็นข้าเป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง

เช่นนั้นหรือถึงได้ทำอะไรเช่นนี้ได้”

“คุณหนูจะให้ข้า…”

“ใจเย็นเถิดจินเออร์ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเป็น

คู่หมั้นของข้า สองในสี่แคว้นที่ว่าย่อมตัดออกไป หนึ่งใน

สองที่เหลือคือแคว้นต้าเฉียงของเฟยเฉิง ย่อมไม่ทำให้

เจ้าลำบากใจ หากแคว้นจิ้นอยากทำสงครามย่อมต้อง

วางกลยุทธ์เข้มงวดเลยทีเดียว”

“จริงด้วยเจ้าค่ะ แต่เจ้านั้นจะสามารถแก้ไขปัญหา

ได้หรือเจ้าค่ะ”

“ฮ่า ๆ เห็นเขาเป็นเช่นนั้นแต่สติปัญญาและ

อารมณ์ของเจ้านั้นย่อมมิสามารถดูแคลนได้หรอกนะ”

ปัญหาของแคว้นก็ให้ผู้นำของแคว้นเป็นจัดการไป

นางเป็นเพียงราษฎรคนหนึ่งเท่านั้น แต่หากเรื่องยังไม่

จบเห็นทีว่าคงต้องไปเยี่ยมเยือนกันบ้าง

“เจ้าค่ะ เช่นนั้นหากตามหาคนในคำทำนายได้ครบ

แล้ว จะทำอย่างไรต่อไปเล่าเจ้าคะ”

“เรื่องนั้น…” คำตอบที่เตรียมจะเอ่ยออกมาชะงัก

ไป พร้อมกับประกายวูบหนึ่งในสายตาที่แสดงออกถึง

ความโล่งอก ที่ตนเองยังคงสามารถเก็บความลับเรื่อง

นั้นต่อไปได้ แม้เพียงชั่วก้านธูปก็ตามแสดงออกมา

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง

‘วันนี้จะมีคนมาเคาะประตูบานนั้นบ่อยเกินไป

หรือไม่’ สายตาของจินเออร์ส่งไปยังจินหลงโดยมิต้องมี

คำพูดใดออกมา

‘มิใช่ว่าข้ากับเทียนหลงต้องเป็นคนรู้สึกเช่นนั้นหรือ

หึ’ จินหลงเลือกที่จะตอบกลับทางสายตาเช่นเดียวกัน

“จินเออร์แย่แล้ว แย่แล้ว” ร่างบางในชุดสีขาวริ้ว

ชมพูวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมทั้งตะโกน

โหวกเหวกโวยวายอย่างตื่นตระหนก

ชวนให้คนทั้งสามที่กำลังนั่งมองนางแสดงอาการ

เช่นนั้น ให้นึกขำในท่าทีออกมา ช่างเป็นคุณหนูใหญ่ที่

ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากทีเดียว

“มีอันใดกันฮวาเออร์ รีบร้อนอันใดอีกเล่า” แขน

เรียวที่ยกขึ้นมาเท้าคางอย่างหน่ายๆ เอ่ยถามออกมา

“จินเออร์แย่แล้ว มีทหารมากมายนักมาหาเจ้า”

“อื้อหือ เล่นใหญ่จังเลยแหะ” สายตาลุกวาวยาม

ได้ฟัง ชวนให้คนที่วิ่งมารายงานถึงกับเลิกคิ้วด้วยความ

แปลกใจในท่าที ที่ไร้ความเดือดเนื้อร้อนใจ

“เจ้ากล่าวอันใดกัน ข้าสับสนไปหมดแล้ว” ฮวา

เออร์ยังคงสับสนในท่าทีนั้น พลันเอ่ยถามออกมาอย่าง

สงสัย

“ไว้ค่อยอธิบาย ออกไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ร่างบาง

ลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยเหล่าองครักษ์ทั้งสองที่นั่งฟัง

จากนั้นนางจึงเดินไปคล้องแขนเรียวอีกฝังของหญิงและ

พากันเดินออกไปยังหน้าคฤหาสน์ที่เพิ่งสร้างเสร็จ

หมาดๆ ของนางทันที

“อะ…อืม” ฮวาเออร์ที่ทำได้เพียงพยักหน้างึกๆ

เอ่ยตอบออกมา

ยามเมื่อทั้งสี่เดินออกมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็พบว่า

ด้านหน้าเต็มไปด้วยเหล่าทหารจากวังหลวงและเหล่า

ชาวบ้านชาวเรือนทีต่างพากันเดินตามมาเพื่อคลายข้อ

สงสัยที่มี ว่าเหตุใดเหล่าทหารจึงได้มายืนออกันอยู่หน้า

คฤหาสน์ของหญิงสาวเจ้าของร้านคาเฟยหลงเช่นนี้

“ตึง”

เหล่าทหารคุกเข่าลงกับพื้นและทำความเคารพ

“ขอบคุณท่านกงกงมากเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะรีบ

ตามไปเชิญท่านกลับไปก่อนได้เลย” เปั่ยจินเอ่ยออกมา

พลางหันไปมองรอบๆ อย่างคิดคำนวณ

“ขออภัยขอรับ ขณะนี้ฮ่องเต้ทรงรอท่านอยู่ และ

ได้มีรับสั่งเตรียมรถม้ามาเพื่อรอรับท่านรวมไปถึง คน

อื่นๆ ที่จะติดตามท่านเข้าวังขอรับ” ขันทีเฒ่าเอ่ยเสียง

สั่น ใบหน้าเริ่มมีเหงื่อไหลลงมาบริเวณริมขมับ

ในใจพลางคิดว่า หากทำภารกิจมิสำเร็จจะโดน

ลงโทษเช่นไร มิใช่ว่าอีกฝั่ายเปรียบดั่งรัชทายาทของ

แคว้นจ้าวผู้ยิ่งใหญ่หรอกหรือ

ฮ่องเต้แคว้นจ้าวทรงเอ็นดูหลานคนนี้มากเพียงใด

ถึงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่เทียบเท่าชินอ๋องเป็นรอง

เพียงตน หากเขาทำอันใดผิดพลาดมิถูกสั่งตัดหัวสอง

แผ่นดินเช่นนั้นหรือ

‘สองแผ่นดินเชียวหนา!!!’

แต่หากขันทีเฒ่าได้รับรู้ว่า บุรุษและสตรีอีกผู้หนึ่งที่

ยืนอยู่ข้างๆ ย่อมสูงศักดิ์มิแพ้กัน ย่อมจะเปลี่ยนคำพูด

ที่ว่าสองแผ่นดินเป็น…

‘สี่แผ่นดิน!!!’ เป็นแน่แท้

“ดี ดียิ่ง ต้าเฟยเฉิง หึ” ร่างบางกัดฟันกรอดเพื่อ

ข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้

“จวินเทียนหลงท่านไปกับข้า ส่วนเจ้าฮวาเออร์ รอ

ที่นี่เถิด มิต้องตามข้าเข้าไป” เปั่ยจินเอ่ยออกมา

“ไปเถิดข้าจะดูแลที่นี่ให้” จินหลงกล่าวพลางสะบัด

ตัวและเดินหายเข้าบ้านไปทันที

“ข้าก็ไม่ไปนะขอรับ แหะๆ เป็นภูมิแพ้วังหลวง”

หยางคงเอ่ยออกมาทีเล่นทีจริงและวิ่งตามจินหลงเข้าไป

มิวายจะหันไปหาฮวาเออร์และกึ่งลากกึ่งจูงนางเข้าไป

เช่นเดียวกัน

“ดียิ่ง เจ้าคนใจเสาะ หึ” เมื่อทำอันใดไม่ได้ เปั่ยจิ

นจึงทำเพียงเก็บงำความขุ่นเคืองไว้ในใจและก้าวขึ้นรถ

ม้าไป ด้วยการปลอบประโลมอารมณ์จากจวินเทียน

ทหารและรถม้าจากไป แต่ผู้คนยังคงอยู่ หยางคง

จำใจต้องเดินออกมาและกล่าวคลายข้อสงสัยให้แก่

ชาวบ้านไปมากทีเดียว

“โถ่ เดินทางดีๆ ขอรับคุณหนู”

ภาค 2 ตอนที่ 43 -จ้าวจินเออร์เยี่ยมเยือนวังหลวง 1

ณ หน้าประตูท้องพระโรงวังหลวงแห่งแคว้นต้า

เฉียง ประตูบานใหญ่สีแดงที่ประดับไปด้วยการสลักลาย

มังกรซ้ายขวาที่บริเวณมือจับชวนให้ผู้ที่มองไปเห็นรู้สึก

ถึงพลังและความยิ่งใหญ่ที่ส่งออกมา

หากแต่บริเวณรอบๆ กลับไร้การตกแต่งเพื่อแสดง

ถึงความโอ่อ่าและมั่งมีของราชวงศ์ ก็ยิ่งชวนให้ผู้ที่กำลัง

สังเกตการณ์อย่างเงียบๆ สงสัยยิ่งนัก

เพียงแต่เมื่อได้ยืนรออยู่หน้าประตูท้องพระโรง

ท่ามกลางเสียงดังเซ่งแซ่ที่เล็ดลอดออกมา เปั่ยจินก็รู้สึก

เหนื่อยหน่ายจิตใจเต็มที

ตามจริงแล้วนางสมควรจะต้องไปนั่งรอ ณ ห้องใด

ห้องหนึ่งในตำหนักเหล่านี้เพื่อให้สมเกียรติของนาง

หากแต่ความดื้อดึงที่มีก็สมควรแล้วที่เหล่าขันทีจักยื่น

รอด้านหลังด้วยความเหงื่อตก

กระทั่งตัวของจวินเทียนหลงเอง แม้จะอยากให้เปั่ย

จินนั่งรออย่างสบายเช่นไรก็ยังคงค้านมิได้ ด้วยเหตุที่ว่า

มิอยากจะให้อีกฝั่ายได้ใจในการกระทำเช่นนี้ หรือนาง

ต้องการชื่นชม มโหรสพตรงหน้า ก่อนเข้าไปด้านใน

กระมัง

“ฝั่าบาท อย่างไรเสียเราก็ต้องสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อ

บ้านเมืองนะพะยะค่ะ”

“โปรดจงพิจารณา”

“โปรดจงพิจารณาด้วยเถิด”

“เช่นไรหรือท่านเสนาบดีซู”

“ฝั่าบาทโปรดตรองดูเถิด แคว้นต้าเฉียงนั้นประสบ

กับการบุกรุกดินแดนจากแคว้นจิ้นมาเนิ่นนานเพียงใด

อีกทั้งการสูญเสียมากมายที่ผ่านมาย่อมสร้างความทุกข์

ยากให้แก่ราษฎรมานานนัก ครั้งนี้แคว้นจิ้นถึงกับยื่น

ข้อเสนอการเชื่อมสัมพันธไมตรีโดยการแต่งงานเชื่อม

สัมพันธ์ สิ่งนี้จะมิเป็นการช่วยราษฎรมิให้ทนทุกข์ยาก

จากการสงครามเช่นนั้นหรือพะยะค่ะ”

“เช่นนั้นที่ผ่านมาแคว้นต้าเฉียงหลังจากข้าขึ้น

ครองราชย์ เคยพ่ายแพ้หรือไม่”

เมื่อเจ้าเหนือหัวตรัสออกมา ทำเอาเสนาบดีซูถึงกับ

เงียบไปพักหนักและตอบกลับมาอย่างอึกอัก

“มิเคยพะยะค่ะ”

“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงทำราวกับว่าเจ้าสามารถ

ตัดสินบ้านเมืองแทนข้าได้เล่า หืม” ยามที่ต้าเฟยเฉิง

ฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงเชื่องช้าและเบื่อหน่าย

เช่นนี้ กลับทำเอาเหล่าขุนนางถึงกับหนาวเย็นขึ้นมา

ทันที ราวกับว่า ณ ท้องพระโรงแห่งนี้ กำลังเข้าสู่ฤดู

เหมันต์

เพียงแต่ยังมิทันที่จะได้เอ่ยปากถึงสิ่งอื่น กลับมี

เสียงหนึ่งดังขึ้นมา คล้ายระฆังสวรรค์ที่ยื้อชีวิตอีกฝั่าย

เอาไว้

“ฝั่าบาทองค์หญิงจากแคว้นจ้าว เสด็จมาถึงแล้ว

พะยะค่ะ”

สิ้นเสียงขันทีประกาศ ภายในท้องพระโรงก็เงียบลง

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมิมีผู้ใดคาดคิดว่า ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้

จะเชิญเสด็จองค์หญิงคนสำคัญของแคว้นจ้าวมาถึงที่นี่

“เช่นนั้นก็เชิญนางเข้ามาเถิด หาไม่แล้วจะเป็นการ

หมิ่นพระเกียรติองค์หญิงจากแคว้นจ้าวที่ให้รอนาน

เกินไป” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มบาง

เบา เรียกให้เหล่าขุนนางที่ได้ยิน ออกอาการมือไม้สั่นไป

ตาม ๆ กัน

หญิงสาวได้ยืนรออยู่ครู่นึง หลังสิ้นเสียงนั้น นางจึง

เดินเข้ามาด้านในท้องพระโรง ไม่มากนักที่จะมีสตรี

เหยียบเข้ามาในท้องพระโรงแคว้นต้าเฉียง

ด้วยตั้งแต่ฮ่องเต้ต้าเฟยเฉิงขึ้นครองราชย์ก็มิมี สตรี

นางใดที่ได้รับอนุญาตให้เฉียดกลายบริเวณท้องพระโรง

แม้กระทั่งเหล่าพระสนมและนางกำนัล

เปั่ยจินมิได้ก้มศีรษะลงเพื่อทำความเคารพอีกฝั่าย

ทำเพียงย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ

เช่นเดียวกับบุรุษข้างกายของนางที่ทำเพียงยืนนิ่งๆ

“กู้หลุนจินหรงกงจู่ ถวายพระพรฮ่องเต้แคว้นต้า

เฉียงเพคะ” จ้าวจินเออร์เอ่ยออกมา

“จวินเทียนหลง ถวายพระพรฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียง

พะยะค่ะ” เมื่อคนรักเอ่ยเช่นนั้น จวินเทียนหลงจึงไม่รอ

ช้าที่จะแสดงละครตามออกไป

“ไม่ต้องมากพิธีๆ คนกันเองทั้งนั้น ฮ่า ๆ ๆ” ต้า

เฟยเฉิงตรัสออกมาเช่นนั้น ทั้งที่ภายในใจตอนนี้ ลอบ

ปาดเหงื่อไปหลายครา ด้วยจวินเทียนหลงที่กำลังยืนอยู่

ข้างกายของนางกำลังมองตรงมายังเขา ประหนึ่งว่า

หากเจ้าทำให้นางขุ่นข้องใจแม้แต่ประโยคเดียว จะเกิด

อันใดขึ้น

เหล่าขุนนางที่ได้เห็นท่าทีนั้นระหว่างบุคคลทั้งสาม

ต่างกำลังคิดกันอยู่ภายในใจว่าทั้งสามคนมีความข้อง

เกี่ยวกันมากเพียงใด

เหตุใดฮ่องเต้ถึงสามารถเชิญองค์หญิงแคว้นจ้าวมา

ได้ เช่นนี้แล้วแผนการที่พวกเขาเรียกร้องจักสำเร็จ

หรือไม่

“สุขสบายดีหรือไม่พะยะค่ะองค์หญิงจ้าว ชินอ๋องจ

วินเทียนหลง” ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เพื่อทำลาย

บรรยากาศที่แสนจะเยือกเย็นที่เกิดขึ้นในท้องพระโรง

หลังจากที่บุคคลทั้งสองเดินเข้ามา

แต่หากยิ่งเป็นการดับเชื้อไฟในกองเพลิงให้มอด

ไหม้ลงไปอีก เมื่อชื่อหลังที่เอ่ยตามมา คือพระนามของ

ชินอ๋องในดินแดนเหนือ จากแคว้นเฉียนที่ได้ชื่อว่าเป็น

แคว้นที่มีเชื้อสายจากเผ่ามารสืบทอดกันมา

“คารวะองค์หญิงจ้าว คารวะชินอ๋องจวินเทียนหลง

พะยะค่ะ” สิ้นเสียงความเงียบ เหล่าขุนนางที่ตระหนัก

ได้กล่าวออกมา

และชินอ๋องผู้นี้ยังถือว่าเป็นตำนานของสามแผ่นดิน

หากนำทัพด้วยตนเองเมื่อใด ศัตรูย่อมมิมีสิทธิ์ที่จะก้าว

กลับหลัง ดั่งเช่นที่ ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้คนปัจจุบันเคย

ได้รับความร่วมมือในการแย่งชิงบัลลังก์จากชินอ๋องมา

ก่อน

นั้นยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำในเหล่าคนในแผ่นดินนี้ เชื่อมั่น

ว่าแคว้นเฉียนสืบสายเลือดมาจากเผ่ามาร จึงไร้พ่าย

มาถึงทุกวันนี้ หากถามว่าเหตุใดแคว้นเฉียนจึงมิบุกรุก

ดินแดนอื่นแล้วละก็

ย่อมมีบันทึกไว้ว่า แคว้นอื่นย่อมมีการสืบสายเลือด

บริสุทธิ์มาจากสวรรค์เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีสัญญาลง

นามที่บันทึกไว้ว่า แคว้นเฉียนจะไม่บุกรุกแคว้นใดก่อน

เช่นนั้นแล้วจะเกิดไฟโลกาลุกขึ้นมาจากใต้ผืนพิภพและ

กลืนกลินแคว้นเฉียนไปทันที

ด้วยเหตุนี้จึงมิมีฮ่องเต้องค์ไหนกล้าทำสงครามเพื่อ

แย่งชิงดินแดนมาก่อน

“ย่อมถือว่าสุขกายและสบายใจดีเพคะ” จ้าวจิน

เออร์หันหน้าขึ้นมองอีกฝั่ายและตอบกลับออกไปด้วย

ท่าทีสบายๆ มิได้มีความกังวลใจให้เหล่าขุนนางที่กำลัง

รอชมความสนุกได้สงสัย

“หากคู่หมั้นของกระหม่อมสุขทั้งกายและสบายใจ

กระหม่อมย่อมสบายดีด้วยเช่นกันพะยะค่ะ แล้วฝั่าบาท

เหล่า มีเหตุอันใดจึงเชิญคู่หมั้นกระหม่อมมาในวันนี้

เช่นนั้นหรือ”

“อืม เช่นนั้นหรือ ข้าเพียงได้ยินข่าวคราวว่า องค์

หญิงแคว้นจ้าวมาซุกซนที่แคว้นของข้า จึงอยากจะเชื้อ

เชิญมาร่วมสนทนาเพียงเท่านั้น แต่คาดมิถึงว่าจะมีชิน

อ๋องจากแคว้นเฉียนติดตามมาด้วยเช่นนี้ ช่างน่า

ประหลาดใจยิ่งนัก”

ไม่ช้าขันที ก็นำเก้าอี้มาให้ทั้งสองได้นั่ง

“กระหม่อมย่อมต้องติดตามคู่หมาย จักปล่อยให้

นางมาเที่ยวเล่นผู้เดียวก็เกรงว่าจะมีเหล่าแมลงมาเชย

ชมพะยะค่ะ”

“เป็นเกียรติจริงเชียวที่แคว้นต้าเฉียงของเรา ได้มี

โอกาสต้อนรับเชื้อพระวงศ์คนสำคัญของทั้งสองแคว้น

เช่นนี้ ฮ่า ๆ ๆ เช่นนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น

ย่อมถือว่าดีมากเชียว”

จ้าวจินเออร์และจวินเทียนหลงทำเพียงรับฟังในสิ่ง

ที่อีกฝั่ายกำลังเล่นละครใส่เท่านั้น หาได้ตอบกลับไปไม่

นางกำลังรอให้การแสดงเริ่มขึ้นต่างหาก อยากจะรู้

จริงเชียวว่าอีกฝั่ายจะจัดการแสดงเช่นไรให้นางได้ร่วม

เล่น

“เอ่อ ฝั่าบาทพะยะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าการที่ให้

สตรีเข้ามาในท้องพระโรงจักเป็นการมิเหมาะสม

หรือไม่” เสนาบดีซูเอ่ยออกมา ยามเมื่อเห็นว่าความ

สนิทสนมกันระหว่างสามแคว้นเริ่มมีบางอย่างผิดปกติ

“อย่างไรกันท่านเสนาบดี ท้องพระโรงแห่งนี้เหตุใด

สตรีจึงจะเข้ามามิได้กัน”

ภาค 2 ตอนที่ 44 -จ้าวจินเออร์เยี่ยมเยือนวังหลวง 2

“เป็นรับสั่งของพระองค์มิใช่หรือพะยะค่ะ ที่ห้ามมิ

ให้สตรีผู้ใดเข้ามาย่ำกรายใกล้ท้องพระโรง”

ไม่รู้ว่าเสานบดีซูไปกินหัวใจหมีที่ใดมา กลับกล้า

เอ่ยปากกล่าวข้อห้ามเช่นนี้ออกมา กล่าวออกมาฟังเอง

ก็ไม่เป็นไรเถอะ แต่นี้คล้ายกับย้ำเตือนว่าผู้มีอำนาจ

สูงสุดในแคว้นต้าเฉียงกำลังตรัสแล้วคืนคำเสียอย่างนั้น

แน่นอนว่า ขุนนางคนอื่นๆ ในตอนนี้ต่างอกสั่น

ขวัญแขวนกับคำพูดดังกล่าว

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ที่ได้ฟังนิ่งงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็

ส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกับประโยค ๆ หนึ่ง

“ฮ่า ๆ ๆ หากว่านั้นคือคำสั่งของข้าแล้วพวกเจ้า

ปฏิบัติตาม เช่นนั้นนี่ก็คือคำสั่งของข้าเช่นกัน”สายตา

คมสวนทางกับเสียงหัวเราะตวัดไปยังผู้พูดทันที

“ฟึบ”

“และข้าย่อมอนุญาตให้ใครหรือผู้ใดก็ตามที่ข้า

ต้องการ หรือข้าต้องขออนุญาตพวกเจ้า” เพียงแค่ตรัส

ว่าพระองค์ต้องรับคำสั่งจากผู้ใดนั้นก็แทบทำให้ศีรษะ

ของเหล่าขุนนางในท้องพระโรงถึงกับสั่นไม่หยุด

“ตึก” เสียงเข่าทั้งหมดคุกลงกับพื้น

“มิได้พะยะค่ะ กระหม่อมขอประทานอภัย”

เสนาบดีซูเอ่ยออกมาพร้อมด้วยเสียงของขุนนางอื่นๆ ที่

กำลังสั่นกลัวว่าความผิดจะตกมายังตนเอง

หากแต่ต้าเฟยเฉียงเองก็มิใช่จะแยแสกับเรื่องราว

เช่นนี้ เพราะจุดประสงค์ที่เขาเรียกขุนนางเข้าพบและ

เชิญคนทั้งสองมายังมิได้เริ่มเสียที

“หึหึ ลุกขึ้นเถิดวันนี้วันดี” ใบหน้าที่ประดับไปด้วย

รอยยิ้มหันไปหาเหล่าขุนนาง จากนั้นทำเพียงสะบัดแขน

เสื้อเบาๆ เพื่อให้เหล่าขุนนางลุกขึ้น

เมื่อละความสนใจจากเหล่าขุนนางแล้ว จึงหัน

กลับมาหาคนตรงหน้าที่กำลังนั่งฟังการแสดงของเขา

อย่างเบื่อหน่าย

ดูจากการกระทำของนางในยามนี้ที่แสดงออกว่า

เบื่อแค่ไหนกับละครโรงนี้ของเขานั้นสิ นางช่างกล้ายิ่ง

นัก ไม่กลัวว่าจะเสื่อมเสียไปถึงแคว้นจ้าวอย่างไรกัน

กิริยาที่กอดอกแล้วใช้แขนเท้าคางตนเอง มองเรื่องข้าง

บ้านนั้น ช่างทำให้เขาคิดถึงอดีตเสียจริง

“อะ แฮ่ม เช่นนั้นแล้วองค์หญิงจะอยู่ที่แคว้นต้า

เฉียงอีกนานหรือไม่พะยะค่ะ” ต้าเฟยเฉียงตรัสถามอีก

ฝั่ายออกมาหลังตื่นจากภวังค์นั้น

“ย่อมตามใจเจ้าของแคว้นเพคะ” จ้าวจินเออร์เอ่ย

ตอบกลับไป

“เช่นนั้นเจิ้นย่อมอยากให้ย่อมอยากให้อยู่นาน ๆ

ได้ยินว่านอกจากองค์หญิงจะเป็นที่รักของฮ่องเต้แคว้น

จ้าวแล้ว ยังทรงเก่งจากในเรื่องการค้าและเป็นผู้

ก่อสร้างสำนักยุทธ์ด้วยหรือ”

“เพื่ออันใดหรือเพคะ มิใช่ว่าอีกมินานแคว้นต้า

เฉียงจะทำการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นจิ้นมิใช่หรือ

เช่นนี้ยังต้องการให้คนจากแคว้นจ้าวอาศัยในแคว้น

ตนเองไปนานๆ อีกหรือเพคะ”

“หืม ข่าวมาจากที่ใดกัน เจิ้นยังมิได้หารือกับเหล่า

ขุนนางของเจิ้นเลยนะองค์หญิง” สายตาคมตวัดไปยัง

ขุนนางของตนเองทันที

“สตรีชนเผ่าทุ่งหญ้าดวงตาสีฟั้า ใบหน้ามีเสน่ห์เย้า

ยวน รูปร่างบอบบางน่าถนุถนอม ส่วนบุรุษนั้น

แข็งแกร่ง ร่างกายสง่าผ่าเผย ความสามารถด้านการ

เลี้ยงอาชาโลหิตเป็นที่หนึ่ง พระองค์คงตัดสินใจได้ไม่

ยากกระมังเพคะ”

“องค์หญิงช่างรู้ดียิ่ง สมแล้วที่เป็นคู่หมายของชิน

อ๋องแคว้นเฉียน” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยเย้าออกมา จากนั้นจึง

หันกลับไปหาขุนนางของตนเองอีกครั้ง

“ว่าอย่างไรเล่า ท่านเสนาบดีซู ท่านแม่ทัพอี้ ข่าว

คราวที่ท่านได้รับมาตรงกับสิ่งที่องค์หญิงจ้าวจินเออร์

กล่าวหรือไม่”

แคว้นจิ้น ชนเผ่าชาวทุ่งหญ้าเป็นเช่นไรตลอดมา ใช่

ว่าพวกขุนนางเหล่านี้จะมิรับรู้ หากแต่ยังอยากเป็นกบฏ

โดยการยอมร่วมมือแบบลับๆ

“เอ่อ พะยะค่ะ องค์หญิงแคว้นจ้าว ช่างมีพระ

ปรีชาเสียจริง แต่เช่นไรสตรีที่ไร้พลังก็เป็นเพียงสตรีที่ทำ

หน้าที่เป็นมารดาที่ดีเพียงเท่านั้น หาใช่เหมาะสำหรับ

การพูดคุยเรื่องบ้านเมืองนะพะยะค่ะฝั่าบาท” แม่ทัพอี้

แม่ทัพใหญ่ของทิศใต้แคว้นต้าเฉียงเอ่ยออกมาอย่าง

ปรามาสในฝีมือของจ้าวจินเออร์

ยามที่อีกฝั่ายเอ่ยออกมา จวินเทียนหลงที่ทำเพียง

นั่งฟังการสนทนาเงียบๆ อย่างไร้ตัวตน ดวงตาคู่งาม

กลับมีประกายพาดผ่าน แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

แต่คนบนบัลลังก์ย่อมรับรู้ได้

กระตุกหนุดมังกรเช่นไรมันย่อมไม่ว่า แต่หากเผลอ

เหลือบไปมองไข่มุกในอุ้งเท้ามังกรแล้วนั้น ก็ยากจะจะ

จากไปง่ายๆ

“เช่นนั้น มิทราบว่า แม่ทัพอี้มีพลังอยู่ในระดับใด

กัน ข้าเองก็ชักอยากจะรู้เสียจริง” สิ้นเสียงของจ้าวจิน

เออร์ กลับมีพลังปราณสายหนึ่งส่งไปยังท่านแม่ทัพอี้

“ปัง”

“อั่ก”

เหล่าขุนนางและทหารที่อยู่ในท้องพระโรงแตกตื่น

และหันมาตั้งเกราะปั้องกันฮ่องเต้ของตนเอง

“มีคนร้ายคุ้มครองฝั่าบาท” เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา

เพียงแต่ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้นั้นรับรู้ได้ว่า มิใช่ฝีมือของ

คนร้าย แต่เป็นคนข้างกายขององค์หญิงจ้าวต่างหากเล่า

นับประสาอะไรกับแม่ทัพอี้ที่โดนซัดพลังปราณใส่ไป

เพียงแค่นี้ ขนาดตนเองเพียงแค่หยอกล้อนางยังโดน

มองด้วยสายตามาดร้าย เสียด้วยซ้ำ

“ไม่ต้อง” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้ามิ

เปลี่ยนแปลง น้ำเสียงที่ส่งออกมาบ่งบอกได้ว่ามิใช่เรื่อง

ใหญ่

ทำเอาเหล่าขุนนางและทหารถึงกับงุนงงไปทันที

“ฝะ…ฝั่าบาท” แม่ทัพอี้อุทานออกมาเสียงเบา

ด้วยเพราะอาการบาดเจ็บจากการโดนซัดพลังเข้าใส่

ในตอนนี้

“เป็นฝีมือของชินอ๋องแคว้นฉินกระมัง มิทราบว่า

ท่านมิพอใจสิ่งใดงั้นหรือ เหตุใดจึงทำร้ายคนของข้า

เช่นนี้กัน” ฮ่องเต้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงคล้าย

กำลังชื่นชมเรื่องราวที่สนุกสนานอยู่เช่นนั้น ทำเอาเหล่า

ขุนนางและแม่ทัพอี้ที่ได้รับบาดเจ็บจนถึงคุกเข่าไปกับ

พื้นท้องพระโรงชำเลืองมองอย่างสงสัย

“กระหม่อมมิบังอาจพะยะค่ะ” จวินเทียนหลงเอง

ตอบกลับมาราวกับว่าตนเองมิได้เป็นคนกระทำเรื่อง

เช่นนี้

กล่าวกันตามความจริงแล้ว การทำเช่นนี้ถือว่าเป็น

ความผิดมหันต์ยิ่งนัก คล้ายกับการลอบปลงพราชนม์

ฮ่องเต้ของแคว้นต้าเฉียง และอาจส่งผลต่อ

ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น

หากแต่จวินเทียนหลงมิได้สนใจนัก ยิ่งต้าเฟยเฉิง

เองยิ่งไม่สนใจ

“ฝั่าบาทโปรดมอบความเป็นธรรมให้กระหม่อม

ด้วยพะยะค่ะ ชินอ๋องแคว้นฉินทำเช่นนี้ เท่ากับว่าก่อ

กบฏนะพะยะค่ะ”

“เช่นนั้นหรือชินอ๋อง”

“กระหม่อมเพียงได้ยินว่าแม่ทัพอี้อยากจะทราบว่า

คู่หมายของกระหม่อมมีพลังปราณจริงหรือไม่ เลย

อยากให้นางได้แสดงฝีมือพะยะค่ะ”

“ฝั่าบาท เช่นนี้จะเกินไปหรือไม่พะยะค่ะ ทำร้าย

คนมีหลักฐาน โปรดมอบความเป็นธรรมให้กระหม่อม

ด้วยพะยะค่ะ”

“เช่นนั้นหากไร้หลักฐานที่หมายถึงอาการบาดเจ็บ

ของท่านก็ย่อมได้ใช่หรือไม่”

“กระหม่อมมิกล้าพะยะค่ะองค์หญิง” แม่ทัพอี้

ยังคงเอ่ยออกมาพร้อมกับอาการบาดเจ็บที่ยังคงส่งผล

ให้เลือดยังไหลออกมาจากริมฝีปากไม่หยุด

ส่งผลให้เหล่าขุนนางที่มองมา บางคนก็แค้นเคือง

ชินอ๋อง บางคนก็เกรงกลัวจนมิกล้าจะเงยหน้าขึ้นมอง

หรือเอ่ยสนันสนุนคำพูดของแม่ทัพอี้ กระทั่งเสนาบดีซู

เองก็ตาม

“มิบังอาจเช่นนั้นหรือ แล้วท่านมิอยากรู้หรือว่าข้า

ไร้พลังปราณจริงหรือไม่ สิ่งที่พวกท่านได้ฟังมาจะได้

นำไปกล่าวต่อได้ถูกอย่างไรเล่า”

ภาค 2 ตอนที่ 45 -จ้าวจินเออร์เยี่ยมเยือนวังหลวง 3

ความปรารถนาดีที่นางคิดจะมอบให้แม่ทัพอี้ กลับ

มิถูกมองเห็นเสียนี่ แต่มิเป็นไร คนให้อยากมอบ แต่คน

รับมิอยากได้ก็ช่างปะไร

จ้าวจินเออร์มิได้สนใจว่าแม่ทัพอี้จะยินยอมหรือไม่

นางทำเพียงหันไปมองคนบนบัลลังก์สูง เพื่อบอกให้รับรู้

และจากนั้น

“วู้มม”

นางได้ส่งพลังการรักษาไปยังแม่ทัพอี้ แสงประกาย

สีทองที่ค่อยๆ ไหลออกจากร่างกายของหญิงสาว แผ่

กระจายไปล้อมรอบร่างกายของแม่ทัพอี้ โดยที่อีกฝั่าย

ยังมิทันที่อีกฝั่ายจะได้ตั้งตัว

หากมีเวลาตั้งตัวนานกว่านี้ เกรงว่าคงจะต้องไปคุย

กับอดีตบรรพชนเสียแล้ว ใครจะคิดว่าจวินเทียนหลงจะ

ทำให้อีกฝั่ายเหลือพลังชีวิตเพียงแค่สามในสิบส่วนกัน

เล่า

ร่างกายที่บอบช้ำจากการโดนทำร้ายจากฝีมือของ

คนข้างกายนาง ก็กลับมาสู่ภาวะปกติพร้อมกับพลังการ

รักษาที่สลายหายไป

แต่จะกล่าวเช่นนั้นก็มิถูก นอกจากพลังชีวิตที่สูญ

หายไปจากการโจมตีของเทียนหลงแล้ว ยังมีร่องรอย

ความเสียหายจากการต่อสู้ที่หลงเหลืออยู่จึงทำให้แม่

ทัพอี้อ่อนแอลงเร็วเช่นนี้

‘ก็ถือเสียว่านางชดเชยแทนคนของนางแล้วกัน’

เมื่อร่างกายของแม่ทัพอี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

นางจึงถอนพลังกลับมาและนั่งมองอีกฝั่ายที่กำลังตก

ตะลึงไปพร้อมๆ กับขุนนางของแคว้นต้าเฉียง

“นะ นี่ มัน”

“พลังธาตุ”

“องค์หญิงจ้าวมีพลังธาตุ”

“พลังธาตุแสง แถมยังเป็นระดับสูงสุด”

“ท่านรู้ได้เช่นไรแม่ทัพอี้ ราชวงศ์แคว้นจ้าวจะมี

พรสวรรค์เช่นนี้ก็มิแปลก” เสนาบดีซูเอ่ยขึ้นมาอย่าง

ยอมรับมิได้

“หากระดับของพลังปราณของมิใช่ขั้นสูงสุด ก็มิ

สามารถรักษาได้รวดเร็วเช่นนี้ แถมนางยังไม่มีอาการ

อ่อนเพลียจากการใช้พลังรักษาเยียวยาข้า อีกทั้งจริงๆ

แล้วก่อนหน้านี้ ข้ายังมีอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้

เรื้อรังแต่ตอนนี้หลังจากที่ข้าได้ลองเดินพลังปราณดูแล้ว

ร่างกายของข้าไร้อาการบาดเจ็บที่เคยมีมา ราวกับว่า…

มันมิเคยเกิดขึ้น นี่มัน…จะเกินไปแล้ว”

ระหว่างที่กล่าวออกมา ใบหน้าที่ตกตลึงปะปนไป

ด้วยความสงสัยใครรู้มากมาย เข่าของแม่ทัพอี้ก็ค่อยๆ

อ่อนลง จนทหารที่พยุงเกิดความสงสัย เขาสะบัดมือ

เพียงครั้งเดียว เพื่อให้ทหารที่ช่วยพยุงอยู่ออกไป

ตรงกันข้ามกับต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ที่ทำเพียงนั่งเฉยๆ

บนลังก์ของตนเองและเฝั้าดูเหตุการณ์ด้านล่างอย่าง

สนุกสนาน

ความอวดดีของแม่ทัพอี้ที่มีมานานกำลังจะถูกดับ

ลงด้วยฝีมือของสตรีที่ยังมิได้ออกเรือน ช่างน่ามองเสีย

จริง

“ข้าน้อยแม่ทัพอี้เหวินซิง ขอคารวะองค์หญิงจ้าว

พะยะค่ะ” ไม่ว่าอย่างไรการที่นางทำเช่นนี้ ก็คือว่าเป็น

การดีแก่ข้าทั้งสิ้น อี้เหวินซิงคิดในใจ

“ตึ่ง” เข่าของทหารอันทรงเกียรติได้ทรุดลงกับพื้น

อีกครา

“ช่างเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำเพื่อชดเชยที่คนของข้าทำ

เกินกว่าเหตุก็เท่านั้น ท่านลุกขึ้นเถิด” จ้าวจินเออร์ตอบ

กลับไปอย่างไม่คิดจะใส่ใจ

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” แม่ทัพอี้เอ่ยตอบพร้อมกับ

เดินกลับไปยังตำแหน่งของตนเอง

เมื่อเหตุการณ์กลับสู่ความเรียบร้อยแล้ว เหล่าขุน

นางเองที่ไม่สามารถทำอันใดได้ จากการที่ฮ่องเต้มิได้มี

ท่าทีเกรี้ยวกราดในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงสงบปาก

สงบคำลง

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอง เมื่อให้โอกาสจ้าวจินเออร์ได้

แสดงฝีมือออกไปแล้วจึงกลับเข้าสู่จุดประสงค์ที่ต้องการ

เชิญนางมาในวันนี้

“ในเมื่อแคว้นจ้าวส่งองค์หญิงคนสำคัญมายังแคว้น

ของข้า เช่นนั้นองค์หญิงคงทราบแล้วว่าเมื่อไม่นานมานี้

ได้เกิดความผิดปกติบริเวณปั่าม่านหมอก ซึ่งเกี่ยวพันถึง

สี่แคว้นด้วยกัน” ยามนี้ใบบหน้าที่เคยติดเล่นกลับมาตึง

อีกครั้ง ราวกับต้องการย้ำเตือนเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“เพคะ แล้วอย่างไรเล่า” จินเออร์ตอบกลับไปด้วย

ใบหน้าคล้ายใสซื่อ

ทำเอาเหล่าขุนนางที่กำลังรับฟังไปด้วย คล้ายรู้สึก

ว่ากำลังถูกหมิ่นอยู่อย่างไรอย่างนั้น กับท่าทีของนางที่

คล้ายใส่ใจแต่มิสนใจ

“หากเจิ้นจำมิผิด ไม่ทราบว่าองค์หญิงได้รับรู้เรื่อง

ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ที่กำลังจะสุกและร่วงหล่นแล้ว” แม้ว่า

จะเคืองในตัวนางเพียงที่ทำราวกับมิใส่ใจในคำพูดของ

เขา แต่เขาก็ทำอันใดมิได้ ใครใช้ให้เข้าใช้แผนนี้เชิญนาง

เข้าวังมากันล่ะ

“เพคะ ทราบแล้วอย่างไร” หึ อยากให้ข้าเล่นเป็น

หมากเจ้านัก ก็จับข้าไปวางในกระดานให้ได้ก็แล้วกัน

ยังมิทันที่ต้าเฟยเฉิงจะกล่าวอันใดออกมา เหล่าขุน

นางที่ทนฟังมิได้ก็กล่าวตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน

“นี่ องค์หญิงท่านจะเกินไปหน่อยหรือไม่”

เสนาบดีซูเอ่ย

บรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับมาตึงเครียดอีก

ครา

“ใจเย็นๆ ท่านเสนาบดี เจิ้นกำลังคุยกับกู้หลุนจินห

รงกงจู่ มิใช่ท่าน” น้ำเสียงเข้ม เอ่ยออกมาพร้อมกับ

ใบหน้าที่คล้ายจะมีโทสะบางเบา

‘หากเจ้ามิหยุด คนที่จะเจ็บตัวจะเป็นข้า เจ้าขุน

นางชั่ว’

“ฝ…ผ่าบาท กระหม่อมขอประทานอภัยพะยะค่ะ

ฝั่าบาท” เสนาบดีซูเอ่ยออกมาอย่างสั่นกลัว ด้วยวาจา

ที่ตรัสออกมา ทำเอาเหล่าขุนนางกำลังรับรู้ได้ถึงโทสะที่

เริ่มก่อตัวขึ้นของเจ้าบัลลังก์ทันที

“อืม เช่นนั้นองค์หญิงมิคิดว่า ความวิเศษของผลไม้

จะก่อให้เกิดสิ่งใดบ้างหรือ” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ยังคงตรัส

ต่อไป

“ก็แค่ผลไม้ลูกหนึ่งเท่านั้น หากก่อปัญหามากนัก

เช่นนั้นเพียงทำลายมันทิ้งก็สิ้นเรื่อง ดีหรือไม่เพคะ”

ใบหน้างามตอบคำถามกลับ จากนั้นจึงกลอกตาไปมา

ราวกับว่าคำถามเช่นนี้ น่าเบื่อยิ่งนัก

ทำเอาคนฟังถึงกับกัดฟันกรอด มิให้ริมฝีปาก

กระตุกและขำออกมา ในท่าที

“ฮ่า ๆ ๆ เจิ้นชอบวิธีของท่านนะ จริงหรือไม่ท่าน

แม่ทัพอี้” คนบนบัลลังก์เอ่ยตอบออกไป พร้อมกับหัน

ไปขุนนางของตนเองเพื่อถามความเห็น

“เอ่อ ขอรับฝั่าบาท” แม่ทัพอี้เอ่ยตอบกลับไปเสียง

แผ่ว แต่อาการของเขาตอนนี้ช่างแตกต่างจากคำพูดโดย

สิ้นเชิง จากใบหน้าที่สับสนและงุนงงในคำตอบคล้าย

อยากจะเอ่ยค้านออกมา แต่ก็ต้องเก็บวาจาเอาไว้

“เช่นนั้นชินอ๋องเล่า จะจัดการอย่างไร” ใบหน้าคม

เอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับกระตุกยิ้มเบาบาง เมื่อหันไป

ถามบุรุษที่ตลอดมาทำเพียงนั่งนิ่งๆ ราวกับหุ่น

“ทำลาย” เสียงเข้มและดุดันตอบกลับมา

“เยี่ยม เหมาะสมยิ่งนัก ดั่งเช่นกิ่งทองใบหยกจริง

เชียว” มือหนาตบไปที่บัลลังก์ ก่อให้เกิดเสียงดั่งสนั่น

ท่าทีแสดงออกมาราวกับกำลังชอบใจยิ่งนักในคำตอบ

นั้น

“ขอบพระทัยฝั่าบาทที่ชื่นชม”

“แล้วพวกท่านมิกลัวหรือว่า จะเกิดสงครามการ

แย่งชิงระหว่างสี่แคว้นขึ้นมา เวลานั้นแล้ว แผ่นดินคง

ลุกเป็นไฟ ราษฎรเดือดร้อน ทหารมากมายจะล้มตาย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้”

“กระหม่อมคิดว่าคงมิใช่ปัญหาของแคว้นฉินและ

จ้าวกระมัง เรื่องนี้คงต้องให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงตัดสิน

พระทัยเองพะยะค่ะ”

“ดี ดียิ่ง”

ภาค 2 ตอนที่ 46 -บุคคลในทำนายนาย

ภายในห้องลับแห่งหนึ่ง

ชายชราแปลกหน้าพร้อมผู้ติดตาม ผู้ซึ่งกำลังรอ

คอยการมาถึงของใครบางคนอย่างใจเย็น โดยการนั่งชม

ภาพวาดหญิงสาวนางหนึ่ง

“แอ๊ด”

เสียงประตูลับเปิดออก เรียกให้ผู้ที่กำลังนั่งรอต้อง

หันไปมองช้าๆ

“คารวะท่านเสนาบดีซูขอรับ” ชายชราเอ่ยออกมา

ใบหน้าปกคลุมไปด้วยผ้าผืนบาง หากแต่หนวดเคราขาว

ที่ยาวออกมานั้น ช่างบ่งบอกสถานะได้เป็นอย่างดี

ชนเผ่าทุ่งหญ้าก่อนที่จะกลายเป็นแคว้นจิ้นนั้น เป็น

เพียงชนเผ่าเล็กๆ เผ่าหนึ่ง หลังจากเกิดเหตุการณ์

บางอย่างขึ้น

เมื่อชนเผ่าทุ่งหญ้าได้ให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์และ

มากความสามารถ ทำให้ผู้นำของชนเผ่าสถาปนาตนเอง

ขึ้นเป็นฮ่องเต้และค่อยๆ ขยายอาณาเขตของแคว้น

ตนเองไปเรื่อย ๆ

หากแต่ความต้องการที่ไม่หยุดยั้งของเหล่าทายาท

ก็ทำให้แคว้นจิ้นมักใหญ่ใฝั่สูงและต้องการยึดครอง

ดินแดนข้างเคียงอย่างแค้วนจ้าวและแคว้นต้าเฉียง

“หากฝั่าบาทเข้ามายุ่งเรื่องนี้ แผนการที่พวกเรา

วางไว้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้” เสนาบดีซูเอ่ยขึ้นมาด้วย

น้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าชราเคร่งเครียดยามเอ่ย

ในขณะที่ผู้ติดตามของชายชรา ค่อยๆ บรรจงรินน้ำ

ชาให้เสนาบดีซูช้าๆ ด้วยความเคยชิน ราวกับว่านี่ ไม่ใช่

ครั้งแรกที่อีกฝั่ายพบเจอกัน

“ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใด ท่านถึงเจาะจงว่าต้องเป็น

นาง เหตุใดชนเผ่าทุ่งหญ้าจึงถึงต้องการตัวนางมากกว่า

สตรีคนอื่นๆ ทั้งที่นางก็เป็นเพียงแค่บุตรสาวของ พ่อค้า

มิได้มีฐานะและชาติตระกูลที่ยิ่งใหญ่ อีกที่สำคัญยังไร้

พลังปราณ เป็นเพียงสตรีไร้ค่าผู้หนึ่ง” เสนาบดีซูยังคง

เอ่ยออกมา แสดงให้เห็นถึงสีหน้าแห่งความลำบากใจ

ด้วยมิอยากให้บุตรสาวที่อยู่ในตำแหน่งซูกุ้ยเฟย

ต้องเดือดร้อน หากแต่ตำแหน่งและอำนาจที่จะได้จาก

ข้อเสนอของแคว้นจิ้นก็ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

“สตรีในคำทำนายย่อมคู่ควรให้พวกข้าแย่งชิงมา

หญิงสาวที่เกิดมาพร้อมกับพลังอันแข็งแกร่ง” ชาย

แคว้นจิ้นเอ่ยออกมา

“หากได้เลือดของและพลังของนางมา จะสามารถ

มอบความยิ่งใหญ่ให้กับชนเผ่าของข้าได้”

“เลือดของนางเช่นนั้นหรือ” ซูเหวินหยงเอ่ยถาม

ออกมา สีหน้าแปลกใจ ดวงตาเบิกว้าง ยามเมื่อได้ยิน

“ใช่ ปั่าม่านหมอกได้ถูกปกคลุมไปด้วยอักขระ

บางอย่าง และเลือดของนางก็สามารถทำลายเกราะที่

ล้อมรอบปั่าม่านหมอกได้ ท่านไม่ต้องการเช่นนั้นหรือ

ทรัพยากรในปั่านั้นนะ” ชายจากแคว้นจิ้นเอ่ยจุดอ่อน

ของอีกฝั่ายออกมา ความโลภอย่างไรเล่าที่สามารถชนะ

ทุกสิ่งใด แม้กระทั่งทรยศแคว้นตนเอง

“และที่สำคัญยังเป็นทายาทของชนเผ่าทุ่งหญ้า

เช่นนั้นก็สมควรแล้วที่นางจะตอบแทนบ้านเกิดตนเอง

หึหึ” เสียงหัวเราะที่ทุ้มและแหบดังออกมาอย่างน่าขน

ลุก

“เมื่อกี้ท่านพูดว่าอย่างไรนะ” ใบหน้าชราหันไป

มองอีกฝั่ายด้วยความไว เมื่อได้รับรู้เรื่องราวบางอย่าง

“ทายาทของชนเผ่าเช่นนั้นหรือ ได้อย่างไรกัน”

“มารดาของนางคือชนเผ่าทุ่งหญ้า ที่หลีกหนีมา

นานแล้ว”

“อ่า เช่นนั้น จึงต้องเป็นนางสินะ” ใบหน้าชราพยัก

ขึ้นลงอย่างเข้าใจ

“ใช่”

“แล้วเราจะทำเช่นไรต่อไปดี ในเมื่อเรื่องนี้มีฝั่าบาท

เข้ามาเกี่ยวข้องและดูท่าแล้ว ฝั่าบาทคงจะมียินยอมให้

แคว้นตาเฉียงเชื่อมสัมพันธไมตรีกับชนเผ่าทุ่งหญ้าเป็น

แน่ เห็นได้จากการที่พระองค์ดึงอีกสองแคว้นเข้ามา

เกี่ยวข้องในวันนี้”

“หากมิได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ข้าไม่สนว่าวิธี

ไหน แต่อย่างไรสตรีผู้นั้นก็ต้องกลับคืนมายังดินแดน

ของนาง เพื่อความยิ่งใหญ่ของชนเผ่าทุ่งหญ้า”

“ขอรับ”

“ไปบอกบุตรสาวของเจ้าให้ดำเนินแผนการต่อไป”

“ขอรับ”

หลังจากกลับจากท้องพระโรงวังหลวงของแคว้นต้า

เฉียงแล้ว จวินเทียนหลงและเปั่ยจินไม่ได้ตรงกลับจวน

หากแต่เขาได้ชวนนางไปยังร้านขายเครื่องประดับร้าน

หนึ่งในเมือง

ยามเมื่อพวกเขาย่างเท้าเข้าไปยังร้านเครื่องประดับ

หลงจู๊ที่มีหน้าที่ดูแลร้านก็ได้ตรงดิ่งเข้ามาหาและทำ

ความเคารพทันที

“คารวะนายท่าน และฮูหยินขอรับ ต้องการอันใด

บอกข้าน้อยได้เลย ข้าน้อยจะดูแลพวกท่านเป็นอย่างดี”

หลงจู๊หนุ่มเอ่ยอย่างนอบน้อม ใบหน้าประดับไปด้วย

รอยยิ้ม

ไม่เพียงแค่นั้นแต่ประโยคทักทายที่ทำเอาสะดุ้งกัน

ไป

“ปะ…” เปั่ยจินกำลังจะเอ่ยปฏิเสธออกมา

หากแต่คนข้างกายนางตอนนี้กลับชอบใจยิ่งนัก

สังเกตได้จากใบหูที่เริ่มแดงระเรื่อและประโยคที่ไร้การ

แก้ตัวนั้น

“อะ…อืม นำทาง ข้าต้องการปินปักผม”

‘เขาช่าง…เจ้าเล่ห์เสียจริง’

“ปินหรือขอรับรอข้าสักครู ข้าจะไปนำมาให้ขอรับ

ร้านของเรามีปินมาใหม่ งามมากขอรับนายท่าน” เอ่ย

จบหลงจู๊ก็รีบวิ่งกลับไปหลังร้านทันที

“อืม” เทียนหลงเอ่ย

ทั้งสองคนในตอนนี้จึงเดินชมเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ

รอ ชมไปได้สักพัก เปั่ยจินเองที่สงสัยว่าเทียนหลง

ต้องการอันใดกันแน่จึงเอ่ยถามออกมา

“นี่ ท่านจะซื้อปินไปไหนหรือเจ้าค่ะ” ใบหน้างาม

เงยหน้าขึ้น แววตาใสซื่อจับจ้องไปยังอีกฝั่ายอย่าง

คาดคั้น

จวินเทียนหลงเอง แม้จะอยู่มานานมากนัก แต่ไม่

ว่าจะเป็นโลกนี้หรือโลกใบก่อน เขาก็ยังมิเคยไปเดินร้าน

ของประดับและซื้อให้กับหญิงสาวคนใด นางคือคนแรก

“ให้เจ้า” ช่างทำให้ข้าขัดเขินเก่งเสียจริง หึ

“ให้ข้าทำไมกัน” แววตาประกายเจ้าเล่ห์เอ่ยถาม

อีกครา แต่คราวนี้ใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอบยิ้ม

บางเบา

จวินเทียนหลงจึงรับรู้ว่าตนเอง กำลังโดนเย้าหยอก

จากนางเป็นแน่ จึงเอ่ยตอบกลับบางประโยคออกไป ทำ

เอาคนที่กำลังรอฟังคำตอบถึงกับนิ่งงันไปทันที

“เพียงอยากสะสมสมบัติเจ้าสาวให้มากหน่อย”

ชายหนุ่มเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ใบหน้าจริงจัง

ยามที่มองไปยังนาง

“กึก”

“ท่าน…” คนที่โดนตอบกลับมาในตอนนี้ ราวกับว่า

โลกของนางหยุดหมุนไปชั่วขณะ คล้ายกับว่าตอนนี้นาง

กำลังโดน…จีบอยู่

ใบหน้าที่ประเดี๋ยวชมพูประเดี๋ยวขึ้นสีแดงระเรื่อนั้น

ช่างทำให้คนที่กำลังมองอดที่จะเอ็นดูมากขึ้นหน่อย

จริงๆ

“ตึก ตึก ตึก”

“มาแล้วขอรับนายท่านฮูหยิน” นับว่าเสียงระฆัง

พักยก มาช่วยชีวิตของนางไว้ทัน เมื่อเสียงของหลงจู๊ดัง

ขึ้น

ภาค 2 ตอนที่ 47 -เล่ห์กล หนทาง-

“ด้านซ้ายคือปินหยกมันแพะ ด้านขวาคือหยกเขียว

และตรงกลางคือหยกหายากที่ทางร้านของเราเพิ่งได้

รับมาและนำมาออกแบบเป็นปินหยกขอรับ” หลงจู๊

ยังคงทำหน้าที่ของตนเองได้ดี ด้วยการนำเสนอสินค้าที่

มีราคาและเหมาะสมกับตัวผู้ซื้อยิ่งนัก

หยกเขียวนั้นจะเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับคน

ทั่วไป เนื่องจากหยกสีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของความ

อุดมสมบูรณ์และร่ำรวยคหบดีและพ่อค้าวส่วนมาก

มักจะนิยมนำไปแกะสลักเป็นพระพุทธรูปและกำไล

ข้อมือ

หยกสีขาว เป็นสัญลักษณ์ของความมีโชคดี เหมาะ

สำหรับสตรีที่ยังมิออกเรือนเพราะช่วยในเรื่องของการ

เสริมสง่า

ส่วนชิ้นสุดท้ายหยกหยกสีม่วง เป็นหยกที่หายาก

ที่สุดในแผ่นดิน อีกทั้งความหมายของคนที่มีไว้ใน

ครอบครองมักจะหมายถึงคนผู้นั้นเพียบพร้อมไปใน

ทุกๆ ด้าน

เมื่อหลงจู้อธิบายจบลง หนึ่งในสามปินหยกนั้นก็ได้

ถูกจ่ายด้วยเงินมหาศาลออกไป

เหตุการณ์ในตอนนี้นั้น ช่างยุ่งเหยิงกันไปเสียหมด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปั่าม่านหมอก สงครามระหว่าง

แคว้น แล้วไหนจะเป็นเรื่องของบุคคลในคำทำนายที่จะ

มาช่วยให้เรื่องราวมันจบลงอย่างง่ายดาย

เมื่อนางกลับมาถึง ก็พบสัตว์เทพคู่กายกำลังนั่งมอง

องค์รักษ์ผู้แสนดีของนางกำลังดวลหมากรุกกับฮวาเออร์

อยู่ ทุกคนรวมตัวอยู่ที่เดียวกันราวกับว่ากำลังรอการ

กลับมาของนางและจวินเทียนหลง

“แอ๊ด” เสียงเปิดประตูดังขึ้น สายตาทั้งหกคู่จึง

เปลี่ยนจากกระดานหมากรุกไปยังผู้ที่มาถึง

“ดูเหมือนว่ากำลังสนุกกันเชียวนะเจ้าคะ” เปั่ยจิน

เอ่ยออกมา เมื่อยามที่เปิดประตูเข้าไปแล้ว เห็นทั้งสาม

หันมองตนเอง

หญิงสาวนางเดียวในห้องที่ลุกขึ้นด้วยความดีใจ รีบ

วิ่งไปหาต้นเสียง ตรงเข้ากอดเกี่ยวแขนของร่างบาง

ตรงหน้าอย่างดีใจที่เปั่ยจินกลับมาอย่างปลอดภัย

“จินเออร์เจ้ากลับมาแล้วหรือ ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบ

แย่รู้หรือไม่” ฮวาเออร์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงยินดี

“แน่นอนว่าข้ารับรู้” นางกล่าว พร้อมกลับผลักอีก

ฝั่ายออกจากการกอดกุม

เมื่อรู้ว่ากอดอีกฝั่ายแน่นไปจนอึดอัด ฮวาเออร์จึง

ปล่อยมือ และพยุงนางมานั่งแทน

“แล้วเป็นอย่างไรบ้าง เจ้านั้นรังแกอันใดเจ้า

หรือไม่” หยางคงเอ่ยถามเจ้านนายของตนเองทันที เมื่อ

พบช่องว่างระหว่างบทสนทนาของหญิงสาว

ก่อนที่เปั่ยจินจะได้อ้าปากตอบคำถามใดๆ ออกไป

นั้น กลับปรากฏสายลมระลอกหนึ่งขึ้นมา

“ข้าหรือจะรังแกผู้ใด นางต่างหากที่รังแกข้า หึ”

ต้าเฟยเฉิงเอ่ยพร้อมกับส่งนัยย์ตาสีเข้มไปยังหยางคง

เพื่อตอบคำถามอีกฝั่าย

“ตายยากเสียจริง เจ้ามิปกครองบ้านเมืองบ้างหรือ

อย่างไร วกไปวกมาที่นี่ราวกับบ้านของตนเองเก่งเสีย

จริง” เปั่ยจินเอ่ยอออกมาอย่างสงสัย

เมื่อตัวการของความวุ่นวายของนางในวันนี้

กลับมาโผล่อยู่ในบ้านของนางในเวลาต่อมา

“ หึ ช่างข้าเถิด สาเหตุที่ข้าเชิญเจ้าเข้าวังไปในวันนี้

เพราะข้าไม่แน่ใจว่าเหตุใดชนเผ่าทุ่งหญ้าถึงต้องเจาะจง

ให้เป็นนาง” เขาพูดพร้อมกับหันหน้าไปมองสตรีที่กำลัง

กล่าวถึง ที่มิได้รู้เรื่องรู้ราวอันใดกับใครเขา

และนั้นทำให้นางรู้ตัวและหันมามองเขากลับ

เช่นเดียวกัน หากแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย

‘เอาว่ะ อยากรู้ก็แค่ถาม จะมานั่งสงสัยไปทำไม

กัน’ เปั่ยจินคิดในใจ

“ฮวาเออร์ ข้าขอถามเจ้าจากใจจริง เจ้าปิดบังอัน

ใดข้าอยู่หรือไม่” นัยน์ลึกล้ำของต้าเฟยเฉิงจับจ้องไปยัง

ใบหน้างามเพื่อค้นหาร่องรอยคำตอบของถามถาม

“อึก ก”

“ข่าวว่ามันควรถึงเวลาที่เจ้า จะต้องกล่าวความจริง

ออกมาแล้วฮวาเออร์” เมื่อสิ้นคำถามของเฟยเฉิง

ปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของฮวาเออร์ ยิ่งทำให้เปั่ยจินอยาก

ได้ยินคำตอบมากขึ้น รวมไปถึงคนอื่นๆ ภายห้อง

แววตาไหววูบแค่เพียงชั่วขณะ ส่งผลให้คนที่กำลัง

รอคอยคำตอบยิ่งมั่นใจมากขึ้น

“ข้าขอโทษทุกคนนะเจ้าคะ ที่ปิดบังความจริงมา

ตลอด ข้ามิได้มีเจตนาร้ายเลยแม้แต่น้อย จริง ๆ แล้ว

พลังของข้ากลับคืนมาแล้ว” เสียงสั่นเล็กน้อยเอ่ยตอบ

“ข้ามไม่แน่ใจว่า ข้าคือนางหรือไม่ เหตุการณ์มัน

เริ่มต้นในคืนที่ข้าโดนลงโทษให้อยู่ในห้องบรรพชน ตื่น

ขึ้นอีกที ข้าก็รู้สึกสับสนในตนเอง” น้ำเสียงที่นางพยาม

สื่อสารออกมา เพื่อบอกให้ทุกคนรับรู้และเชื่อในสิ่งที่

นางเอ่ยออกมา

“เช่นนั้น นางก็คือหนึ่งในสี่ของคนในคำทำนาย

หรือจินหลง” คิ้วเรียวขมวดของเปั่ยจินถามออกไป

เมื่อฮวาเออร์เอ่ยออกมาเช่นนั้น

“อันใดกัน” แววตาแฝงไปด้วยความประหลาดใจ

ของฮวาเออร์เอ่ยถามขึ้น

“ใช่แล้ว มิใช่ว่าเจ้าเองก็รับรู้และสงสัยมาตลอด

หรอกหรือ”

“เหอะ ข้าปิดบังอันใดเจ้าได้หรือไม่จินหลงไ

“มากมายนัก อย่างเช่นเจ้าและเขาแลกปินกันครั้ง

แล้วครั้งเล่า หึหึ”

“หากเจ้ารู้จะเรียกว่าปิดบังได้เช่นไรกัน เจ้าหน้า

ตายนี่ หึย”

“หนึ่งในสี่คนในคำทำนายคือผู้ที่จะมาช่วยกัน

ปกปั้องปั่าม่านหมอกให้รอดพ้นจากการแย่งชิง แต่หาก

มีเพียงแค่เหตุผลนี้ แคว้นจิ้นมิน่าจะรับรู้ แล้วเหตุใดเจ้า

ถึงเป็นเปั้าหมายที่สำคัญของแคว้นชนเผ่าทุ่งหญ้าเล่า”

จินหลงเอ่ยถามออกมา

“สตรีในคำทำนายสตรีที่มาพร้อมกับความยิ่งใหญ่

สตรีที่เกิดในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง คือนางผู้มาพร้อม

กับความมืดมิด” ต้าเฟยเฉียงเอ่ยออกมา

ก่อนที่จะมาที่นี่ เขาได้ส่งองค์รักษ์ไปสืบประวัติของ

ตระกูลไปั๋ของฮวาเออร์มาและความจริงที่ได้รับรู้ก็ทำ

เอาเขาประหลาดใจยิ่งนัก

“หากข้าจำไม่ผิด สตรีนางนี้โดนมารดาของตนเอง

สะกดพลังเอาไว้ และคืนในห้องบรรพชน พลังของนางก็

ได้ตื่นขึ้น พลังที่กดไว้มิสามารถต้านไหว จึงได้แตกสลาย

หายไปรวมไปถึงเสี้ยวของดวงวิญาณส่วนหนึ่งของนาง”

“แล้วอย่างไรต่อ มันเกี่ยวข้องอันใด” เปั่ยจินเป็น

ผู้นำในการถามออกไป

“องครักษ์ของข้ากล่าวว่า มารดาของนางเป็นสตรี

ในชนเผ่าทุ่งหญ้า”

“เป็นเพราะเช่นนั้น พวกเขาจึงต้องการนาง

กลับไป” หยางคงเอ่ยออกมา

“และเพราะนางคือสตรีในคำทำนาย ที่จะสร้าง

ความรุ่งโรจน์ ให้แก่ชนเผ่าทุ่งหญ้านั้นสินะ” เปั่ยจินที่

เริ่มประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมดได้เอ่ยออกมาและคำ

ที่นางเอ่ยก็ยิ่งเพิ่มความกระจ่างแจ้งในใจของทุกคนให้

คลายข้อสงสัยลง

“และเราจะทำเช่นไรกันต่อไปดีเล่าเจ้าค่ะ” แววตา

สั่นไหวของฮวาเออร์ที่แสดงออกมา

ภาค 2 ตอนที่ 48 -ใกล้เข้ามา-

ไปั๋ฮวาหรือฮวาเออร์เอง ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือ

หวาดหวั่นว่าตนเองคือเปั้าหมายของคนร้าย

หากแต่เพราะไร้ที่พึ่งในโลกใบนี้ต่างหาก หลังจาก

ฟืนขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็นคนไร้บ้านในโลกใบใหม่

ความสามารถพิเศษใดๆ ก็ไม่มีติดตัวมา

นอกเสียจากการตื่นขึ้นของพลังในร่างกายของร่าง

เดิมที่มาอาศัยอยู่ ระดับพลังใดๆ ก็ยังมิได้ชัดเจน บิดาก็

รังเกียจ มารดาก็ไม่ปกปั้อง

ถามจริงเถอะ เหตุใดนางต้องขข้ามมิติมายังโลกจีน

โบราณเช่นนี้กัน เหตุใดไม่ให้นางข้ามไปยังโลกอนาคต

บ้าง

ก่อนตายก็ลำบาก หลังตายมาก็ลำบาก เกิดเป็น

ไปั๋ฮวา ไม่ใช่สิ เกิดมาเป็นคนข้ามภพนี่ ลำบากเสียจริง

“ในเมื่อพวกมันไม่ได้ด้วยเล่ห์ พวกมันก็ต้องเอา

ด้วยกล ข้าคาดว่าหลังจากนี้ อาจจะเกิดอะไรบางอย่าง

ตามมาก็ได้” เปั่ยจินเอ่ยออกมาจากการคาดการณ์ของ

นาง

วิถีของคนร้ายมักจะเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่ได้ตามที่มัน

วางแผนเอาไว้ ต่อให้ต้องฉุดกราชากสตรีไปกับพื้น ต่อ

ให้ต้องเสียเลือดเนื้อไปเท่าไหร่ หากยังมิได้สิ่งที่ตนเอง

ต้องการพวกมันยิ่งมิมีทางยอม

ฮวาเออร์ที่เฝั้าสังเกตการณ์มานานจึงตัดสินใจทำ

บางอย่าง

“จินเออร์เจ้าได้ยินข้าหรือไม่” ร่างบางในอาภรณ์สี

เขียวอ่อนกำลังจับจ้องไปยังคนตรงข้ามอย่างใช้สมาธิ

“เดี๋ยวนะ นี่มันเสียงของเจ้าหรือ” หญิงสาวในห้อง

มีเพียงสอง หากมิใช่เสียงของลี่เจี่ยฉงสัตว์เทพที่กำลัง

บำเพ็ญตนในมิติของนางแล้ว ก็ต้องเป็นหญิงสาว

ตรงหน้า ดวงตาหงส์เบิกกว้างและจ้องไปยังคนตรงหน้า

และตอบกลับไปทันที

“ใช่แล้วล่ะ ข้าเอง หวังว่าจะมิทำให้เจ้าตกใจ

เกินไป” ทั้งสองยังคงสื่อสารกันต่อ

“เหตุใดเจ้า…จึง” ดวงตาหงส์เบิกกกว้างอย่างสงสัย

มิใช่ว่าทุกคนที่ข้ามมิติมาจะมีพลังเช่นนี้หรอกนะ

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่หลังจากที่ฟืนขึ้นมา ทุกสิ่ง

ก็ได้เปลี่ยนไป ทั้งพลังของข้าที่ตื่นขึ้นมา การสื่อสารทาง

จิต รวมถึงมิติส่วนตัว อีกอย่างที่ข้าอยากจะบอกเจ้าใน

เรื่องของการฝึกยุทธ์ อาจจะได้มาเพราะในชาติก่อนข้า

ก็เคยเป็นบอดี้การ์ด”

“โหหห วิเศษ วิเศษจริงๆ ตาแก่พวกนั้นกำลังเล่น

ตลกอันใดกันแน่ ทำคนตายเป็นผักเป็นปลา ทั้งยังส่งไป

ยังต่างมิติมั่วซั่วแบบนี้ หากได้เจอ ข้าอยากจะรู้นัก”

เปั่ยจินสบถออกมาในใจ

ช้าก่อน ข้ามิเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากำลังเอ่ยออกมา มิช่

ว่าเจ้าเองก็…

“หืม คิดว่าเจ้าจักแน่ใจในความสงสัยของตัวเอง

เสียตั้งนานแล้ว จริงสิ ข้าว่าแล้วเชียวทำไมในปั่าม่าน

หมอกตัวเจ้าจึงดูสบายๆ ไม่มีท่าทีกังวลกับเจ้าสัตว์ร้าย

ตนนั้น อีกทั้งเจ้าสัตว์นั้นหลังจากรักษาตัวแล้วก็หายไป

เลย หึหึ”

“อืม ไม่รู้ว่าคนที่ข้ามาในโลกจีนโบราณแบบพวก

เราจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘มิติ’ กันทุกคนหรือไม่”

“ในเมื่อเจ้าเชื่อใจข้า ข้าก็มิปิดบัง ข้าเองก็มี

เช่นกัน” เปั่ยจินเองที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเอ่ย

ออกมาบ้าง

“ขอบคุณที่เจ้าเชื่อใจข้า ขอบคุณมากจินเออร์”

เมื่ออีกฝั่ายเผยความจริงออกมานางก็คล้ายจะมี

ครอบครัวจริงๆ ที่สามารถไว้ใจได้ จิตใจที่เคยกังวลและ

สับสนเริ่มผ่อนคลายลง

“ข้าแนะนำว่าเราคุยกันแบบปกติเถิด ตอนนี้คน

อื่นๆ คงกำลังสงสัยข้ากับเจ้าแต่มิกล้าขัด”

เปั่ยจินแนะนำให้สตรีตรงหน้าคุยกับนางแบบปกติ

ในเมื่อทุกคนที่นี่สามารถไว้ใจได้ เช่นนั้นแล้วจึงมิ

จำเป็นต้องปิดบัง

“เทียนหลงเช่นนั้นตอนนี้ เราก็รู้จักสามในสี่แล้ว

อีกคนเล่า เราจะตามหาจากที่ไหน” เปั่ยจินหันไปถาม

เทียนหลง อันที่จริงบุรุษที่มักจะตีหน้านิ่ง ไร้อารมณ์

และเย็นชาอยู่เสมอคนนี้ มักจะรับรู้เรื่องราว ๆ ดีๆ

มากกว่าคนอื่นตลอด

เพียงแต่เสียงที่เปล่งออกมาขัดจังหวะนั้น ทำเอาหัว

ของเปั่ยจินเกือบจะทิ่มลงไปบนโต๊ะ หากมิมีมือหนา

ของจวินเทียนหลงมาคว้าไว้ก่อน

ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทกำเสนอหน้าออกมา พร้อม

กับพูดในสิ่งที่นางมิอยากจะเชื่อ

“บุรุษที่หล่อเหลาที่สุดในแคว้นแห่งนี้ อย่างไรเล่า”

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียง บุรุษที่ที่ในอดีตเป็น

เพียงองค์ชายไร้ค่าองค์หนึ่งของราชวงศ์

คนที่ควรจะตายไปก่อนเป็นอันดับแรกๆ ในศึกการ

แย่งชิงบัลลังก์ที่ผ่านมา หากแต่เพราะความไร้ค่าที่มี ทำ

ให้เหล่าพี่น้องและศัตรูมองข้ามไป สุดท้าย พวกเขา

เหล่านั้นก็ตกตายในมือขององค์ชายผู้ไร้ค่าคนนี้

“อย่า…บอกว่า” ใบหน้างามทั้งสองนิ่งค้าง ใน

ความจริงที่เพิ่งรับรู้ สายตาที่มองไปมาสลับระหว่างเขา

และเทียนหลงนั้น ทำให้คนที่กำลังนำเสนอตัวเองถึงกับ

หมดความมั่นใจในตนเอง

“ใช่แล้ว เป็นข้าเองเจ้าจะทำไม เป็นข้าแล้วมัน

แปลกตรงไหนกัน หืม เทียนหลง เจ้าดูสตรีของเจ้า

หน่อยเถิด แมลงวันจะบินเข้าปากแล้วกระมัง หึ”

หลังจากที่กอดอกและแนะนำตนเองไปแล้ว แต่กลับมิมี

ใครเชื่อ เขาจึงนั่งลงและเอ่ยออกมา

“ตั้งแต่เมื่อใดกันเจ้าค่ะท่านพี่เทียนหลง แล้วเหตุใด

ท่านจึงมิบอกข้าสักนิด ปล่อยให้ข้าตามหาตั้งนาน”

ใบหน้างามมองไปยังคนข้างๆ และเอ่ยออกมาอย่างนึก

แง่งอน

“จินเออร์ ทุกคนมีความลับและพี่มิมีสิทธิ์นั้น พี่ทำ

ให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” นัยน์ตาสีดำสนิทราวกับไร้ก้น

บึ้ง จ้องมองมายังคู่หมายของตนเองอย่างสื่อ

ความหมาย

“หากเจ้ายังจำที่พี่เคยบอกได้ ว่าต้องห่างหายไป

จากเจ้า สิ่งนั้นก็เพื่อช่วยเฟยเฉิงมิให้ต้องตกตายลง

เพราะพี่รู้ถึงคำทำนายนั้น ดังนั้นชีวิตของเขาจึงสำคัญ”

เทียนหลงพยายามเอ่ยออกมาเพื่อให้อีกฝั่ายเข้าใจในตัว

เขามากที่สุด

แม้ว่านางจะโกรธที่เขามีความลับต่อนาง เขาจะมิ

โกรธเคืองแม้แต่น้อย แต่หากนางจะโกรธเคืองเขาจน

มองหน้ามิได้ เขาคงเจ็บปวดเจียนตาย

มือบางยกไปกอบกุมมือหนา ที่ขณะนี้กำลังประกบ

กันแน่นจากความกดดันนั้น ช่างคล้ายกันเสียจริง

อาการเช่นนี้ทำให้นางนึกถึงใครบางคน

ในชาติก่อนนั้นหากนางมีปัญหาใดที่แก้มิได้ ก็จะมี

ใครบางคนคอยจัดการให้ และหากครั้งใดที่เขาเครียด

หรือกดดันมากๆ มือทั้งสองจะมาประสานกันไว้ที่หน้า

ตักของตนเองจนแน่นและใช้เล็บจิกไปมา เพื่อดึงสติ

ตนเอง

“ใจเย็น ๆ นะเจ้าคะ ข้ามิได้โกรธเคืองหรือไม่พอใจ

ในตัวท่านแม้แต่น้อย เพียงแค่ เอ่อ…เพียงแค่ความปาก

ไวของข้ามันมีมากเกินไป” เปั่ยจินเอ่ยออกมาด้วย

น้ำเสียงเบา

กระทั่งจินหลงและหยางคงที่นั่งฟังบทสนทนานี่มา

นานถึงกับเลิ่กคิ้วให้กันด้วยความแปลกในท่าทีที่อ่อนลง

ของเปั่ยจิน ที่มักไม่ค่อยได้เห็นนัก

ภาค 2 ตอนที่ 49 -เริ่มเคลื่อนไหว-

เปั่ยจินเองมิใช่คนโง่ ทว่าความอวดฉลาดใน

บางครั้งมันก็ไร้ประโยชน์ มิว่าจะเหตุผลใด หากมิใช่

เรื่องที่เกี่ยวพันกับนางแล้ว นางมิสนใจ

“ไม่น่าเชื่อโชคชะตาหรือสวรรค์ช่างดลบันดาลให้

พวกเรามาพบกัน” ฮวาเออร์เองก็แปลกใจยิ่งนัก ที่คน

จากต่างโลกเข้ามาวิ่งเล่นในภพนี้ราวกับเป็นสนามเด็ก

เล่น

ความสงสัยของเปั่ยจินเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อนาง

กลับมาคิดว่าเหตุใดต้องเป็นพวกเขาทั้งสี่ หรือความ

เกี่ยวพันกันตั้งแต่ในโลกก่อนงั้นหรือ

หากแต่นางคงลืมไปว่าในห้องนี้มีด้วยกันหลายคน

ไม่ได้มีแค่นางเพียงคนเดียวที่สงสัย หากแต่ ต้าเฟยเฉียง

ฮวาเออร์ ไม่เว้นแม้แต่หยางคงที่ยืนฟังเหตุการณ์มา

นานก็อดที่จะมีข้อสงสัยมิได้ในความมหัศจรรย์เหล่านี้

“อะ แล้วท่านเล่า เป็นใครกัน เทียนหลง” เปั่ยจิน

หันไปถามอีกฝั่ายด้วยใบหน้าสนใจใคร่รู้

ทุกคนต่างล้วนโล่งใจไปเปราะนึงแล้ว ที่สามารถ

ตามหาคนในคำทำนายทั้งสี่ได้ หากแต่คำถามชวนสงสัย

ของเปั่ยจิน กลับทำให้ทั้งสี่และผู้ที่กำลังนั่งฟังอย่า

เงียบๆ ถึงกับชะงัก

“นี่ๆ เจ้าจะไปอยากรู้เรื่องราวแต่หนหลังของผู้อื่น

กันทำไม ยัยเด็กนี่” จินหลงเอ่ยออกมา พร้อมกับหันไป

ตะลึงตาให้อีกฝั่ายอย่างห้ามปราม

“อะไรกันเล่า ข้าเพียงสงสัยก็เท่านั้น ว่าความ

เชื่อมโยงใดจึงนำพวกเรามาอยู่ที่เดียวกัน” ใบหน้ามุ้ยต

อบกลับไป

“จะอันใดก็ช่างเจ้าเถิด ไว้เจ้าไปถามกันสองคน

เมื่อเข้าห้องหอดีหรือไม่เล่า ความลับของผู้อื่นก็ให้เขา

บอกเองเถิด”

“จะ…เจ้า เป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าขอโทษทุกคนนะเจ้า

ค่ะ” ใบหน้าขาวที่เปลี่ยนสีเป็นแดงเพราะความโกรธ

หรือเขินไม่แน่ใจนัก เอ่ยออกมา

‘เหตุใดวันนี้ข้าจึงกลายเป็นคนที่กล่าวขอโทษบ่อย

ที่สุดกันเล่า’

“มิเป็นอันใดหรอกจินเออร์ ไว้ข้าพร้อมข้าจะเล่าให้

เจ้าฟัง” นัยน์ตาดำสนิทของคู่หมั้นอย่างเทียนหลงอดที่

จะเอ็นดูในนิสัยนี้ของนางมิได้ มิว่าชาติก่อนหรือชาตินี้

“เช่นนั้น ตอนนี้ข้าว่าพวกเจ้าพักเถิด ไว้ตื่นขึ้นมา

พรุ่งนี้ เราจะได้เตรียมความพร้อมค่ายกลเสียที” จินห

ลงเอ่ยออกมา

“อืม”

ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักตามคำแนะนำของ

จินหลง ไม่เว้นแม้กระทั่งเปั่ยจินเองที่รู้สึกเหนื่อยล้าจาก

เรื่องที่ผ่านมาทั้งวันเช่นกัน

“พรึ่บ”

จินหลงปรากฏกายขึ้นภายในห้องเทียนหลง

เจ้าของห้องเองก็คล้ายกับกำลังรอคอยการมาของเขา

จึงมิแปลกใจนัก

“เหลือเวลาอีกนานหรือไม่ ก่อนผลศักดิ์สิทธิ์จะร่วง

หล่น”

จวินเทียนหลงในชุดสีขาวที่กำลังเอนหลังกับหมอน

สูง หันมายังน้ำชาภายในห้องที่จับจองโดยผู้มาเยือน

“อีกยี่สิบราตรีเท่านั้น สงครามใหญ่จะกำเนิดขึ้น

หรือไม่ คงต้องใส่ใจมากขึ้น” จวินเทียนหลงเอ่ยพร้อม

กับค่อยๆ หลับตาลงช้า ๆ

“บางครั้งข้าก็คิดนะว่าเจ้าจะทุ่มเทไปมากขนาดนี้

ทำไมกัน เทียนหลง”

“หึ ข้าเองก็มิแน่ใจนัก ว่าชีวิตชาติที่เท่าไหร่ของข้า

คือความจริง หากแต่ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายที่ข้าจะมิ

สูญเสียนางนางไป”

“ฟึบ”

ทางด้านเรือนนอนของฮวาเออร์เอง ก็กำลังมีการ

เคลื่อนไหวเกิดขึ้น

ควันขาวเบาบางได้ล่องลอยเข้าสู่ห้องของฮวาเออร์

ช้าๆ จนมั่นใจว่าคนด้านในหมดสติไปแล้ว เหล่าชายชุด

ดำจึงได้ค่อยๆ ย่างเท้าเบาเข้าสู่ตัวเรือน

มือหนายื่นไปด้านหน้าจมูกของหญิงสาว เพื่อ

ตรวจสอบการหายใจของนาง เมื่อพบว่าการหายใจเข้า

ออกของหญิงสาวสม่ำเสมอ ดั่งคนที่นอนหลับจริงแล้ว

จึงจัดการมัดมือมัดเท้าและสวมผ้าคลุมสีดำสนิทให้แก่

นาง

ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ อย่างไร้ความ

กังวลเมื่อกำลังจะเข้าสู่จุดตัดระหว่างพรมแดนของ

แคว้นทั้งสอง

ชายชุดดำใช้เวลาเกือบสามชั่วยามในการขับรถม้า

และเปลี่ยนรถม้าสลับกันไปมา เพื่อหลอกศัตรูมิให้ตาม

รถเจอ

ภายในรถม้าขณะนี้มีเพียงฮวาเออร์เพียงผู้เดียวที่

กำลังนอนหลับอยู่ตามที่ชายชุดดำต้องการ ส่วนพวกมัน

คนนึงบังคับม้า คนนึงจับดาบ และยังมีขบวนรถม้าอีก

สามคันที่ประกบหน้าหลัง แสร้งเป็นขบวนค้าขายข้าม

ชายแดน

ทว่า

สตรีที่ควรสลบมิได้สติกลับฟืนขึ้นมา ไร้วี่แววอย่าง

คนที่โดนลักพาตัวมาควรจะเป็น

ในขณะที่นางใช้ความคิดอยู่นั้นความคิดสายหนึ่งก็

พุ่งเข้ามาทันที เมื่อได้ฟังสิ่งที่ชายชุดดำพูดคุยกัน

ระหว่างทาง

ชายชุดดำผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ทหารของแคว้นจิ้น ที่

ต้องการตัวนางกลับไปตามคำสั่งของฮ่องเต้แคว้นจิ้น

ที่สามารถผ่านการตรวจตราชายแดนมาได้ง่ายๆ

นั้นมาจากสายของศัตรูที่อยู่ภายในแค้วน “เสนาบดีไปั๋”

‘นางโดนลักพาตัวมายังแคว้นจิ้นหรือนี่ แล้วนางจะ

ทำเช่นไรดี’

แคว้นจิ้นหากบอกว่าเป็นเพียงชนเผ่าทุ่งหญ้าที่

เร่ร่อนจนสถาปนาแคว้นขึ้นมาได้แล้วนั้น พื้นที่ควรจะ

เต็มไปด้วยทุ่งหญ้า

แต่หากความจริงแล้ว ระหว่างต้าเฉียงและจิ้น มี

เทือกเขาใหญ่กั้นเอาไว้ ทำให้ตลอดเวลที่ผ่านมา การศึก

ระหว่างสองแผ่นดึงจึงมิรุนแรงมากนัก หากแต่ก็

สิ้นเปลืองทรัพยากรไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน

เมื่อนางข้ามพรมแดนมาได้แล้ว รถม้าก็เคลื่อนตัว

ช้าๆ และหยุดลง ชายชุดดำทำท่าคล้ายจะปลุกนาง

ขึ้นมาเพื่อหยุดพักรถม้า

ทันทีที่ชายชุดดำเปิดม่านเข้ามานั้นก็ได้พบกับแวว

ตาใสซื่อกำลังจ้องมองเขาอยู่

“ตื่น ลงมาทานอาหาร มิเช่นนั้นข้าเกรงว่าเจ้าจะ

ตายก่อนจะเดินทางไปถึง”

“อืม” นางมิได้ดิ้นรนขัดขืนอันใด อยู่ในดงโจร

เช่นนี้ ดิ้นรนไปก็เสียเปล่า

รอบกายของนางในตอนนี้เต็มไปด้วยภูเขาสูงโอบ

ล้อม ต้นไม้ใหญ่หนาทึบสุดทาง เกรงว่าแคว้นจิ้น

ภูมิศาสตร์เป็นเช่นนี้ จึงมิเกรงกลัวแคว้นอื่นจะมาโจมตี

การพักของนางถูกขัดด้วยเสียงของชายชุดดำอีก

ครั้ง เมื่อพวกเขาบอกให้นางกลับขึ้นไปบนรถม้าเช่นเดิม

ยามเฉิน (เวลา 07.00-08.59 น.) ของวันรุ่งขึ้น

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในจวนของเปั่ยจิน ทำให้

เจ้าของจวนรับรู้ถึงความผิดปกติ

สาวใช้ที่เข้าไปปรนนิบัติฮวาเออร์ วิ่งออกมา เมื่อมิ

พบตัวนายสาว

“ยะ…แย่แล้วเจ้าค่ะ นายท่าน” สาวใช้รีบเอ่ย

ออกมา

ท่าทางรุกรี้รุกรนนั้น ทำให้คนที่กำลังฟังรู้สึกแปลก

ใจยิ่งนัก เมื่อสังเกตดีๆ กลับพบว่าสาวใช้นางนี้คือบ่าว

ของฮวาเออร์

“อันใดกัน ฮวาเออร์ เกิดอันใดขึ้นกับนาง” เปั่ยจิน

ตะโกนขึ้นมา พร้อมกับรีบเคลื่อนที่ไปยังเรือนนอนของฮ

วาเออร์ทันที ตามมาด้วยหยางคงและจินหลง

“คุณหนูหายตัวไปเจ้าค่ะ ข้าเข้ามาปรนนิบัติเช่น

ปกติ กลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า” สาวใช้อธิบาย

ออกมา ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ

“ปัง”

ภาค 2 ตอนที่ 50 ตำหนักใหญ่แคว้นจิ้น

ทั้งสามรีบวิ่งไปยังเรือนของฮวาเออร์ เสียงประตู

ห้องนอนที่ปิดอยู่โดนกราชากให้เปิดออกด้วยพลังของห

ยางคง

เปั่ยจินที่พบเพียงความว่างเปล่า เป็นไปได้ว่านาง

อาจจะกลับไปเยี่ยมบ้าน หากคิดในแง่ดีไว้ก่อน

“จินหลง หยางคง เจ้าคิดว่าฮวาเออร์นางจะหาย

ตัวไปไหนกัน…” ใบหน้าเรียวคิ้วขมวดขึ้นมา ยามที่

คิดถึงความเป็นไปได้ ดวงตางามกวาดไปรอบๆ

ห้องนอนเพื่อค้นหาความผิดปกติ

“เอ๊ะ คุณหนูขอรับนั้น…” หยางคงตะโกนขึ้นมา

หมอนใบใหญ่ เสียองศาไปเล็กน้อยยามเทียบกับ

ความเจ้าระเบียบของฮวาเออร์ เผยให้เห็นแหวนเล็กๆ

วงหนึ่งที่กำลังถูกซ่อนไว้

“แหวนคู่กายของนาง หากนางหนีไปเอง นางย่อม

เลือกที่จะถอดแหวนของตระกูลเปั่ย มิใช่แหวนที่ติดตัว

นางมา” เปั่ยจินเอ่ยออกมาอย่างใช้ความคิด

เมื่อเข้าสู่ตระกูลเปั่ย มิว่าจะเป็นสถานะใด แหวน

คือสิ่งที่นางทำขึ้นมาเพื่อมอบให้กับสมาชิกทุกคน เพื่อ

เป็นสิ่งยืนยันตัวตน

เปั่ยจินและหยางคงหันมองหน้ากันด้วยความกังวล

ใจ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่จวนของนางกลายเป็นสถานที่เที่ยว

เล่นของผู้คนภายนอก ให้สามารถเข้ามาเดินเล่นได้

ง่ายดายเช่นนี้

“หยางคงตามจวินเทียนหลงและต้าเฟยเฉิงมา”

ใบหน้างามที่ยามนี้เต็มไปด้วยความคุกครุ่น นัยน์ตาที่

ฉายชัดถึงโทสะที่เกิดขึ้น

“ขอรับ” หยางคงรับคำสั่งและรีบถอยออกมายาม

นี้คุณหนูของตนเองกำลังมีโทสะมากกว่าครั้งใด

หลังจากจัดการเรื่องนี้แล้ว คาดว่าเขาและหน่วย

ราตรีกาลคงมีบทลงโทษตามมา

“ใจเย็นก่อนเถิด คนที่จะเข้ามาในจวนแห่งนี้ได้ย่อม

มิใช่คนทั่วไป ไอสังหารของเจ้าเก็บมันเสียเปั่ยจิน” ยาม

ที่จินหลงเอ่ยออกมานั้น ดั่งพระโพธิสัตว์ที่ลงมาโปรด

ชีวิตคนไว้

เหล่าองครักษ์และหน่วยราตรีตอนนี้กำลังคุกเข่าต่อ

หน้านาง พลันสั่นไหวอย่างห้ามมิอยู่ด้วยความกลัว ไอ

สังหารที่ออกมาจากเจ้านายของตนเอง บอกให้พวกเขา

รับรู้ว่า บทลงโทษที่จะตามมาเกรงว่าคงมิได้ออกมาเจอ

โลกภายนอกอีกหลายวัน

“พรึ่บ” เสียงเข่ากระแทกพื้น

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามีความผิดใด”

“ขอรับ การคุ้มครองละหลวม เผยช่องทางแก่

คนร้าย ไม่สามารถตรวจจับความแปลกปลอมได้ ขอ

นายท่านโปรดลงโทษด้วย” หนึ่งในหัวหน้าองครักษ์เอ่ย

ออกมา

แววตาสีดำสนิทจ้องมองไปยังกลุ่มคนทั้งหมด

“กลับไปแคว้นจ้าวแล้ว ฝึกฝนตนเองในค่ายกล

ราตรีพันกาล จนกว่าข้าจะกลับไป”

“ขอรับนายท่าย”

“พรึ่บ”

จินหลงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่มิได้เอ่ยห้ามออกมา

การฝึกฝนในค่ายกลราตรีพันกาลนั้น ถือว่าเป็นสถานที่

ๆ อันตรายที่สุดสำหรับตระกูลเปั่ย

ค่ายกลถูกออกแบบมาให้ฝึกฝนผู้ที่เข้าไป จนกว่า

จะสามารถเลื่อนระดับพลังได้ ถึงขีดจำกัดของคนคนนั้น

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะไม่ได้รับทรัพยากรที่ช่วยในการ

เลื่อนระดับ

ระยะวลานานเท่านานในค่ายกลจะต้องใช้พลังกาย

และพลังใจของตนเองเท่านั้น ไม่มีตัวช่วย และสิ่งที่

โหดร้ายที่สุดนั้นคือ

ไม่ว่าในค่ายกลจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปี หากแต่เวลา

ภายนอกที่หมุนผ่านไปก็จะเป็นชั่วพริบตา ทราบเท่าที่

ผู้สร้างค่ายกลกำหนด!

ผ่านไปไม่นานนัก จวินเทียนหลงและต้าเฟยเฉียงก็

ได้มาถึงจวนของนาง ยามนี้คนทั้งสี่กำลังนั่งพูดคุยกันถึง

ความเป็นไปได้ที่คนจะหายไป

ด้านต้าเฟยเฉียงนั้น มิอาจซ้อนไฟโทสะที่กำลังสุม

อยู่ภายในอกไว้ได้ มือแกร่งกำหมัดแน่นจนดังกร๊อบ

เพื่อสะกดอารมณ์ของตนเองเอาไว้

ทว่า

โทสะที่กำลังจะระเบิดออก กลับถูกดับลงด้วย

ประโยคเพียงประโยคเดียวของเปั่ยจิน

“แหวนของคนตระกูลเปั่ย มิได้มีไว้แค่เป็นสิ่ง

ประดับ” หลังจากที่ปล่อยให้ฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงโทสะ

โหมลุกท่วมตัวแล้ว เปั่ยจินจึงเอ่ยออกมา

“อื้ม?” คิ้วหนาเลิกขึ้นมาอย่างสงสัย

แหวนประจำตัวสมาชิกภายในตระกูลเปั่ยนั้น เปั่ย

จินได้ทำขึ้นมาเองเป็นพิเศษ นอกจากจะเป็น

เครื่องหมายที่บ่งชี้ว่าคนผู้นั้นคือคนในตระกูลแล้ว

ยังใช้เป็นสิ่งติดตามตัวผู้ที่สวมใส่เช่นกัน นอกจากนี้

ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เปั่ยจินใส่ลงไปตอนสร้างมันขึ้นมานั้น

คือยามเมื่อเกิดภัยร้ายขึ้น แหวนประจำตัวจะสามารถ

สะท้อนพลังกลับไปยังศัตรูได้หนึ่งครั้ง เมื่อได้รับ

อันตราย

ยามนี้ขบวนรถม้าของชายชุดดำเดินทางมาถึงเมือง

หลวงของแคว้นจิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนภายในรถม้า

ได้ถูกนำตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งภายในพระราชวัง

แคว้นจิ้น

“คารวะคุณหนูไปั๋ฮวา เชิญคุณหนูด้านในตำแหนัก

ขอรับ ฮ่องเต้กำลังท่านอยู่”

ไปั๋ฮวามองตรงไปยังกงกงคนหนึ่งที่พูดคุยกับนาง

จากนั้นก็หันไปมองรอบๆ ตนเอง นางพบว่าในตอนนี้

ตนเองได้เข้ามาอยู่ในวังหลวงของแคว้นจิ้น ไม่เพียง

เท่านั้น

ราวกับว่าตำหนักที่นางกำลังยืนอยู่นั้นจะเป็น

ตำหนักที่กินพื้นที่มากถึงหนึ่งในสิบส่วนทีเดียว

บรรยากาศภายในตำหนักถูกตกแต่งด้วยความสวยงาม

ความหรูหราไม่ต่างไปจากพระราชวังแคว้นต้าเฉียง

แม้แต่น้อย

ด้านหน้าตำหนักยังเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ที่ยาว

ไปจนถึงด้านหลังตำหนัก สองข้างทางต่างประดับ

ประดาไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ตามแบบชนเผ่าทุ่งหญ้า

ควรจะมี

“ยินดีต้องรับคุณหนูไปั๋ฮวาเข้าสู่แคว้นจิ้น” สิ้น

เสียงของผู้มีอำนาจที่ครอบครองบัลลังก์แคว้นจิ้น เหล่า

นางกำนัลข้างกายนางและกงกงภายในห้องต่างถอยห่าง

ออกไป

ใบหน้าดิบเถื่อนจากการต่อสู้ ร่างสูงบึกบึน ผมยาว

ที่รวบไว้ด้วยการถักเปียใหญ่ห้อยลงมากลางหลัง ยิ่งทำ

ให้ฮ่องเต้ผู้นี้ดูคล้ายกับคนเถื่อนมากขึ้นไปอีก หากไม่ติด

ว่า ขณะกำลังฉลองพระองค์ในชุดผ้าไหมสีทองอร่าม

อย่างที่คนในราชสำนักสวมใส่กัน กำลังจับจ้องมาที่นาง

“ไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้แคว้นจิ้น จักกระทำการเช่นนี้

คิดจะเชิญหม่อมฉันมาพูดคุยเหตุใดจึงต้องไปยามวิกาล

เหล่า หรือมิเกรงข้าจะปฏิเสธ” ใบหน้างามที่แสดงสี

หน้าบึ้งตึงมิเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เดินเข้ามาในตำหนักใหญ่

เอ่ยขึ้น

ฮ่องเต้แคว้นจิ้นมีพราชนมายุเพียงสี่สิบชันษา

เท่านั้น หากแต่ร่างกายกลับดูอ่อนเยาว์ราวกับบุรุษที่มี

อายุสามสิบปีเมื่อเทียบกับบุรุษในวัยเดียวกันนับว่าสง่า

งาม ถือว่าเป็นปฐมกษัตริย์ที่เก่งกาจคนนึงในรัชสมัย

เดียวกัน

“ข้าเพียงมีเรื่องสนทนากับคุณหนูไปั๋ฮวาเพียง

เท่านั้น ตามความสัมพันธ์ที่เราควรมีต่อกันในฐานะชน

เผ่าทุ่งหญ้า”

น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้น แฝงไปด้วยกลิ่นอายของ

ชายชราที่มีความอ่อนโยนและใยดีในตัวบุตรหลาน ทำ

ให้คนฟังรู้สึกปลอดภัยและไร้ความระแวดระวังตัวและ

ยังสีหน้าที่เต็มแห่งความเมตตานั้นอีก ช่างเป็นคนที่

เหมาะแก่คำว่าเจ้าเล่ห์เสียจริง

“ช่างเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก ที่มีโอกาสได้มาเยือน

แผ่นดินของท่าน นับว่าช่วยเปิดหูเปิดตาข้ายิ่ง ไม่

คาดคิดว่าแคว้นจิ้นจะร่ำรวยถึงเพียงนี้ ไมตรีจิตที่ท่าน

มอบให้ข้าในครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้แน่นอนเพคะ”

นัยน์ตาใสกระจ่างจ้องมองอย่างเอาเรื่องของหญิงสาว

ส่งไปยังหยงซีฮ่องเต้

ภาค 2 ตอนที่ 51 -ความร้ายกาจของหยงซีฮ่องเต้-

หยงซีฮ่องเต้สนทนากับฮวาเออร์อีกเพียงแค่ไม่กี่

ประโยค ก็ได้ให้ทหารนำนางกลับไปยังตำหนักและ

จัดการเฝั้าไว้เช่นเดิม

แม้มิได้จับมัดราวกับนักโทษ หรือเชลยต่างแคว้น

แต่กองกำลังทหารและเหล่าขันทีมากมายที่กองรวมกัน

อยู่ด้านหน้าตำหนักแห่งนี้ ก็ทำให้นางกดดันได้ดีจริงๆ

ยามเมื่อก้าวเข้าไปในตำหนักแล้ว กลับพบกับกล่อง

ไม้งดงามใบหนึ่งวางไว้บนโต๊ะน้ำชาห่อด้วยผ้าสีแดงฝืน

บางปักลายหงส์สยายปีกเอาไว้ นางที่สังเกตเห็ฯแล้วจึง

ทำเพียงชำเลืองไปมองช้าๆ เพียงชั่วขณะและมิได้สนใจ

อีก

หากเพียงแต่นางกำนัลที่โดนส่งมาให้รับใช้นางใน

ตอนนี้ กลับหันไปมองเช่นกัน จึงเอาแต่คะยั้นคะยอ

หนักหนาให้นางเปิดกล่องใบนั้นออกมาดู

“เหตุใดคุณหนูจึงมิเปิดออกดูเล่าเจ้าค่ะ มิแน่ว่า

อาจจักเป็นของกำนัลที่ส่งมาจากองค์หยงซีฮ่องเต้ก็ได้”

นางกำนัลอายุราวสิบห้าปีเอ่ยออกมาด้วยในตากระจ่าง

ไร้เล่ห์เหลี่ยมใด

นางกำนัลผู้นี้โดนส่งมาเพื่อรับใช้นาง อาจจะรวมไป

ถึงการจับผิดและคอยควบคุมนางแทนทหาร

เมื่อฮวาเออร์ได้ยินสิ่งที่นางกำนัลเอ่ยออกมา จึง

ตอบกลับอีกฝั่ายไป

“เช่นนั้น เจ้ามิคิดหรือว่าเหตุใดของจึงวางอยู่ใน

ห้องนี้ ทั้ง ๆ ที่ข้าพึ่งกลับมาจากตำหนักของฮ่องเต้ของ

พวกเจ้า” พูดจบนางก็ใช้ให้ขันทีที่รอด้านนอก เข้ามา

ด้านในและเอ่ยบางอย่างออกไปทันที

“เจ้าช่วยนำกล่องใบนี้ไปยังคนของตำหนักใหญ่ห

ยงซีฮ่องเต้และรายงานว่าข้าขอบพระทัยสำหรับ

ของขวัญยิ่งนัก และส่งคืนพระองค์ไปเสีย” ใบหน้างาม

เอ่ยออกมาอย่างไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

ขันทีรับปากกับนางและรีบเดินออกไปทันที แม้จะ

อยากเอ่ยปากเพียงใด ก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบเท่านั้น

“คุณหนูทำเช่นนี้ ฮ่องเต้จักทรงกริ้วได้นะเพคะ”

นางกำนัลตัวน้อยยังคงเอ่ยออกมาด้วยความหวังดี เมื่อ

เห็นว่ากล่องไม้ปริศนามิถูกรับไว้

“งั้นข้าถามเจ้าหน่อย การที่ข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ข้ามา

ด้วยฐานะใดกัน”

“เอ่อ เชลยเพคะ” นางกำนัลตอบกลับมาด้วยท่าที

ติดขัด ใบหน้าก้มมองพื้น น้ำเสียงแผ่วเบา

“เช่นนั้นแล้วด้วยเหตุผลใด กล่องไม้ห่อด้วยผ้าสี

แดงปักหงส์สยายปีกชิ้นนั้นจึงมาอยู่ในห้องของข้าราว

กับต้องการแสดงความยินดี จึงมาวางอยู่ในตำหนัก

ตอนที่ข้าไม่อยู่กันเล่า”

“เออ…”

“ช่างเถิด ข้าเพียงระวังตัวไว้ก็เท่านั้นเอง สงคราม

ระหว่างแคว้นยังมิจบ ข้าเข้ามาอยู่ในดงศัตรูเช่นนี้ จะให้

ข้าไว้วางใจสิ่งใดกันเล่า”

“เจ้าค่ะ”

หลังจากพูดจบนางก็ให้นางกำนัลออกไป แล้วปิด

ประตูตำหนักทันที ยามที่เดินตามไปปิดประตูนั้นนาง

สังเกตได้ว่า เหล่าองครักษ์และทหารมีมากขึ้นกว่าเดิม

จะเพราะอันใดก็ช่างเถิด

แต่นางในตอนนี้ ต้องพยายามรักษาชีวิตตนเองไว้

ให้ได้นานที่สุด

ยามเมื่อคิดถึงบทสนทนากับหยงซีฮ่องเต้แล้ว นาง

ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที ชายคนนั้นกล่าวกับนางว่าชีวิต

ของนางและท่านแม่ รวมไปถึงตระกูลของนางอยู่ใน

เงื้อมมือของเขา

“เจ้าลองคิดดูเถิดคุณหนูไปั๋ฮวา มารดาของเจ้านั้น

เดิมทีนางควรเป็นเพียงราษฎรของแค้วนข้า หากแต่

เพราะนางมิมีใจภักดีให้กับแคว้นของตนเอง จึงได้เลือก

ที่จะหนีไปเช่นนี้สมควรหรือไม่” ชายในชุดมังกรดิ้นสี

ทองถามเอ่ยออกมา นัยน์ตาสีดำมืดจ้องมองมายังนาง

อย่างคนที่ต้องการกดดัน

“แต่นั้นมันก็เป็นสิทธิ์ของมารดาหม่อมฉันที่จะจาก

ไปยังแคว้นเพื่อแต่งงานกับบุรุษที่นางรัก” ไปั๋ฮวาตอบ

กลับไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจ แววตาแกร่งถูกส่งกลับไปยัง

อีกคนที่กำลังจ้องมองมายังนาง

หากไปั๋ฮวาตัวจริงยังอยู่ ไม่แน่ว่านางอาจจะ

หวาดกลัวไปบ้าง แต่จิตใต้สำนึกของนางในตอนนี้ที่มัน

ได้หลอมรวมกับเจ้าของร่างนี้ไปแล้ว

มันกระตุกขึ้นมาอย่างต้องการที่จะบอกว่า สิ่งที่ข้า

กล่าวออกไปคือสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมเองก็ต้องการเช่นกัน

ฮ่องเต้ชนเผ่าทุ่งหญ้ามองมายังหญิงสาวอย่างดู

แคลน พร้อมด้วยรอยยิ้มสมเพชที่ส่งกลับมายังนาง

“หลังจากที่นางได้ยินคำทำนายเช่นนั้นหรือ หึหึ”

สตรีแพศยาที่เลือกจะแต่งงานกับคนต่างแคว้น แล้วหนี

ออกไปเช่นนั้นนะหรือ ช่างสมควรตายด้วยน้ำมือของข้า

ยิ่งนัก

หยงซีฮ่องเต้ยังคงคิดว่า มารดาของไปั๋ฮวาเป็น

สมบัติของชนเผ่าทุ่งหญ้าเท่านั้น มิว่านางจะตายหรือจะ

อยู่

คนของชนเผ่าทุ่งหญ้าจะมิมีวันผสมพันธุ์ข้ามแคว้น

เด็ดขาด หากมันเกิดขึ้น ศักดิ์และฐานะของเด็กที่เกิดมา

จะอยู่ต่ำสุดของชนเผ่า ต่ำยิ่งกว่าขอทานเสียอีก เพราะ

เหตุนี้ จึงมิเคยเห็นเด็กเลือดผสม

หากมีเด็กเลือดผสมเกิดขึ้น มักจะถูกกำจัดโดยบิดา

มารดาของมันเอง หรือปิดบังไว้ให้เงียบที่สุด หากมิ

อยากเจอกับการฆ่าล้างตระกูล

“นางเพียงต้องการปกปั้องบุตรของนางมิใช่หรือเพ

คะ” ไปั๋ฮวาเอ่ยถามออกไป

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ แล้วเหตุไฉนเจ้าจึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้

เล่า ปกปั้องอะไรกัน มิใช่ว่าที่ผ่านมานางเองเป็นฝั่ายที่

ทำร้ายเจ้าหรอกหรือ” คนบนบัลลังก์สูงยังคงเอ่ยถาม

ออกมา

“ท่านแม่มิเคยทำร้ายหม่อมฉัน” แม้นางจะมิเคย

ปกปั้องข้าได้เลยสักครั้งก็ตาม

“เช่นนั้นหรือไปั๋ฮวาเอ๋ย ครอบครัวเช่นนั้น เจ้าจะ

ปกปั้องไปไยกันเล่า มิสู้ยอมเสียสละเพื่อชนเผ่าทุ่งหญ้า

แคว้นเกิดของเจ้ามิดีกว่าหรือ ข้าย่อมมีข้อเสนอที่ดี

ให้แก่เจ้า รวมไปถึงน้องชายผู้นั้นของเจ้า…”

“หม่อมฉันเกิดและโตที่แคว้นต้าเฉียง มิใช่ชนเผ่า

ทุ่งหญ้า เหตุใดหม่อมฉันจึงต้องเสียสละกันเล่า อีกทั้ง

น้องชายของหม่อมฉันมิใช่คนในคำทำนาย พระองค์จะ

รังแกเด็กเช่นนั้นหรือ”

“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าจึงยอมเสียสละตนเองเพื่อคน

แคว้นต้าเฉียงเช่นนั้นสินะ ถึงกับยอมสละชีวิตของ

ตนเองเพื่อศัตรูอย่างนั้นหรือ” แววตาดำมืดสนิทถูกส่ง

มายังไปั๋ฮวาอย่างเอาเรื่อง ไอสังหารที่ส่งมา ทำเอานาง

แทบกระอักเลือดออกมา

หากไปั๋ฮวาคนเก่าคงต้องมีช้ำในไปบ้าง เพราะไอ

สังหารที่ส่งมาราวกับว่ามิได้คำนึงเลยว่านางไร้พลัง หรือ

เรื่องที่นางโดนผนึกพลังเอาไว้ หยงซีฮ่องเต้จะยังมิรู้

ไปั๋ฮวาค่อยๆ ดันตัวขึ้นจากพื้นช้าๆ ราวกับว่าได้รับ

ผลกระทบไป หากแต่ประโยคหลังที่บอกว่านางจะต้อง

สละชีวิตนั้น ทำให้นางรู้สึกขัดขวงในใจนัก ใบหน้ามนที่

มุมปากมีรอยเลือดไหลออกมาเปรอะเปือนบางเบา เงย

หน้าขึ้นมองคนบัลลังก์แล้วกลั้นใจถามออกไปช้าๆ

“เสียสละชีวิตอันใดกันเพคะ เพียงแค่ใช่เลือด

เท่านั้น เหตุใดต้องตายกัน”แววตาว่างเปล่าของคนเจ็บ

ส่งออกไป จินเออร์และคนอื่นๆ บอกนางเพียงว่าใช้

เลือดเท่านั้นเองมิใช่หรือไงกัน

“เลือดที่ไหลมาจากหัวใจ…ของเจ้านะหรือ หึหึ”

เลือดที่ไหลออกมาจากหัวใจเช่นนั้นหรือ นางเพิ่ง

ฟืนขึ้นมาก็ต้องมาตายลงง่ายๆ เช่นนี้จะเป็นไปได้

อย่างไรกัน…

ภาค 2 ตอนที่ 52 -อดีตของมารดา-

คฤหาสน์ตระกูลไปั๋

“เพล้ง”

เสียงของวัตถุที่ตกระทบพื้นดังออกมาจากห้องโถง

ใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลไปั๋ เมื่อผู้เป็นใหญ่ทั้งสองกำลัง

มีปากเสียงกัน เหล่าข้ารับใช้ที่ออกมาอยู่ด้านนอกจาก

คำสั่งถึงกับสะท้าน

ไม่รวมถึงบุตรชายคนเล็กของตระกูลไปั๋ที่กำลังยืน

ฟังเรื่องราวเงียบๆ อยู่ด้านนอกห้องโถง ด้วยมารดาสั่ง

ไว้ว่าห้ามเข้ามา

“ไปั๋ซางท่านต้องช่วยบุตรสาวของเรา ท่านเคย

สัญญากับข้า ว่าจะดีต่อข้าและรักข้ามิใช่หรือ” ไปั๋ฮูหยิ

นลุกขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้างามอย่างหญิงสาวที่มีอายุกว่า

คนในวัยเดียวกันเชิดหน้าขึ้นและมองตรงไปยังผู้เป็น

สามีที่มีอำนาจใหญ่สุดในคฤหาสน์แห่งนี้

พยายามข่มแววตาที่สั่นไหวและขมขื่นลงไปให้ลึก

ที่สุด เพื่อต่อกรกับบุรุษตรงหน้า หากที่ผ่านมานางทำ

หน้าที่มารดาได้ไม่ดีเท่าไหร่ หรืออาจจะย่ำแย่ไปเสีย

ด้วยซ้ำในสายตาของบุตรสาว

เพียงแต่นางเชื่อว่าตนเองมิเคยมิใยดีไปั๋ฮวา หรือ

อาจจะเป็นเพราะคำทำนายนั่น ที่ทำให้นางเฉยเมยต่อ

บุตรสาวมากไป จนทำให้เหตุการณ์ล่วงเลยมาจนถึง

วันนี้

เมื่อได้พบกับสายตาที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว

พยายามปกปิดแววตาเศร้าหมองนั้น นายท่านไปั๋แม้จะ

ชะงักไปบ้างแต่ก็กลับมาตั้งสติได้ทันที

“เพื่อเหตุใดกัน มิใช่ว่าเจ้าก็รู้อยู่แล้วหรือ เรื่องราว

ของนาง มันเป็นปัญหาระหว่างแคว้น หาใช่เพียงเรื่อง

ของตระกูลไม่ ไปั๋เหริ่น เจ้าก็รู้ พี่มิต้องการให้ตระกูล

ของเราล่มสลาย” นายท่านไปั๋เอ่ยตอบกลับไปด้วย

น้ำเสียงราบนิ่ง ราวกับว่าบุคคลที่โดนลักพาตัวไปนั้น

มิใช่บุตรสาวของตนเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งของ

แลกเปลี่ยนชิ้นหนึ่ง เพียงแค่วางไว้ถูกที่ ทุกสิ่งก็จะคง

เดิม

ตาสบสายตา ไปั๋ฮูหยินทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น

ขึ้น เมื่อคิดว่าจะเอ่ยอันใดออกไป

“แต่นางเป็นบุตรของท่านและ…ข้า ท่านจะใจดำ

ปล่อยนางไปเช่นนั้นหรือ อึก ” น้ำเสียงที่คล้ายกับคน

สะอื้นไห้พยายามอดกลั้นเอาไว้เอ่ยออกมา

ไปั๋ฮูหยินรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นมารดาที่ไร้ประโยชน์

ยิ่งนัก ทำได้เพียงเอ่ยขอร้องต่อบุรุษด้านหน้าเพื่อให้

ยอมช่วยเหลือบุตรสาวของตนเอง ช่างไร้ค่าเสียจริง

“เจ้าอย่าลืมเสีย ฮูหยิน เรายังมีบุตรอีกคนและไปั๋

หยวนคือว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปของเรา เจ้าจะให้ข้า

แลกอนาคตของตระกูลเพื่อนางได้อย่างไรกัน” น้ำเสียง

ที่ออกมาจากปากของนายท่านไปั๋เริ่มทรงพลังขึ้นเรื่อย

ๆ

ไปั๋ฮูหยินจึงรับรู้ได้ทันที ว่าอีกฝั่ายพูดจริงเป็นแน่

ไปั๋ซางตอนนี้นั้น ช่างมิคล้ายบุรุษในอดีตเลย

นัยน์ตาของไปั๋ฮูหยินตอนนี้คลอไปด้วยม่านน้ำตาสี

ใสที่พร้อมจะร่วงหล่นออกมาได้ตลอดเวลา

“ท่านพี่” ยังมิทันที่นางจะได้เอ่ยอันใดออกมา

“เด็ก ๆ นำฮูหยินไปพักผ่อน” ไปั๋ซางถึงกับใช้กำลัง

ให้คนรับใช้ควบคุมตัวนายหญิงเข้าห้องนอนไปเสีย แม้

อีกข้ารับใช้จะมีได้เข้ามาแตะตัวนางก็ตาม

“ขอรับ”

“ท่านพี่ โปรดช่วยลูกของเราด้วยเจ้าค่ะ อึก อือ”

แม้ว่าไปั๋เหริ่นจะไม่อยากไปมากเพียงใด แต่ข้ารับใช้คน

สนิทที่รับรู้ได้ถึงคลื่นลม จึงทำได้เพียงกึ่งเชิญกึ่งบังคับ

นายหญิงของตนออกไป

นายท่านไปั๋มิได้สนใจเสียยงอันใดอีก เขาทำเพียง

หันหลังให้อีกฝั่ายและเอ่ยออกมาอย่างเย็นชาอีกครั้ง

“เจ้าไปพักผ่อนเถิดไปั๋ฮูหยิน หากเมื่อใดที่เจ้า

ตระหนักได้แล้วว่าสิ่งที่ข้าเลือกมันถูก เช่นเดียวกับที่เจ้า

เลือกที่จะมายังแคว้นต้าเฉียง”

ประตูปิดลงพร้อมกับฮูหยินที่กำลังเดินออกมา เมื่อ

นางเงยหน้าขึ้นกลับพบบุตรชายของตนเองที่กำลังยืน

นิ่งและขานชื่อนางออกมา

“ท่านแม่ พูดเรื่องอันใดกันขอรับ ทำไมเราต้องช่วย

พี่หญิงด้วย เกิดอันใดขึ้นกับพี่หญิงขอรับ” นายน้อย

ตระกูลไปั๋เอ่ยถามมารดาของตนเองออกไป

ก่อนหน้านี้ตนเองคิดถึงพี่หญิงใหญ่มากนัก จึงคิด

จะมาขอร้องบิดาให้ยอมยกโทษให้แก่พี่หญิง

หากแต่เมื่อมาถึง กลับได้ยินเสียงคนด้านใน

ทะเลาะกันไปมา จนกระทั่งมารดาของตนเองเดิน

ออกมาด้วยใบหน้าที่เปรอะเปือนไปด้วยน้ำตา

ในบทสนทนานั้น คล้ายกับว่าพี่หญิงใหญ่โดน

คนร้ายลักพาตัวไป แต่เหตุใดท่านพ่อจึงพูดว่าเป็น

เรื่องราวระหว่างแคว้นกันเล่า

“หยวนเออร์ พี่หญิงใหญ่ของเจ้า อึก อาจจะไม่ได้

กลับมาแล้ว แม่จะทำเช่นไรดี อึก อือ” ไปั๋ฮูหยินเมื่อได้

ยินคำถามของบุตรชาย ก็ยากที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้

อีก นางเข้าไปกอดบุตรชายและพร่ำเพ้อไปมา อย่างคน

ที่ไร้หนทาง

ข้ารับใช้ที่ได้เห็นและยืนอยู่ตอนนี้ ต่างก็สงสารและ

เวทนาในตัวของคุณหนูใหญ่ของจวน รวมไปถึงฮูหยินข

องตนเองเป็นอย่างมาก หากแต่ตนเองเป็นเพียงข้ารับใช้

จึงมิมีสิทธิ์ทำอันใด

“ท่านแม่ ใจเย็นๆ นะขอรับ เช่นนั้นเราไปขอให้

ท่านหมอที่รักษาข้า ช่วยพี่หญิงใหญ่กันดีหรือไม่ขอรับ”

“จริงด้วยสินะ อึก ขอบใจเจ้ามากหยวนเออร์”

เมื่อบุตรชายเสนอเช่นนี้ นางจึงเหมือนได้ค้นพบ

หนทางสว่าง นางยอมยอมละทิ้งครอบครัว ละทิ้งชน

เผ่า เพราะมิต้องการให้บุตรของนางคนใดก็ตามที่จะมี

คำทำนายเกิดขึ้นพบเจอกับเรื่องราวโหดร้ายเช่นนี้

แต่ในที่สุด โชคชะตาที่ธิดาเทพของชนเผ่าต้อง

เผชิญ นางกลับหนีไม่พ้น หากแต่โชคร้ายที่สุดของนาง

คงเป็นการพบเจอไปั๋ซาง นางมิคิดว่าเขาจะยอมละทิ้ง

บุตรสาวเพื่อความเจริญของตระกูลเช่นนี้

นางทำอันใดผิดกันหนักหนา เหตุใดสวรรค์จึงทำ

เช่นนี้กับนางกัน

แน่นอนว่าเมื่อประตูปิดลง คนที่ออกไปย่อม

เจ็บปวด หากแต่คนที่อยู่ในห้องต่างก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน

นายท่านไปั๋มิได้โหดร้ายหรือเลือกตระกูลไป

มากกว่าบุตรของตนเอง หากแต่เพราะต้องคำนึงถึง

ตระกูลและสนมไปั๋

กว่าที่ตระกูลไปั๋ในแคว้นต้าเฉียงจะเติบโตและ

รับมือกับศัตรูได้เช่นนี้ ย่อมสูญเสียมามากมายนัก

ยามที่เขาได้พบกับฮูหยิน ยามนั้นตนเองออกไปล่า

สัตว์ในปั่าพร้อมกับขบวนของราชวงศ์ริมปั่าม่านหมอก

ก็ได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่งที่นอนบาดเจ็บ จึงได้เข้าไป

นำตัวมารักษา

เมื่อนางฟืนไข้และหายปั่วย นางก็ได้นำมาซึ่งความ

เจริญและรุ่งโรจน์ของตระกูลไปั๋ จิตผูกกันจนก่อเกิด

ความรัก เขาและนางจึงตกลงปลงใจที่จะแต่งงานและ

อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา

หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ได้เล่าความลับให้กับเขา

ได้ฟังว่านางคือคนของชนเผ่าทุ่งหญ้า เปั้นธิดาเทพของ

เผ่าที่หนีมาก เพราะคำทำนายที่ว่า…ส่งผลให้เขาและ

นางต้องผนึกพลังในร่างกายของบุตรที่จะมาเกิด เพื่อ

ยับยั้งการติดตามจากฝังนั้น

เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ การกระทำของเขาก้ยิ่งเหิน

ห่างจากบุตรสาวมากขึ้น เมื่อหวนกลับไปคิดว่า นางจัก

นำความเดือดร้อนมาสู่ตระกูล หากแต่ไม่นานนัก ไปั๋

หยวนก็ได้มาเกิด ทำให้เขาทุ่มเทความสนใจไปยัง

บุตรชายคนเล็กมากกว่าและลืมเลือนตัวตนของ

บุตรสาวคนโตไปในที่สุด

จนกระทั่งเกิดเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา

ภาค 2 ตอนที่ 53 -ส่งข่าวผ่านไปยังแมวขาวหลง

ทาง-

แคว้นจิ้น ชนเผ่าทุ่งหญ้า

ไปั๋ฮวายังคงอยู่ในการควบคุมของแคว้นจิ้น นางใช้

ชีวิตอย่างเรื่อยเปือย มิได้เดือดร้อนอันใดมากนัก ด้วย

มั่นใจในความสามารถในการหลบหนีของตนเอง นางรู้

แค่ว่าเมื่อพลังของนางตื่นขึ้นพร้อมกับมิติลึกลับ

ความสามารถที่นางควรจะมีอย่างคนที่ข้ามมิติ หรือ

ย้อนอดีตมานางก็มี

จะให้นางหนีไปนั้นก็ง่ายเหมือนพลิกฝั่ามือ แล้ว

อย่างไรเล่า หากเมื่อนางเริ่มหนี มิใช่ต้องหนีเช่นนี้ไป

เรื่อย ๆ นางต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้ให้จบสิ้น ก่อนที่

จะทำตามแผนการของตนเองที่วางไว้ เมื่อตั้งสติได้

หลังจากฟืนขึ้นมาในโลกใบนี้

“จับตาดูนางเอาไว้และเพิ่มองครักษ์ให้มากขึ้น”

หยงซีฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา

หลังจากที่หารือเรื่องสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ

แม่ทัพคู่กายอย่างแม่ทัพฮุยซู และเหล่าขุนนางที่

จงรักภักดีกับตนเองจบ

“พะยะค่ะ เพียงแต่…กระหม่อมมีเรื่องสงสัย” แม่

ทัพฮุยซูอดไม่ได้ที่จะถามออกมา

“เจ้ามีอันใดแม่ทัพฮุยซู” รอยย่นบนหน้าผาก

ระหว่างคิ้วเด่นชัดมากขึ้น ยามที่หันไปฟังคำถามของแม่

ทัพข้างกาย

“พระองค์ให้อิสระแก่นางมากเกินไปหรือไม่พะยะ

ค่ะ กระหม่อมเห็นว่าตอนนี้นอกเสียจากนางจะมิทำอัน

ใดแล้ว แม้แต่การตกลงร่วมมือกับแคว้นก็ยังมิคืบหน้า”

แม่ทัพใหญ่พยายามเอ่ยถามออกไปด้วยอาการ

หวาดหวั่น

สำหรับหยงซีฮ่องเต้แล้ว บุรุษผู้นี้คือคนเถื่อนที่ถือ

เป็นรากดั้งเดิมของชนเผ่าทุ่งหญ้าจริงๆ แม้กระทั่ง

คำพูดยังคงต้องไตร่และตรงอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเอ่ยอ

อันใดออกมา

มิเช่นนั้นแล้วแส้หนามที่ยาวและหนาข้างกาย

อาจจะพรากศีรษะของคนคนนั้นไปทันที

“หึหึ ข้าต้องรอให้นางตกลงงั้นหรือ” หยงซีฮ่องเต้

หัวเราะออกมาเบาๆ ยิ้มเหี้ยมที่แสดงออกมา ทำให้

เหล่าขุนนางที่กำลังนั่งฟังถึงกับก้มหน้าหงุดทันที

“เป็นเช่นนั้นเอง กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ”

แม่ทัพฮุยซูตอบรับ เมื่อเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่องค์ราชาของ

พวกมันเอ่ยออกมาหมายถึงอันใด

“เช่นนั้นพวกเจ้าออกไปได้แล้ว ทำตามที่ข้าสั่งก็

เพียงพอ”

“พะยะค่ะ”

แม่ทัพฮุยซูคือที่ปรึกษาด้านสงครามและเป็นหนึ่ง

ในคนที่ฮ่องเต้แคว้นจิ้นไว้วางพระทัยมากที่สุด ผู้ที่รบ

เคียงบ่าเคียงไหล่ไปทุกพื้นที่

และยังเป็นผู้ที่ออกตามล่าตัวเทพธิดาของแคว้น

กลับมา

ตำหนักที่ไปั๋ฮวาอาศัยอยู่ตอนนี้นั้น นอกจากกอง

กำลังที่วางไว้อย่างหนาแน่นแล้ว ยังมีผู้มีพลังอีก

มากมายนักที่จัดกองกำลังตามจุดสำคัญต่างๆ ไว้ อย่าง

หนาแน่น แม้กระทั่งแมลงวันสักหนึ่งตัว คงยากที่จะบิน

เข้ามาหากมิได้รับอนุญาต

“คุณหนูไปั๋ฮวาเจ้าค่ะ ข้าน้อยขอตัวออกไปรับ

สำรับอาหารที่โรงครัวหลวงสักครู่นะเจ้าค่ะ” นางกำนัล

ตัวน้อยเอ่ยออกมา เมื่อก่อยหน้านี้ได้มีคำสั่งมาถึง

ตำหนักของตนเอง

ไปั๋ฮวาในชุดใหม่ที่ได้ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดของชนเผ่า

ทุ่งหญ้าเอ่ยขึ้นมา ในยามนี้ ผู้ใดที่เห็นนางแต่งตัวเช่นนี้

ต่างก็ลอบมองกันไปทั่ว จะว่าเป็นเพราะชุดชนเผ่าก็ไม่

ควรแตกต่างจากหญิงสาวผู้อื่นเช่นนี้

นั้นเพราะว่าชุดที่นางสวมใส่ในตอนนี้นั้นนอกจาก

จะเป็นชุดของหญิงสาวในชนเผ่าแล้วยังเป็นชุดที่มีไว้

สำหรับธิดาเทพประจำแคว้นจิ้นอีกต่างหาก

ลักษณะของชุดที่ไปั๋ฮวาสวมใส่อยู่ในตอนนี้คล้าย

กับชุดกี่เผ้า ที่เป็นเสื้อด้านบนและด้านล่างเชื่อมต่อกัน

เป็นชิ้นเดียว ปกคลุมแนบไปกับลำตัวอย่างเหมาะเจาะ

มีตะเข็บผ่าด้านข้างเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่

และเคลื่อนไหว

ในสีเฉพาะสำหรับธิดาเทพนั้นคือสีน้ำเงินเข้ม

ตกแต่งด้วยลวดลายของดอกเหมยสีแดงสด รวมไปถึง

ผ้าคลุมไหล่ที่เป็นขนจิ้งจอกสีขาวมุก นอกจากนั้นยังมี

ผ้าคลุมหน้าและมงกุฎระย้าสีขาวบริสุทธิ์

จนทำให้เหล่าผู้คนขนานนามชุดกี่เผ้านี้ว่า เทพธิดา

แห่งความตาย จากสีน้ำเงินตัดแดงที่คล้ายสีของเลือด

มาเปรอะเปือนในระหว่างการตัดเย็บ

เหล่าขันที นางกำนัล แม้จะสงสับว่าเหตุใดเชลยผู้นี้

จึงได้สวมใส่ชุดนี้ออกมา ก็มิมีใครกล้าถาม แต่นั้นก็ไม่

รวมไปถึงเหล่านางสนมและบุตรของฮ่องเต้

“หืม เหตุใดเล่า มิใช่ว่าทุกวันจะมีขันทีน้อยนำมา

ให้มิใช่หรือไง” ร่างงามในชุดเทพธิดาเอ่ยถามออกไป

ด้วยความสงสัย

ปกติแล้ว คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า หากมิมี

คำสั่งแล้ว ไม่ว่านางหรือคนที่อยู่ในตำหนักของนางก็

ล้วนแต่โดนเฝั้าระวังทั้งสิ้น

“เออ เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ หากแต่วันนี้ มีคำสั่งจาก

โรงครัวให้นางกำนัลแต่ละตำหนักออกไปรับอาหารด้วย

ตัวเอง เนื่องด้วยขันทีที่ทำหน้าที่ตอนนี้มิเพียงพอเจ้า

ค่ะ” นางกำนัลผู้น้อยเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ ไร้อาการ

พิรุธใดๆ

“หืม งั้นเจ้าไปเถอะ” เมื่อสิ้นสงสัยนางจึงปล่อยให้

อีกฝั่ายออกไปทำหน้าที่ของตนเอง

นางกำนัลตัวน้อยมุ่งตรงไปยังโรงครัวหลวง เพื่อรับ

สำรับอาหารไปยังนายของตนเอง เมื่อนางไปถึงก็ได้เจอ

กับพ่อครัวหลวงและผู้ช่วยคนใหม่ที่นางมิคุ้นเคยนัก

นางกำนัลเองก็มิได้สงสัยอันใด

“นางกำนัลตัวน้อย เจ้ามารับสำรับไปยังตำหนัก

ของเชลยใช่หรือไม่” ผู้ช่วยพ่อครัวหลวงเอ่ยออกมาราว

กับกำลังจ้องมองเหยื่อมานานแล้ว

“เจ้าค่ะ ข้าเอง”

“เช่นนั้นสำรับของเจ้าอยู่ตรงนั้นรับไปเสีย”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

เมื่อก้มลงมองสำรับอาหารที่เตรียมไว้แล้วนั้น

ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ มิใช่ว่าเชลยผู้นี้ไป

สร้างศัตรูไว้ในวังหลังหรอกหรือ

อาหารมื้อหลังๆ ของเชลยในตำหนักจึงกลายเป็น

เช่นนี้ ซาลาเปาไส้เนื้อหนึ่งลูก ผัดผักหนึ่งจาน และซุป

ไก่ตุ๋นเหลือเพียงน้ำปนเศษเนื้อไก่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เช่นนั้นนางจะกินอันใดต่อเล่า

เหล่านางกำนัลและขันทีกันเอง เมื่อรู้ว่านางต้องมา

รับใช้เชลยก็ต่างเบี่ยงหน้าหนี มิใยดีนางแม้แต่น้อย

หลังจากที่ทำใจกับอาหารในมือได้แล้วนางจึงยก

สำรับอาหารไปยังตำหนักของไปั๋ฮวาทันที

“คุณหนูเจ้าค่ะ ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

ไปั๋ฮวาทำเพียงเดินออกมายังโต๊ะอาหาร ฉับพลัน

หางตาของนางก็หันไปเห็นสิ่งที่เรียกว่า อาหารจากโรง

ครัวหลวง ใบหน้างามย่นหน้าผากและขมวดคิ้วไปมา

พลันอยากจะหันไปถามนางกำนัลเสียให้รู้ความว่า

บ้านเจ้าเรียกอาหารเหล่านี้ว่ามาจากโรงครัวหลวงงั้น

หรือ

ขนาดคนรับใช้บ้านข้ายังกินดีกว่านี้เลย

นัยน์ตาเจ้าเสน่ห์กรอกไปมาอย่างอับจนหนทาง

ตระหนักได้ว่ามิควรเร่งรีบดึงปัญหาเข้ามา ทั้งนางยัง

เป็นคนที่ไม่ได้เรื่องมากในการกิน

นางเพียงแค่แปลกใจเท่านั้น จากที่อ้ำอึ้งมาสักพัก

จึงทำใจได้และให้ข้ารับใช้ทั้งหมดออกไป เพื่อนั่งกิน

อาหารเงียบๆ คนเดียว

ข้ารับใช้ที่เหลือ จึงคิดไปเองว่าคุณหนูผู้นี้คงอ่อนแอ

จึงมิโต้แย้งและอับอายเป็นแน่ ที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้

จึงยินยอมออกไปแต่โดยดี

เมื่อยกตะเกียบขึ้นมา นิ้วเรียวพลันไปสะดุดกับข้อ

ต่อของตะเกียบ กลับพบว่ามีกระดาษแผ่นบางที่ลง

อาคมเวทย์เอาไว้ และได้เขียนบางอย่างไว้

…

“ถึงเจ้า เทพธิดาหลานรัก”

ภาค 2 ตอนที่ 54 -พบเจอญาติ-

จวนเสนาบดีฝั่ายพิธีการตระกูลเซี่ย

ตระกูลเซี่ยเป็นจวนของเสนาบดีประจำแคว้นจิ้น

หรือชนเผ่าทุ่งหญ้ามาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชนเผ่า บรรพบุรุษ

ตระกูลเซี่ยคือหนึ่งในผู้ที่ร่วมสู้รบ เคียงบ่าเคียงไหล่

ราชวงศ์จิ้น

จิ้นเฮ่อเหยาและเซี่ยโหยวหมิง แรกเริ่มเดิมทีนั้น

เป็นเพียงหนึ่งในชนเผ่าทุ่งหญ้าที่อยากให้ครอบครัวของ

ตนเองมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง

จึงได้เริ่มต้นปลุกระดมคนในชนเผ่าและต่อสู้เพื่อ

แย่งชิงดินแดนกับเหล่าสัตว์อสูรที่อาศัย รวมไปถึง ชน

เผ่าอื่นๆ อีกมากมาย

จนเมื่อสิ้นสุดสงครามอันยาวนานแคว้นจิ้นจึงได้ถือ

กำเนิด ตระกูลเซี่ยได้ให้คำมั่นต่อตระกูลจิ้นว่าจะ

ปกปั้องและดูแลราชวงศ์ไม่มีวันทรยศ

จนกระทั่งกาลเวลาเปลี่ยนผัน อำนาจที่มีในมือของ

ราชวงศ์จิ้นและเซี่ยต่างเพิ่มมากขึ้น ดั่งสุภาษิตที่ว่าเสือ

สองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันมิได้

นานวันเข้า จิ้นจึงได้ลดทอนอำนาจของเซี่ยลง

หากแต่เพราะเชื้อสายของเซี่ยคือบุคคลที่เป็นดังเทพอัน

ศักดิ์สิทธิ์ของแคว้น

แม้จะอยากลดอำนาจเพียงใด ทำได้เพียงให้

ตำแหน่งเสนาบดีฝั่ายพิธีการกับเซี่ยไป เพื่อที่จะยังให้

ธิดาเทพประจำเผ่าจากตระกูลเซี่ย ยังคงอยู่ในอำนาจ

ของจิ้นต่อไป

ห้องโถงของจวนตระกูลเซี่ย

“ท่านพ่อขอรับ ข้าได้ยินข่าวมาว่า ตำหนักของธิดา

เทพบัดนี้กลับมาเปล่งแสงโชติช่วงอีกครา” เซี่ยหย่งห

มินบุตรชายคนโตว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไป เอ่ยขึ้นมา

เมื่อวันนี้ตนเองได้รับรายงานจากสายข่าวในวังหลวง

“อืม นับว่าข่าวที่เจ้าได้ยินมาช่างไวดีนัก ถูกต้อง

แล้วละ” ชายชราในชุดสีขาวราวกับขุนนางที่เกษียณ

ตัวเองไปแล้ว หงอกสีขาวมุกที่ที่โผล่ออกมาเท่ากันทั้ง

หัว ราวกับบนบ่านั้นแบกเรื่องราวเอาไว้มากมาย ตอบ

กลับไป มิได้หันไปมองใบหน้าบุตรชายไม่

ชายชราทำเพียงก้มหน้ามองจอกชาใบโปรดในมือ

ของตนเองไปเรื่อย ๆ หาได้สนใจสิ่งที่บุตรชายเอ่ย

ออกมาเป็นพิเศษไม่

“ด้วยเหตุใดกันขอรับ” เซี่ยชิงหยู บุตรชายคนรอง

ของเสนาบดีเซี่ย เอ่ยขัดขึ้นมาระหว่างการสนทนาของ

บุคคลทั้งสอง ด้วยความสงบจิตใจไม่ไหวอีกต่อไป

ต้องกล่าวให้รู้ว่า ตำหนักธิดาเทพนั้น จะเลือกผู้เป็น

เจ้าของ หากมิใช่สายเลือดที่แท้จริง จุดสูงสุดบนตำหนัก

ที่คล้ายกับดวงดาวจะมิส่องแสงสว่างออกมาเด็ดขาด

“นั้นสิขอรับ ข้าก็มิเข้าใจ มิใช่ว่าตำหนักแห่งนั้นจะ

สว่างได้ ด้วยไฟจากผู้มีเชื้อสายของธิดาเทพหรอกหรือ”

บุตรชายคนโตยังคงเอ่ยถามออกมาด้วยใบหน้าชวน

สงสัยที่ยากจะเหลือเชื่อ

เช่นเดียวกันเมื่อมีการก่อตั้งแคว้นขึ้นมา หนึ่งเป็นผู้

กุมอำนาจ อีกหนึ่งบุรุษเป็นผู้ชี้ชะตาเคียงข้าง จาก

ตำนานที่กล่าวไว้ว่า ได้มีผู้มีพลังวิเศษอยู่เบื้องหลังแคว้น

จิ้ง จึงทำให้รุ่งโรจน์ได้ถึงทุกวันนี้

ตำหนักเทพก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ ผู้วิเศษได้ทิ้งไว้ให้

ตระกูลเซี่ย ตามคำบอกเล่าสืบต่อรุ่นต่อรุ่นที่ว่า ตำหนัก

เทพจะเป็นดั่งความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ทราบเท่าที่

สายเลือดของคนตระกูลเซี่ยมิจางหายไปจากแผ่นดินจิ้น

จุดสูงสุดของตำหนักเทพได้มีผู้วิเศษลงอักขระ

อาคมเอาไว้มาเนิ่นนาน เมื่อมีธิดาเทพถือกำเนิดและ

ประจำ ณ ที่แห่งนี้ วัตถุเสมือนดวงดาวที่ปลายตำหนัก

จะเปล่งแสงสว่างในยามที่มืดมิด

ดั่งไฟเพลิงของหงสาเพลิงที่ไม่มีวันดับมอดลง

“ท่านพ่อมั่นใจได้อย่างไร ว่านางคือสายเลือดของ

ตระกูลเราขอรับ” เซี่ยชิงหยูที่ยังคงนึกสงสัยเอ่ยถาม

ออกมา

นายท่านเซี่ยมองไปยังบุตรชายคนรองที่ไม่ได้รู้

เรื่องราวมากมายนัก ด้วยความเหนื่อยหน่ายจิตใจเต็มที

ใครใช้ให้เขามีบุตรที่ไม่ได้สนใจโลกเช่นนี้กัน

“หยงซีฮ่องเต้แม้จะเป็นทรราชโดยสมบูรณ์แบบ

หากแต่เรื่องสติปัญญาและความเหี้ยมโหดนั้น มิได้เป็น

เรื่องไร้ที่มา อีกทั้งตำนานคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเสมอ” นาย

ท่านเซี่ยเอ่ยออกมา

“เช่นนั้นท่านพ่อและท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไปขอรับ

หากสตรีในตำหนักคือบุตรสาวของน้องเล็กจริงๆ” เซี่ย

ชิงหยูเอ่ยออกมา ใบหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความ

คาดหวัง น้ำเสียงที่แปลกไป เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้

คุณชายใหญ่เซี่ยนั้น คล้ายจะรับรู้อยู่แล้วว่าบิดา

ตนเองมิเคยลืมเลือนบุตรสาวคนนี้แม้แต่น้อย

คาดว่า เมื่อครานั้นก็เป็นบิดานั้นเองที่ปล่อยให้น้อง

เล็กหนีไปได้

เช่นนั้น เมื่อสตรีในตำหนักคือหลานในสายเลือด

ยิ่งเป็นทายาทของน้องเล็กแล้วละก็ บิดของเขาผู้นี้ยิ่ง

ต้องลงมือจัดการบางสิ่งบางอย่างไปแล้วเป็นแน่

“เรื่องนั้น ข้าลงมือไปแล้ว” ใบหน้าชราเอ่ยตอบ

ออกมาอีกครั้ง สายตาชราที่ยังคงความเด็ดเดี่ยวนั้น

จ้องมองไปยังบุตรชายคนรอง ในคำถามที่อีกฝั่ายเอ่ย

ออกมา

นายท่านเซี่ยพิจารณาใบหน้าของบุตรชายทั้งสอง

ชั่วครู่ ก่อนจะหลีกสายตาไปยังจอกชาอีกครา ทำราว

กับว่ามิได้สนใจในสิ่งที่ทั้งสองพูดเท่าใดนัก หากแต่เอ่ย

ถามอันใดมา ตนเองก็จะตอบไปเท่านั้น

ภาค 2 ตอนที่ 55 -เชื่อมต่อผ่านจิตวิญญาณ-

กระทั่งใบหน้าของบิดายามนี้ บุตรชายคนรองยังคง

มองมิออก ริมฝีปากกล้ายังคงเอ่ยเรื่องราวออกมามิหยุด

หย่อน

“ท่านพ่อ ทำเช่นนี้จะมิเป็นการก่อความเดือดร้อน

แก่ตระกูลหรือขอรับทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า

สตรีนางนั้นคือบุตรสาวของน้องเล็กจริงๆ”

คุณชายใหญ่ที่สุดจะทนกับความตื้นเขินของ

น้องชายตนเองเอ่ยออกมา ทุกราชวงศ์จจักมี

ความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่สามารถแสดงออกมาได้

เช่นราชวงศ์จ้าวจะมีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสมาชิกของ

ราชวงศ์คือหงส์สยายปีก

และเช่นเดียวกันตระกูลเซี่ยแม้จะมิใช่ราชวงศ์

หากแต่เซี่ยได้รับสายเลือดของเทพแห่งแคว้นมา เช่นนั้น

สายเลือดตระกูลเซี่ยจะมีสัญลักษณ์ของดาวห้าแฉก ณ

ตำแหน่งหลังต้นคอ และหากว่าเป็นธิดาเทพ สัญลักษณ์

ดาวห้าแฉกสีเลือดของสตรีผู้นั้น จะแสดงออกมากลาง

หน้าผากของนางดั่งดวงตาที่สามของเทพ

“ข้าอยากพักผ่อน พวกเจ้าออกไปได้แล้ว” เขา

เรียกบุตรชายทั้งสองมาเพื่อรับรู้เรื่องราวเท่านั้น หาใช่

ต้องอธิบายสิ่งใด

บุตรชายทั้งสองเมื่อได้ยิน ก็คิดจะเอ่ยคำค้าน

ออกมา เพราะยังคงอยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ หากแต่สี

หน้าของบิดาที่เปิดเผยออกมานั้น

“แต่ว่าท่านพ่อ…ขอรับ” เซี่ยชิงหยูอ้าปากจะเอ่ย

ค้าน หากแต่สายตาที่ส่งมา เขาจึงเลือกที่จะกลืนคำพูด

นั้นลงลำคอไปและสงบลงแต่โดยดี

เช่นเดียวกับพี่ใหญ่ของตนเอง

“ข้าลาขอรับท่านพ่อ”

‘เหริ่นหราน บิดาหวังว่า บุตรสาวของเจ้าจะ

แข็งแกร่งพอที่จะก้าวผ่านไปได้ เช่นเดียวกับเจ้า’ นาย

ท่านเซี่ยรำพึงออกมาเบาๆ แล้วหลับตาลง

“ท่านตางั้นหรือ ข้าไปมีท่านตาทั้งแต่เมื่อใดกัน

หากความทรงจำในร่างนี้มิผิดเพี้ยนไป ไปั๋ฮูหยินมิเคย

เอ่ยถึงตระกูลเก่าของตนเองเลยมิใช่หรือไงกัน”

จดหมายฉบับน้อยถูกคลี่ออกอ่าน เมื่ออ่านจบ สาร

ที่ส่งก็มาได้สลายไปเหลือเพียงกลีบเหมยฮวาร่วงหล่น

เพียงหนึ่งเท่านั้น

แคว้นต้าเฉียง

หลังจากที่ไปั๋ฮวาโดนลักพาตัวไปแล้ว เมื่อ

คาดการณ์เวลาที่ล่วงเลยมา ก็เหลือเพียงอีกไม่กี่ราตรี

หมุนผ่านเท่านั้นเอง ที่จะใกล้เข้าสู่สงครามในรอบหลาย

ร้อยปีนี้

“เช่นนั้นเราจะทำเช่นไรดีเล่า” จู่ ๆ เปั่ยจินก็เอ่ย

ถามออกมา ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งเงียบๆ ในห้อง

รับรอง

หยางคงที่ได้ยินเช่นนั้น จึงเลิกคิ้วหันหน้าไปมองอีก

ฝั่ายด้วยความแปลกใจและถามออกไป

“เรื่องคุณหนูไปั๋ฮวาหรือขอรับ”

เพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ เปั่ยจินไม่เพียงไม่

เอ่ยถึงเรื่องของไปั๋ฮซา ทั้งยังทำราวกับว่าเป็นแค่เรื่อง

เล็กน้อยเช่นการกลับไปเยี่ยมญาติต่างแคว้นเสียเช่นนั้น

ทำเอาหลายคนในที่นี้ ต่างสับสนกับท่าทีของนาง

ไปตามๆ กัน เว้นก็เสียแต่จวินเทียนหลงผู้นั้นที่หาสนใจ

สิ่งใดไม่ แต่ทำตัวราวกับคนมีงานมีการให้วุ่นวาย

ตลอดเวลา

ความจริงแล้วก็เป็นเช่นดั่งที่ทุกคนคิด จวินเทียน

หลงนั้นหาสนใจสิ่งใดไม่ในตอนนี้ แม้กระทั่งชีวิตของ

ไปั๋ฮวา

หากแต่สิ่งที่เขากำลังสนใจในตอนนี้นั้น คือสิ่งที่มี

เพียงเขาและจินหลงรับรู้กันเพียงสองคนเท่านั้น

นั้นคือการหาหนทางล้างอักขระที่ต้องใช้เลือดของ

ผู้ที่อยู่ในการทำนาย

ว่าเลือดต้องมาจากหัวใจของคนในคำทำนาย!

“เปล่าเจ้าค่ะ มิใช่เรื่องนั้น แต่เป็นเรื่องที่เจ้าฮ่องเต้

แคว้นต้าเฉิง มิยอมกลับเข้าวังหลวง ทั้งยังหอบราชกิจ

ทั้งหลายมานั่งทำที่ร้านของเราเช่นนี้” คิ้วเรียวบาง

ขมวดแน่นยามเอ่ยชื่อและหันไปมองยังจุดตำตาของ

นาง

ภายในห้องรับรองมุมหนึ่งของร้านคาเฟยหลิงเต็ม

ไปด้วยกองราชกิจมากมายที่โดนหอบหิ้วมาจากวังหลัง

เพื่อให้ฮ่องเต้แคว้นจิ้นได้มีเวลาดูแลบ้านเมืองและหัวใจ

ของตนเอง

“ข้าเบื่อขี้หน้าเจ้าค่ะ” ไม่เข้าใจหมอนั้นจริงๆ มายุ่ง

วุ่นวายกับห้องรับรองของข้าทำไมกัน ห้องอื่นก็มีตั้งมาก

ตั้งมาย

พูดจบก็สะบัดหน้าหนี ไปยังจวินเทียนหลง

ส่วนทางด้านหยางคงนั้น ก็ได้แต่ถอนหายใจ

ออกมา เมื่อคุณหนูของตนเองมิได้เดือดเนื้อร้อนใจกับ

อันใดนัก

ถึงอย่างไรก็ตาม คุณหนูของเขาถึงจะดูเช่นนี้

หากแต่ก็สามารถพึ่งพาได้เสมอ แต่ตอนไหนนั้น

ก็คงต้องแล้วแต่อารมณ์และสิ่งแลกเปลี่ยน!

“โถ่คุณหนู ข้าก็คิดว่าท่านจะทำอันใดเสียอีก” เส้น

เลือดตรงขมับของหยางคงเต้นดังตุบตุบในความจริงจัง

ของคุณหนูตนเอง

“ทำอันใดกันเจ้าค่ะพี่หยาง” สายตาที่บรรจบอยู่

ตรงใบหน้าของคู่หมายเปลี่ยนทิศทางมายังคนสนิท

ทันที

“ก็เรื่องของฮวาเออร์อย่างไรเล่าขอรับคุณหนู หรือ

ท่านคิดจะปล่อยนางไปทั้ง ๆ ที่เป็นเช่นนี้” อันที่จริงเขา

เองก็มิได้เดือดร้อนอันใดมากนักกับเรื่องที่คนหายตัวไป

เช่นนี้

“ข้าดูเป็นคนโหดร้ายเพียงนั้นเลยหรือเจ้าค่ะ”

นัยน์ตาใสกระจ่างของจินเออร์หันกลับมามมองอีกฝั่าย

อย่างเอาเรื่อง

นางจะดูเป็นคนโหดร้ายเช่นนั้นในสายตาของจวิน

เทียนหลงมิได้หรอกนะ หึ!

“โถ่ คุณหนู ข้าเปล่าหมายความว่าเช่นนั้นนะขอรับ

ข้าเพียงน้อยเพียงเป็นห่วงนาง อีกทั้งในตอนนี้นางยยัง

ได้ชื่อว่าเป็นคนของตระกูลจ้าวมิใช่หรือ” หยางคง

พยายามอธิบายให้เจ้านายของตนเองเข้าใจ

“เหลือเพียงสิบห้าราตรีเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไร ทั้ง

หยงซีฮ่องเต้หรือฝังเรา ก็ต้องไปเจอกันที่ปั่าม่านหมอก”

จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา เมื่อเห็นสายตาของต้าเฟย

เฉียงหันไปมองคนรักของตนเองอย่างสงสัยเช่นเดียวกัน

เมื่อคนที่เงียบมานานสองนานเอ่ยปากขึ้นมา เปั่ย

จินก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่า แม้การกระทำของอีกฝั่ายจะ

คล้ายมิใส่ใจนางมากนัก แต่อย่างไรทุกการกระทำก็อยู่

ในสายตาของเขาเสมอ

“เจ้าหมายความว่า ให้เรารอเช่นนั้นหรือ” ต้าเฟย

เฉิงที่ได้ยินเช่นนั้น จึงเงยหน้าขึ้นจากราชกิจที่กำลังอ่าน

อยู่ทันที

เขาเองก็รออยู่เหมือนกัน กำลังรอว่าเมื่อใด จวิน

เทียนหลงและจ้าวจินเออร์จะเอ่ยช่วยเหลือฮวาเออร์

เสียที

ที่เขามานั่งที่นี่ ก็เพื่อรอเรื่องนี้ เพราะเขามิสามารถ

กดดันทั้งสองได้

“เรื่องนั้น เราก็รอมิได้” จวินเทียนหลงยังคงเอ่ย

ออกมา

“อีกสามวันเราจะเดินทางไปยังแคว้นจิ้น เพื่อ

ช่วยเหลือนางท่านมิต้องเป็นห่วง” เปั่ยจินเอ่ยออกมา

เพื่อคลายความสงสัยให้แก่ทุกคน

นางได้ส่งพลังไปยังแหวนประจำตระกูลแล้ว

ปรากฏว่าทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพปกติ ฮวาเออร์ยังคง

ปลอดภัยดี และดูเหมือนว่าจะมีเรื่องราวบางอย่างที่รอ

เวลาให้ฮวาเออร์จัดการเช่นกัน

นางจึงยังคงรออยู่ที่นี่ ปัญหาของผู้ใดผู้นั้นย่อมต้อง

จัดการเอง

“ขอบคุณเจ้ามากที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนาง”

“อืม ส่วนท่านมิใช่ว่าตอนนี้เสนาบดีซูเริ่ม

เคลื่อนไหวแล้วมิใช่หรือ”

เปั่ยจินเอ่ยออกมา ทำให้ต้าเฟยเฉียงฮ่องเต้ เปลี่ยน

สีหน้าไปทันที ศึกในก็ใกล้เข้ามา ศึกภายนอกก็มิอาจ

เลี่ยง

ภาค 2 ตอนที่ 56 -จัดการกบฏ-

ฉีกงกงเดินเข้ามาในห้องบรรทมของต้าเฟยเฉิง

ฮ่องเต้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทำเอาต้าเฟยเฉิงที่นั่งอยู่บน

เตียงบรรทมหันมามองฉีกงกงด้วยความสนใจในสีหน้า

นั้นทันที

นานเท่าใดแล้วที่ใบหน้าของบุรุษผู้นี้มิเคยจะ

ปรากฏรอยย่นบนหน้าผากให้เห็นเด่นชัดขนาดนี้กัน

“ฉีกงกง เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้

ถามออกไป

“ฝั่าบาท เกิดกบฏขึ้นที่ชายแดนตะวันตก” ฉีกงกง

รีบกล่าวออกมา ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสิ่งที่

นอกเหนือ จากการคำนวณของเขา

ฉีกงกงไม่ได้คาดคิดว่าแคว้นจิ้นจะก่อสงครามขึ้น

ทันทีทันใด หรือนี่จะเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำ

“กบฏหรือ? เหตุใดจึงเกิดกบฏขึ้น?” ต้าเฟยเฉิง

ฮ่องเต้ถามด้วยความแปลกใจ หากแต่จะตกใจไม่นั้น ก็

ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นไปเสียทีเดียว

สิ่งที่ฉีกงกงไม่รู้ นั่นคือการก่อสงครามริมชายแดน

ตะวันตกของ แคว้นย่อมอยู่ในการคาดการณ์ของอยู่

แล้วต้าเฟยเฉิง

มิเช่นนั้น การก่อกบฏในวังหลวงของตระกูลซูที่

กำลัง จะเกิดขึ้นอาจจะล้มเหลวก็เป็นได้

สนทนากันได้ไม่นานนัก การปรากฏตัวของจินหลง

คนข้างกายของ เปั่ยจิน ก็ได้สร้างความแตกตื่นให้กับ

องครักษ์เงาภายในห้องบรรทมทันที

“นักฆ่า คุ้มครองฮ่องเต้” เสียงตะโกนที่ดังขึ้น

ของต้าซวงและมู่หลิว องครักษ์ข้างกายปรากฏตัว

ออกมา พร้อมกับเตรียมต่อสู้

หากแต่ม่านพลังที่สร้างขึ้นของจินหลง กลับทำให้

ทั้งคู่กระเด็นออกมาก่อนที่จะกระอักเลือดคำโต

“โถ่ จินหลง เจ้าจะปราณีคนของข้าหน่อยมิได้หรือ

ไร” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ที่เห็นเช่นนั้น จึงชี้นิ้วมือไปยังจินห

ลงและเอ่ยออกมาอย่างโมโห

เพียงสะบัดมือเบาๆ หนึ่งครั้ง ม่านพลังอัน

แข็งแกร่งก็ได้หายไป พร้อมกับต้าเฟยเฉิงที่เดินออกมา

เพื่อกั้นกลางระหว่างจินหลงและองครักษ์ของตนเอง

ยามที่องครักษ์ทั้งสองตั้งสติ และหันไปมอง

เหตุการณ์รอบตัว และใบหน้าด้านหลังฮ่องเต้ของ

ตนเอง

จึงพบว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าคือนายท่านจินหลง ซึ่ง

เป็นคนข้างกายขององค์หญิงจ้าวจินเออร์คู่หมั้นของ

นายท่านจวินเทียนหลงนั้นเอง

หากจะถามว่าเหตุใดองค์รักษ์เงาถึงสองคนจึง

รับมือกับจินหลงมิได้ ล่ะก็ ต้องบอกก่อนว่าในโลกนี้

หากนับจินหลงเป็นสอง ย่อมไม่มีหนึ่ง

หากแต่เปรียบระหว่าง จินหลงกับมนุษย์ ก็คง

คล้ายกับการเทียบ มนุษย์กับเทพเช่นกัน

“เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน ข้าไม่ยักจะรู้ว่าเจ้าชอบ

มาเที่ยวเล่นบ้าน ของผู้อื่นยามดึกดื่นอยู่เป็นนิจ”

ต้าเฟยเฉียงฮ่องเต้เอ่ยออกมา

จากนั้นจึงสะบัดมือเพื่อส่งสัญญาณให้องครักษ์เงา

ออกไป พร้อมกับเดินไปนั่ง

ฉีกงกงเองก็คล้ายรู้หน้าที่จึงเดินไปรินน้ำชาให้นาย

ของตนเองและแขกที่มิได้รับเชิญเช่นเดียวกัน

จินหลงเองก็อยากจะกลับไปนอนเต็มที่ จึงมิได้

สนใจที่จะยกจอกน้ำชาใบงามขึ้นมาลิ่มลองไม่ จึงเลือก

ที่จะเอ่ยเรื่องราวออกมาทันที

“เปั่ยจินให้ข้ามาเตือนเจ้า มิใช่เพียงแค่แคว้นต้า

เฉียงเท่านั้น เท่าที่เกิดการสงครามขึ้นที่ชายแดน

หากแต่แคว้นอื่นๆ อย่างแคว้นจ้าว และแคว้นของจวิน

เทียนหลงก็เกิดสงครามขึ้นเช่นเดียวกัน

“อืม ขอบคุณเจ้ามาก ฝากไปบอกจินเออร์ด้วยว่า

ข้าจะรีบจัดการเรื่องกบฏในวังหลวงให้เสร็จโดยไว แล้ว

จะรีบไปพบ”

“อืม”

จินหลงจากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงประโยคคำสั่งอีก

หนึ่ง นั้นคือ

“หากเจ้ามิสามารถแก้ไขปัญหาวังหลังของเจ้าให้

เสร็จสิ้นภายใน สองวันแล้ว ข้าจะเผาวังของเจ้าเสีย!”

“ฉีกงกง เจ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดสงครามชายแดน

ตะวันตกจึงตั้งรับได้เชื่องช้ายิ่งนัก” นิ้วเรียวงามไล่ไปยัง

ขอบจอกชาช้าๆ อย่างคนที่กำลังใช้ความคิด

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้ว ต้าเฟยเฉิงก็

รับรู้ได้ทันทีว่าชายแดนตะวันตกกำลังมีปัญหา

เรื่องยุทธศาสตร์และแผนที่ตั้งที่กำลังรั่วไหล

“ข้าน้อยไม่ทราบแน่ชัด แต่ข้าน้อยได้รับการ

รายงานว่า สงครามในครั้งนี้ นำโดยขุนพลคนหนึ่งนาม

ว่า หลิวเทียน” ฉีกงกงกล่าว ในสิ่งที่รู้ออกไป ซึ่งคิดว่า

สามารถคลายข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดสงครามชายแดนของ

แคว้นจึงยืดเยื้อเช่นนี้

“หลิวเทียน? เขาเป็นใครกัน?” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้

ถามออกมา ด้วยมิคุ้นชื่อของทหารผู้นี้แม้แต่น้อย

“หลิวเทียนเป็นอดีตขุนพลของแคว้นต้าเฉียง แต่

เขาถูกปลดจากตำแหน่งเนื่องจากความประพฤติมิชอบ

พะยะค่ะ” ฉีกงกงกล่าว

หลิวเทียนเป็นอดีตขุนพลของแคว้นต้าเฉียงที่โดน

ปลดออกไป เนื่องจากประพฤติมิชอบ แต่ใครจะคิดเล่า

ว่า หลังจากที่เขาออกไปแล้ว ได้ไปเข้ากับแคว้นจิ้น เป็น

ศัตรูกับแคว้นบ้านเกิดของตัวเองเช่นนี้

“เช่นนั้นจึงกล้าก่อกบฏหรือ? มันเป็นคนของใคร

กัน?” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้กล่าวด้วยโทนเสียงเข้ม

เมื่อให้นึกขึ้นได้เขาก็จำได้แล้วว่าหลิวเทียนผู้นี้ เขา

เป็นคนปลดมันเองในสงครามครั้งล่าสุดที่เขาเป็นคนนำ

ทัพ

นั่นคือการยึดราชบัลลังก์จากกบฏ

“หลิวเทียนเป็นคนมุทะลุและทะเยอทะยาน เขา

ต้องการขึ้นครองแคว้นต้าเฉียงแทนพระองค์” ฉีกงกงก

ล่าว

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้หลิ่วเทียนผู้นี้ ยอมสละเลือด

เนื้อของตนเอง เพื่อเป็นกบฏกับแคว้นบ้านเกิดของ

ตนเอง

ก็คือการที่ฮ่องเต้แคว้นจิ้น กล่าวไว้ว่า เขาจะได้ขึ้น

เป็นฮ่องเต้ของแคว้นต้าเฉียง

หากการก่อกบฏครั้งนี้สำเร็จ

แต่มันคงไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดกันที่จะยินยอมให้คนที่

ทรยศหักหลัง แม้กระทั่งบ้านเกิดของตนเองขึ้นเป็นผู้

ครองบัลลังก์

และสิ่งที่จะตามมาในภายหลัง ก็คงตรงกับสำนวน

ที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคสึกเสร็จศึกฆ่าขุนพล”

เพียงแต่ขุนพลในสายตาของฮ่องเต้แคว้นจิ้น จะ

เป็นเพียงเบี้ยมากตัวเล็ก ๆ ที่สามารถทิ้งเมื่อใดก็ได้จริง

หรือ

“หึ! มันคงคิดว่าข้ามองแผนการปันหัวเช่นนี้มิออก

ข้าจะมิยอมเสียเวลาเด็ดขาด” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้กล่าว

ออกมาน้ำเสียงและท่าทีนั้น

ส่งผลให้คนที่อยู่รอบๆ รับรู้ได้ถึงคลื่นพลัง ที่เผลอ

ปล่อยออกมาอย่างมิทันทีอย่างมิทันตั้งตัว

“ข้าน้อยจะส่งกองทัพไปปราบปรามกบฏทันที” ฉีก

งกงกล่าว

“ดีแล้ว เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด หากแต่มิ

จำเป็นต้องให้คนของเรา เคลื่อนทัพจากที่อื่น เพียงแค่

ควบคุมสถานการณ์ไว้ให้ได้ก็พอ ข้าคิดว่านี่คงเป็นแผน

ล่อเสือออกจากถ้ำเป็นแน่ เป็นเพียงแค่การล่อซื้อเล็กๆ

เท่านั้น” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา

ฉีกงกงเดินออกไปจากห้องบรรทม

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า

เขารู้ว่าการปราบปรามกบฏครั้งนี้จะเป็นงาน

ยากลำบาก แต่เขาต้องทำให้สำเร็จเพื่อรักษาแคว้นต้า

เฉียงไว้

เพื่อฮ่องเต้ตัวจริง!

ภาค 2 ตอนที่ 57 -เริ่มต้นสงครามระหว่างแคว้น-

ชายแดนตะวันตก

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมาบนทุ่งหญ้ากว้าง

ใหญ่ หยดน้ำค้างสีแดงเปล่งส่องประกายไปทั่วผืนหญ้า

บริเวณชายแดนตะวันตกแคว้นต้าเฉียง กองทัพ

แคว้นต้าเฉียงและทหารแคว้นจิ้นกำลังสู้รบกันอย่าง

ดุเดือด

แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงหนึ่งคืนแล้วก็ตาม ยังไม่มีที

ท่าว่าสงครามจะยุติลงหรือแม้กระทั่งการพักรบ

“โจมตี!” หลิวเทียนตะโกนสั่งการ

ทหารแคว้นจิ้นต่างพากันโห่ร้องและบุกเข้าโจมตี

กองทัพแคว้นต้า-เฉียง ทหารทั้งสองฝั่ายต่างฟันดาบ ยิง

ธนู และขว้างหอกที่มีพลังปราณใส่กัน เสียงการต่อสู้ดัง

ก้องไปทั่วบริเวณ

“ตู้ม”

“เคร้ง”

“อ๊ากก”

“แคว้นจิ้น! พวกเจ้าจะต้องแพ้สงครามครั้งนี้!” ผู้นำ

กองทัพแคว้นต้าเฉียงตะโกนสั่งการ

“เฮ้!”

ทหารแคว้นต้าเฉียงต่างพากันสู้อย่างกล้าหาญ

พวกเขาต่อสู้เพื่อปกปั้องแคว้นต้าเฉียงจากการรุกรานใน

ครั้งนี้

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเป็นเวลาหลาย

ชั่วโมง ทั้งสองฝั่ายต่างสูญเสียกำลังพลเป็นจำนวนมาก

จนในที่สุด ทหารแคว้นต้าเฉิงสมทบจำนวนหนึ่ง

เดินทางมาถึง ทหารแคว้นจิ้นได้รับคำสั่งให้ล่าถอย

ออกไป

“ถอย!” หลิวเทียนตะโกนสั่งการ

ทางด้านของผู้นำทัพแคว้นต้าเฉิง เมื่อเห็นเช่นนั้น

จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะบุกฝั่ายตรงข้ามและจับตัวกบฏ

กลับมาลงโทษ

“ฆ่าพวกมัน! จับเป็นหลิวเทียน” ผู้นำกองทัพ

แคว้นต้าเฉียงตะโกนสั่งการ

ทหารแคว้นต้าเฉียงต่างพากันไล่ตามกองกำลังจาก

แคว้นจิ้นที่เหนื่อยล้าและมีน้อยลงจากการต่อสู้

สงครามสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของกองทัพแคว้นต้า

เฉียง หลิวเทียนถูกจับตัวไปพร้อมกับทหารกบฏอีก

จำนวนหนึ่ง

“พวกเจ้าแพ้แล้ว จงยอมจำนนต่อแคว้นต้าเฉียงเสีย

เถิด” ผู้นำกองทัพแคว้นต้าเฉียงกล่าว

ทหารกบฏต่างพากันส่ายหน้าด้วยความไม่ยอมแพ้

หากแต่ทำอันใดมิได้ นอกจากถอยทัพกลับไป เมื่อผู้นำ

ทัพในครั้งนี้ โดนจับกุมไปแล้ว

ผู้นำกองทัพแคว้นต้าเฉียงส่งทหารไปคุมขังหลิว

เทียนและทหารกบฏที่เหลือ

มิเพียงแค่สงครามชายแดนแคว้นต้าเฉียงเท่านั้นที่

ได้สิ้นสุดลง หากแต่แคว้นจ้าวและแค้วนเฉียนเอง ก็

สิ้นสุดลงเช่นกัน

ณ ท้องพระโรง วังหลวงแคว้นต้าเฉียง

ฮ่องเต้ทรงประทับบนบัลลังก์ ฉีกงกงยืนขนาบข้าง

กาย เหล่าขุนนางและกบฏหลิวเทียนยืนอยู่เบื้องหน้า

ท้องพระโรง

“ฝั่าบาท กองทัพของเราได้ปะทะกับกองกำลัง

ทหารแคว้นจิ้น ทั้งสองฝั่ายต่างสู้รบกันอย่างดุเดือด แต่

กองทัพของเราได้ชัยชนะพะยะค่ะ” แม่ทัพชายแดน

ตะวันตกเอ่ยขึ้นมา

“ดีมาก” ฮ่องเต้ทรงกล่าวด้วยพระพักตร์เปียมสุข

จากนั้นจึงหันไปมองยังหลิวเทียนที่ตอนนี้คุกเข่าอยู่กับ

พื้นท้องพระโรง

“ทำไมเจ้าถึงก่อกบฏ? และหันไปร่วมมือกับคนต่าง

แคว้นเช่นนั้นกันอี้หลิวเทียน” สายพระเนตรคมจับจ้อง

ไปยังเชลย

“ข้าต้องการแก้แค้นให้กับตระกูลอี้” ใบหน้าที่

เปรอะเปือนไปด้วยคราบสกปรกกล่าวออกมาอย่างมิ

ยอมจำนน

“หึ แก้แค้นทำไมกัน” ต้าเฟยเฉิงแค้นเสียงหัวเราะ

ออกมา เมื่ออีกฝั่ายตอบกลับมาว่าต้องการแก้แคน

“ตระกูลอี้ถูกใส่ร้ายและถูกทำลายล้าง ข้าจะไม่ยอม

ให้ใครทำร้ายตระกูลอี้อีก” หลิวเทียนเอ่ยออกมา

นัยน์ตาแข็งกร้าวไม่ยอมจำนนในความผิดของตนเอง ที่

ได้นำความเดือดร้อนไปสู่ตระกูล

เพียงแต่ต้าเฟยเฉิงมิได้มีจิตคิดสงสารผู้ใดไม่

กระทำผิดเช่นไรก็ต้องลงโทษ แม้อีกฝั่ายจะถูกกระทำ

อย่างไม่เป็นธรรมก็ตาม ว่ากันตามจริงแล้ว เป็นตระกูล

อี้เองต่างหากที่ยอมออกหน้าและช่วยเหลือเสนาบดีซู

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจักให้โอกาสตระกูลอี้ของเจ้าสร้าง

ผลงานเพื่อลบล้างการประหารเจ็ดชั่วโคตร หากเจ้า

ยินดี” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา

ฉับพลันท้องพระโรงที่เคยเงียบงัน กลับส่งเสียงดัง

เซ็งแซ่ขึ้นมา ด้วยเพราะการกระทำของหลิวเทียน

อย่างไรก็มิสามารถละเว้นโทษได้แม้แต่น้อย

หากแต่เสียงที่เปล่งออกมาดังที่สุดคงเป็นเสานบดี

ฝั่ายขวา

‘ซูเหวินหยง’

“ฝั่าบาท แต่หลิวเทียนก่อกบฏตามกฎของแคว้น

แล้วนั้น ต้องรับโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร มิมีละเว้นนะ

พะยะค่ะ โปรดทรงพิจารณาด้วยพะยะค่ะ” เสนาบดีซู

เอ่ยออกมา ใบหน้าของเขาในยามนี้นั้น ดูตื่นตระหนก

และแตกตื่นยิ่งนัก

เหล่าขุนนางที่อยู่ฝั่ายเดียวกัน หรือแม้กระทั่งคน

ละฝั่ายต่างก็เปล่งเสียงออกมา อย่างเห็นด้วยในคำกล่าว

ของเสนาบดีซู

ทำเอาต้าเฟยเฉิงและฉีกงกงได้แต่แค่นหัวเราะใน

ลำคอเบา ๆ

ส่วนตัวของหลิวเทียนเองนั้น เมื่อได้ฟังคำทรยศหัก

หลังจากซูเหวินหยงแล้ว ถึงกับเข่าอ่อนแทบจะทันที

นั้นแปลว่าเขาจะต้องรับโทษแต่เพียงผู้เดียว

แม้ใจของเขาจะมิอยากรับเท่าใดนัก หากแต่เพื่อ

น้องสาวและหลานของเขาที่อยู่ในตระกูลซูแล้ว

เขาย่อมไม่มีทางเลือก นอกจากยอมจำนน

“ข้ายอมรับโทษ” หลิวเทียนกล่าว

“ทหารนำตัวหลิวเทียนออกไปจากท้องพระโรง”

ฮ่องเต้ทรงยืนมองหลิวเทียนจนลับตาไป พระองค์

ทรงรู้สึกสมเพชอีกฝั่ายเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งตัวตายก็ยัง

ยอมเก็บงำความลับไว้

เปั่ยจินสั่งไว้แล้วว่าให้เขารีบจบศึกภายในวังหลวง

ให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นนางจะลงมือเอง

มิใช่เพราะนางอยากข้องเกี่ยวกับแคว้นต้าเฉียง แต่

เป็นเพราะเรื่องปั่าม่านหมอกต่างหาก

หากเขายังปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้ออกไปอีก เกรงว่า

ราชบัลลังก์คงผลัดเปลี่ยนมืออีกแน่

ใครใช้ให้จวินเทียนหลงยืนอยู่ข้างนางกันเล่า

เสนาบดีซูเดินเข้ามาหาฮ่องเต้ด้วยความประหม่า

เมื่อได้ยินรับสั่งดังขึ้น เขาคิดว่าเมื่อหลิวเทียนจากไป

แล้วปัญหาจะจบลงและไร้การซักทอด

“มีรับสั่งอันใดหรือพะยะค่ะ” เสนาบดีซูกล่าว

“ข้าได้ข่าวมาว่า ท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏ

ของหลิวเทียน” ฮ่องเต้ทรงกล่าวออกมาตามตรง

เหล่าขุนนางทั้งสองฝังที่กำลังอื้ออึ้ง ต่างก็เงียบไป

ในทันที

เสนาบดีซูตกตะลึงอย่างไม่คาดคิด การติดต่อเรื่อง

นี้เป็นความลับระหว่างตนและหลิวเทียนเท่านั้น

“พะยะค่ะ? กระหม่อมไม่ทราบว่าพระองค์ทรง

หมายถึงเรื่องอะไรพะยะค่ะ” เสนาบดีซูกล่าวออกไป

ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เหงื่อเริ่มไหลออกมาให้เห็น

บริเวณใบหน้าแถบไรผม

ส่วนขุนนางทั้งสองฝังในตอนนี้ กำลังรอดู

สถานการณ์ มิมีผู้ใดกล้าส่งเสียงดังออกมา

“ข้ามีหลักฐานว่าท่านลักลอบส่งข่าวให้กับหลิว

เทียน” แววตาที่เต็มไปด้วยไอสังหารของต้าเฉยเฟยเฉิง

แสดงออกมา

เหล่าขุนนนางที่อยู่รอบข้างในตอนนี้ เริ่มรู้สึกอึดอัด

เล็กน้อยจากคลื่นพลังปราณที่โดนแผ่ออกมา โดยมิรู้ตัว

เสนาบดีซูหน้าซีดเผือก ม่านตาเบิกกว้าง

“ไม่เป็นความจริงนะพะยะค่ะฝั่าบาท กระหม่อม

จงรักภักดีต่อแคว้นต้าเฉียงยิ่งนัก โปรดพิจารณาด้วย

เถิด” เสนาบดีซูกล่าว

เหล่าขุนนางฝังเสนาบดีซูเองทั้งที่ร่วมมือและมิได้

รับรู้ถึงแผนการเอง ก็คุกเข่าลงและร่วมขอร้องให้มีการ

พิจารณาความผิดของเสนบดีซูใหม่อีกครั้ง

“ตุ๊บ”

เสียงของกล่องใบหนึ่งตกลงเบื้องหน้าของ

เสนาบดีซูทันที เมื่ออีกฝั่ายยังมีท่าทีไร้เดียงสาเช่นนั้น

ภาค 2 ตอนที่ 58 -เริ่มกวาดล้าง- (ต่อ)

สิ่งที่ปรากฏในกล่องไม้สีดำสนิทคือหลักฐานที่ต้า

เฟยเฉิงฮ่องเต้เก็บรวบรวมไว้นานแล้ว เพียงยังมิเปิดเผย

ออกไป อย่างไรก็แล้วแต่ เพราะคนผู้นั้นยังคงมี

ประโยชน์ต่อบ้านเมือง เขาจึงมินำออกมาใช้

หากแต่วันนี้ทรงสั่งให้ฉีกงกงนำมันออกมา ก็เพื่อ

ชำระล้างปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เสนาบดีซูไปโดนสั่งให้นำตัวไปขังคุกหลวงชั่วคราว

เพื่อรอการไต่สวนเพิ่มเติม อีกสองวันจึงให้ประหารชีวิต

ด้วยการใช้ม้าแยกร่าง

แม้จะมีการประหารด้วยวิธีการที่สบายกว่านี้

หากต้าเฟยเฉิงต้องการให้กบฏรวมไปถึงคนที่คิดคดต่อ

บ้านเมืองได้ดูเป็นตัวอย่าง

การประหารเช่นนี้ใช่ว่าจะสิ้นใจในคราเดียว แต่

คล้ายกับการทรมานนักโทษอย่างร้ายแรงที่สุด ให้ค่อยๆ

ทรมานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสิ้นใจ

ขุนนางที่มีส่วนรู้เห็นต่างก็โดนทัณฑ์ในสถาน

เดียวกัน เพียงแต่ไม่ถึงกับฆ่าล้างตระกูลเช่นเดียวกับ

ตระกูลซู

เสนาบดีซูถูกนำตัวออกไปจากท้องพระโรง ขุนนาง

ทั้งหลายต่างพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เสียงคร่ำครวญที่ดังกังวาลจนกลายเป็นเสียงแว่ว

หายไปจากท้องพระโรง เรียกความสะเทือนใจให้กับ

เหตุการณ์การสังหารหมู่ในครั้งนี้ไม่น้อย

แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้าเฟยเฉียงคาดไว้ ฆ่าไก่ให้ลิง

ดู

ในกาลเวลาภาคหน้า ยิ่งเพิ่มชื่อเสียงให้แก่ต้าเฟย

เฉิง ว่าคือฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของ

แคว้นต้าเฉียงตลอดมา

‘ทรราชแห่งต้าเฉียง’

ด้วยวิธีการสังหารกบฏนับสิบ ด้วยการใช้ม้าแยก

ร่างกลางเมือง!

“ข้าไม่คิดว่าตระกูลซูจะกล้าทำเช่นนี้”

“นั้นสิ อำนาจที่เขาต้องการจะนำมาซึ่งความ

หายนะของแคว้น”

เสียงของเหล่าขุนนางที่ทอดถอนหายใจดังออกมา

อย่างนึกปลงในความโลภในอำนาจของเสนาบดีซู

เมื่อสถานกลับเข้าสู่ความปกติในอีกครั้ง ท้องพระ

โรงก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง

หลังเสนาบดีซูโดนนำตัวออกไปไม่นานนัก พระ

สนมซูกุ้ยเฟยก็ขอเข้าเฝั้าทันที

พระสนมซูกุ้ยเฟยยืนนิ่งอยู่หน้าบัลลังก์ น้ำตาที่ไหล

อาบแก้มนั้น ชวนให้ผู้คนส่งสารยิ่งนัก แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่

บิดาของนางทำไว้ ลูกเสือจะเป็นอีกาได้เช่นไร

“พระสนม คงมิรู้ว่าตั้งแต่โบราณมานั้น วังหลังย่อม

มิอาจยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก พระองค์มิควรทำเช่นนี้นะ

พะยะค่ะ” เสนาบดีฝั่ายซ้ายเอ่ยออกมาอย่างสุดจะทน

กับคนตระกูลซูที่อาจหาญทำการครั้งแล้วครั้งเล่า

หากฮ่องเต้ทรงเห็นแก่หญิงงาม เช่นนั้นแล้วมิ

เท่ากับการเลี้ยงอสรพิษไว้ให้แว้งกัดหรอกหรือ

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ หันไปมองนางด้วยสายตาเย็นชา

ยากที่จะคาดเดาจากเหล่าขุนนาง ว่าพระองค์จะทรงไว้

ชีวิตนางหรือกำจัดให้ตายตามตระกูลของนางไปเสีย

เมื่อมีหญิงงามเช่นนี้ กระทั่งขุนนางที่ภักดียังมีจิตใจ

ที่โอนเอียง

แต่หากตามกฎของบ้านเมืองแล้ว สตรีที่แต่งงาน

แล้วเปรียบเสมือนน้ำที่โดนสาดออกนอกบบ้าน

หากจะลงโทษนางจริงๆ ก็เกรงว่า พวกตนจะต้อง

ส่งเสียงออกมา

การแต่งงานระหว่างต้าเฟยเฉิงและพระสนมซูกุ้ย

เฟยถือว่าเป็นการทำเพื่อคานอำนาจทางการเมือง

เท่านั้น หาได้มีความรักให้แก่นางไม่

กระทั่งเขา ยังมิเคยล่วงเกินนาง หรือสนมคนไหนก็

แล้วแต่เลยสักครั้ง!

“ฮ่องเต้เพคะ โปรดเห็นแก่หม่อมฉัน ละเว้นชีวิต

บิดาหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”

เมื่อตาจ้องตา ความเย็นชาที่ได้รับทำเอาพระสนมซู

ถึงกับต้องหยุดน้ำตาไว้แล้วเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกมา

เพียงแต่นางมิรับรู้เลยว่าการก่อกบฏที่ร้ายแรงนั้น

เมื่อสบคบคิดคนต่างแคว้นด้วยแล้ว โทษที่ได้รับนี้ ช่าง

สมควรยิ่งนัก

เวลานี้หลักฐานที่ปรากฏยิ่งชัดแจ้ง กล่องลับที่โดน

เก็บไปแล้วถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งและกระจายมัน

ออกมา

“นะ…นี่ พระองค์ได้มันมาได้อย่างไรกันเพคะ

หม่อมฉัน…”

ต้าเฟยเฉิงคิดไว้ว่า จะประทานยาพิษและแพรขาว

ให้แก่นางเป็นผู้เลือกความตายด้วยตัวเองอย่างมีเกียรติ

มิเปิดเผยเรื่องราวเช่นนี้ออกมา

แต่เมื่อนางใช้มารยาเข้าสู้ราวกับสตรีอ่อนแอเช่นนี้

ก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องไว้หน้านางอีกต่อไป

ความลับที่นางมีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นชู้กับหลิว

เทียนจึงถูกเปิดเผยออกมาทันที!

ทำเอาเหล่าขุนนางเมื่อครู่ที่คิดจะช่วยเหลือถึงกับ

หดหัวเข้าไปที่เดิม และเลือกที่จะยืนนิ่งๆ ก้มหน้ามอง

พื้นท้องพระโรงแทนใบหน้างามที่เปือนด้วยน้ำตา

“ซูกุ้ยเฟย บิดาเจ้าสมคบคิดกับกบฏต่างแคว้นมิพอ

ทั้งเจ้ายังลอบสวมหมวกเขียวให้แก่ข้า เพื่อใช้ตนเองเป็น

รางวัลแด่คนที่คิดคดทรยศบ้านเมือง สตรีที่ทำเรื่อง

เช่นนี้ มิสมควรมีชีวิตอยู่ต่อในราชวงศ์อีกต่อไป”

“ฉีกงกง เชิญพระสนมซูกลับไปยังตำหนักประทาน

ผ้าแพรขาวให้แก่นางทันที”

“ฮ่องเต้เพคะ ไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย อึก อือ”

สายตาว่างเปล่าที่ส่งมาให้แก่นางในเวลานี้ นาง

เข้าใจแล้วว่ามันหมายความว่าเช่นไร นางสิ้นไร้หนทาง

แล้วจริงๆ

ความรักหรือ เรื่องราวระหว่างนางและเขามิเคย

เกิดขึ้น!

ส่วนอำนาจและตระกูลที่เป็นเบื้องหลัง นางก็เพิ่ง

จะเสียมันไป!

เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเลือกที่จะเอ่ยบางอย่างออกมา

แทน

“เช่นนั้นหม่อมฉันขอเป็นน้ำชาสักจอกหนึ่งเถิด”

น้ำเสียงดุดันเอ่ยออกมา

“ฉีกงกงให้ตามที่นางขอ”

“พะยะค่ะ”

นั้นคือคำร้องขอสุดท้ายของนางที่เอ่ยออกมา

ต้าเฟยเฉิงคิดแล้วว่า วันนี้ตนเองจะต้องจัดการทุก

อย่างให้เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการกวดล้างขุนนางชั่ว

หรือแม้กระทั่งวังหลัง

ยามที่พระสนมซูกุ้ยเฟยกลับสู่ตำหนักด้วยการ

ควบคุมตัวขององครักษ์ ใบหน้าที่เปือนด้วยคราบน้ำตา

นั้น ยังคงจ้องมองไปยังข้ารับใช้อย่างทะนงตน เหล่า

สนมและขันทีข้ารับใช้เห็นเช่นนั้นก็ต่างหลีกหนีออกไป

นอกตำหนัก

ก็จะเหลือแต่เพียงนางกำนัลคนสนิทของนาง

เท่านั้น ที่ยังคงยืนเคียงข้าง

พระสนมซูกุ้ยเฟยเดินไปยังโต๊ะเครื่องแปั้ง จากนั้น

ก็จ้องมองไปยังกระจกราวคิดกับคิดทบทวนตนเอง

ถามว่านางเสียใจหรือไม่

นางเสียใจ ที่ไม่อาจขึ้นสู่อำนาจได้!

เสียใจที่บิดาและตระกูลของนางต้องจบสิ้น!

มิใช่เพราะทรยศแผ่นดิน!

“แม่นม ท่านช่วยข้าทำผมที” สายตาอาวรณ์แดง

ก่ำต่ออำนาจที่ตนเองปรารถนาแต่มิอาจไขว้คว้ามาได้

เอ่ยขึ้น

“เพคะ พระสนม หม่อมฉันจะทำให้งดงามที่สุด

งดงามยิ่งกว่าใครในใต้หล้า” ยามที่ใบหน้าชราเอ่ย

ออกมา กลับต้องพยายามกลั้นน้ำนัยน์ตาและเสียงที่สั่น

ให้นิ่งที่สุด

แม่นมชราผู้นี้ รับรู้แล้วว่าอีกไม่กี่เค่อหลังจากนี้ จะ

เกิดอันใดขึ้น

“ท่านไปหยิบสุดหงส์แดง ที่ข้าเก็บไว้ใต้เตียงในหีบ

ใบนั้นมาเถิด”

“พระสนม…ได้เพคะ”

ชุดหงส์แดงที่นางว่า คือชุดที่นางตั้งใจเตรียมเอาไว้

ยามที่ตนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาของแคว้น

แต่ยามนี้นำกลับน้ำมันมาสวมใส่ เพื่อระลึกถึงเป็น

ครั้งสุดท้าย เมื่อเวลามาถึง

“เคร้ง”

“ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี”

“เคร้ง”

เสียงจอกชากระแทกพื้นทั้งสองครั้งดังขึ้น เมื่อใบ

แรกคือของพระสนมซูกุ้ยเฟย และใบที่สองคือของแม่

นมของนางที่ได้เตรียมยาพิษของตนเองเอาไว้ เพื่อตาม

นางไป

เสียงสรรเสริญครั้งสุดท้าย บอกได้ว่านางรักและ

เทิดทูนพระสนมซูมากเพียงใด

ภาค 2 ตอนที่ 59 -รัชศกต้าเสี่ยน ปีที่สิบสี่ แห่งต้า

เฉียง-

แคว้นต้าเฉียง

รัชศกต้าเสี่ยน ปีที่สิบสี่ แห่งต้าเฉียง

ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ประกาศสละราชบัลลังก์ กลาย

เป็นไท่หวงซ่าง!

แต่งตั้งรัชทายาทต้าเสี่ยนหลงในวัยสิบห้า ขึ้นสู่

บัลลังก์ พร้อมกับให้ฮองเฮาพระมารดาของฮ่องเต้เป็น

พระพันปีปกครองวังหลังสูงสุด ไปจนกว่าฮ่องเต้จะ

แต่งตั้งฮองเฮาคนใหม่

ปลดพระสนมไปั๋กุ้ยเฟยออกจากตำแหน่ง พร้อม

ปั้ายทองละเว้นชีวิต ที่ดินและเงินทองอีกสามสิบหีบ

และไท่หวงซ่างหายตัวไป!

พร้อมขันทีคนสนิทข้างกาย ฉีกงกง

ปราชาชนต่างก็สงสัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึง

มักจะไปนั่งฟังนักเล่านิทานตามโรงน้ำชาตามหัวเมือง

ต่างๆ ของแคว้น

ส่วนข่าวที่ออกมา ก็มาจากการที่ต้าเฟยเฉิงสั่งให้

คนกระจายข่าวให้บรรดาขอทานรวมไปถึงการแทรกซึม

ของเหล่าสายลับเงา

โดยนิทานเล่าว่า เพราะตระกูลซูคิดกบฏสมคบกับ

แคว้นจิ้น เพื่อยึดครองบัลลังก์ ต้าเฟยเฉิงสืบทราบจึง

จัดการ แต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

จึงมีราชโองการคืนบัลลังก์ให้แก่สายเลือดที่แท้จริง

ของฮ่องเต้องค์ก่อนที่เหลือรอดเพียงผู้เดียว

และในเวลาต่อมาไท่หวงซ่างก็ได้หายตัวไป

ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ สายลมที่พัดผ่านอย่าง

เชื่องช้า เปั่ยจิน จวินเทียนหลง ต้าเฟยเฉิง จินหลง

และหยางคง ยังคงนั่งปราชุมอยู่จวนของเปั่ยจิน โดย

กำลังปรึกษากันเรื่องการช่วยเหลือไปั๋ฮวา

ในขณะที่เจ้าของจวนนั้นกำลังนั่งพิงโต๊ะ ใบหน้า

ของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“เจ้ามองหน้าข้าเช่นนี้ มิใช่หลงรักข้าแล้วหรือ” ต้า

เฟยเฉิงหันไปหาเปั่ยจินและถามออกมา

เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายทำเพียงนั่งเฉยๆ แล้วมองมาที่

ตนอย่างโง่งม คล้ายว่ากำลังคิดอันใดสักสิ่งหนึ่ง จึงเผลอ

เอ่ยวาจาหยอกล้อไป

“ชิ้ง” ฉับพลันสายตาคมกริบราวกับพยัคฆ์ที่กำลัง

จะตุครุบเหยื่อก็ได้ส่งมาหาตนแทบจะทันที

“จะเอ่ยอันใดเกรงใจว่าที่สวามีข้าหน่อยเถิด” นาง

กำลังหาพวก และแน่นอนคนที่ใช้การได้ดีที่สุด

ย่อมเป็นว่าที่สวามีของนางผู้นี้ จวินเทียนหลง!

“หึหึ” จวินเทียนหลงเองที่เห็นคนรักตัวน้อยทำ

เช่นนี้ ก็ยิ่งเพิ่มความเอ็นดูให้แก่นางมากยิ่งขึ้น

ในชาติก่อนแม้ว่าเขาจะเอ็นดูนางในฐานะเด็กสาว

ข้างบ้านแล้ว เขาก็ไม่สามารถทำอันได้อีก

ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ข้างบ้าน หรือกระทั่งน้องสาวคน

สนิทของนางในชาติก่อน ก็มักจะมองเขาอย่าง

ประหลาดเสมอ

ใช่สิ!

ใครใช้ให้เขาและนางอายุห่างกันตั้งสิบห้าปีเล่า!

นั้นมันสามารถรับนางเป็นบุตรบุญธรรมได้เลยมิใช่

หรือไงกัน!

หากเปั่ยจินได้รับรู้ นางคงเสียใจเป็นแน่

เพราะนางนั้นถือคติที่ว่า แด๊ดดี้ขานะสิ!

“แค่ก แค่ก แค่ก ท่านพี่ข้าเย้านางเล่นหรอกหนา”

เมื่ออีกฝั่ายหันหน้าหนีไปแล้ว ต้าเฟยเฉิงจึงผ่อนลม

หายใจออกมาอย่างโล่งใจ

“ฟูั่ว” คิดว่าจะโดนปราณสังหารนั้นเสียแล้วสิข้า

“แล้วตกลงว่าเจ้า…มองหน้าข้าด้วยเหตุใดกันหรือ

…ขอรับ” จะเอ่ยถามออกไปอย่างห้วน ๆ แต่สายตาคม

ยังคงมิได้ละไป จึงอึกอักแทบทันที

“ข้ากำลังคิดว่า ในเมื่อเจ้าสามารถจัดการปัญหา

ต่างๆ ได้เช่นนี้ ภายในระยะเวลาอันสั้น เหตุใดจึงปล่อย

ให้มันเรื้อรังมาจนปั่านนี้กัน”

หญิงสาวหนึ่งเดียวถามออกมา พร้อมกับสายตาที่

ชวนให้คนฟังถึงกับขนลุก

ไม่เพียงแค่นางเท่านั้นที่อยากจะรู้ แต่คนอื่นๆ ก็

เช่นกัน

“ยังไม่เบื่อ” เจ้าตัวเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเฉยเมย

ราวกับว่าเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ทำกัน

“หืม อีกทีสิ” ใบหูของเปั่ยจินกระดิกไม่ทัน แต่

ปลายนิ้วเรียวกำลังสั่นไม่ไหว

“ข้า ข้ากำลังวางแผนต่างหาก ใช่ๆ วางแผน พอดี

กับที่เจ้าเข้ามา ทำให้สามารถเปิดเผยได้ตรงเวลา ช่าง

เหมาะเสียจริงเนอะ เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่ หึหึ”

“เอ่อ…ไท่หวงซ่างพะยะค่ะ” ฉีกงกงเอ่ยเรียกสติ

เจ้านายตนเองด้วยน้ำเสียงเบาบางยิ่งนัก

“พลั่ก”

สิ้นเสียงของฉีกงกง ไท่หวงซ่างคนดีคนเดิมก็ลงไป

นอนกองอยู่กับพื้น

เปั่ยจินมิได้ทำอันใดมากนัก นางเพียงแค่ใช้ธาตุลม

ช่วยพยุงร่างอีกฝั่ายให้ขยับออกจากกาน้ำชาที่กำลังร้อน

เท่านั้น มิเช่นนั้นแขนของเขาคงปัดไปโดน

แต่ผู้ใดเล่าจะคิดว่าฝั่ายนั้น จะตกลงจากเก้าอี้ ช่าง

น่าเวทนาเสียจริง

“หึย เจ้า…เปั่ยจิน เจ้าทำร้ายข้า”

ใครใช้ให้ต้าเฟยเฉิงเอ่ยแนบเนียนเช่นนี้กันเล่า เห็น

กันอยู่กันชัดๆ ว่าเขากำลังโกหกสร้างเรื่องออกมา

หากมิใช่ว่าเพราะ สตรีที่หายตัวไป ไท่หวงซ่างก็คง

ยังเล่นสนุกอยู่เช่นนี้ไปอีกนาน จนกว่ารัชทายาทจะ

พร้อมขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร

“เมื่อกี้ คล้ายว่าเจ้าขยับปาก เจ้าว่าอย่างไรนะ

คุณหนูเปั่ยจิน” ยามเมื่อลุกขึ้นมานั่งได้ กลับหันไปเห็น

อีกฝั่ายกำลังขยับปากช้าๆ

“เปล่า ข้าหาวนะ” ว่าแล้วก็ง่วงนอนเสียจริง

“อืม ๆ เช่นนั้นตอนนี้ข้าจัดการทุกอย่าง ตามที่เจ้า

ต้องการแล้ว เราจะทำเช่นไรต่อไปเล่า ข้าอยากจะไป

ช่วยนางจะแย่แล้ว” อดีตฮ่องเต้หยุดหยอกล้อและหัน

มาทำสีหน้าจริงจัง

“นั้นสิขอรับ คุณหนู ยามนี้ก็ล่วงเลยเวลามานาน

นัก อีกมิกี่ราตรีเท่านั้น” หยางคงที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ย

ขึ้นมา หลังจากที่กำลังง่วนกับบางสิ่งอยู่ ก็เงยหน้าขึ้น

มาร่วมวงสนทนาบ้าง

เนื่องจากไม่นานมานี่ เขากลับไปยังแคว้นจ้าว เพื่อ

ทำภารกิจบางอย่างที่ได้รับมอบหมาย

จนไปเจอฮูหยินซึ่งคือมารดาของคุณหนูเปั่ยจินของ

ตนกำลังทำบางอย่างเข้า เพื่อมอบให้คุณหนูน้อยทั้งสอง

เขาจึงอยากทำให้กับคุณหนูน้อยทั้งสองบ้าง

ก็คือการถักหมวกไหมพรมลายผึ้งน้อย!

แต่ช่างยากเสียจริง แต่อย่างไรเขาก็จะพยายาม

เพราะคุณหนูน้อยทั้งสองยาที่มารดาถักชุดผึ้งน้อยให้ก็

ถึงกับยิ้มอย่างดีใจ แถมยังเข้าไปหอมแก้มมารดาเสียยก

ใหญ่

เขาเองก็อยากจะกอดและหอมคุณหนูน้อยทั้งสอง

บ้าง!

หากไม่เพราะต้องมีรางวัลมาล่อลวงแล้วละก็…

คุณหนูน้อยทั้งสองมิยอมเข้าใกล้เขา แม้แต่น้อย

อนาจใจยิ่ง กระทั่งนายท่านจินหลงและนายท่าน

เจี่ยฉง คุณหนูยังชอบให้อุ้มเสียด้วยซ้ำ

ไม่ได้การละ! เขาต้องรีบทำคะแนน!

“อีกทั้งเราจะเข้าไปช่วยเหลือนางจากแคว้นจิ้นได้อ

ย่างไรขอรับ ห่างจากนี่ไปเกือบสองวัน เราจึงจะเดินทาง

ถึงแคว้นจิ้น บริเวณโดยรอบของแคว้นยังห้อมล้อมไปไป

ด้วยหุบเขาและผืนปั่าที่อันตรายมากยิ่ง” หลังเอ่ยจบ

มือของหยางคงก็กลับไปวุ่นวายกับกองไหมพรม

ตามเดิม

“นั้นสิขอรับองค์หญิงจ้าว” ฉีกงกงหรือในตอนนี้

คือฉีหม่าที่ได้แปลเปลี่ยนมาทำหน้าที่องครักษ์ข้างกาย

นายท่านของตนเองแล้ว เอ่ยถามออกมาอย่างสนับสนุน

ในคำกล่าวของหยางคง

กลายเป็นว่าผู้ที่สนทนาอย่างตั้งใจในสถานการณ์นี้

มีเพียงสอง นั้นคือต้าเฟยเฉิงและฉีหม่า

ส่วนเปั่ยจินคือคนที่คอยตอบคำถามรังควาญใจ

ตนเอง กระทั่งจวินเทียนหลงเองก็ทำเพียงคอยปั้อน

องุ่นเข้าปากคนรักช้าๆ

จะหันไปมองจินหลง ที่ก็นั่งเถียงและคอยยื้อแย่ง

ไหมพรมกับหยางคง

“จวินเทียนหลงไงเล่า เขาไม่ได้บอกเจ้าหรือ ว่าสัตว์

เทพของเขาคือวิหคอินทรี” เปั่ยจินเอ่ยออกไปพร้อมกับ

รอยยิ้มเยาะบางเบาบนใบหน้านั้น

วิหคอินทรีของเทียนหลงนั้น เขาได้มันมาใน

เหตุการณ์เดียวกันที่เกือบคล้ายกับเปั่ยจิน

เพียงแต่เจ้าตัวเล็กของเขานั้น บินมิได้ตอนกลางวัน

สาเหตุจากเป็นวิหคอินทรีที่มีธาตุมืดเช่นเดียวกับเขาแต่

รุนแรงกว่า ฉะนั้นหากเป็นตอนราตรีแล้ว

มันคือนักล่าที่ว่องไวที่สุดในโลกใบนี้ เขามั่นใจ!

ภาค 2 ตอนที่ 60 -ปรากฏการณ์สะเทือนฟั้า-

เดือนที่เก้า วันที่ยี่สิบสอง

ท้องพระคลังหลวง แคว้นจิ้น

สิ่งที่ปรากฏให้นางเห็นตรงหน้า ก็คือห้องโถงขนาด

ใหญ่ ที่มีเงินทองกองอยู่เป็นภูเขา มากมายนับไม่ถ้วน

สมบัติต่างๆ ทั้งที่หายาก มีพลังปราณ พลังธาตุ

สมุนไพรหายากและตำราฝึกยุทธ์ ต่อให้นางเอากลับไป

ซักกอง สอง กอง ก็คงไม่ทำให้แคว้นจิ้นล่มสลายลงเป็น

แน่

ทั้งหกคนในขณะนี้ ต่างตกตะลึงในสถานที่ ๆ

ตนเองได้มาโผล่ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ…จวินเทียนหลง

เอ่ยกับเปั่ยจินต่างหาก

อยากจะหาสินสอดให้นางมากที่สุด!

แต่สินสอดที่เขาหมายถึง มันคือท้องพระคลังของ

ผู้อื่นมิใช่หรือ

ต่อมความน่าเชื่อถือของสองคนนี้นั้นที่ใดกัน เพียง

คนรักเอ่ยบอกว่ายกให้ ถึงกับยินดีออกนอกหน้าเช่นนี้

กัน

คนคลั่งรักผู้นี้ น่าตายเสียจริง!

คนรักของเขา ก็น่าตายเช่นกัน!

นั้นคือสิ่งที่ทั้งสี่คนที่เหลือคิดในใจ เพียงแต่มิกล้า

เอ่ยออกมา

เปั่ยจินลองหยิบก้อนทองก้อนหนึ่งขึ้นมา ปรากฏว่า

มีน้ำหนักมาก ของแท้แน่นอน รอยยิ้มมุมปาก ก็ปรากฏ

ขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ

มือเรียวสะบัดเพียงครั้ง ปรากฏว่าก่อนภูเขาทอง

สามกอง ล้วนหายไปอยู่ในมิติของนางทั้งสิ้น

สายตาตกตะลึงของคนทั้งห้า ถูกส่งไปยังนางเพียง

ผู้เดียว

ไม่สิ ทั้งสี่ต่างหาก เพราะอีกหนึ่งกลับมองนางอย่าง

รักใคร่

เมื่อคนสำคัญของกลุ่ม เลือกสมบัติของผู้อื่นจน

พอใจแล้ว จึงพากันออกมาหาที่พัก ณ รงเตี๊ยมในเมือง

หลวงของแคว้นจิ้น

แคว้นจิ้นในตอนนี้นั้น แท้จริงจริงแล้วกลับมีความ

เจริญเช่นเดียวกับแคว้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า

ขาย หรือการแต่งกาย

สังเกตได้จากร้านค้า ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่โดยทั่วไป

ตามข้างทาง ล้วนมีผักสดๆ ต้นใหญ่ๆ มากมาย ร้าน

เนื้อสัตว์อีกมากมาย

เหลาอาหารและโรงเตี๊ยมอีกมากมาย ยังไม่รวมถึง

ร้านขายสมุนไพรและหอประมูลนั้นอีก

ช่างใหญ่โต จนลืมไปเสียเลยว่าเคยเป็นเพียงชนเผ่า

ทุ่งหญ้ามาก่อน ทั้งเจริญเติบโตตามหลังแคว้นอื่นๆ

“คุณหนูเจ้าอยากได้อันใดหรือไม่ มาๆ ร้านของเรา

มีน้ำตาลปันลวดลายน่ารักๆ เหมาะสำหรับเจ้าหลาย

แบบเชียว ลองแวะดูก่อนดีหรือไม่” เมื่อเดินไปได้สัก

ระยะ เปั่ยจินจึงมีโอกาสได้สนทนากับชาวเมืองแห่งนี้

ชาวเมืองนี้เล่าว่า จริงๆ แล้วนั้น พวกตนเองก็เดิม

เป็นเพียงชนเผ่าทุ่งหญ้าทั่วไป หากแต่เมื่อหลายปีก่อน

บรรพบุรุษได้ตั้งแคว้นขึ้นมา

เมื่อมีแคว้นแล้วความเจริญย่อมมีมาก ได้อาศัย

ทักษะที่ชาวทุ่งหญ้ามีนั้นคือการเลี้ยงสัตว์และปลูกผัก

ขาย ทั้งยังส่งออกไปยังต่างแคว้นที่ทั้งสาม

ยังไม่รวมถึงเหมืองแร่ในแคว้นที่มีการค้นพบอีก

หลายเหมือง จึงทำให้แคว้นจิ้นในขณะนี้ร่ำรวยและ

พัฒนาไปไกล

“กุบกับ กุบกับ”

เสียงฝีเท้าของม้าที่วิ่งมาอย่างไวดังขึ้น ชวนให้

ชาวบ้านและร้านค้าต่างหลีกหนี ทั้งยังมีเสียงสตรีนาง

หนึ่ง ที่เสียงดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ

“ยะ…ย่าห์”

“หลีกไปเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าอย่ามาขวางทางเฮยเอ่อ

ของข้า เจ้าพวกชั้นต่ำ”

“เพี๊ยะ”

เสียงแซ่ที่ฟาดออกมาจากสตรีบนม้า เพื่อไล่เหล่า

ชาวบ้านที่หลบนางไม่ทัน

เมื่อนางเห็นเช่นนั้น ราวกับว่าหลุดมาอยู่ในนิยาย

สักเรื่องที่ตัวร้ายส่วนมาก จะชอบวางอำนาจกับคน

ทั่วไป

จนนางได้มาเจอกับตัว!

พ่อค้าร้านน้ำตาลปันที่เห็นเช่นนั้นจึงเรียกให้กลุ่ม

ของเปั่ยจินรีบเข้ามาหลบด้านใน

“คุณหนู พวกท่านเข้ามาหลบในร้านข้าเถิด อย่ามี

เรื่องเลย” พ่อค้าร้านน้ำตาลปันเอ่ยออกมาอย่างเป็น

กังวล

“เหตุใดข้าต้องหลบด้วยเล่า มิใช่ว่าบ้านเมืองนี้ทำ

ทุกที่ให้เป็นสนามแข่งม้าหรือเจ้าค่ะ”

“ไอ้หยา ไม่ใช่ๆ หากแต่นั้นเป็นม้าขององค์หญิง

รองแคว้นจิ้นต่างหากเล่า ย่อมมิเหมือนกันอยู่แล้ว”

แน่นอนว่านอกจากนางแล้ว ยังมีชายหนุ่มทั้งห้าที่

เห็นด้วยเช่นเดียวกับที่นางพูด

“หึ”

จินหลงที่เห็นการกระทำของสตรีบนหลังม้าแล้ว

จึงส่งพลังปราณ ไปยังม้าสีดำนิลตัวนั้น

จนมันหยุดวิ่งกระทันหันและส่งเสียงร้องออกมา

อย่างหวาดกลัวในสายเลือดของสัตว์เทพที่สูงกว่าตนเอง

“ฮี้ๆ”

“กรี๊ด”

เมื่อเฮยเอ่อหยุดกระทันจากอาการหวาดกลัว สตรี

บนม้า แม้จะตกใจขนาดไหน แต่สตรีแคว้นจิน ชนเผ่า

ทุ่งหญ้ายังคงควบคุมสัตว์ได้ดีเสมอ

นางเลือกที่จะกระโดดลงจากหลังม้าทันทีแล้วลุก

ขึ้นยืนอย่างมั่นคง หากคนที่สอนนางได้มาเห็นเกรงว่า

จะดีใจเสียจนหลั่งน้ำตา ในความเก่งกาจของลูกศิษย์

ตนเอง

ทว่ายามที่นางตั้งสติได้ มารยานางร้านในนิยาย

กลับแสดงออกมาทันที เปั่ยจินลอบถอนหายใจไปหนึ่งที

“เหตุใดเจ้าจึงไม่หลบ ทหารเข้าไปจับพวกมันไว้

ข้อหาลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์”

เพียงสิ้นคำสั่งของนาง เหล่าทหารแคว้นจิ้นก็ได้กรู

กันเข้ามาล้อมรอบกลุ่มของเปั่ยจินเอาไว้

จวินเทียนหลงจึงเดินออกมาด้านหน้าและเอาตัว

ของเขาบังนางเอาไว้ทันที ทำให้ผ้าคลุมหน้าของเขา

หลุดออก

นี่…เรียกว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

นะ!

“คุณชาย เป็นคนต่างแคว้นหรือเจ้าค่ะ”

ทันทีที่สบตากับใบหน้าอันหล่อเหลาของจวินเทียน

หลง องค์หญิงแห่งแคว้นจิ้นถึงกับเหม่อลอย และ

กลายเป็นคนละคน

เมื่ออีกฝั่ายถามออกไปแล้ว ชายหนุ่มก็หาสนใจไม่

ยังคงนิ่งเงียบ เปั่ยจินจึงเสนอตัวเองออกไปทันที

“เพคะ องค์หญิง ข้าและพี่ชาย มาเที่ยวที่แคว้นจิ้

นครั้งแรก” เปั่ยจินได้โอกาสก็แนะนำตนเองว่าเป็น

น้องสาวของจวินเทียนหลงออกไปทันที

ทำเอาชายหนุ่มถึงกับหน้าเปลี่ยนสีด้วยความ

น้อยใจ ที่ว่าที่พราชายาของตนเองทอดทิ้งเช่นนี้

ทางด้านบุรุษอีกสี่คนถึงกับกลั้นขำเอาไว้แทบจะมิ

อยู่ เมื่อคนคลั่งรักหน้าดำหน้าแดง จากการถูกลด

สถานะจากคนรักเป็นเพียงพี่ชาย

“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าคือน้องสาวของเขาเช่นนั้น

หรือ” ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น สตรีร้ายกาจก็หันมามองนาง

ด้วยสายตายากจะเชื่อ

“เพคะองค์หญิง” เปั่ยจินเองก็แสร้งทำหน้าตาใส

ซื่อ

“อะ…เอ่อ เช่นนั้น เช่นนั้นครั้งนี้ข้าจะมิถือโทษพวก

เจ้า คิดเสียว่าพวกเจ้าเป็นคนต่างถิ่น มิคุ้นเคยกับคน

แคว้นจิ้น จึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้” หญิงสาวเอ่ยออกมา

อย่างอ่ำๆ อึ้งๆ

“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง” เปั่ยจินเองก็ยังคง

แสดงงิ้วออกไป

แน่นอนว่างิ้วโรงนี้ จินหลงและหยางคงยังคงตก

ตะลึงอย่างต่อเนื่อง จินเออร์ไม่เคยพูดจานี้ พูดจาราว

กับตนเองไร้เดียงสาเช่นนั้น

นางมิเคย!

ว่าแล้วนางก็สะกิดให้จวินเทียนหลง หันไปมององค์

หญิงต่างแคว้นทันที เพื่อให้นางได้มีความสุขกับใบหน้า

งามของเขาอีกสักครา

“เช่นนั้น หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ”

“เดี๋ยว”เสียงตะโกนออกมาด้วยความเร็วดังขึ้น

“เอ่อ…”

“เราจะได้เจอท่านอีกหรือไม่ คุณชาย องค์หญิง

แคว้นจ้าวถามออกมาอย่างเขินอาย”

“อืม”

ชายหนุ่มตอบกลับออกไปอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยสายตา

เย็นชาที่ส่งมาให้นั้น กำลังจ้องมองมาที่ตนอย่างบังคับ

ท้องพระโรงแคว้นจิ้น

เมื่อมีการเบิกเงินทอง เจ้าหน้าที่ท้องพระคลังกลับ

พบว่า สมบัติในท้องพระคลังของแคว้นจิ้น ได้หายไปถึง

สองในสามส่วน ทำเอาผู้เป็นใหญ่แคว้นจิ้น ต้องเรียกขุน

นางเข้าพบเป็นการด่วน เพื่อสอบสวนหาผู้กระทำผิดใน

ครั้งนี้

“ฝั่าบาทเงินในท้องพระคลังหายไปถึงสองในสาม

ส่วนพะยะค่ะ”

“ไร้ประโยชน์พวกสวะ”

สิ้นเสียงของผู้เป็นใหญ่ ดาบข้างกายฮ่องเต้ก็ได้

เคลื่อนที่ไปตัดคอของขันทีที่เข้ามารายงานทันที

“ฉึก” ศีรษะที่ตกลงพื้น เลือดที่ไหลนองและ

กระจายไปทั่วพื้นท้องพระโรง สร้างความตื่นตะลึงและ

สั่นครอนจิตใจขุนนางไปมากมาย

การปราชุมขุนนางในวันนี้จบลงที่ความเกรี้ยวกราด

ของคนบนบัลลังก์

เสนาบดียุติธรรมต้องบากหน้ารับผิดชอบ และตาม

หาตัวคนร้ายมาให้ไวที่สุด

หากมิเช่นนั้นแล้ว จะต้องสละสมบัติส่วนตน

เติมเต็มเข้าท้องพระคลังจนกว่าจะเต็ม!

ภาค 2 ตอนที่ 61 -ตระกูลไปั๋ และตระกูลเซี่ย

แคว้นจิ้น ยื่นมือ-

“คุณหนูท่านเอ่ยออกไปเช่นนั้นต้องการอันใด

ขอรับ” มือหนึ่งถือน้ำตาลปันรูปปลา อีกมือถือน้ำตาล

ปันรูปไก่ หากแต่ปากที่ว่างจากการกินนั้นยังมีเวลาให้

เอ่ยถามในสิ่งที่สงสัย

ยามสตรีบนหลังม้าหายไปจากสายตา หยางคงจึง

อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามสตรีหนึ่งเดียวตอนนี้ ที่เป็นสาเหตุ

ให้ขนลุกซู่ตลอดทางเดินอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“อันใดเจ้าค่ะพี่หยาง” เปั่ยจินเงยหน้าขึ้นจากร้าน

ขนมที่ตนเองกำลังเลือก แล้วหันไปมองอีกฝั่ายด้วย

สายตาฉงน

“ก็เรื่องเมื่อครู่ พี่ชายน้องสาวอันใดกัน”

“อ่อ เรื่องนั้นเองหรือเจ้าค่ะ” ว่าจบก็หันไปมองยัง

พี่ชายปันแต่งของตนเองที่กำลังทำสีหน้าเฉยชากับสิ่ง

ต่างๆ รอบตัว กระทั่งคำพูดของนาง

จินหลงที่รู้สึกได้ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเย้าออกมา

กระทั่งต้าเฟยเฉิงและฉีหม่ายังพยักหน้าเบาๆ อย่างเห็น

ด้วย เพราะตอนนี้มิมีผู้ใดกล้าเข้าใครกลุ่มของพวกเขา

ด้วยซ้ำ

ยามที่เดินผ่านยังรู้สึกหนาวและจิตสังหารอ่อนๆ ที่

พัดผ่านมาตามสายลม เรียกให้ขนที่พลังปราณต่ำกว่า

ถึงกับย่างเท้ามิออก

“อธิบายดีๆ เล่า ไหน้ำส้มแถวนี้ช่างฟุั้งเสีย

เหลือเกิน”

“จริงๆ แล้วข้าเพียงอยากหยอกล้อนางเล่นเท่านั้น

เจ้าค่ะ”

“หยอกเล่น โถ่คุณหนู”

นางเพียงแค่หยอกเล่นเท่านั้นจริงๆ ในคราแรกแม้

คิดจะใช้สตรีผู้สูงศักดิ์เป็นเหยื่อล้อ

คิดกลับกัน หากเป็นนางแล้ว โดนกระทำเช่นนี้ย่อม

มิชอบใจเป็นแน่ ยิ่งเป็นเรื่องบุรุษผู้นี้แล้ว นางย่อมต้อง

คำนึงถึงจิตใจของเขาก่อน

แผนการใช้สตรีงามเป็นทางผ่านจึงเป็นอันล่มไป

แต่อย่างไรก็หลีกหนีความตึงจากใบหน้าหล่อเหล่า

มิพ้น

ทางด้านจวินเทียนหลงที่ได้ฟังเช่นนั้น จึงมิได้คิด

มากอีกต่อไป อย่างเสีย ถึงนางจะผลักไสเขาไป

เขาก็มิไปไหน

แต่หากเป็นคำสั่งขของนาง เขาจะลองเก็บไป

พิจารณาดู

“เช่นนั้นกลับกันเถิด อีกมินานจะมีแขกมาเยือนเรา

ที่โรงเตี๊ยม” จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา

“หืม ท่านรู้ได้อย่างไรกัน” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา

ด้วยความสงสัย

ยืนก็ยืนด้วยกัน เดินก็เดินด้วยกัน บุคคลภายนอกก็

หามีไม่ จวินเทียนหลงนี่ช่าง…

“เก่ง”

“หืม”

“เก่งอย่างไรเล่า ไปกันเถิดจินเออร์”

“ท่านพ่อ อ่านเสร็จหรือยังขอรับ ข้าเองก็อยากจะ

รู้เนื้อหาในจดหมายนั้นเช่นกันนะขอรับ หากท่านมิเอ่ย

มันออกมาเสียที เช่นนั้นก็ควรคลายนิ้วท่านออกแล้ว

แบ่งปันมายังพวกข้าทั้งสองเสียที”บุตรชายคนรองของ

จวนเอ่ยมาออก

ท่ามกลางสายตาของบิดาและคุณชายใหญ่ ที่บ่ง

บอกว่า จวนจะหมดความอดทนในตัวของอีกฝั่ายแล้ว

นั้น

“ไปั๋ฮวาบอกว่า หากต้องการช่วยเหลือนางจริงๆ

ให้หาทางติดต่อคุณหนูเปั่ยจินของนางให้ได้ หาไม่แล้ว

นางก็จะไม่ยอมรับการช่วยเหลือใดๆ จากทางเรา

ทั้งสิ้น”

“เรื่องนั้น มิเท่ากับว่าเรากำลังงมเข็มในมหาสมุทร

หรือขอรับ นางเป็นใครกัน พวกเรายังมิรู้เลย”

“นั้นสิขอรับท่านพ่อ มิใช่ว่าเป็นแผนลวงหรอก

หรือ”

“อืม”

“ตึกตัก ตึกตัก”

เสียงฝีเท้า ราวกับคนที่กำลังวิ่งตรงมายังห้องโถง

ของจวนดังขึ้น

“นายท่านขอรับ มีเรื่องด่วนขอรับ” บ่าวรับใช้ใน

จวนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแล้วหยุดยังหน้าห้อง

“ไร้การอบรบยิ่งนัก พ่อบ้านอี้จัดการด้วย”

คุณชายใหญ่ของจวนเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าทะมึน

ข้ารับใช้แสดงกิริยาเช่นนี้ มิใช่ว่าเขาอบรมไม่ดีพอ

หรือ ท่านพ่อจะมองเขาเช่นไร

“ขอรับนายท่าน”

พ่อบ้านประจำตระกูลเซี่ยถึงกับหน้าถอดสี คุณชาย

ใหญ่ของจวนเป็นคนที่เข้มงวดอย่างมากกับการควบคุม

คนงาน กระทั่งตดินิสัยนำกลับมาใช้กับบ่าวไพร่ในจวน

หากเขามิชิงลงโทษบ่าวผู้นี้เสียก่อน พรุ่งนี้จะมิมีคน

ยืนเฝั้าหน้าจวนเสียแล้ว

“เจ้ามีอันใดว่ามา”

“มีคนจากตระกูลไปั๋ แคว้นต้าเฉียงมาขอพบขอรับ

พร้อมกับสิ่งนี้…” กล่าวจบก็ยื่นหยกชิ้นหนึ่งไปยังท่าน

พ่อบ้าน

พ่อบ้านอี้รับของมาแล้ว จึงไล่คนออกไป พร้อมกับ

หันไปยื่นให้แกนายท่านเซี่ย

ยามที่พ่อบ้านอี้เห็นหยกนั้น ก็ชะงักไปชั่วครู่

เช่นเดียวกับเจ้าของจวนผู้เป็นใหญ่ที่ได้รับหยกมาแล้ว

แววตาที่อ่อนกลับเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที

“เชิญเข้ามา”

“ใครกันหรือขอรับท่านพ่อ”

ชายชราเอ่ยเพียงเท่านั้น พ่อบ้านประจำตระกูลก็

รับรู้ได้แล้วว่าตนเองควรทำสิ่งใดต่อไป

ทันทีที่ประตูจวนถูกเปิดออกและยินยอมให้แขก

เข้ามาในจวน พ่อบ้านก็ได้เดินนำคนด้านหลังที่เรียกได้

ว่าแทบจะวิ่งเข้ามา

ประตูห้องโถงเปิดออก ร่างสองร่างถลาลงพื้นอย่าง

ไม่มีปีไม่มีขลุ่ย ทำเอาคุณชายทั้งสองตกใจเป็นอย่าง

มาก

หากแต่ผู้ที่นิ่งที่สุด ยังคงเป็นเสนาบดีเซี่ย และ

พ่อบ้านประจำตระกูล

“คารวะท่านเสนาบดี ข้าน้อยผู้นำตระกูลไปั๋และฮู

หยินมีเรื่องมาขอร้องให้ท่านช่วยขอรับ”

สตรีที่ใบหน้ายังคงคลุมผ้าเอาไว้ก้าวมาด้านหน้า

และคุกเข่าลง เรียกความตกตะลึงให้แก่คนในจวนเซี่ย

เป็นอย่างมาก

หากแต่ไม่ทันที่จะตั้งข้อสงสัยออกไป ใบหน้าใต้ผ้า

คลุมนั้นก็ค่อยๆ คลายออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่

แท้จริง

“เซี่ยเหริ่นหราน”

คุณหนูเล็กของตระกูลที่หายตัวไปจากแคว้นเมื่อ

หลายปีก่อน

นางมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

ในฐานะฮูหยินตระกูลไปั๋

“หรานเออร์ เป็นเจ้าจริงๆ หรือ” นัยน์ตาชราไม่

ทราบว่าเพราะตนเองแก่จนตาพล่าหรือเพราะม่าน

น้ำตาที่เอ่อล่นกันแน่ พยายามเพ่งมองไปยังสตรีมาใหม่

ทันที่จะได้สบสายตากันอย่างตั้งใจ

“ท่านพ่อ เป็นลูกเอง เป็นลูกเองเจ้าค่ะ หรานเออร์

ข้าอกตัญูยิ่งนัก อึก อือ” กล่าวจบนางก็ร่ำไห้ออกมา

ไม่รู้ด้วยความรู้สึกอันใดกันแน่ คะนึงหา สำนึกผิด

หรืออื่นใด

“ดี ดี ดียิ่ง น้องเล็กเจ้าปลอดภัยดีสินะ”

ผู้เป็นบิดายังคงนิ่งอึ้งอย่างกระทำสิ่งใดมิถูก

หากแต่บุตรชายทั้งสองกลับยินดีอย่างยิ่งในตัวน้องสาว

ของตนเอง ที่กลับมาและยังมีชีวิตรอดถึงทุกวันนี้

“เจ้าคะท่านพี่ ข้ามิรู้จะกล่าวคำใดออกมา ให้สาสม

กับสิ่งที่ข้าทำลงไป ข้า…ข้าทิ้งปัญหาไว้แล้วหนีเอาตัว

รอดไปเพียงผู้เดียว ท่านแม่ละเจ้าคะ ท่านแม่ไปไหน

หรือ แล้วแม่นมเล่า พวกนางไปตลาดหรือเจ้าคะ”

คล้ายกับว่านาง กำลังเอ่ยสิ่งที่ติดค้างในใจออกมา

ไม่หยุด เพียงแต่บางคำถามนั้นพวกเขาเองก็มิรู้ว่าจะ

ตอบว่าอย่างไร

“พวกนางจากไปนานแล้ว หลังจากเจ้าไปได้ไม่นาน

…”

“ข้า…อกตัญูจริงๆ”

ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าครอบครัวจะเข้าใจกัน

“เรื่องเป็นมาเช่นไรกันแน่ เหตุใดไปั๋ฮวาจึงโดนจับ

ตัวกลับมาได้กัน” นายท่านเซี่ยเอ่ยถามออกมาตรงๆ

เมื่อเรื่องราวระหว่างบิดาและบุตรจบลงแล้ว ก็

สมควรเป็นเรื่องราวระหว่างตระกูลต่อไป

“ท่านพ่อ…รู้” ฮูหยินไปั๋เงยหน้า แลสบตากับบิดา

เพียงเท่านั้น นายท่านเซี่ยก็รับรู้แล้วว่า ระหว่างมารดา

และบุตรจักต้องมีความบางอย่างต่อกัน

“อืม ข้าติดต่อกับนางแล้ว หากแต่นางมิยอมรับ

การช่วยเหลือใดๆ จากตระกูลเซี่ย” นางช่างเหมือนกับ

ลูกตอนวัยเยาว์ยิ่งนัก

ภาค 2 ตอนที่ 62 -เปิดเผยความลับสวรรค์-

“ใช่ขอรับ หลานบอกว่า หากต้องการช่วยเหลือ

นางจริงๆ ให้ตามหาคนที่ชื่อว่าเปั่ยจิน” เซี่ยหย่งหมิน

เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าหน่ายใจ

ไม่ใช่เพราะไม่อยากช่วยหลาน

หากแต่ สตรีที่ชื่อเปั่ยจิน คือใครต่างหากละ

“นั้นสิ น้องเล็กพอจะรู้หรือไม่” เซี่ยชิงหยูเอง เมื่อ

คิดสิ่งใดไม่ออกแล้ว จึงหันไปถามน้องเล็กของตนแทน

อย่างไรก็คนที่มาจากแคว้นเดียวกันเป็นแน่ มิ

เช่นนั้นไปั๋ฮวาจะรู้จักได้เช่นไรกัน

เช่นนี้ยังพอมีหนทางใช่หรือไม่ คิดได้ดังนี้ ใบหน้า

ราวกับทองคำที่สว่างไสวออกมาของตระกูลเซี่ยจึงคล้าย

กับพบทางออก

จากนั้นจึงหันไปมองบิดามารดาของนางทันที

“เปั่ยจินงั้นหรือ มิใช่ว่าคือนาง…” ฮูหยินไปั๋ยามที่

ได้ยินชื่อนี้ออกมาจากปากคนตระกูลเซี่ย ก็ถึงกับสีหน้า

ถอดสีออกไปทันที ไม่รวมไปถึงนายท่านตระกูลเซี่ย

ตัวการสำคัญนั้น

“ท่านพี่” น้ำเสียงอ่อนล้าหันไปมองยังสามีตนเอง

ช้าๆ

เมื่อสบตากันแล้วนายท่านไปั๋ก็รับรู้ได้ว่าอย่างไร

เสียก็คงหนีเรื่องเช่นนี้ไปมิได้

จึงตัดสินใจเล่าต้นสายปลายเหตุที่ทั้งสองได้มารู้จัก

กันออกไป รวมไปถึงการทำร้ายอย่างแสนสาหัสจาก

ครอบครัวที่ไปั๋ฮวาได้รับมาตลอด

“เจ้า…เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ”

“นั้นสิ พวกเจ้านี่มัน เลวร้ายจริงๆ”

นายท่านเซี่ยถึงกับทนมิไหว กระอักเลือกออกมา

ยามที่สองสามีภรรยาช่วยกันเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ

หลานสาวของตนเองออกมา

“อัก…อึก….พรวด”

แม้นดวงหน้าทั้งสองจะสำนึกผิดเพียงใด หากแต่

จิตใจคนเล่า จะรักษาอย่างไร มิใช่ว่าแตดสลายไปนับ

พันครั้งแล้วหรือ

“ท่านพ่อข้าผิดไปแล้วเจ้าคะ”

“นายท่านเซี่ย เป็นข้าน้อยเองที่เลอะเลือน เป็น

ต้นเหตุทั้งหมด อย่าได้ลงโทษหรือผิดใจกับบุตรของท่าน

เลยขอรับ นางถือว่าตนเองเป็นเพียงสตรีในห้องหอ

ตั้งแต่นั้นมา ข้าขออภัย”

นายท่านไปั๋ทำยกมือขึ้นมากุมหัวใจตนเองเอาไว้

ต้องบอกว่า แม้ชาวเมืองจะมีพลังปราณกัน แต่หากบาง

คนนั้นกลับมีเพียงขั้นต้นหรือเพียงแค่เปิดพลังได้และ

รับรู้ว่ามี

เมื่อหยินและหยางมิสมบูรณ์ ธาตุไฟมักจะเข้า

แทรกได้ง่าย ดังเช่นที่นายท่านเซี่ยกระอักเลือดออกมา

น้อยๆ นั้น

จากความโกรธตัวบุตรสาวและบุตรเขย ที่ทำตัวราว

กับคนไร้สมอง ทำร้ายบุตรสาวตนเอง จนเรื่องบาน

ปลายมาถึงเช่นนี้

หากนางมิโดนจับตัวกลับมา คงกลายเป็นคน

ตระกูลอื่นไปชั่วชีวติเป็นแน่

“แล้วอย่างไรสตรีที่ยืนมือเข้ามาช่วยนางผู้นี้

แท้จริงแล้วมีฐานะสำคัญอันใดกันแน่ เล่ามาให้หมด

อย่าริอาจปิดบังข้าอีกเป็นอันขาด”

“สตรีที่มีนามว่าเปั่ยจิน หรือที่จริงแล้วนางคือกู้

หลุนจินหรงกงจู่บุตรสาวขององค์หญิงเล็กแห่งราชวงศ์

จ้าวที่หายสาบสูญไปขอรับ”

“นางเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ เท่านั้น เหตุใดหลาน

ข้าจึงต้องการให้นางช่วยเหลือกัน”

“หากเพียงแค่นั้นคงดีกว่าขอรับ นางเป็นผู้มีพลัง

ปราณทั้งยังเป็นคนรักของชินอ๋องแคว้นเฉียนอีกด้วย”

“แคว้นเฉียนงั้นหรือเหตุ เกี่ยวพันกันเช่นนี้สินะ…”

ตามตำราโบราณของแคว้นจิ้น เกี่ยวกับปั่าม่าน

หมอก อีกมิกี่ราตรีผลไม้ศักดิ์สิทธิ์จะร่วงหล่นและเกิด

สงครามขึ้น

นั้นเป็นสาเหตุว่าทำไม ปั่าม่านหมอกถึงมีอาณาเขต

ติดกับแคว้นทั้งสี่ และแคว้นจิ้นจึงมีธิดาเทพ

นับว่าแคว้นจิ้นคือผู้ที่ตื่นรู้ก่อนผู้ใดมาตั้งแต่แรก ว่า

หนึ่งในสายเลือดของผู้ก่อนตั้งย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับ

การเปิดทางในครั้งนี้

เมื่อมิใช่จิ้นย่อมเป็นเซี่ย!

การผูกมัดระหว่างราชวงศ์จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่แรก

ไม่ใช่เพราะความหวังดี แต่หากคือการควบคุมให้

อยู่ใต้อำนาจมากที่สุด

และความผิดพลาดเดียวที่จิ้นทำไป คือการปล่อย

ให้ ธิดาเทพคนก่อน หรือก็คือมารดาของไปั๋ฮวาหนี

หายไป

แล้วอยู่นอกเหนือการควบคุม!

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่จะเข้าไปนพผลไม้

ศักดิ์สิทธิ์นั้นมาได้ ย่อมต้องแลกกับคนในคำทำนายทั้งสี่

แล้วใช้เลือดของพวกเขาคลายผนึก

แต่ในที่สุดความพยายามของแคว้นจิ้น ก็ได้รับ

ผลตอบแทน

“ท่านพ่อ ท่านรู้”

คำนายนายในคัมภีร์โบราณเล่มนั้นนอกจากผู้นำ

ตระกูลและผู้ถูกเลือกแล้ว ย่อมมิมีใครรู้ว่าแท้จริงแล้ว

มันต้องใช้เลือด!

เลือดจากใจกลางของร่างกาย!

หัวใจ!

นั้นมิเท่ากับการแลกชีวิตหรือ!

ไม่ นางไม่ต้องการให้ไปั๋ฮวาแลกชีวิตเด็ดขาด!

“เพราะเหตุนี้ เจ้าเลยทำเช่นนี้หรือ”

“ลูกขอโทษเจ้าค่ะ ลูกไม่อยากกลับแคว้นจิ้น หาก

กลับมาก็จะง่ายแก่การตามตัวมากขึ้น” นางอธิบาย

ออกไป

“เจ้า…เห่อ ช่างเถิดเช่นไรมันก็ผ่านมาแล้ว ข้าเพียง

อยากเตือนเจ้าว่าหลังจากนี้จะเกิดอันใดขึ้นก็จงรับให้

ได้”

ความรู้สึกของเด็กคนนั้นต่างหากเล่า

นายท่านเซี่ยเข้าใจเป็นอย่างดีสำหรับสิ่งที่บุตรสาว

ของเขาได้ทำลงไป ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขามิสามารถ

ปกปั้องคนในระกูลนี้ได้

เมื่อบิดาไม่เอ่ยอันใดออกมา อีกทั้งตระกูลเซี่ยเองก็

ไม่สามารถช่วยเหลืออันใด เซี่ยเหริ่นหรานย่อมมีสิทธิ์

กระทำเพื่อตนเองเช่นกัน

“เราจะติดต่อนางอย่างไรดี สตรีที่มีชื่อว่า เปั่ยจิน

นั้นนะ” นายท่านไปั๋เอ่ยถามออกมา

“ข้าจะส่งคนกลับไปยังแคว้นต้าเฉียงขอรับ ขอให้

คนเร่งส่งข่าวไปยังนางอีกครา หากแต่ข่าวที่ได้ยินมาคือ

นางมิปรากฏตัวมานานแล้ว หลังจากที่ไปั๋ฮวาโดนจับตัว

ไป หากเป็นไปตามที่คาดไว้ คือตอนนี้นางเดินทางมายัง

แคว้นจิ้นแล้วขอรับ”

“ดี เช่นนั้นข้าจะเตรียมกำลังคน เผื่อช่วยเหลือไปั๋ฮ

วา” เซี่ยหย่งหมินและเซี่ยชิงหยูเอ่ยออกมา

เมื่อหลีกหนีไม่ได้ ก็จงเข้าร่วม และแข็งแกร่งกว่า

นั้นคือสิ่งที่บรรพชนตระกูลเซี่ยถ่ายถอดกันมา

ภาค 2 ตอนที่ 63 -สงครามเริ่มขึ้นแล้ว-

เดือนที่เก้า วันที่ยี่สิบสี่

เดือนที่เก้า วันที่ยี่สิบสี่ ยามซื่อ (เวลา 09.00-

10.59 น.) บรรยากาศในแคว้นจิ้นเริ่มเปลี่ยนไปทีละ

น้อย หมอกหนาที่แผ่ออกมาจากปั่าม่านหมอก เริ่มปก

คลุมพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาเรื่อย ๆ กระทั่งเมืองหลวง

แคว้นจิ้นเอง ยังเห็นได้ชัด

ห้องบรรทม วังหลวง แคว้นจิ้น

หยงซีฮ่องเต้ลุกขึ้นมาบนเตียงของตนเองช้าๆ

พร้อมกับใบหน้าที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว

“ฝั่าบาท ตระกูลไปั๋ เข้ามายังแคว้นจิ้นแล้วพะยะ

ค่ะ” ขันทีข้างกายรีบรายงานความเคลื่อนไหวทันที

มือทั้งสองข้างของขันทีคนสนิทค่อยๆ สวมชุดคลุม

ให้อย่างช้าๆ

“นางก็กลับมาด้วยสินะ”

ยามที่ได้ยินคำถาม ขันทีคนสนิทที่อยู่ข้างกายมา

นาน ก็รับรู้ได้ทันที ว่าหยงซีฮ่องเต้หมายถึงผู้ใด

“พะยะค่ะ” ใบหน้านิ่งพยักศีรษะลงช้าๆ ก่อนจะ

เดินออกไปยืนตำแหน่งของตนเอง ก้มหน้าลงกับพื้น

เซี่ยเหริ่นหรานนั้นเอง ธิดาเทพคนก่อน ผู้ซึ่งกุม

หัวใจของฮ่องเต้แคว้นจิ้นเอาไว้ และบดมันให้แหลก

สลายไม่เหลือชิ้นดี

“พระองค์จะทำเช่นไรกับนางพะยะค่ะ” แววตาเจ้า

เล่ห์ของขันทีมองไปยังคนด้านหน้าอย่างตั้งคำถาม

จากนั้นจึงเอ่ยถามออกมา

“เจ้าไปบอกทหารให้เตรียมตัวอีกสองชั่วยามเราจะ

เคลื่อนทัพ ไปยังปั่าม่านหมอก”

“พะยะค่ะ”

“แล้วอย่าลืมจัดเตรียมกำลังทหารที่มีฝีมือที่สุด

ควบคุมตัวธิดาเทพไปั๋ฮวาเอาไว้”

น่าแปลกที่นางมิคิดดิ้นรน หรือหาทางหนี หรือนาง

กำลังวางแผนอันใดกันแน่

แต่อย่างไรอีกไม่กี่ชั่วยามต่อจากนี้ พวกเจ้าก็จะต้อง

พ่ายแพ้ให้แก่ข้า

ขันทีคนสนนิทรีบให้นางกำนัลไปแจ้งข่าวแก้

ตำหนักเทพทันที เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง

สถานการณ์ภายในตำหนักของธิดาเทพในตอนนี้

แม้ว่าจะมีองครักษ์และทหารล้อมรอบ แต่คนด้านใน

กลับมิได้รู้สึกอันใดไปมากกว่าการพักผ่อนและรอคอย

เวลาเท่านั้น

“คุณหนูอาหารมาแล้วเจ้าค่ะ”

“อืม”

เมื่อให้นางกำนัลวางอาหารไว้ด้านในแล้ว ก็ได้ให้

ทุกคนออกไปทั้งหมด กิจวัตรประจำวันเช่นนี้ ล้วนเป็น

ที่ชินชาแก่ผู้ที่จับตามอง

เพียงแค่มือของนางสัมผัสไปโดนถาดอาหารกลับ

ปรากฏอักขระขึ้นมาพร้อมกับข้อความสำคัญขึ้น

“จดหมายอีกแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ มาช่วยข้างั้น

หรือ”

กระทั่งข้อความสำคัญที่บอกว่าบิดามารดาของนาง

เดินทางมายังแคว้นจิ้น เพื่อมาช่วยนาง

เหอะ นางอยากขำเสียจริง ถ้าหัวเราะจนฟันร่วงได้

จะเป็นไรหรือไม่นะ

อักขระตรงหน้าเป็นอักขระสายเลือดและระบุ

ตัวตน เมื่อนางอ่านจบ อักขระที่ปรากฏก็หายไปราวกับ

ไม่มีสิง่ใดปรากฏขึ้นมาก่อน

นี่คือสิ่งที่ราชวงศ์ไม่เคยรู้ เป็นอีกหนึ่งในความลับ

ของตระกูลเซี่ย

คัมภีร์อักขระโบราณ!

ยังไม่ทันที่ไปั๋ฮวาจะทานอาหารที่ได้ยกมา กลับมี

เสียงคลื่นไหวเกิดขึ้นภายนอก

มีทหารองครักษ์จากตำหนักของฮ่องเต้มาเยือนที่

ของนาง

“บอกให้ธิดาเทพเตรียมตัวอีกสองชั่วยามจะ

เดินทาง”

“เจ้าค่ะ”

แน่นอนว่าเสียงที่ส่งออกมาค่อนข้างดังมาก นางจึง

เอ่ยตอบกลับไปทันที แม้ว่าตนเองจะอยู่ด้านในก็ตาม

นางไม่ชอบให้ใครรบกวนเวลาทานอาหารของนาง

“ข้าขอเวลา หนึ่งเค่อเถิด” เจ้าของอาหารบนโต๊ะ

เอ่ยตอบทหารหน้าห้องกลับไป

นางเพียงแค่ทำตัวเงียบ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจก็

เท่านั้น แค่ไปม่านม่านหมอก ทุกอย่างก็จบลงมิใช่หรือ

ไง

เพียงแค่ชั่วพริบตาที่คนภายนอกมิทันสังเกต

เครื่องประดับของนางกลับมีแสงประกายวาบพาดผ่าน

และจางหายไป

คุณหนูของนางส่งสัญญาณมาแล้ว!

ต้องบอกว่าหากตระกูลเซี่ยมีคัมภีร์อักขระโบราณ

แล้วละก็

ความสามารถที่ติดตัวนางมาในโลกนี้นั้นคือ การ

สร้างกระจกเวทย์ที่สามารถสื่อสารกับอีกฝังได้ ต้นทาง

และปลายทางเคยมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือ

นางเคยไปที่แห่งนั้นมาแล้ว

และนางกำลังจะใช้มัน!

หลังจากที่มาอยู่ในโลกใบนี้เกือบสองเดือน!

จวนเสนาบดีเซี่ย แคว้นจิ้น

ขณะที่คนในตระกูลเซี่ยและตระกูลไปั๋กำลัง

เคร่งเครียด กับการหาหนทางช่วยเหลือทายาท ทั้งยัง

ต้องรอฟังข่าวที่ไร้ที่มา

“ท่านพ่อนั้นม่านอันใดกันเจ้าค่ะ” มารดาของไปั๋ฮ

วาคือบุคคลแรกที่หันไปเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

ม่านพลังสีขาวที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและกำลังปรากฏ

ใบหน้าของใครบางคน

“หืม นั้น… ไปั๋ฮวา” นายท่านไปั๋เอ่ยขึ้นมา ยามที่

เห็นว่าใบหน้านั้นคือบุตรสาวของตนเอง

สีหน้าหลากหลลายอารมณ์ที่พยายามสะกดเอาไว้

มิให้แสดงออกมากเกินไป

กระทั่งไปั๋ฮวาเองที่เห็นพวกเขาผ่านม่านนี้ ยังบอก

ตนเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอีกฝังกำลังรู้สึกเช่นไรกันแน่ ดีใจที่

ตนเองยังปลอดภัย หรือเสียใจที่ตนเองปลอดภัย

กระทั่งฮูหยินไปั๋เอง ประโยคแรกที่นางเอ่ยออกมา

ยิ่งทำให้ไปั๋ฮววา รู้สึกว่าครอบครัวตนเอง ช่างมิเคย

เปลี่ยนไปจริงๆ

“นางมีพลังได้อย่างไรกัน” ไปั๋ฮูหยินก็ยังคงเอ่ย

ออกมาอย่างแปลกใจ เพราะนางผลึกพลังของบุตรสาว

เอาไว้และมั่นใจว่า ไม่มีทางที่บุตรสาวคนเดิมของนางจะ

แก้ไขมันได้

แล้วอย่างไรเล่า นางในตอนนี้หาได้สนใจไม่

ไปั๋ฮวาหรือ มิใช่ ฮวาเออร์ต่างหากเล่า หญิงสาว

สงบอารมณ์ตนเองกลับมา และตัดสินใจเอ่ยในสิ่งที่

ต้องการออกไปกับตระกูลเซี่ยทันที

“ข้าขอคารวะท่านผู้นำตระกูลเซี่ย” ใบหน้างามที่

ไร้อารมณ์เอ่ยออกมา

“นั้นหลานพวกข้างั้นหรือ งดงามมาก” ท่านลุงทั้ง

สองของนางก็อดที่จะเอ่ยปากชมออกมามิได้

ยามนี้การแต่งกายในชุดเทพธิดาของชนเผ่าทุ่งหญ้า

กอปรกับสัญลักษณ์ของเทพธิดาและมทายาท

ตระกูลเซี่ยที่ปรากฏนั้น ยิ่งส่งเสริมให้นางดูราวกับ

เทพธิดาจริงๆ

“ฮวาเออร์ลูก ทำได้เยี่ยงไร” ไปั๋ฮูหยินถามออกมา

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“เรื่องนั้น คงเป็นเพราะพลังของข้าตื่นขึ้นกระมัง

เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น เหตุใดลูกไม่หนีออกมาเล่า บิดามารดา

ห่วงหาเจ้ายิ่งนัก”

“งั้นหรือเจ้าค่ะ”

“บิดาและมารดาขอโทษเจ้า ให้อภัยพวกข้าได้

หรือไม่”

“ข้ามิสามารถให้อภัยพวกท่านได้จริงๆ เจ้าค่ะ”

“เหตุใดเล่า เจ้ายังโกรธบิดามารดาอยู่หรือ”

“เปล่าเจ้าค่ะ ยามเมื่อข้าได้ทราบเหตุผลขอลพวก

ท่านแล้ว ข้าก็ปล่อยว่าง หากแต่เด็กคนนั้นได้ตายจาก

ไปตั้งแต่วันที่ไปเฝั้าศาลบรรพชนแล้ว”

“โธ่ ฮวาเออร์ เจ้าเอ่ยเช่นนี้ อึก อือ”

“นั้นเป็นเพราะการกระทำของพวกท่านเอง

ต่างหาก หากได้เกี่ยวอันใดกับข้าไม่ พวกท่านลองคิดให้

ดีเถิด สิ่งที่พวกท่านทำมันถูกต้องหรือไม่”

“พวกข้าแค่อยากปกปั้องเจ้า”

“เช่นนั้นข้าถามท่านหนึ่งคำ ตั้งแต่ข้าเกิดขึ้นมาจน

เติบใหญ่ มีเวลาใดบ้างที่พวกท่านรักข้าอย่างจริงใจ”

“อึก”

“ข้า…พวกข้าไม่คิดมาก่อยเลยว่า การกระทำเช่นนี้

จะทำให้เราต้องเสียเจ้าไป”

“ข้าเพียงมาแจ้งข่าวแก่พวกท่านว่า มิจำเป็นต้อง

สอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป

อย่างที่เคยเป็น ตระกูลเซี่ยก็ยังคงไร้ตัวตน กรทั่งตระกูล

ไปั๋ก็ทอดทิ้งข้าไปเช่นเดิมอย่างที่เคยทำเถิด”

อีกไม่นานข้าจะจบเรื่องราวทุกอย่างลง

ปั่าม่านหมอกชั้นใน ชายแดนแคว้นจ้าว

เหล่าทหารชายแดนแคว้นจ้าวในตอนนี้ กำลัง

เตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ริมชายแดน อาณาเขตที่

ติดต่อกับแคว้นอื่นๆ พร้อมทั้งชายแดนระหว่างปั่าม่าน

หมอก

ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามา พร้อมคุกเข่าลงกับพื้น

คารวะบุคคลในห้องที่กำลังรอคอย

“คารวะองค์ชาย ขณะนี้ ท่านแม่ทัพได้ประจำ

ทหารไว้อย่างเข้มงวดเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่

องค์หญิงจ้าวจินเออร์แนะนำไว้แล้วพะยะค่ะ”

“ดีมาก บอกทุกคนให้ระวังเอาไว้ อาจเกิด

เหตุการณ์สัตว์อสูรอาละวาดเร็วๆ นี้ และให้ระมัดระวัง

ชายแดนแคว้นจิ้นเอาไว้”

ภาค 2 ตอนที่ 64 -การปะทะกันของหุ่นเชิด-

กระทั่งแคว้นเฉียนและแคว้นต้าเฉียงเองก็ตาม

ในตอนนี้ได้ยกระดับการปั้องกันเมืองขึ้น เพื่อ

เตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่ไม่คาดคิด

ทหารแคว้นจิ้นมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น

“เหตุใดพวกมันจึงนำตัวนางเข้าไปด้านในปั่าม่าน

หมอกเล่า มิใช่เจ้าบอกว่าเรา มีเวลาอีกหนึ่งราตรี ก่อน

จะถึงวันนั้นมิใช่หรือ แต่นี่มัน…”

“นั้นสิ”

หยางคงและต้าเฟยเฉิงที่ออกไปสังเกตการณ์และดู

พื้นที่รอบข้างรวมถึงสถานการณ์ชายแดนปั่าม่านหมอก

ก็ให้รีบกลับมาและถามออกไปด้วยความสงสัย

ตงิดในใจเล็กๆ

“แล้วเหตุใดวันนี้ สัตว์อสูรจึงเดินกันให้กวัก มิใช่ว่า

ยังอยู่ในช่วงบำเพ็ญเพียรของพวกมัน” ต้าเฟยเฉิงเอ่ย

ออกมาอย่างงุนงงในสถานการณ์ตรงหน้า ในขณะที่คน

อื่นๆ กำลังยืนมองเหตุการณ์อย่างสงบนิ่ง

คนอื่นๆ ที่ว่าก็เป็น

“ใช่ อีกหนึ่งราตรีของมนุษย์ แต่เป็นหกชั่วยาม

ของเหล่าสัตว์อสูร” สตรีเพียงผู้เดียวในกลุ่มยิ้มแหยๆ

ออกมาราวกับคิดได้แล้วว่าตนเองนั้นลืมสิ่งใดไป

นางค่อยๆ เขยิบกายไปยังด้านหลังของบุรุษผู้เป็น

คู่หมั้น ใบหน้าน้อยๆ ชะโงกออกมา

หนึ่งราตรีไม่ผิด และหกชั่วยามยิ่งไม่ผิด!

นางไม่ผิด!

เพียงแต่พวกเขาคิดว่ามันคือ เดือนที่เก้า วันที่ยี่สิบ

ห้ายามอู่ (เวลา 11.00-12.59 น.) มิใช่เดือนที่เก้า วันที่

ยี่สิบห้ายามจื่อ (เวลา 23.00-24.59 น.) เช่นนี้

มันรวดเร็วเกินไป!

ไม่สิ! หากพวกเขายึดมั่นโดยมิเห็นเหตุการณ์เหล่านี้

มิใช่ว่าจะพ่ายแพ้ฮ่องเต้แคว้นจิ้นไปแล้วหรือ

อนาจใจแท้ นางช่างทำให้พวกเขาตามไม่ทันจริงๆ

“เจ้า…อีกแล้วสินะ”

“ข้าลืม” ใบหน้างามที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกยัง

เอ่ยคำนั้นออกมา ชวนให้ผู้คนโดยรอบรู้สึกปลงเสีย

มากมาย

“เจ้านี่มันเหลือเชื่อจริงๆ แม่นางจินเออร์” ต้าเฟ

ยเฉิงอดไม่ได้ที่จะปราชดออกไป กรามหนากัดไปมา

เพื่อสะกดอารมณ์ตนเองเอาไว้

“จะโทษข้า ก็ต้องโทษจินหลงสิ เขาเป็นถึงบรรพ

บุรุษของพวกมันแต่กลับมิเอ่ยเตือนข้า”

อันที่จริงแล้ว เดี๋ยวจินหลงก็เอ่ยขึ้นมานั้นเองแหละ

นางเลยไม่กังวลใดๆ

ที่สำคัญผู้ควบคุมอักขระของปั่าชั้นใน ก็ยันยืนอยู่

ตรงนี้ ไม่ใช่หรือไง

“เจ้าโบ้ยให้คนอื่นเยี่ยงนี้เลยหรือ ยัยอัปลักษณ์

น้อย” จินหลงเองเอ่ยกลับไป อดที่จะหมั่นไส้สตรี

ตรงหน้ามิได้

นางไว้ใจพวกเขามากขนาดนั้นมาตลอดจริงๆ

“ข้าเปล่า เพียงเอ่ยความจริง” เปั่ยจินเอ่ยตอบ

ต้าเฟยเฉิงที่ทำเพียงส่ายหัวของตนเองน้อยๆ กับ

ท่าทางไม่หยีระใดๆ ของนาง

“ข้าละหมดคำจะเอ่ยกับเจ้าจริงๆ”

“งั้นก็เก็บปากเจ้าไว้แตกหน้าหนาวเสียสิ”

เปั่ยจินตอบกลับไปเบาๆ หากแต่อีกฝังที่ได้ยินไม่

ชัดจึงเอ่ยถามกลับไปด้วยใบหน้าสงสัย

“เจ้าว่าอันใดนะ”

“เปล่า”

“เจ้าด่าข้าแน่ ๆ แม้ข้าจะมิเข้าใจ แต่สัมผัสข้ามัน

บอกเยี่ยงนั้น”

กองทัพแคว้นจิ้นเดินทัพไปยังปั่าม่านหมอก แม้

ไปั๋ฮวาจะสงสัยเพียงใดว่า เขาต้องการอันใดกันแน่ แต่

นางก็ทำเพียงนั่งเงียบๆ ต่อไป

การเดินทางของไปั๋ฮวาหนนี้ นางได้นั่งรถม้าไป

กับหยงซีฮ่องเต้ แน่นอนว่าเขากำลังจับตามองนางอยู่

และใช้ความคิดอย่างใคร่ครวญ

องครักษ์และทหารนับหมื่นนายที่อยู่รอบรถม้าคอย

อารักขาความปลอดภัย

“พระองค์ต้องการทำอันใดกันแน่เพคะ” หญิงสาว

ทนกับความเงียบมานานจึงเลือกที่จะถามออกไป

แต่หากอีกฝั่ายไม่ต้องการตอบ นางเองก็มิได้ว่า

กระไร เพียงทำลายความเงียบเท่านั้น

“อืม เจ้าอยากรู้งั้นหรือ”

“เพคะ หม่อมฉันมิเห็นว่าพระองค์จะได้รับอันใด

จากสงครามที่กำลังก่อในครั้งนี้”

ใช่ บุรุษตรงหน้านางกำลังจะก่อสงคราม

สงครามที่ยากแก่การรับมือ

สงครามหุ่นเชิด

“รวบรวมแคว้นในใต้หล้าและขึ้นเป็นหนึ่งใน

ดินแดนนี้ จุดประสงค์ของข้ามันมองยากเกินไปงั้น

หรือ”

“แต่พระองค์ใช้หุ่นเชิดจากศพคนตาย”

“แล้วอย่างไรเล่า ในเมื่ออย่างไรทหารพวกนั้นก็

ต้องตายในสนามรบ ข้าเพียงทำให้พวกมันตายก่อน

แล้วใช้ประโยชน์จากพวกมันอย่างเต็มที่ ก็เพียงเท่า

นั้นเอง ฮ่า ๆ”

และใช่ สิ่งที่นางรู้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างคือ หยงซี

ฮ่องเต้ผู้นี้ มีปราณควบคุม เป็นอักขระสายมืด จะ

เรียกว่าเป็นนิยายประหลาดก็ย่อมได้

นั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้นางยังอยู่ตรงนี้ นางต้องหา

วิธีการแก้ไขหุ่นเชิดนี้ให้ได้

หยงซีฮ่องเต้ใช้ศพของคนที่ตายไปแล้ว ปลุกมัน

ขึ้นมาและบังคับให้กลายเป็นทหารเดินได้ที่ไร้จิตใจ

ยิ่งไปกว่านั้นคือ ฮ่องเต้ผู้นี้ ใช้ทหารที่ยังมีชีวิตอยู่

นับหมื่นคน และทำให้ตกตายลง จากนั้นจึงให้ดื่มเลือด

ของตนเองที่ผ่านการลงอักขระควบคุม

เหล่าทหารเดินได้ที่ตายไปแล้วพวกนี้ จึงฆ่าไม่ตาย

และที่สำคัญยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ในแผนการครั้งนี้

และหากนางคาดเดาไม่ผิด

พวกมันต้องการผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เพื่อตนเอง

แต่เพื่อพวกทหารหุ่นเชิดที่ตายไปแล้วต่างหาก

ในสงครามนอกจากผู้นำทัพและกุนซือที่แข็งแกร่ง

แล้ว ทหารคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ หากผู้ใดได้ไปครอบครองแล้ว จะ

ทำให้มีชีวิตยืนยาว

เป็นอมตะ!

ทหารเหล่านั้นคือจุดประสงค์ของหยงซีฮ่องเต้!

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ใบ้ให้ว่าจริงรีบส่งสัญญาณไปยัง

คุณหนูของตนเอง เพื่อให้รู้เหตุการณ์ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในภายภาคหน้า

หากแต่นางลืมไปว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาในตำหนัก

นั้น มิใช่ว่านางมิไม่ได้รับผลกระทบอันใด

“อึก เจ็บเหลือเกิน ทำไมเจ็บเยี่ยงนี้ เกิดอันใด

ขึ้นกับร่างกายของข้า” มุมปากของไปั๋ฮวาโค้งลงด้วย

ความเจ็บปวด สองมือที่กำไปที่หัวใจอย่างต้องการจะ

จับให้มันหยุดเจ็บปวดเสียที

“นี่ท่านท่านทำอะไรกับข้ากันแน่” ใบหน้างามที่

เจ็บปวดแสนจะทน น้ำตาที่ค่อยๆ เอ่อคลอล้นออกมา

“หึหึ เจ้าคิดว่า อักขระเลือด ใช้ได้เพียงแต่กับศพ

เท่านั้นหรือ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏชัดออกมา เมื่อมอง

ไปยังผลงานตรงหน้า

“เจ้าวางยาข้าเช่นนั้นหรือ”

“ก็ในเมื่อเจ้าคือตัวแปรสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้

อย่างไรข้าก็ต้องตอบแทนเจ้าให้ดีอยู่แล้ว”

“สารเลวยิ่งนักเจ้าฮ่องเต้ชั่ว”

“ฮ่า ๆ ๆ ต่อให้เจ้าด่าข้าเยี่ยงไร แต่ตอนนี้เจ้าก็

กลายเป็นคนของข้าแล้วไปั๋ฮวา”

และแน่นอนว่าก่อนที่สติของนางจะดับลง นาง ได้

ส่งสัญญาณไปยังไปั๋ฮวา และสลบไปทันที

จิตวิญญาณของนางตอนนี้ได้เข้าไปหลับใหลอยู่ใน

ห้วงลึกของสิ่งที่เรียกว่าตันเถียน คล้ายกับว่านางกำลัง

ถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก อยู่ในจิตใต้สำนึก วิญญาณของ

ตนเอง ทำอย่างไรก็ไม่ สามารถออกไปได้

ยามที่ไปั๋ฮวาผู้นี้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นัยน์ตาที่ดำ

สนิท ไร้ก้นลึก ก็ปรากฏขึ้น ฮ่องเต้หันไปมองสตรี

ตรงหน้าด้วยแววตาแปลกประหลาด มุมปากที่ยกขึ้น

อย่างช้าๆ นั้น แสดงให้เห็นว่าพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่

เกิดขึ้นเพียงใด

“กงกง สั่งทหารของเราให้ เริ่มโจมตีแคว้นทั้งสาม

ได้”

“พะยะค่ะ”

อีกไม่กี่ชั่วยาม เราจะเริ่มโจมตีปั่ามันหมอก เพื่อเข้า

ไปด้านในของปั่าชั้นในและแย่งชิงผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ออกมา

ให้ได้

“ฝั่าบาทใกล้ถึงแล้วพะยะค่ะ”

ทางด้านของเปั่ยจินที่รับรู้ได้ว่า แหวนของนางได้

ถูกทำลายลงแล้ว นั้นแปลว่า ไปั๋ฮวากำลังต้องการความ

ช่วยเหลือ

“แย่แล้วเกิดเรื่องขึ้นกับไปั๋ฮวา” เปั่ยจินหลุดเสียง

ดังขึ้นมาราวกับตะโกน เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังบางส่วนที่

นางสร้างได้แตกสลาย

“เกิดอะไรขึ้นกับนาง”

“เกราะพลังของข้าที่มอบให้นางไว้ในยามนี้ได้แตก

สลายลงแล้ว”

“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรกันดี”

“เคร้ง”

“เกิดอันใดขึ้น”

ภาค 2 ตอนที่ 65 -การปะทุของโทสะเปั่ยจิน-

หลังจากเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นในแคว้นจิ้น เปั่ย

จินก็ได้นำเหล่าทหารและองครักษ์ของหน่วยราตรีกาล

มายังทางเข้าของปั่าม่านหมอก

แน่นอนว่าด้วยพลังของนางจึงสามารถเดินทางถึง

บริเวณชายปั่าได้ก่อนที่กองทัพแคว้นจิ้นจะมา

หนึ่งในหน่วยราตรีกาลวิ่งเข้ามาด้านในกระโจมที่

เปั่ยจินกำลังนั่งคุยกันอยู่ สีหน้าของคนของนางดู

หวาดหวั่นและวิตกมากเกินไป

เสียงที่ส่งมาก่อนที่จะปรากฏตัว ทำให้คนที่นั่งฟัง

รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ

“นายท่าน เกิดการปะทะขึ้นขอรับ” หนึ่งในหน่วย

ราตรีกาลเอ่ยออกมา สีหน้าหวาดหวั่นยังคงไม่หายไป

“เกิดการปะทะขึ้นของผู้ได้” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยถาม

กลับไปด้วยใบหน้าชวนสงสัย

เพราะจากการคำนวณกว่ากองทัพแคว้นจิ้นจะ

เดินทางมาถึงก็เกือบหนึ่งชั่วยาม

หรือจะเป็นสัตว์อสูรอาละวาดกัน

“ทหารของแคว้นจิ้น กับคนของเราครับ”

ยังไม่ทันที่อีกฝั่ายจะรายงานจบ ทหารอีกหนึ่งนาย

ก็วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นกลัวยิ่งกว่าเก่า

“แย่แล้ว ทหารพวกนี้ฆ่าไม่ตาย”

ยามนี้เหล่าทหารกล้า และหน่วยราตรีกาล เมื่อได้

ยินว่าทหารด้านหน้าจากแคว้นจิ้นคือศพที่เดินได้ ก็เริ่ม

รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที

อย่างไรคนตายก็คือคนตาย แต่คนที่ตายแล้ว

สามารถเดินได้ และขยับกายได้ยิ่งน่ากลัวขึ้นไป

แล้วแคว้นจิ้น ยังสามารถทำให้ศพเหล่านั้น ฟืนคืน

ชีพมาเป็นคู่ต่อสู้กับพวกเขา ไม่ว่าจะทำอย่างไร ศพพวก

นั้นก็กลับมายืนขึ้นได้เสมอ

“คุณหนูขอรับ แย่แล้ว ทหารแคว้นจิ้นตอนนี้

กลายเป็นศพหมดแล้วที่สำคัญพวกมันยังฆ่าไม่ตายและ

ลุกเดินขึ้นมาต่อสู้กับพวกเราได้”

“ใจคอโหดเหี้ยมยิ่งนัก เจ้าฮ่องเต้ชั่ว ถึงกับใช่คน

ตายเข้ามาต่อสู้อย่างงั้นหรือ” นางทนมานาน เพียง

เพราะไม่อยากก่อสงคราม เพราะคนที่จะเดือดร้อนหา

ใช่ใครอื่น นอกจากชาวบ้านตาดำๆ เท่านั้น

“พวกเราจะทำเช่นไรกันดี”

“อักขระเลือดควบคุมศพ แต่ข้าไม่เข้าใจว่า เหตุใด

แคว้นจิ้นถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้”

“เพราะผลไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้น หากคนธรรมดากินเข้า

ไปแล้ว ย่อมอมตะ แต่หากนำไปให้เหล่าทหารพวกนั้น

กินเข้าไป ก็จะกลายเป็นทหารผีดิบโดยสมบูรณ์เช่นนั้น

สินะ”

สภาพศพที่ แม้ว่าแขนจะขาด ตาจะบอด ผิวหนัง

จะเปือยยุ้ยเช่นไร ก็จะยังลุกขึ้นมาต่อสู้ได้เสมอ

และสิ่งสำคัญหากพวกมัน ได้กินผลไม้ศักดิ์สิทธิ์เข้า

ไปแล้ว ร่างกายของพวกมันก็จะคล้ายผีดิบที่ต้องกิน

เลือดสดๆ จากร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์เป็นอาหาร

“บอกให้คนที่ไร้พลังทั้งหมดถอยกลับไปอยู่กอง

หลัง หน่วยราตรีกาล ไปอยู่ทัพหน้าและรักษาชีวิต

ตนเองเอาไว้ หากสู้ไม่ได้ให้ถอยกลับมา” เปั่ยจิน

พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่า ให้คนของตนเองเป็น

ทัพหน้าจะสามารถรักษาชีวิตได้ง่ายกว่า

“ขอรับนายท่าน”

“จินหลงเจ้ารู้หรือไม่ ว่าเราจะหาทางรักษาคนพวก

นั้นได้อย่างไร “

“คนพวกนี้ กลายเป็นเช่นนี้ได้ เพราะการได้ลืม

เลือด ผสมอักขระของใครบางคน วิธีแก้ก็คือเราจะต้อง

ฆ่า เจ้าของอักขระเลือดผู้นั้นเสีย”

“แล้วใครกันเล่าที่เป็นเจ้าของเลือด”

“มันต้องมีวิธี”

“พวกเราลุย หากใครสู้ไม่ไหว ให้ถอยกลับไป อย่า

ละทิ้งชีวิตตัวเอง จำไว้”

“ขอรับหัวหน้า”

หน่วยราตรีกาลจำนวนกว่าพันนาย วิ่งออกไป

พร้อมกัน แต่หากไม่ได้วิ่งออกไปไกลนัก ยังอยู่อยู่ใน

บริเวณที่คุณหนูของพวกเขากำหนดเอาไว้

เนื่องจากการลงอักขระพื้นที่เอาไว้ เมื่อไม่ไหวให้

ถอยกลับมาในพื้นที่ ก็จะสามารถฟืนฟูพลังของตนเอง

ได้ อีกทั้งหากเป็นศัตรูก็จะไม่สามารถเข้ามาได้ ด้วยเหตุ

นี้จึงยังสามารถยื้อเวลาให้กับพวกเขาได้อีกมาก

การต่อสู้โรมรันมาเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เหล่า

ทหารที่มีพลังปราณต่างเข้าต่อสู้

แต่เพียงไม่นานนัก ร่างของสตรีนางหนึ่งก็โผล่

ขึ้นมาจากหมอกหนาของทัพซากศพ

ไปั๋ฮวา! ขณะนี้นางกำลังช่วยทัพฝังศัตรู

“กล้าดีอย่างไร พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร ถึงกับใช้นาง

ให้เป็นหุ่นเชิด” โทสะที่คนรอบกายเปั่ยจินมิเคยเห็นมา

นาน ปะทุขึ้นอีกครั้ง

หมอกหนาที่มี โดนขจัดออกไปด้วยปราณแสง

เหล่ากองทัพซากศพ ต่างกรีดร้องกันระงม จึงแม่ทัพฝัง

พวกมันต้องถอยกลับไป

จวินเทียนหลง รีบเข้าหาคนรักของตนเอง เพื่อ

ยับยั้งความเกรี้ยวกราดที่กำลังก่อตัว

กระทั่งจินหลงเอง ก็ยังหายตัวเข้ามิติไปทันที เมื่อ

เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ส่วนต้าเฟยเฉิง หยางคงและฉีหม่า ต่างตกตะลึงไป

แล้ว แต่สติก็กลับมาภายในเสี้ยววิ และเร่งเข้าไป

คุ้มครองคนที่สติกำลังเลือนหาย

นางมิได้สติแตก นางเพียงกำลังควบคุมสติตนเอง

คิดไม่ถึงว่าความร้ายกาจของหยงซีฮ่องเต้แคว้นจิ้นจะมี

มากเช่นนี้

“อีกไม่นาน มารดาจะทำให้หยงซีฮ่องเต้ผู้นั้นได้รับ

รู้ว่า การอยู่มิสู้ตายดั่งเช่นทหารและไปั๋ฮวาเป็นเช่นไร”

ภาค 2 ตอนที่ 66 -การเจรจาครั้งสุดท้าย-

หยงซีฮ่องเต้คิดกระทำการเช่นนี้ คงคิดไม่ถึงว่า

นอกเหนือจาก ตำราที่ตนเองมีเกี่ยวกับคนในคำทำนาย

ทั้งสี่แล้ว จะยังมีคนที่เหนือกว่ากระมัง

คิดว่าตนเอง มีสามเศียรหกกรเพียงคนเดียวหรือไร!

“พี่เทียนหลงข้ามิเป็นไรแล้วเจ้าค่ะ ท่านปล่อยข้า

ได้แล้วกระมัง” อ้อมกอดแกร่งที่กำลังโอบนางอยู่เริ่ม

คลายออก

“อืม” ชายหนุ่มตอบรับกลับมา

“อืม อันใด ของท่านกัน แล้วเมื่อใดจะปล่อยข้าเสีย

ที”

“โถ่ พี่เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ รู้สึกมิสบายใจนัก ให้พี่ไป

จัดการเลยดีหรือไม่”

“เทียนหลง ท่านต้องเตรียมตัวสำหรับอักขระที่ใช้

สำหรับปั่าม่านหมอก มิใช่หรือ จะมาเสียเวลากับเรื่องนี้

ได้อย่างไรกัน”

แขนแกร่งจึงค่อย ๆ คลายออกและหันไปมอง

ด้านหน้าอย่างพิจารณา กองทัพแคว้นจิ้นกำลังฟืนตัว

และกลับมาอีกแล้ว

เสียงกระบี่ฟาดฟันใส่กันไม่หยุด ดังกึกก้องไปทั่ว

อาณาบริเวณ เจ้าของชุดผ้าไหมสีขาวสดที่สะบัดพลิ้ว

ไหวไปตามการเคลื่อนไหวยามปะทะกับสายลม

ยามนี้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดจากหยาด

โลหิตของทหารที่สาดกระเซ็นไป

แสงของอาทิตย์ที่ค่อยๆ ดับลง ยิ่งทำให้ผู้เป็นใหญ่

ทั้งสองร้อยใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เจ้าจะปล่อยให้นางต่อสู้กับคนของเราไปถึง

เมื่อไหร่ แม้นางจะจะเป็นบุคคลในคำทำนาย มีพลัง

วิเศษเช่นพวกเรา แต่นางพึ่งข้ามมายังโลกใบนี้ ไม่นับว่า

ยังถูกควบคุมด้วยเช่นนั้น ไม่นานย่อมต้องเพลี้ยงพล้ำ

ให้แก่ทหารของเจ้าเป็นแน่”

“ท่านจะกังวลไปไย ข้ามิได้หมายจะเอาชีวิตนาง

เพียงแค่ให้คนของข้าช่วยยื้อเวลาก็เท่านั้น หรือเจ้าจะ

เข้าไปยื้อเองข้าก็มิว่า แต่จำไว้ว่าหากเจ้าตายไป โลกใบ

นี้ก็จบสิ้น”

ไปั๋ฮวา หญิงสาวผู้กลับชาติมาเกิดใหม่และเป็นคน

ในคำทำนาย พยายามต่อสู้กับบรรดาทหารกล้าแห่ง

หน่วยราตรีกาลอย่างสุดกำลัง

แม้ว่านางจะพึ่งกลับชาติมาเกิด แต่อย่างใดพลัง

ของนางที่มีบวกกับชาติกำเนิดที่เป็นธิดาเทพ ย่อมมี

อาคมสูงส่งเมื่อเทียบกับผู้มีพลังปราณธรรมดา

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะมีฝีมือเทียบเคียง

กับเหล่าทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี นางย่อม

ไม่สามารถรับมือกับการไล่ล่าฟาดฟันที่ดุดันในครั้งนี้

ทว่าทั้งที่นางอยู่ระหว่างความเป็นความตายและยัง

ไม่เห็นหนทางจะหนีรอดไปได้

กลับไม่เห็นเงาของทรราชฮ่องเต้แคว้นจิ้น

เจ้าฮ่องเต้ชั่วนั้นต้องการอันใดกันแน่ เหตุใดจึงส่ง

ตัวคนสำคัญเช่นนางออกมาให้ต่อสู้เช่นนี้หรือ

หรือเพราะมันรู้ว่า พวกเราจะไม่ทำอันใดไป

มากกว่าการตั้งรับ จึงส่งนางมาตัดกำลังของพวกเรากัน

แน่

ทางด้านของไปั๋ฮวานั้น ทั้งที่กำลังโดนผนึกอยู่ใน

ส่วนลึกของตันเถียน ในมือของนางตอนนี้กำลังมีผลึกที่

เปล่งประกายและทรงพลานุภาพมากมาย

มันกำลังรวบรวมพลังและจิตวิญญาณ เข้าสู่จิต

วิญญาณของนาง เมื่อนางทำสำเร็จนางจะตื่นขึ้นมา แล

กลับไปเป็นไปั๋ฮวาคนเดิม

นางในตอนนี้ จึงทำได้เพียงเฝั้ามองสถานการณ์

ภายนอกและปล่อยให้อักขระควบคุม ควบคุมตัวนางไป

นางหวังว่าผู้คนภายนอก หรือคุณหนูของนางจะ

สามารถหาหนทางในการแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนที่นาง

จะทำอันใดไปมากกว่านี้

“พร้อมแล้ว ทุกอย่างพร้อมแล้ว” เสียงที่ตะโกน

ขึ้นมาคือเสียงของจินหลง หลังจากที่เขาหายเข้าไปใน

มิติ นั่นเพราะเขากำลังเข้าไปเตรียม ความพร้อมสำหรับ

การวาดอักขระล้อมรอบปั่าม่านหมอกในครั้งนี้

และมั่นพร้อมแล้ว รอคอยเพียงเวลาที่พระจันทร์

และพระอาทิตย์มาบรรจบกันกลางศีรษะ จากนั้นก็

เลือดของคนในคำทำนายทั้งสี่!

“ดี เช่นนั้น เตรียมเดินทางเข้าสู่ปั่าชั้นในของปั่า

ม่านหมอก” เปั่ยจินที่หันไปเห็นเช่นนั้น จึงเอ่ยออกมา

นางมั่นใจว่านางไว้ใจเขาได้ ทั้งจินหลงและจวิน

เทียนหลง!

“โฮกกกกก” เสียงของสัตว์อสูรคำรามดังสะท้าน

ไปทั่วผืนปั่าม่านหมอก การต่อสู้ที่ร้อนแรงกำลังจะ

เริ่มต้นขึ้น

เหล่าสัตว์อสูรที่กำลังวนเวียนอยู่รอบๆ ต้นไม้

ศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็หันมาจ้องมองผู้มาเยือนด้วยสายตาดุ

ร้ายราวกับว่าอีกฝั่ายกำลังจะมาขโมยสิ่งที่ตนเองหวง

แหนและรอคอยมานานแสนนาน

รังสีอำมหิตและไอสังหารแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ

ทำเอาเหล่าทหารและหน่วยราตรีกาล ที่มีพลังต่ำกว่า

สัตว์อสูรเหล่านั้น ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

เปั่ยจินจึงส่งพลังปราณไปสร้างเกาะให้พวกเขา

เพื่อให้สามารถทนต่อไอสังหารที่ส่งมาจากสัตว์อสูรได้

“พวกเจ้าทั้งหมดออกไปจากอาณาเขตของปั่าอสูร

ซะ” นัยน์ตาสีดำสนิท หันไปมองคนของตนเองอย่าง

พิจารณา ก่อนจะเอ่ยบางอย่างออกมา

สถานการณ์ภายในปั่าม่านหมอกแห่งนี้ เต็มไปด้วย

รังสีของการฆ่าฟันและความอำมหิต เพียงแค่ลูกน้อง

ของนางหรือจะทหารเหล่านี้ ก้าวเข้ามา

นอกจากเสียจะไม่สามารถช่วยอันใดนางได้แล้ว ยัง

เป็นการนำชีวิตของพวกเขาเข้ามาสูญเปล่า

นางไม่ต้องการเห็นคนที่นางฝึกมาด้วยตนเอง ต้อง

มาสละชีวิตไปอย่างไร้ค่าเช่นนี้ สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะ

สำหรับผู้ที่มีพลังปราณต่ำกว่านาง!

ถึงแม้ว่าในตอนแรกนางจะต้องการหรือเรียกใช้

หน่วยราตรีกาลที่ไร้ครอบครัว

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทางฝังของแคว้น

จ้าวได้ส่งหัวหน้าหน่วยราตรีกาลชุดปัจจุบันมาให้นาง

แทน

กลายเป็นว่าพวกเขาเหล่านี้ ต่างปะปนไปด้วยคนที่

มีครอบครัวแล้ว และยังเป็นที่รักของคน ในตระกูลของ

นาง อีกมากมาย

นางเคยพูดไว้แล้ว ยามที่นาเข้ามาสู่โลกนี้ นางไม่

แยแสใครทั้งสิ้น ยกเว้นคนของนาง

และนั่นก็ช่วยไม่ได้ที่พวกเขาเข้ามาเป็นคนของนาง

แล้วเช่นกัน

“แต่ในฐานะองครักษ์ พวกเราจำเป็นต้องอยู่เคียง

ข้างนายท่าน” หน่วยราตรีกาลที่เห็นเช่นนั้น จึงเอ่ย

เถียงกลับมา

พวกเขารู้ดีว่า ขนหนูของพวกเขา จิตใจดีเพียงใด

แต่คำสั่ง ที่ได้รับมาจากคน แคว้นจ้าว ก็เป็นคำสั่งที่

พวกเขายินดีที่จะทำเช่นกัน

สละชีวิตเพื่อปกปั้อง คนสำคัญของครอบครัว

“หากเจ้าเป็นองครักษ์ของข้า เจ้าก็รู้ว่ากฎของข้า

มีไว้ให้ปฏิบัติมิใช่ฝั่าฝืน” นัยน์ตาสีดำที่เริ่มมีประกายสี

ทองเปล่งออกมา หันไปมองคนของตนเองด้วยใบหน้า

และแววตาที่เย็นชายากที่จะเข้าใจ

“ขอรับ พวกข้าจะออกไปรอนอกบริเวณผืนปั่า

หากนายท่านต้องการความช่วยเหลือได้โปรดส่ง

สัญญาณมา แม้จะต้องตายหรือถวายชีวิต พวกข้าก็จะ

ฝั่าเข้ามาให้จงได้” ทันทีที่พวกเขาได้สบสายตากับนาย

ของตนเองพวกเขาก็รับได้ รู้ได้แล้วว่า คำสั่งสูงสุด คือ

คำสั่งของนางมิใช่ใครอื่น

และที่สำคัญเพราะเขาเชื่อมั่นในของตนเองคุณหนู

ของพวกเขา จะต้องกลับไปยังแคว้นจ้าว อย่างปลอดภัย

และที่สำคัญ นางจักต้องแต่งสามี เพื่อมีลูกตัว

น้อยๆ มาให้พวกเขาได้เชยชมเช่นตอนที่นางยังเล็กๆ

อย่างที่นางเคยพูดเสมอ

“อืม ขอบใจมากแต่ไอ้ความเชื่อมั่นเรื่องการ

แต่งงานของข้า พวกเจ้าลืมไปบ้างก็ดี ยามนั้นข้ายังเล็ก

หึ ” ใบหน้าที่เห่อร้อนและแดงก่ำแสดงออกมา

เปั่ยจินจึงเลือกที่จะตอบกลับหน่วยราตรีกาลไป

ทางจิต เมื่อได้ยินความคิดในใจของพวกเขา

นางรู้ว่าพวกเขาจงรักภักดีกับนางมากเพียงใด แต่

นั้นใช่เรื่องที่จะมาเอ่ยตอนนี้หรือ!

ภาค 2 ตอนที่ 67 -กลลวงของอักขระ-

หลังจากที่ปั่าม่านหมอก เหลือเพียงเปั่ยจิน และ

กลุ่มของนางแล้ว

จวินเทียนหลงที่หันกลับไป เพราะสัมผัสได้ถึงบาง

สิ่ง เขาก็พบกับสัตว์อสูรตัวหนึ่งอยู่ด้านหน้า กำลังมอง

มาที่พวกเขา

กระทั่งเปั่ยจินที่หันมาเจอ ก็อดสงสัยไม่น้อย นาง

ไม่เคยพบเจอสัตว์อสูรตนนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอัน

ใดดี จะกวางหรือจะเป็นเสือ หรือเป็นปลาที่มีสี่ขาเดิน

ได้กันแน่

“ตัวอะไรกันเนี่ย พิลึกชะมัด” เปั่ยจินอดที่จะ

อุทานออกมามิได้ คนอื่นๆ ที่เห็นก็รู้สึกเช่นเดียวกับนาง

จึงยืนมองเงียบๆ

แต่ที่สำคัญคือสัตว์อสูรตนนี้อยู่ในระดับสวรรค์

นับว่าสูงมากนักสำหรับสัตว์อสูรทั่วไปที่เคยพบเจอ หาก

เปรียบกับลำดับขั้นของมนุษย์แล้วคงเป็นปราณระดับสี

ม่วง

ปราณของมนุษย์จะเริ่มต้นตั้งแต่ระดับต่ำสุดคือ

ปราณสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง และ

ขาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในดินแดนมนุษย์

ใขณะที่เปั่ยจินมพลังปราณระดับสีทอง ซึ่งเป็น

ปราณที่มีพลังเหนือมนุษย์ทั้งปวง เป็นปราณที่แบ่งแยก

ระหว่างดินแดนมนุษย์และสวรรค์ กระทั่งจวินเทียน

หลงเอง ก็เป็นปราณสีดำที่สูงที่สุด และเป็นปราณ

แบ่งแยกเขาที่เป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจกับมนุษย์ออกจากกัน

ส่วนระดับพลังของสัตว์ปราณนั้น จะเป็นระดับต่ำ

ระดับกลาง ระดับสูง ระดับเทวะ ระดับสวรรค์ ระดับ

เวียน และระดับอนันตกาลซึ่งเป็นระดับสูงสุดในหมู่สัตว์

ปราณ เทียบเท่าได้กับพลังปราณสีทองของเปั่ยจิน

หรือจะเอ่ยว่าสัตว์อสูงที่มีระดับสูงที่สุด ส่วนมากก้

ได้เร้นกายและหายไปนานแล้ว กลายเป็นเพียงบรรพ

บุรุษของสัตว์เหล่านี้ ดังเช่นจินหลง

ส่วนจินหลงนั้น เพราะเป็นบรรพบุรุษของพวกมัน

จึงรู้ดีว่าสัตว์อสูรตรงหน้ามีความแข็งแกร่งเพียงใด ก็

ไม่ได้แปลกใจมากนัก

สัตว์อสูรตรงหน้า มีลักษณะคล้ายคลึงกับ สิงโตที่มี

เขากวางอยู่บนหัว ปากของมันและลำตัวทั้งร่างเป็นสี

แดงคล้ายเลือดสดๆ มีเขี้ยวแหลมคมทั้งสองข้าง ที่

พร้อมจะฉีกเหยื่อให้ออกมาเป็นชิ้นชิ้น ลำตัวของมัน

ใหญ่โตมากนักผิวหนังที่คล้ายกับเกล็ดของปลายิ่งทำให้

ร่างของมันมีเกราะกำบังชั้นดี

กลิ่นเลือดที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปบริเวณรอบๆ

ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่า ก่อนที่พวกเขาจะ

เข้ามา เหล่าสัตว์อสูรและปีศาจอสูรต่างเข้ากันแก่งแย่ง

และแย่งชิงพื้นที่ เพื่อให้ตนเองได้เข้าไปอยู่ใกล้ต้นไม้

ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด

รอวันที่ผลของมันร่วงหล่นลงมาและจะได้

ครอบครอง หากแต่การต่อสู้ก็เป็นตัวบ่งบอกได้แล้วว่า

ผู้ที่ชนะคือผู้ใด

ในขณะที่ เจ้าถิ่นและผู้มาเยือนกำลังพิจารณากัน

อยู่นั้น มันก็ได้ส่งเสียงคำรามออกมา เพื่อเป็นสิ่งที่บ่ง

บอกให้รู้ว่า พวกเราคือศัตรูที่ต้องกำจัด

“กรรรส์” เสียงข่มขู่จากอสูงตรงหน้า บ่งบอกให้รู้

ว่า มันพร้อมที่จะต่อสู่เพียงใด

“เจ้าตัวนี้น่าจะเรียกว่ากิเลนโลหิต” จินหลงเอ่ย

ออกมาให้ทุกคนได้รู้

“แปลกๆ แหะ แต่ช่างเถิด มันจะมาขวางพวกเรา

ทำไมกัน ข้ายิ่งรีบๆ อยู่” เปั่ยจินหันไปมองหน้ากิเลน

โลหิตอย่างสงสัย จากนั้นจึงหันไปหาบรรพชนของพวก

มันอย่างจินหลง

ทางด้านของคนที่โดนมองอยู่ราวกับรู้ว่าอีกฝั่าย

กำลังคิดอันใด ก็ได้แต่ก่นด่าในใจ

‘เขาเป็นบรรพบุรุษของพวกมัน ไม่ได้คลอดพวกมัน

ออกมาเองเสียหน่อย จะมามองเหมือนข้าต้องจัดการ

เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าพวกตัวประหลาดนี้ตลอดได้อย่างไร

กัน นางช่างทำให้เขาโมโหได้เสมอจริงๆ’

“กิเลนโลหิต สิ่งนี้น่าจะคล้ายกับสิ่งที่เรียกว่ากิเลน

โลหิต ยามที่มันได้กินเลือดสดๆ และอยู่ท่ามกลางเหล่า

ซากศพ มันจะมีพลังแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ต้องรีบกำจัด

มัน ก่อนที่กองทัพแคว้นจิ้นจะเข้ามา มิเช่นนั้น มันจะ

สร้างปัญหาให้เรา” จินหลงอธิบายออกไป

“เช่นนั้นไยเจ้าไม่จัดการมันเล่า สัตว์อสูรตัวอื่นๆ

เจ้าก็จัดการได้ง่ายๆ นี่นา” เปั่ยจินยังคงเถียงกลับไป

นางหงุดหงิด

“เพ้ยย เจ้านี่มันตัวก่อกวนเสียจริง ข้ามิใช่บิดาของ

มัน มันจึงจะเชื่อฟังข้าเสียหมด”

“แต่อย่างไรเจ้าเป็นบรรพบุรุษของพวกมัน”

“แล้วเจ้าเชื่อฟังบรรพบุรุษตนเองหรือไม่”

“เพ้ย เจ้ายอกย้อนข้าหรือ”

“หึ คร้านจะเถียงกับเจ้า แม้ข้าจะอยากสั่งการมัน

เพียงใด แต่ในเวลานี้ สัตว์ทุกตัวกำลังคลั่งและไร้จิตใจ

พวกมันเชื่อฟังเพียง สัญชาตญาณที่เรียกร้องเท่านั้น สิ่ง

ที่พวกที่พวกมันต้องการ ความแข็งแกร่ง”

“ได้ เช่นนั้นข้าจัดการมันเดี๋ยวนี้” ต้าเฟยเฉิงที่มี

ระดับพลังอยู่ในขั้นสีขาว ในระดับเดียวกับกิเลนตนนี้

จึงเอ่ยอาสาออกมาเอง

กิเลนโลหิต ราวกับมันรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าอีกฝัง

ต้องการกำจัดมันมันจึงพุ่งเข้าหา คนที่ต้องการจะกำจัด

มัน

ต้าเฟยเฉิงเห็นเช่นนั้นจึงวิ่งเข้าไปปะทะกับกิเลน

โลหิตทันที และปล่อยพลังออกมา

พลังลมปราณที่รวบรวมที่ฝั่ามือล้อมไปด้วยพลัง

สายฟั้าระเบิดออกมา และเข้าปะทะกับส่วนหัวของ

กิเลนโลหิต ที่พุ่งเข้ามากระแทก เข้าใส่กันอย่างรุนแรง

แม้กิเลนโลหิตจะอยู่ในระดับสูงเพียงใด หากแต่ต้า

เฟยเฉิงคือบุคคลที่กลับชาติมาเกิด เช่นนั้น สวรรค์ย่อม

ไม่ทอดทิ้งเขา พลังต่อสู้และความเข้มข้นของพลังปราณ

ของเขา ย่อมต้องสูงกว่าสัตว์อสูรพวกนี้

“โครมมม”

พลังปราณที่พุ่งเข้าใส่กิเลนโลหิตอย่างแรง จนเขา

ของมันหักไปครึ่งนึง ทำให้มันโกรธเป็นอย่างมาก

เพราะเขาของกิเลนโลหิตถือเป็นสัญลักษณ์อัน

ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์ สายตาของมันจึงแปรเปลี่ยนเป็น

สีแดงโลหิตที่แสดงถึงความเกรี้ยวโกรธและอาฆาตที่

เพิ่มขึ้นมา

ไอสังหารจากสัตว์อสูงยิ่งเพิ่มขึ้นอีก!

แต่แล้วอย่างไรก็มิได้มีผลกระทบกับคนตรงหน้าไม่

ส่วนคนอื่นๆ จวินเทียนหลงได้สร้างปราณคุ้มครองไว้ให้

แล้ว เท่านี้ก็ทำเพียงนั่งชมการต่อสู้ไป

ด้านต้าเฟยเฉิงที่ไม่ทันระวังนั้นก็ได้เผลอตัวไป ทำ

ให้พลังของ กิเลนโลหิตพุ่งเข้าใส่อย่างจังและกะอัก

เลือดออกมา

“อักก”

จวินเทียนหลงที่เห็นเช่นนั้นจึงซัดพลังปราณของ

เขา ซึ่งเป็นปราณแห่งความมืดเข้าใส่กิเลนโลหิต ทำให้

กิเลนโลหิตล้มลงและขาดใจตายไปในที่สุด ก่อนที่จะ

สลายกลายเป็นเพียงละอองเลือดเล็กๆ ลอยไปทั่วและ

หายไปในชั่วพริบตา

ก่อนหน้านี้ทั้งเขาและเปั่ยจินต่างสามารถล้มมันลง

ได้ หากแต่ต้าเฟยเฉิงเองก็อยากจะเล่นสนุก พวกเขาจึง

มิห้าม

เหล่าสัตว์อสูรที่ได้เห็นต่างก็เริ่มหวั่นวิตกในความ

แข็งแกร่งของผู้มาเยือนตรงหน้าที่สามารถกำจัดกิเลน

โลหิตลงไปได้

ทั้ง ๆ ที่อีกฝังเป็นเพียงมนุษย์ตัวกะจ้อยร่อยเท่านั้น

มิรู้ว่ามนุษย์พวกนี้จะมีพลังมากถึงเพียงใดกัน

เมื่อกิเลนโลหิตตายลงไปก็ยังมีอสูรปีศาจ ที่มีระดับ

พลังรองลงมา เข้ามาต่อสู้ แต่แล้วเช่นไรเล่า ขนาดกิเลน

โลหิตที่เป็นหัวหน้าของพวกมัน พวกเขายังกำจัดมิได้

ไม่ต้องรอให้สัตว์อสูรพวกนี้ทำอันใดต่อ จินหลงก็

จัดการปล่อยปราณของตนเองออกมา

เหล่าสัตว์ที่สัมผัสได้ต่าง ก็มีสสีหน้าที่เปลี่ยนไป

แววตาของพวกมันราวกับรู้ว่าตนเองกำลังทำผิดอย่าง

มหันต์

เพราะพวกมันสัมผัสได้ถึงปราณของบรรพบุรุษ!

จึงหลีกหนีไปทันที

บริเวณรอบๆ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในปั่ามันหมอกจึงโล่ง

ลงไปทันทีเปั่ยจินไม่ต้องการเสียเวลาอีกแล้ว จึงบอกให้

จินหลงจัดการพวกที่เหลือเพราะตอนนี้กองทัพแคว้น

จิ้นกำลังจะเดินทางมาถึง และใกล้เวลาที่ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์

จะร่วงลงมาเต็มที่

“แย่แล้วขอรับคุณหนู หยงซีฮ่องเต้ทำลายเขตแดน

ได้แล้วกำลังมุ่งตรงเข้ามายังต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์” หยางคงที่

รับรู้ได้เอ่ยออกมา

“ตู้มมม”

ภาค 2 ตอนที่ 68 -ดวงจิตที่แตกสลาย-

เสียงปราณที่ปะทะกันดังขึ้น อาณาเขตที่สร้างไว้

เพื่อปั้องกันศัตรูพังทลายลง พร้อมกับการปรากฏตัว

ของหยงซีฮ่องเต้

ราวกับว่าได้พบเจอศัตรูที่ห่างหายกันไปนานแสน

นาน ทันทีที่หยงซีฮ่องเต้ได้พบเจอใบหน้าของจวินเทียน

หลงอีกครั้ง ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“ฮ่า ๆ ๆ ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าสักวันข้าจะ

กลับมายิ่งใหญ่ให้ได้” นัยน์ตาสีแดงก่ำที่แฝงไปด้วย

โทสะของหยงซีฮ่องเต้จ้องมองไปยังกลุ่มคนด้านหน้า

และเอ่ยออกมา

แท้จริงแล้วหยงซีฮ่องเต้ผู้นี้คือ ราชามารที่ติดตาม

ทั้งสองมาตั้งแต่หลายพันปีก่อน

เทพสวรรค์องค์หนึ่งได้รับผิดชอบให้เฝั้าดูแลต้นไม้

ศักดิ์ที่หลายหมื่นปีจะถือกำเนิดขึ้น

ราชามารที่ต้องการพลังอำนาจจึงได้บุกขึ้นมาเพื่อ

แย่งชิง บัดนั้นสวรรค์ก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่รู้จบ

จนกระทั่งวันที่ราชามารทำสงครามกับกองทัพ

สวรรค์

เทพสวรรค์ที่ดูแลต้นไม้ต้นนั้นคือบุตรสาวของเทพ

เอ้อหลางเสิน หลานสาวของจักรพรรดิสวรรค์ ยามถือ

กำเนิดขึ้นมา นางก็กลายเป็นที่รักของเหล่าเทพ

จนกระทั่งร้องขอที่จะไปดูแลต้นไม้ต้นนั้น เพราะ

นางคล้ายกับรู้สึกผูกพันธ์และมีพลังมากขึ้นยามที่ได้อยู่

ใกล้มัน

นับวันยิ่งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เติบโตยิ่งส่งกลิ่นหอมไป

ไกล จนไปถึงหูของราชามารที่รอคอยความยิ่งใหญ่มา

นานนับพันปี

สงครามที่เกิดขึ้น เกิดการเสียสละไปมากมายนัก

ของทหารสวรรค์ ท้ายที่สุด ราชามารเข้าถึงอาณาเขตที่

ร่ายไว้ปั้องกันและเผชิญกับนาง

เทพสวรรค์ผู้นั้นจึงตัดสินใจ ทำลายต้นไม้ศักดิสิทธิ์

ลง ราชามารที่ตามมาเจอจึงกำจัดนางเพื่อล้างแค้นที่มี

“ข้าจะไม่มีวันให้เจ้าได้ครอบครองมันเด็ดขาด

ราชามาร” เทพสวรรค์ผู้ที่รับหน้าที่ให้ดูแลต้นไม้

ศักดิ์สิทธิ์เอ่ยมันออกมา นัยน์ตาใสกระจ่างราวหยด

น้ำค้างจับจ้องไปยังผู้บุกรุกด้วยสายตามิยินยอม

“หึ เป็นแค่เทพผู้อ่อนแอเช่นเจ้า กล้าเสนอหน้ามา

ห้ามข้าหรือ งั้นก็จงสลายไปพร้อมกับต้นไม้ต้นนี้เสีย

เถิด” ไม่รอให้นางตอบสิ่งใดกลับมา ราชามารก็ได้ซัด

พลังไปทันที

“อั่ก” เมื่อมิได้เตรียมตัวจะรับมือกับราชามาร เทพ

สวรรค์นางนั้นจึงรับพลังไปเต็มสิบส่วน

ก่อนที่ดวงจิตของนางจะแตกสลาย เทพองค์อื่นๆ

ได้ตามมาทัน และเกิดการปะทะกันเกิดขึ้น

“แม่ทัพสวรรค์มีฝีนี้เพียงแค่นี้เองหรือ น่าเสียดาย

ยิ่งนัก ฮ่า ๆ ๆ”

รังสีเข่นฆ่าที่แผ่ออกมาจากแม่ทัพสวรรค์ผู้หนึ่ง แผ่

กระจายออกมา ทำเอาราชามารที่ทะนงตนเมื่อครู่ รู้สึก

ขนลุกขึ้นมาทันที

“หากเจ้ายิ่งใหญ่นักเช่นนั้น ก็จงชนะข้าให้ได้

เสียก่อน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

อย่างพยายามข่มไฟโทสะที่มีในใจให้หมอดดับลง

จนในที่สุดราชามารที่มีอาการบาดเจ็บอยู่แล้วได้

เพลี้ยงพล้ำและพ่ายแพ้ลง ดวงจิตของจอมมารก็หายไป

ทันที

ส่วนดวงจิตของเทพสวรรค์นางนั้น ก็ได้มีเทพอีก

องค์นำไปเก็บไว้ยังร่างในอีกโลก ซึ่งก็คือเปั่ยจินก่อนที่

จะกลับมาเกิดใหม่ในโลกแห่งนี้

‘อวิ๋นจินเออร์ ผู้เป็นสตรีที่แม่ทัพสวรรค์ตนหนึ่ง

แอบหลงรักและคอยดูแลนางมาตลอดหลายพันปี’

“ไม่น่า ข้าถึงตามหาเจ้ามิเคยเจอราชามาร” แวว

ตาเข้มขึ้นอย่างน่ากลัวของจวินเทียนหลงส่งไปยังราชา

มาร

แม่ทัพสวรรค์ผู้ที่โดนส่งมาตามล่าราชามารทุกภพ

ทุกชาติและคอยอยู่เคียงข้างเปั่ยจินตลอดมาเอ่ยขึ้น

“ฮ่า ๆ ๆ เทพสวรรค์ผู้โง่งมเช่นพวกเจ้านะหรือจะ

ตามข้าทัน ไม่ช้าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปี

ก่อน ก็จะเกิดขึ้นอีกครา ข้าจะต้องนำมันมาเป็นของข้า

ให้ได้” ใบหน้าเหยียดยิ้มเอ่ยออกมา ยามเมื่อกล่าวถึง

ความหลัง

“เจ้าฝันไปหรือไม่ราชามาร ลืมไปหรือไร ว่าพวกข้า

ก็ยืนอยู่ตรงนี้” จินหลงก้าวเข้ามาและหันไปมองยัง

ราชามารด้วยสายตาล้ำลึก และแน่นอนว่าหนึ่งในแม่

ทัพสวรรค์ยามนั้น ยังมีมังกรทองอย่างจินหลงที่รู้สึก

ผิดพลาดและเสียใจมาตลอดหลายพันปี

“หึ ก็แค่เทพสวรรค์ไม่กี่ตนกับสัตว์เทพเท่านั้น กล้า

ดีอย่างไรถึงมาต่อกรกับข้า กระทั่งเมื่อหลายปีก่อน

พวกเจ้ายังต้องสละร่างลงมาเผชิญเคราะห์กรรม เพราะ

ข้าเสียด้วยซ้ำ”

“หุบปากของเจ้าเสีย” จวินเทียนหลงที่ได้ฟังความ

ยิ่งกลั้นโทสะไม่อยู่ จวนเจียนจะหมดความอดทนต่อ

หน้าราชามาร

ต่างฝั่ายต่างสนทนากันไปมา เว้นเสียแต่ เปั่ยจิน

หยางคงและขันทีข้างกายต้าเฟยเฉิงเท่านั้น ที่กำลัง

งุนงงและสับสนกับท่าทีของเหล่าบุรุษด้านข้างที่มีต่อ

หยงซีฮ่องเต้

“สรุปว่านี่มันเรื่องอันใดกันแน่ ทำไมสิ่งที่หยงซี

ฮ่องเต้กล่าว ข้าถึงได้รู้สึกว่ามันคือความจริง” เมื่อทนที่

ตนเองจะมิรู้มิได้อีกต่อไป นางจึงเอ่ยถามออกมาทันที

ราวกับประกายตาของหยงซีฮ่องเต้วาววาบด้วย

ความพึงพอใจในสิง่ที่เปั่ยจินถามออกมา

“หืม นางจำมิได้งั้นหรือ แย่เสียจริง ให้ข้าทวน

ความจำให้เจ้าหรือไม่เล่า อวิ๋นจินเออร์ เทพสวรรค์

หลานสาวของจักรพรรดิสวรรค์คนสำคัญ ฮ่า ๆ”

ราวกับว่าการรื้อฟืนความเจ็บปวดแต่หนหลัง คือ

ความสุขสมของราชามาร

“ข้ามิอยากรื้อความหลังกับเจ้า คืนฮวาเออร์มา

เสีย” เปั่ยจินส่งเสียงออกมา ก่อนจะซัดพลังไปยังอีก

ฝั่ายทันที เพื่อยืนยัน

ทางด้านของราชามารที่ไม่ทันตั้งตัวก็กระโดหลบไป

ทันท่วงที ใบหน้าเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว

“เจ้าพูดแล้วข้าจำเป็นต้องฟังหรือ เจ้าพูดแล้วข้า

ต้องคืนงั้นหรือ นางคือสิ่งที่จะทำให้ข้าได้ของที่ข้า

ปรารถนา”

เมื่ออีกฝั่ายมิยอมฟัง เปั่ยจินจึงซัดพลังปราณที่มี

ของนางใส่ราชามารไป แต่อีกฝั่ายกลับหลบเลี่ยงได้และ

ส่งพลังกลับมาเช่นกัน

พลังของทั้งสองพุ่งเข้าหากันจนเกิดเสียงดังสนั่นไป

ทั่วปั่าม่านหมอก

พลังแห่งแสงที่ต่อต้านปราณมืดยังคงไม่มีฝั่ายใด

พ่ายแพ้ หากแต่พลังที่ส่งออกไปมากเกินไปทำให้ราชา

มารที่เสียโลหิตไปกับอักจระควบคุมก่อนหน้านี้กระอัก

โลหิตออกมาและเสียจังหวะ

จึงสั่งการให้ไปั๋ฮวาที่โดนควบคุมออกมารับพลังนั้น

แทน

ฝั่ายไปั๋ฮวา เมื่อโดนพลังปราณแห่งแสงของนางเข้า

ไปก็กระอักโลหิตออกมา กระเด็นไปชนต้นไม้และนิ่งไป

ราชมารเห็นเช่นนั้น จึงโมโหเป็นอย่างมากที่

แผนการของตนเองนับพันปีต้องมาพังลงไป ด้วยมิคิดว่า

ไปั๋ฮวาจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้

จึงควบคุมพลังของตนเอง ให้ทหารผีดิบเข้าโจมตี

ทันที

เกิดเป็นสงครามขนาดกำลังคน สองหมื่นนาย

ปะทะกัน

สิ่งเดียวที่จะหยุดได้คือต้องกำจัดราชามารเท่านั้น

“จินหลง เราจะทำเช่นไรจึงจะกำจัดราชามารได้

หากสู้ต่อไปเช่นนี้มีแต่คนของข้าจะต้องตายลงไป” เปั่ย

จินตะโกนถามออกมา

“ต้องทำยังไงก็ได้ให้เราเข้าถึงตัวของหยงซีฮ่องเต้

เสียก่อน จากนั้นใช้ปราณแสงของเจ้า ส่งไปทำลาย

หัวใจของมันให้ได้ ต้องทำลายมันให้แหลกสลาย

เท่านั้น”

“เรื่องนี้ไม่ยาก แต่การที่เราจะเข้าถึงตัวมันต่างหาก

เล่า ต้องทำเช่นไร” ต้าเฟยเฉิงตะโกนแทรกไปในบท

สนทนา

ภาค 2 ตอนที่ 69 -การสิ้นสุดของสงคราม-

จวินเทียนหลงได้ถอยไปจากการปะทะและเดินไป

ยังใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จากนั้นก็นั่งลง และรวบรวมพลัง

ลมปราณบริสุทธิ์ที่กำลังไหลเวียนอยู่รอบๆ ตัวเขา

ปลายยามจื่อ (เวลา 23.00-24.59 น.) ใกล้เข้ามา

หากไม่รีบร่ายพลังสร้างเกราะขึ้นมาปกปั้องที่แห่งนี้

ทุกอย่างที่ทำมาก็จะสายไป เขาจะสนใจสิ่งอื่นไม่ได้

เมื่อคนในคำทำนายทั้งสี่ ไม่สามารถร่ายพลังพร้อม

กันได้ ย่อมต้องใช้แผนอื่น

สละจิตวิญญาณของตน เพื่อผนึกปั่าแห่งนี้เอาไว้

จวินเทียนหลงคิดใช้วิธีนี้ แต่นั้นจะทำให้เขามิ

สามารถเวียนว่ายตายเกิดได้อีกต่อไป

เปั่ยจินและคนอื่นๆ ที่เหลือมิได้รับรู้แผนการนี้ของ

เขา ยังคงต่อสู้เพ่อแย่งชิงตัวของคนในคำทำนายที่สี่

อย่างไปั๋ฮวากลับมาให้ได้

ทางด้านของราชามารนั้น เมื่อรับรู้ได้ว่า แม่ทัพ

สงครามสวรรค์หายไปก็ให้สงสัยขึ้นมา

เมื่อมองไปทางด้านหลัง จึงได้พบกับแสงที่ส่อง

ประกายคล้ายอักขระดาวปฐมฤกษ์ทั้งเจ็ดดวง กำลัง

ส่องสว่างอยู่เหนือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

จึงตัดสินใจซัดพลังเกือบเจ็ดส่วนของตนเอง ไปยัง

จวินเทียนหลงทันที

‘ไม่ว่าอย่างไร การกระทำของแม่ทัพสวรรค์ผู้นี้จะ

สำเร็จมิได้’

ฝั่ายของจวินเทียนหลง ที่เมื่อใช้สมาธิในการจดจ่อ

สร้างอักขระการเรียกใช้พลังปั้องกันตัวจึงอ่อนแอลง

ทางด้านของเปั่ยจินเองก็มิได้คาดคิดว่า ราชามาร

จะเล่นสกปรกเช่นนี้ จึงมิทันปั้องกันให้คนรักของตนเอง

จวินเทียนหลงกระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนที่

พลังทั้งหมดจะแตกกระจายและสลายไป

ราชามารใช้ช่วงเวลาที่มี พุ่งทะยานตัวไปด้านหน้า

ยังจุดที่ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์จะร่วงหล่น

“พึ่บ”

ก่อนจะพบว่า

ไปั๋ฮวาฟืนตัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ นางกลับมา

เป็นคนเดิม ไร้การควบคุมจากอักขระเลือด

แท้จริงแล้ว อักขระเลือดไม่สามารถควบคุมนาง ได้

เต็มสิบส่วน เพราะนางคือคนที่มาจากต่างโลก

กายเดิมและจิตใหม่ยังมิได้ผสานกันเต็มสิบส่วน!

จิตวิญญาณของนางจึงเพียงถูกขังในกรงเหล็ก และ

รอวันที่จะแข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อล้มจิตวิญญาณที่สร้างจาก

อักขระเลือด

เมื่อได้รับได้ร่างกายได้รับบาดเจ็บจากการโดยทำ

ร้าย นางจึงสามารถฟืนขึ้นมาได้ทันที

นางเอาตัวเข้าไปบังหยงซีฮ่องเต้เอาไว้ ก่นอที่อีก

ฝั่ายจะไปถึงหนึ่งก้าว แต่อย่างไรก็ตาม แม้นนางจะมี

พลังมากเพียงใด

แต่หากร่างกายที่พึ่งฟืนขึ้นมา ซ้ำยังมิได้ฝึกฝน

เท่าใดนัก จึงเป็นเหตุให้ราชามารใช้นางเป็นตัวประกัน

ในระหว่างการแย่งชิงผลไม้ที่กำลังจะร่วงหล่น

จวินเทียนหลงเองก็ต้องยั้งมือตนเองเอาไว้ มิให้ทำ

ร้ายโล่มนุษย์อย่างไปั๋ฮวา

ราชามารจึงพลิกตัวหลบและเข้าไปรับผลศักดิ์สิทธิ์

ไปได้!

“เทียนหลงท่านเป็นอย่างไรบ้าง ข้าขอโทษที่มิอาจ

ช่วยเหลือท่านได้” เปั่ยจินที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาช่วย

เทียนหลง ให้พ้นจากฝั่ามือปราณของราชามารที่ซัด

ออกมา

แม่ทัพสวรรค์ที่บัดนี้ สูญเสียพลังชีวิตไปแล้วถึงสาม

ส่วนกระอักเลือดออกมาอีกครา

“อึก มิเป็นไร เจ้าอย่าได้โทษตนเอง เจ้ามิใช่ผู้ที่ต้อง

แบกรับสิ่งนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียวหรอกจินเออร์ อย่าได้

กังวลไป” ยามที่ใบหน้างามของสตรีที่รักเปือนไปด้วย

น้ำตา ยิ่งทำให้นัยน์ตาสีดำขุ่นของจวินเทียนหลงยิ่งมืด

สนิทกว่าเดิม

“ใช่แล้ว ยัยอัปลักษณ์น้อย หากเจ้าได้ฟังเมื่อครู่ ก็

คงจะรู้แล้วว่าเหตุใด น้ำแกงยายเมิ่ง จึงใช้มิได้กับคนใน

คำทำนาย” จินหลงเองที่บาดเจ็บจากการต่อสู้เดินมา

เคียงข้างทั้งสองก่อนจะเอ่ยออกมา

ยามเมื่อคิดว่าเปั่ยจิน มักคิดว่าตนเองคือเสาหลัก

ของโลกใบนี้ แท้จริงแล้ว นางเองก็เป็นเพียงชิ้นส่วน

หนึ่งเท่านั้น หาได้มีพลังหรืออันใดที่ต้องเสียสละ

มากกว่าคนอื่นไม่

นางมักจะถามเขาบ่อยครั้งว่ายายเมิ่ง ลืมต้มน้ำแกง

ลืมเลือนให้พวกนางหรือไม่ เหตุใดจึงจำเรื่องราวแต่หน

หลังได้กัน

แล้วเหตุใดจึงมีคนจากโลกปัจจุบันย้อนมามากมาย

นัก และเขาก็มิเคยตอบนางไปมากกว่านั้น

หากแต่ทุกครั้งยามที่นางเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว

พวกเขาเองกลับชอบที่จะให้นางเป็นเช่นนั้น มิใช่เทพ

สวรรค์นางหนึ่งที่ไร้ฝีมือ ดั่งเช่นในกาลก่อน

ราชามารที่ได้ทั้งคนได้ทั้งผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว หัน

กลับมามองเปั่ยจินและจวินเทียนหลงอย่างนึกสมเพช

“ฮ่า ๆ ที่แท้สวรรค์ก็ยังคงเข้าข้างข้าเช่นเดิม” มือ

หนึ่งถือผลศักดิ์สิทธิ์ อีกมือควบคุมไปั๋ฮวา

“ชั่วช้า สวรรค์มิเคยอยู่ข้างเจ้า อย่าได้พูดอันใดทที่

ไร้สาระออกมา” จวินเทียนหลงตะคอกกลับไปอย่างขุ่น

เคือง

“งั้นหรือ หึหึ แล้วสิ่งนี้เล่า” ก่อนที่นิ้วเรียวหนา

ของหยงซีฮ่องเต้จะส่งไปยังคอขาวระหงของไปั๋ฮวา

ท่าทีหื่นกระหาย ไอสังหารแผ่กระจายออกมา ราวกับ

กำลังยั่วโทสะของใครบางคน

“สาระเลวยิ่งนัก ปล่อยตัวนางเดี๋ยวนี้ เจ้ามารชั่ว”

ต้าเฟยเฉิงที่บาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับราชามารเอ่ย

ออกมา พร้อมด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความอาฆาต

แค้นจะส่งไปยังราชามาร

“ข้า อึก มิเป็น อันใด ข้าอาจจะตายแล้วกลับไปยัง

โลกเดิมก็ได้ อึก อือ” ไปั๋ฮวาที่ยังคงครองสติได้ค่อยๆ

เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก เพื่อปลอบใจเหล่าสหาย

ของนาง

นางตัดสินใจใช้พลังเฮือกสุดท้ายที่ได้รับจากเปั่ยจิน

ที่ส่งพลังมาหล่อเลี้ยงนางสะท้อนพลังของราชามาร

ออกไป

“อ้ากกกก แขนข้า”

ราชามารตัดสินใจละทิ้งร่างของไปั๋ฮวาและสะบัด

นางทิ้งไปพร้อมกับซัดพลังส่วนหนึ่งไปยังนาง

นั้นทำให้ในครานี้ไปั๋ฮวาสลบไปอีกครั้ง

หยงซีฮ่องเต้ราชามาร จำต้องเลือกหนทางให้

ตนเองมีชีวิตรอด และทำสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด

นั้นคือการกลืนกินผลศักดิ์สิทธิ์ไปทันที!

เกิดปรากฏการณ์สั่นสะเทือนไปทั่วผืนดินและแผ่น

ฟั้า

“เพล้ง”

“คลืนนนน”

เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ส่งเสียงร้อง ออกมาไม่ขาดสาย

สายฟั้าและพายุก่อให้เกิดคลื่นลมขนาดใหญ่ขึ้น

หยางคงที่ตัดสินใจใช้พลังของตนเองสร้างเกราะคุ้ม

กันทุกคน ให้ผ่านคลื่นลมนี้ไปให้ได้

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและความผิดพลาด

อย่างมหันต์ที่กำลังเกิดขึ้น

การหลอมรวมร่างของหยงซีฮ่องเต้กับผลไม้

ศักดิ์สิทธิ์!

สำเร็จลง!

แต่หากไม่ได้เต็มสิบส่วน ดังเช่นที่เขาต้องการ!

แม้ว่าเขาจะสามารถต่อสู้และใช้พลังที่มีผสานเข้า

กับความเป็นอมตะของผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้

หากว่าการหลอมรวมร่างระหว่าง ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์

และร่างกาย รวมไปถึงจิตวิญญาณสมบูรณ์ถึงสิบส่วน

คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นอมตะ ความแข็งแกร่งใน

ระดับที่สามารถต่อสู้กับจักรพรรดิปีศาจหรือจักรพรรดิ

ของสวรรค์ได้เสียด้วยซ้ำ

นั่นหมายความว่าหากผู้ที่มีพลังปานต่ำกว่านี้ ไม่

รวมกลุ่มกัน

จะไม่สามารถล้มราชามารได้!

ใบหน้าแสยะยิ้มของราชามารดีใจได้เพียงชั่วครู่

เท่านั้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในตำรา

เกิดขึ้น

“นั้น มิใช่ทัณฑ์อัสนีหรอกหรือ เหตุใดมันจึง…”

จินหลงเอ่ยออกมา

“ความอมตะ ไม่ว่าจากวิธีไหนก็ล้วนเป็นการฝืน

ธรรมกฎสรรพสิ่งทั้งสิ้น สวรรค์มิอาจยอมรับ การลง

ทัณฑ์เพื่อตัดสินจึงบังเกิด”

ทัณฑ์อัสนีฟาดลงมานับร้อยสาย เพื่อบอกให้รู้ว่า

ขณะนี้ได้มีผู้ที่ฝั่าฝืนกฎของสวรรค์

และแน่นอนว่านี่คือการลงโทษจากมัน

แต่หากผ่านไปได้ หยงซีฮ่องเต้ก็จะกลายเป็นผู้ที่มี

ความอมตะมากที่สุดในโลกของพลังปราณแห่งนี้

ความเปลี่ยนแปลงของสามโลกย่อมเกิดขึ้น!

ทัณฑ์อัสนีฟาดลงมาทั่วร่างกายของราชามาร เมื่อ

ฟาดลงไปแล้วร่างกายก็ฟืนฟูกลับมาเช่นเดิม ทัณฑ์อัสนี

ก็ฟาดลงมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าร่างกาย

นี้จะเจ็บปวดเยี่ยงใด

ในครั้งแรกราชามารก็ยังพออดทนได้ แต่ทว่า

หลังจากผ่านไปเพียงสิบสายเท่านั้น ความอดทนอด

กลั้นที่มีทั้งหมดก็ได้หายไป

เหลือเพียงเสียงกรีดร้องที่แทบจะทนไม่ไหว ทำให้ผู้

ที่มองมาได้แต่ตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของทัณฑ์อัสนีที่

เกิดขึ้น

นอกจากจะตกตะลึงแล้ว ยังเวทนาเช่นกัน!

ทุกครั้งที่ทัณฑ์อัสนีฟาดลงมา ราวกับว่าร่างกาย

ของเขาได้ถูกมีดนับหมื่น นับพันเล่ม ทิ่มแทง ซ้ำแล้วซ้ำ

เล่า โลหิตที่ดำมืดได้ไหลไปทั่ว ผืนปั่าม่านหมอก

เหล่าสัตว์อสูรที่พลาดจากผลไม้ศักดิ์สิทธิ์และกำลัง

รอคอยเหยื่ออันโอชะต่างก็หลีกหนีหายออกไปอย่าง

หวาดเกรงในทัณฑ์อัสนีและตัวตนของผู้ที่กำลังได้รับ

การลงทัณฑ์

เพื่อความแข็งแกร่งและการกลายเป็นอมตะ หยงซี

ฮ่องเต้ราวกับคนเสียสติ จนกระทั่งทัณฑ์อัสนีสายที่เก้า

สิบเก้าฟาดลงมาบนร่างของเขา ร่างทั้งร่างก็ได้แหลก

สลายกลายเป็นละออง

และหายไปทันที!

เหล่าผู้คนที่ได้เห็นต่างก็ตกตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้น มิ

คิดเลยว่า ทัณฑ์อัสนีที่เกิดขึ้นจะคร่าชีวิตของหยงซี

ฮ่องเต้ไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

รู้เช่นนี้ น่าจะปล่อยให้มันได้ไปตั้งนานแล้ว

ไม่น่าต่อสู้ ให้สิ้นเปลืองจริงๆ !

ภาค 2 ตอนที่ 70 -ผลลัพธ์ของไม้ที่ไร้ใบ-

สงครามสิ้นสุดลง พร้อมกับการแตกสลายของดวง

จิตของราชามารหยงซีฮ่องเต้

เมื่อครั้งหลายพันปีก่อน ยามที่เกิดสงครามบน

สวรรค์ ดวงจิตของราชามาร เพียงแค่หายไป รอวันที่

พลังจะฟืนคืนมา

หากแต่ในครั้งนี้นั้น ดวงจิตของราชามารได้แตก

สลายไปด้วยทัณฑ์อัสนี นับได้ว่าราชามารที่เป็นตัวสร้าง

ปัญหาใหญ่ให้แก่สามโลกได้สูญสิ้นไปแล้วจริงๆ

แน่นอนว่าในอนาคต ก็ไม่มีสิ่งใดจะเป็นเครื่อง

ยืนยันได้ว่าราชามารจะมิสามารถกลับมาเกิดใหม่อีก

ครั้งได้

“คุณหนูขอรับ เหล่าทหารแคว้นจิ้นหยุดการ

เคลื่อนไหวลงแล้ว ที่สำคัญ คนที่โดนอักขระเลือด

ควบคุมในก่อนหน้าได้สิ้นลมหายใจทั้งหมดแล้วขอรับ”

เมื่อสงสครามสิ้นสุด หยางคงจึงรายงานสถานการณ์

ด้านนอกให้เปั่ยจินได้ฟัง

ใบหน้างามที่เหนื่อยล้าจากการต่อสู้ และถ่ายทอด

พลังเลี้ยงชีวิตให้กับไปั๋ฮวาหันมามองอีกฝั่ายช้าๆ

“อืม บอกให้คนที่ยังมีสติ ถอยห่างออกมาและรวม

คนทั้งหมดไว้ที่เดียวกัน จัดการโหมไฟและเผาเสีย ข้าไม่

ต้องการให้เกิดความผิดพลาดใดเกิดขึ้นอีก” นางหันไป

มองเหตุการณ์ด้านหน้า ด้วยสายตาเย็นชา ไร้ความรู้สึก

ใดๆ ทั้งสิ้น

คนตายก็ตายไปแล้ว จะให้เวทนามากเพียงใดก็

เพียงเท่านั้น สิ่งสุดท้ายที่จะทำให้คนเหล่านี้ได้ นั้นคือ

การจัดการร่างอย่างเป็นธรรม

“ขอรับ” หยางคงรับคำและเดินออกไปทันที

เมื่อนางเอ่ยจบ ก็หันมามองต้าเฟยเฉิงที่กำลังกอด

ร่างของใครบางคนเอาไว้ สตรีในคำทำนาย ทั้งยังคนที่

จิตใจโดดเดี่ยวยิ่งนัก

ก่อนที่ราชามารจะกลืนกินผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ นางได้สง

กระแจจิตไปยังไปั๋ฮวาและบอกเกี่ยวกับสิ่งที่นาง

สามารถเลือกได้ว่า

จะกระทำหรือไม่!

สุดท้ายนางเลือก ยินดีที่จบชีวิตตนเองลงไป หากมี

อันใดผิดพลาด

ช่างน่านับถือยิ่งนัก!

“นางยังคงมีลมหายใจ ข้าไม่เผานางหรอก”

นัยน์ตาสีดำประกายทองที่กำลังมืดลงเรื่อย ๆ หันมา

เอ่ยกับต้าเฟยเฉิงที่จ้องกลับมาที่นางด้วยแววตา

ประหลาด ราวกับว่าในสมองหมูนั้นกำลังคิดอันใด

และใช่!

“หึ เจ้าคิดจะเผานางหรือ อำมหิต” เมื่ออีกฝั่ายเอ่ย

เช่นนี้ ต้าเฟยเฉิงเองก็ถึงกับร้อนรน แม้ว่าสตรีในอ้อม

แขนของเขาจะได้รับอักขระเลือดควบคุมด้วยก็ตามเถิด

เขาจะรักษานางเอง

ก่อนที่นางจะต่อปากต่อคำ

“เผา…เผาเจ้า น่าจะดีกว่ากระมัง” ประกายสังหาร

ฉายวาบในแววตา จวินเทียนหลงกลับโพล่งขึ้นมาและ

รีบเดินมาโอบกอดสตรีของตนเองไว้

“ท่าน…ท่านพี่ ข้าเพียงเย้านางเล่น หากแต่ตอนนี้

ฮวาเออร์บาดเจ็บสาหัสยิ่งนัก ข้า…” ต้าเฟยเฉิงมอง

ใบหน้าคนที่กำลังหลับใหลด้วยนัยน์ตาเศร้า อย่างคนที่

อับจนหนทาง

“นางไม่เป็นอันใด เพียงตอนนี้ดวงจิตของนาง

อ่อนแอเกินไป ต้องใช้เวลาในการฟืนฟู” เปั่ยจินเอ่ย

ออกมา นางได้สงปราณแสงของตนเองไปตรวจสอบ

แล้ว พบว่าร่างกายนี้ คล้ายกับนางในตอนนั้น บาดเจ็บ

สาหัส ดวงจิตจึงย้ายกลับไปอยู่ยังมิติของนาง เพื่อรอ

การฟืนฟูและฟืนขึ้นมา

ปั่าม่านหมอกเองในยามนี้ ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อไร้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ก็คล้ายว่าพลังปราณบริสุทธิ์ที่มี

อย่างหนาแน่นได้ลดลง แต่ไม่ได้สงผลอันใดมากนักกับ

เหล่าสัตว์ธรรมดาและสัตว์อสูร

ม่านหมอกที่เล่าลือกันว่า เมื่อผู้ใดเข้าไปก็จะมิมีวัน

ออกมาได้ก็หายไป เหล่าสัตว์อสูรชั้นสูงกลับเข้าไปอยู่

ชั้นในสุดและชั้นกลาง ความอันตรายที่เคยมีได้ลดลง

และแทบจะหายไป เพราะลี่เจี่ยฉงได้ขอให้เปั่ยจิน

อนุญาตให้นางเข้าไปดูแลปั่าม่านหมอกด้วยตนเอง

จินหลงที่เห็นด้วยจึงช่วยสนับสนุน ปั่าม่านหมอก

ในยามนี้จึงถือได้ว่าจะกลับมาสงบสุขอย่างแน่นอน

ทั้งจวินเทียนหลงเอง ก็ได้ร่ายเวทย์ปราณพื้นที่

ศักดิ์สิทธิ์เข้าครอบคลุม โดยใช้หยดเลือด จากตัวของ

เหล่าคนในคำทำนายทั้งสี่เช่นเดิม

หากแต่เปลี่ยนจากเลือดที่หัวใจเป็นเลือดที่ไหลจาก

ฝั่ามือ

แม้ว่าพลังของเวทย์จะมิได้แข็งแกร่งเท่า แต่หากจะ

ไม่มีวันสลายหายไป จะกลายเป็นเกราะที่สามารถ

คุ้มครองสัตว์ที่อยู่ภายในปั่าม่านหมอกชั้นในได้ หากมี

ผู้ใดบุกรุกเข้าไป

“ท่านจะทำอันใดเจ้าค่ะ เปั่ยจินเอ่ยถามออกมา”

“ข้าเพียงต้องใช้เลือดของคนในคำทำนายสร้าง

เกราะปั้องกันปั่าม่านหมอกชั้นใน เพื่อปกปั้องปั่าและ

เหล่าสรรพสัตว์”

“อืม”

กลับมาที่เปั่ยจินในยามนี้ นางกำลังยืนมอง

เหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดาอย่าง

เงียบๆ

หวนคิดกลับไปถึงต้นเหตุที่ทำให้นางมาเกิดใหม่ยัง

โลกใบนี้ ในร่างของสตรีนางนี้ ทั้งสวรรค์และตาเฒ่านั้น

ยังใจดีมอบสิ่งต่างๆ ให้แก่นาง

มิว่าจะเป็นมิติ พลัง ความรู้ กระทั่งจินหลง มังกรผู้

ควบคุมกาลเวลาและเจี่ยฉง ราชาแห่งแมลงทั้งปวง

เพื่อเหตุใดกัน!

เป็นเวลาเนิ่นนาน ที่นางกำลังใช้สติของตนเองกับ

สิ่งเหล่านี้ แม้ว่าคนรอบข้างจะอยากเข้ามาภายในห้วง

จิตของนางเพียงใดก็ตาม

จนกระทั่งท้ายที่สุด ร่างกายและจิตของนางทนไม่

ไหว ระเบิดพลังออกมา

“อั่ก” เปั่ยจินกระอักเลือดออกมาและสลบไปทันที

ดวงจิตของนางในเวลานี้ กลับเข้าไปในมิติ ปิดกั้นผู้

บุกรุก และนั่งมองเหตุการณ์ภายนอกที่กำลังดำเนินไป

แม้แต่จินหลง ที่มีพันธะต่อกันยัง มิสามารถก้าวล้ำ

“จินเออร์ เจ้าเป็นอันใดไป” จวินเทียนหลงที่หัน

กลับมาทันเห็นสตรีคนรักของตนกำลังกระอักเลือดออก

มา จึงรีบเข้าไปประคองเอาไว้ ใบหน้าเคร่งเครียดมอง

สตรีในอ้อมแขนอย่างอาวรณ์และหวงแหนยิ่งนัก

“นางเป็นอันใดไป เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ข้าเข้าไปใน

มิติจิตของนางไม่ได้..” จินหลงเอ่ยออกมาอย่างอับจน

หนทาง น้ำเสียงดั่งคนที่ตัดพ้อในตัวสตรีตรงหน้า

“ข้าจะพานางกลับแคว้นจ้าว ต้าเฟยเฉิงนำตัวไปั๋ฮ

วาตามข้ามา ส่วนเจ้าหยางคงจัดการตามที่ข้าสั่ง แล้ว

กลับไปพบกันที่แคว้นจ้าว”

“ขอรับนายท่าน ข้าขอฝากคุณหนูด้วย”

“อืม”

จวินเทียนหลงให้หยางคงและหน่วยราตรีกาลที่

เหลือ จัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในแคว้นจิ้น โดยเฉพาะ

เรื่องของเซี่ย ไปั๋และจิ้น ว่าผู้ใดจะขึ้นมาเป็นฮ่องเต้คน

ถัดไป หลังจบสิ้นสงครามระหว่างแคว้น

รวมไปถึงเรื่องของปั่าม่านหมอก โดยให้กระจาย

ข่าวออกไปทั้งสี่แคว้นในเรื่องข้อห้ามของปั่าม่านหมอก

หลังจากนี้

“ฝั่าบาทกระหม่อมเล่าพะยะค่ะ” ขันทีฉีหม่าเอง

เมื่อเห็นว่าตนเองควรจะมีหน้าที่อันใดบ้างจึงเอ่ยถาม

ออกมา จะให้ขึ้นหลังท่านจินหลงไปยังแคว้นจ้าวด้วยก็

เกรงว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายเสียมากกว่า

ต้าเฟยเฉิงหันมองขันทีข้างกายก่อนจะเอ่ยปาก

ออกมา

“ฉีหม่า เจ้าอยู่ช่วยหยางคงจัดการปัญหาเหล่านี้

แล้วจัดการปัญหาที่เกิดในแคว้นจิ้นเสีย ข้าหวังว่า

ตระกูลเซี่ยจะสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ มิเช่นนั้น

ทั้งสามแคว้นจะเข้ามาจัดการให้”

“พะยะค่ะ”

จินหลงแปลงกายเป็นร่างเดิมนั้นคือมังกรทอง

จากนั้นก็ได้นำพาร่างทั้งสี่ ไปยังแคว้นจ้าวด้วยความว่อง

ไว้

จวินเทียนหลงร่ายเกราะปั้องกันลมให้กับต้าเฟย

เฉิงเช่นกัน เพื่อปั้องกันความเร็วของจ้าวมังกรที่เพิ่มมาก

ขึ้นทุกขณะ

ตระกูลเซี่ยและตระกูลไปั๋ที่ได้ทราบข่าวสาร จาก

การมาเยือนของหยางคงและฉีหม่า ก็ให้เรียกความตก

ตะลึงไปทันที จากคำประกาศิตที่ฝากมานั้น

ทำเสนาบดีเซี่ยต้องรีบเปลี่ยนเป็นชุดทางการ ก่อน

จะเข้าวังหลวงและเรียกปราชุมขุนนางทุกคน

ย้ำเมื่อขุนนางทุกคนของแคว้นจิ้นได้เข้าปราชุม ก็

เกิดความสับสนและวุ่นวายเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะไร้

บัญชาจากองค์ฮ่องเต้ แต่เป็นเพียงความถือวิสาสะของ

ตระกูลเซี่ยเท่านั้น

เมื่อเข้าไปถึงกลับพบราชทูตจากแคว้นทั้งสาม

รวมถึงตระกูลเซี่ยที่ยืนเป็นประธานอยู่ด้านหน้า

ราชทูตทั้งสามที่ว่าคือหยางคง ฉีหม่าและคนสนิท

ของจวินเทียนหลงอย่างเฉินอี้ที่ได้รับปั้ายเสมือนฮ่องเต้

มาแทน

ได้กล่าวว่าให้ดำเนินการจัดตั้งฮ่องเต้คนใหม่ของ

แคว้นภายในวันนี้ มิเช่นนั้นแล้วแคว้นทั้งสามจะเข้ามา

ช่วยแต่งตั้ง

โดยให้ความเห็นเด็ดขาดเป็นของคนตระกูลเซี่ย มิมี

ผู้ใดสามารถขัดขืนได้เป็นอันขาด เหตุที่เป็นเช่นนี้ ใช่ว่า

จะต้องการเข้ามาบงการแคว้นจิ้นไม่ แต่แคว้นที่ไร้ผู้นำ

ย่อมมีสัตว์ร้ายมากมายที่คอยจะขย้ำและฉีกเนื้อ

หากวันนี้ไม่สามารถจัดการให้เรียบร้อยได้ วันหน้า

จะเป็นภัยต่อแคว้นทั้งสามเสียเอง อีกทั้งเซี่ยยังเป็นหนึ่ง

ในปฐมกษัตริย์

เสนาบดีเซี่ยลงความเห็นแล้วว่า หนึ่งในองค์ชาย

ของแคว้นจิ้นนั้นยังมี คนที่สามารถใช้การได้เพียงแต่

อายุยังน้อยนัก ไม่สามารถปกครองแคว้นได้ในตอนนี้

เมื่อเป็นเช่นนั้นราชทูตจากทั้งสามแคว้น จึงได้ตก

ลงกันว่าให้เสนาบดีเซี่ยปกครองหลังม่าน เป็นผู้มี

อำนาจสามารถว่าราชการ แทนได้จนกว่ารัชทายาทตัว

จริง จะขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้ โดยจะมีทูตจากสามแคว้น

มาร่วมสังเกตุการณ์ แต่จะไม่มีสิทธิ์ใด นอกจากส่งข่าว

กลับไปยังแคว้นตนเอง

แม้จะมีเสียงคัดค้านจากเหล่าขุนนางของแคว้นจิ้น

เป็นส่วนมาก

แต่ก็ทำอันใดไม่ได้เพราะอำนาจที่อยู่ในมือ

ส่วนข่าวการสวรรคตของฮ่องเต้แคว้นจิ้น หยงซี

ฮ่องเต้ก็ได้แพร่กระจายออกไป เพียงแต่ได้ปิดบังไว้ว่า

หยงซีฮ่องเต้คือราชามาร

แต่กลายเป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดน และ

พลาดพลั้งสวรรคตไปในสงคราม ส่วนทหารทั้งหมดที่

เสียชีวิตไปก็ให้ราชสำนักชดเชยให้อย่างเหมาะสม

เมื่อเราชาวบ้านและญาติของทหารเหล่านั้นได้รับ

ข่าวนี้ ก็พอจะให้หลงลืมไปได้ว่าบุตรชาย บิดา หรือ

ญาติของตนเองเสียชีวิต เนื่องจากสาเหตุอันใด

ตระกูลเซี่ยและตระกูลไปั๋ได้แยกจากกัน นาย

ท่านเซี่ยมิได้ถือสากับตระกูลไปั๋อีกต่อไป ถึงกับบอกให้

บุตรสาวกลับมาเยี่ยมเยียนตนเอง ที่แคว้นแห่งนี้ได้

เสมอ

เพียงแต่เรื่องของตระกูลไปั๋ กับไปั๋ฮวานั้น คงต้อง

ให้กาลเวลาเป็นตัวตัดสิน เพราะอย่างไรสิ่งที่เกิดขึ้นกับ

นางก็ไร้ความยุติธรรมอยู่ดี

หากแต่พวกเขายินดี ที่จะต้อนรับการกลับมาของ

บุตรสาวผู้นี้เสมอ

ภาค 2 ตอนที่ 71 -ข่าวดีของตระกูลเปั่ย-

แคว้นจ้าว

ยามที่มังกรทองตนหนึ่ง ก้าวล้ำเข้ามาในเขตของ

ตระกูลเปั่ยที่มีเวทย์ปั้องกันการบุรุก แม้จะไร้การปะทะ

แต่กลับมีการแจ้งเตือนไปยังคนในพื้นที่ทั้งหมด

หน่วยราตรีกาลที่เป็นดั่งองครักษ์จึงออกมาต้อนรับ

พร้อมอาวุธเต็มมือ

เสียงเตือนนั้นเรียกให้เด็กน้อยสองคนวิ่งออกมาดู

จึงได้พบว่าคนที่มาเยือนคือจินหลงและท่านพี่ของเขา

หากแต่นางกลับนอนสลบ อยู่ในอ้อมกอดของบุรุษ

ผู้หนึ่ง

“พวกเจ้าอย่าวิ่งได้หรือไม่” จ้าวจินหยางเอ่ยออก

ออกมาอย่างตักเตือน แต่น้ำเสียงที่แสดงออกมาเต็มไป

ด้วยความหน่ายใจในกิริยาของทั้งสองเต็มที

“พี่สาวนี่หนา” จ้าวซินเซี่ย บุตรชายคนรองของ

นายท่านเปั่ยเอ่ยออกมา นัยน์ตาใสกระจ่างกำลังมองไป

ยังพี่สาวของตนเองอย่างนึกสงสัย

“แล้วก็หลงหลงด้วย” ส่วนจ้าวจินเซียงนั้นก็เอ่ย

ขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าคนที่มาเหล่านี้คือ

ผู้ใด

องครักษ์ทั้งหมดที่กำลังหันดาบใส่ผู้มาเยือนพลัน

เข่าสั่น สายตาเลิ่กลั่กไปมา

“นายท่านจินหลง คุณหนูเปั่ยจิน” องครักษ์

ทั้งหมดยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันด้านหน้า

แล้วก้มคารวะทั้งสองอย่างรวดเร็ว

จากนั้นก็รีบเก็บอาวุธและสลายตัวไปทันที เหลือ

ทิ้งไว้เพียงองครักษ์ข้างกายเหล่าคุณหนูน้อยเท่านั้น

เมื่อมองให้ดี พบว่าคนที่มาในวันนี้นั้น นอกจาก

พี่สาวและหลงหลงแล้ว ยังตามมาด้วยผู้ติดตามอีกสาม

คนที่ไม่คุ้นหน้า หนึ่งคนอุ้ม หนึ่งคนนอน มีสภาพเช่นพี่

หญิง เด็กน้อยพลันให้สงสัย แต่ไม่ได้ถามออกไป

จากนั้นจึงตะโกนเรียกมารดาและบิดาของตนเอง

ออกมา

“ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ พี่สาวกลับมาแล้วขอรับ”

เสียงของจ้าวจินหยางบุตรชายโตในแฝดสามตะโกน

ขึ้นมา

ไม่ช้า ฝีเท้าของคนในเรือนทั้งหมด ก็มุ่งตรงมายัง

ลานกว้างทันที

“เกิดอันใดขึ้น เหตุใดจินเออร์จึงเป็นเช่นนี้กันจินห

ลง” ดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาของมารดา ที่ห่วงใย

ในตัวบุตรสาวยามจ้องมองไปยังเปั่ยจินจวนเจียนจะไหล

ออกมา กระทั่งน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด

“จากสงครามที่เกิดขึ้นขอรับ พวกนางทั้งสองต่าง

บาดเจ็บสาหัสและตั้งสติไม่ได้ ทำให้จิตวิญญาณของ

พวกนางผนึกตัวเองภายในมิติ” จินหลงตอบออกไป

ตามความจริงกึ่งหนึ่งและความเท็จกึ่งหนึ่ง ด้วยเพราะ

เขาเองก็มิรู้เช่นกันว่าเกิดอันใดกับนาง

“เช่นนั้นนางจะเป็นอันได้หรือไม่” นายท่านเปั่ยที่ก

ลับมาจากดูแลกิจการทันที ที่มีข่าวความผิดปกติของ

ม่านพลังถามออกมา

“นางจะไม่เป็นอันใดขอรับ เพียงแต่ต้องใช้เวลาก็

เท่านั้น” แต่นานเท่าไหร่…ข้าเองก็ตอบไม่ได้ ประโยค

หลังนั้น จินหลงไม่ได้กล่าวมันออกไป ทำได้เพียงเอ่ยอยู่

ภายในใจเท่านั้น

ครอบครัวไปั๋อยู่กับจินหลงมานาน มีหรือจะมิรู้ว่า

สิ่งที่เขากำลังเอ่ยหมายถึงอันใด กระททั่งสีหน้าและ

ท่าทางที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ฮูหยินไปั๋ที่รักและ

เอ็นดูจินหลงเสมือนบุตรจะมองมิออก เพียงแค่มิอยาก

เอ่ยออกไป เพื่อสร้างความลำบากใจให้อีกฝั่ายเพิ่มขึ้น

เท่านั้น

“อืม เช่นนั้นนำนางเข้าไปพักในตำเรือนเถิด” นาย

ท่านไปั๋กล่าว

“ขอรับ” จวินเทียนหลงเอ่ยตอบกลับมา ด้วยอยาก

นำสตรีของตนเองไปพักเต็มที

“พวกเจ้าไปส่งคุณชายและคุณหนูทั้งสามที่เรือน

ได้เวลาเรียนกับท่านราชครูแล้วมิใช่หรือ” ฮูหยินไปั๋สั่ง

องครักษ์ของแฝดทั้งสาม

เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวน้อยทั้งสาม กำลังทำท่าทำทาง

ประหนึ่งปั้าข้างบ้าน

“ขอรับนายหญิง”

คุณชายน้อยทั้งสองนั้นต่างรับรู้ในความเข้มงวด

ของมารดา จึงทำได้เพียงพยักหน้า หากแต่คุณหนูน้อย

ที่เป็นดั่งดวงใจของจวน มิได้รู้สึกอันใดนั้น

“งื้อ แต่ท่านแม่เจ้าขา ลูกอยากเล่นกับพี่หญิง”

ร่างเล็ก ใบหน้ากลม ดวงตาโต ผมที่มัดไว้สองข้าง

ประหนึ่งซาลาเปาลูกโต ทำเสียงออดอ้อนมารดา

ไปั๋ฮูหยินเองก็ใช่จะมิรู้ฤทธิ์บุตรสาวคนเล็กจึงมิได้

ตามใจมากนัก

“ไปเถิด ไว้เรียนเสร็จ แม่จะให้พบที่หญิงของเจ้า ดี

หรือไม่”

“เจ้าค่ะ ข้ารักท่านแม่ที่สุดในสามโลกเลย” ร่างเล็ก

เอ่ยออกมาอย่างออดอ้อน เช่นเวลาที่ต้องการอ้อนพี่

หญิงของตน ก่อนจะผละออกมา

“ไปกันเถิดน้องรอง น้องเล็ก” จ้าวจินหยางเอ่ย

นายน้อยทั้งสามของจวน จำใจต้องจากพี่หญิงของ

ตนเองไปก่อน หากแต่แววตาทั้งหกคู่นั้น ส่องประกาย

เสียจนจินหลงเองก็นึกสงสัย

ขณะที่จวินเทียนหลงและต้าเฟยเฉิงกำลังจะเดินไป

นั้น เปั่ยฮูหยินก็ได้ทักขึ้นมา

“ส่งเปั่ยจินและคุณหนูนางนั้นให้กับจินหลงและคน

ของข้าดีกว่าเจ้าค่ะ ส่วนพวกท่านเชิญที่ห้องโถงรับรอง

เถิด ข้ามีเรื่องจะพูดคุยด้วยมากมายนัก”

“เอ่อ…ขอรับ” อยากจะขัดคำสั่งอีกฝั่ายนัก แต่

หากสายตาที่ส่งมา เขารู้แล้วว่าสตรีให้อ้อมแขนคล้าย

ผู้ใด

มารดานางนั้นเอง!

ส่วนต้าเฟยเฉิงที่เห็นว่า กระทั่งพี่ชายอย่างเทพ

สงครามข้างกายตนเองยังยอมลงให้ฮูหยินผู้นี้ถึงสิบส่วน

ตนเองจึงทำตามอย่างว่าง่าย พร้อมกับส่งไปั๋ฮวาให้สตรี

ร่างหนาอีกคนหนึ่งไป

ส่วนตนเองนั้นทำได้เพียงใช้สายตามองตามหลังไป

อย่างห่วงหา

ประตูห้องโถงเปิดออก เผยให้เห็นบุคคลทั้งสี่กำลัง

นั่งสนทนากันอยู่โดยปราศจากเงาของจินหลง

สายตาของต้าเฟยเฉิงสอดส่องไปมาเพื่อหาผู้ช่วย

ชีวิต หากแต่มองไปด้านใดก็เจอความเพียงว่างเปล่า

และดวงตาสองคู่ที่มองมา จนเสียวสันหลังแทนศิษย์พี่

ของตน

“เรื่องราวเป็นมาเช่นไรกันแน่ ส่วนท่านคือผู้ใด”

นายท่านไปั๋เป็นผู้เอ่ยถามออกไป จะบอกว่ามิรับรู้สิ่งใด

เลยก็คงจะเป็นไปมิได้ เช่นนั้นคงเสียชื่อหน่วยราตรีกาล

ที่ไปสืบความมาเป็นแน่

เมื่อว่าที่พ่อตาและแม่ยายมองมาด้วยสายตากดดัน

เช่นนั้น เป็นชินอ๋องแคว้นเฉียนแล้วเช่นไร

กลับต้องพ่ายอย่างง่ายดายเช่นนี้

“คารวะนายท่านเปั่ยและฮูหยินเปั่ยขอรับ ข้าน้อย

มีนามว่า จวินเทียนหลง ชินอ๋องแคว้นเฉียน บุรุษที่เป็น

เจ้าของปินไร้ที่มาขอรับ” บุรุษร่างสูงตรงหน้ามิได้อ่อน

น้อมจนเกินไป หากแต่ก็มิได้หยาบกระด้างจนให้รู้สึกว่า

ไร้การอบรม

สายตาทั้งสองคู่มองไปอย่างพิจารณา ราวกับกำลัง

ตรวจสอบว่าที่บุตรเขยผู้นี้ด้วยสายตาตนเอง ไม่ว่าจะ

เป็นหน้าตา นิสัย พลังปราณ หรือแม้แต่ฐานะ ก็ช่าง

มากด้วยอันตรายเสียจริง

“เจ้าของปินงั้นหรือ บุรุษที่บุตรสาวข้าตาหานะ

สินะ”

“ตึก ตึก ตึก”

“ปึง” เสียงประตูเปิดออกอย่างแรง

“ผู้ใดกัน ผู้ใดเป็นเจ้าของปินที่หลานข้าต้องจาก

บ้านจากเมืองไป” ทันทีที่ประตูเปิดออก จ้าวฮ่องเต้ผู้มา

ใหม่ก็ถามออกมาทันที

ยามที่องครักษ์เงาส่งข่าวการกลับมาของจินเออร์

นั้น เขาก็รีบออกจากวังมายังจวนของน้องสาวทันที

หากเปั่ยจินเปรียบเสมือนดวงใจของตระกูลเปั่ย

แล้ว เช่นนั้นสำหรับจ้าวฮ๋องเต้ก็คงเป็นเช่นกัน เพราะ

เขาเองก็รักและเอ็นดูบุตรสาวของน้องสาวคนนี้มากมาย

เสียเหลือเกิน

กระทั่งบุตรชายที่ออกนอกวังติดตามกันมาอย่าง

องค์ชายห้าจ้าวอู่หมิงและองค์ชายแปดจ้าวอู่หลิง ยัง

ต้องส่ายหน้าให้กับอาการหวงหลานสาวของบิดาตนเอง

‘ช่างรักบุตรสาวผู้อื่นยิ่งนัก ตาเฒ่า’

สายตาทั้งแปดคู่ พร้อมใจกันหันไปมองผู้มาใหม่

อย่างสงสัย แต่ก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ

เพราะทำอันใดไม่ได้

นายท่านเปั่ยและฮูหยินจึงทำเพียงเชิญผู้มาใหม่ให้

นั่งในตำแหน่งเจ้าของบ้าน ส่วนทั้งสองเพียงแค่ลดลงมา

หนึ่งขั้น เว้นเสียแต่องค์ชายทั้งสองที่บอกว่าไม่ต้องมาก

พิธี แลเลือกที่จะนั่งเก้าอี้ตัวถัดมาจากฮูหยินไปั๋

เป็นอันว่า ณ ตอนนี้ฝังหญิง ถึงกับมีผู้ไต่สวนมาก

ถึงห้าคนด้วยกัน

“ประเดี๋ยวนะขอรับ ข้าขอมองหน้าคนผู้นี้ชัดๆ สัก

ประเดี๋ยวหนึ่ง” องค์ชายแปดเอ่ยออกมา พร้อมกับจ้อง

มองไปยังบุรุษหน้านิ่งตรงหน้าและบุรุษอีกคนที่นั่ง

ด้านข้าง ด้วยสายตาพิจารณา

ภาค 2 ตอนที่ 72 -กระทั่งเหมันต์พัดผ่าน-

หลังองค์ชายแปดเอ่ยออกมาเช่นนั้น พร้อมกับ

ท่าทางประกอบที่ดูขบขันในสายตาคนอื่น

องค์ชายห้าที่ตนมองท่าทางพิลึกพิลั่นของน้องชาย

ตนเองไม่ได้ จึงหันไปสะกิดและส่งสายตาพิฆาตให้ จน

เจ้าตัวถึงกับหันมายิ้มแหยใส่ผู้เป็นพี่แล้วสงบเสงี่ยมลง

“นี่มิใช่ชินอ๋องแคว้นเฉียนหรอกหรือพะยะค่ะเสด็จ

พ่อ” องค์ชายแปดเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและ

หันไปมองใบหน้าของพี่ชายตนเองเพื่อเป็นการยืนยัน

กระทั่งสีหน้าของของคนทั้งหมดเปลี่ยนไป ทั้งสอง

ถึงกับทำตัวมิถูก จะลุกหรือจะนั่ง ด้วยเมื่อเรียงตาม

บรรดาศักดิ์แล้ว องค์ชายทั้งสององค์ถือว่าเป็นผู้น้อย

ที่สุด

หากแต่ชินอ๋องและไท่หวงซ่างเอง ก็มิได้มากพิธี จึง

โบกมือเบาๆ เพื่อเป็นการบอกว่าให้ทำตัวตามสบาย ไม่

ต้องมากพิธี

กลับกันเป็นทั้งสองคนมากกว่า ที่ลุกขึ้นมาทำความ

เคารพจ้าวฮ่องเต้คนปัจจุบัน จากนั้นทั้งหมดก็หัน

กลับไปนั่งมองหน้ากัน

“ช่างเถิดๆ สรุปแล้วว่าเป็นผู้ใดกันที่มาวุ่นวายกับ

หลานข้า เป็นเจ้างั้นหรือ” จ้าวฮ่องเต้หันไปมองบุคคลที่

ตนเองคิดว่าใช่มากที่สุด

ต้าเฟยเฉียงถึงกับสะดุ้ง ราวกับโดนโยนเผือกร้อน

มาใส่ตนเองก็ไม่ปาน

“เปล่าพะยะค่ะ กระหม่อมมิใช่…” ต้าเฟยเฉิงรีบ

ปฏิเสธออกไป ศีรษะหันไปด้านนอกเพื่อให้พ้นรัศมี

สายตาเข่นฆ่าที่ส่งมายังตนเอง

ส่วนจวินเทียนหลงนั้น กำลังจมอยู่ในความคิดว่า

ตนเองดูไม่คล้ายคนรักของจินเออร์งั้นหรือ เขาไม่

เหมือนตรงไหนกัน เหม่อลอยไปเรื่อย ๆ จนบรรยากาศ

รอบข้างเริ่มเย็นสงัดราวกับฤดูกาลเปลี่ยนผันไปมา

“เป็นเจ้างั้นหรือ ไม่จริงกระมัง” จ้าวฮ่องเต้หันไป

มองว่าที่หลานเขยด้วยสายตายากจะเหลือเชื่อ

ทำเอาเปั่ยฮูหยินถึงกันชะงักและหันไปมองพี่ชาย

ตนเองที่แสดงท่าทีเช่นนี้

“เหตุใดกันเล่าฝั่าบาท” เปั่ยฮูหยินเอ่ยถามออกมา

ด้วยวคามสงสัย

กระทั่งเจ้าตัวเอง อย่างจวินเทียนหลงก็ยังอดที่จะ

มองมายังจ้าวฮ่องเต้ไม่ได้

‘เขาไปทำอันใดให้คนผู้นี้มิพอใจมาก่อนหรือไม่นะ’

จวินเทียนหลงพลางนั่งคิดเงียบๆ ยิ่งทำให้รังสีอันน่า

กลัวแผ่ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ก็เล่าลือกันว่าชินอ๋องแคว้นเฉียนผู้นี้ ไร้คู่ครอง ไร้

เรือนหลัง อำมหิต ปลิดชีวิตคนเป็นว่าเล่นนะสิ” จ้าว

ฮ่องเต้ยังคงบรรยายออกมา โดยมิได้สนสีหน้าของบุรุษ

ที่โดนพูดถึงเลยว่า ขณะนี้อยู่ในสีหน้าใด

ต้าเฟยเฉิงเป็นเพียงผู้เดียวที่แสดงอาการออกมา สี

หน้าของเขาคือคนที่พยายามกลั้นขำอย่างถึงที่สุด

“กระหม่อมเองพะยะค่ะ คนรักของนาง”

“…”

จวินเทียนหลงเอ่ยยอมรับออกมา และยังพูดในสิ่ง

ที่มิมีใครคาดว่าจะกล้าเอ่ยออกมาตรงๆ คนในห้องโถง

รับรองทั้งหมดต่างเงียบลงไป ใบหน้าตึงชั่วขณะ

ก่อนที่นายท่านไปั๋จะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องราวไป

“อืม แล้วท่านเล่าเป็นผู้ใด” คำถามได้ย้ายมายังต้า

เฟยเฉิงทันที

คนอื่นๆ เมื่อเจ้าบ้านเอ่ยเปลี่ยนเรื่องจึงมิได้อยาก

รื้อความอีกต่อไป ทำได้เพียงร้อนรนในใจ

“ข้าน้อยต้าเฟยเฉิงขอรับ เอ่อ เป็นศิษย์น้องของ

ชินอ๋องขอรับ” ต้าเฟยเฉิงรับไม้ต่อและเอ่ยแนะนำตัว

ออกมา

“ท่านพี่ ต้าเฟยเฉิงนามนี้มิใช่ว่า” องค์ชายแปดผู้ที่

มีอิสระที่สุดแล้วเป็นผู้เอ่ยขึ้นมา

ทั้งสองพลันเข่าอ่อนและกำลังจะลงไปคุกเข่า

คารวะ เช่นเดียวกับบิดามารดาของผู้อื่น หากแต่ต้าเฟย

เฉิงเองก็รีบห้ามไว้เสียก่อน

พลันหันไปมองบุรุษอีกฝั่ายอย่างตัดพ้อ

‘ท่านไม่พูด ข้าเองก็มิอาจให้มารดาผู้อื่นมาคุกเข่า

ให้หรอก หากนางฟืนขึ้นมา ข้ามิต้องไร้ลมหายใจหรือ

ท่านพี่’ ต้าเฟยเฉิงทำได้เพียงคิดในใจพร้อมใบหน้าที่

กล้ำกลืนก่อนจะหันมายิ้มให้กับบุคคลเบื้องหน้า

“พวกท่านมิต้องมากพิธีหรอกขอรับ ศิษย์พี่ของข้า

เป็นว่าที่บุตรเขยของพวกท่าน ข้าย่อมต้องนับถือพวก

ท่านเป็นญาติเช่นกัน อีกทั้งข้าเองก็สละราชบัลลังก์ไป

แล้ว กลายเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้นเอง”

“พะยะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมและฮูหยินขอพูดแบบ

ภาษาชาวบ้านได้หรือไม่”

“ได้สิขอรับ ข้าเองก็ถือว่าเป็นลูกหลานพวกท่านได้

เช่นกัน”

“อืม เช่นนั้น เชิญพวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าให้คน

จัดเรือนไว้ให้ท่านแล้ว”

“เอ่อ ขอรับ แล้วท่านพี่จะ…”

เมื่อเจ้าบ้านให้การต้อนรับแล้ว ต้าเฟยเฉิงเองก็ไม่

ลังเลที่จะออกไปจากบรรยากาศอันน่าอึดอัดเช่นนี้

“ส่วนชินอ๋อง ประทับที่นี่ก่อนเถิด ข้าเองก็มี

เรื่องราวอีกมากมายนักต้องการสอบถามเจ้า ไม่ทราบ

ว่าสะดวกหรือไม่” จ้าวฮ่องเต้เอ่ยออกมาอีกครั้ง

หลังจากที่นั่งเงียบๆ สังเกตการณ์มานาน

“พะยะค่ะ”

เรื่องราวที่ว่านั้น ก็เริ่มต้นตั้งแต่ตนเริ่มเข้ามาในชีวิต

ของเปั่ยจน ไปจนถึงการมอบปินแทนใจแล้วหายไป

ส่วนสาเหตุนั้นจวินเทียนหลงเองก็ได้สาธยายไปจนหมด

ว่าเพราะต้องช่วยเหลือต้าเฟยเฉิงในการกอบกู้ราช

บัลลังก์แคว้นต้าเฉียง

จนกระทั่งเปั่ยจินตัดสินใจไปยังแคว้นต้าเฉียงเพื่อ

เริ่มต้นกิจการใหม่ ในขณะนั้นปัญหาที่เขากำลังแก้ไข ก็

ได้จัดการจนหมดสิ้น

จึงตัดสินใจกลับมาหานางและอยู่ข้างกายนาง

“เจ้าจึงคิดจะเคียงข้างนาง โดยมิสนใจธรรมเนียม

เลยงั้นหรือ หึ” บิดาเขาไม่เดือดร้อน ใช่ว่าคนข้างเคียง

จะไม่ตาม

กิริยาหวงหลาน ยิ่งกว่าบุตรสาวของจ้าวฮ่องเต้ ทำ

เอานายท่านเปั่ยและฮูหยินเปั่ยต้องลอบปาดเหงื่อ

เงียบๆ

“เปล่าพะยะค่ะ อันที่จริงแล้วข้าคิดว่า หลังจากที่

นางเปิดกิจการไปได้ด้วยดีแล้ว จักมาสู่ขอนางกับนาย

ท่านเปั่ยและฮูหยิน” จวินเทียนหลงค่อยๆ อธิบาย

ออกมาอย่างช้าๆ เช่นที่มิเคยทำมาก่อน

“หากแต่เกิดเหตุการณ์พลิกผันเสียก่อน จึงล่วงเลย

เวลามาจนถึงผ่านนี้ และข้าคิดว่าจินหลงและเหล่า

องครักษ์ของนางคงรายงานทุกอย่างให้พวกท่านทราบ

อยู่แล้ว”

“หืม เช่นนั้น ท่านไปพักเถิด ไม่รู้เมื่อใด นางจึงจะ

ฟืนขึ้นมา ข้าเองก็มิอาจทำอันใดไปมากกว่านี้ ชีวิตของ

บุตรสาวผู้นี้ ข้าย่อมให้นางเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง มิ

อาจบังคับให้ได้”

“แต่…” จ้าวฮ่องเต้จะขัดขึ้นมากลับได้รับสายตา

พิฆาตของน้องสาวกลับมาแทน จึงทำได้เพียงเงียบปาก

ไป

“ข้าเข้าใจดีขอรับ และข้าจะรอจนกว่านางจะฟืน

ขึ้นมา เพียงแต่ว่า…”

“อันใดหรือ”

“ข้าอยากพักอยู่ที่จวนเปั่ยจนกว่านางจะฟืน

ขอรับ”

“เรื่องนี้…”

นายท่านเปั่ยเองก็ไม่อาจตอบได้ จึงหันไปมองยังฮู

หยินของตนเอง

“เช่นนั้นคงมิดีนักเพคะ บุตรสาวข้าคือสตรีมิออก

เรือน”

“เช่นนั้นข้าขอมาหานางทุกวันได้หรือไม่ขอรับ”

เขาย่อมมิอยากหลีกหนีองครักษ์เพื่อมาพบหน้าคน

รักของตนเองตลอดไป เช่นนั้นการขอเช่นนี้ย่อม

เหมาะสม

“อืม ข้าอนุญาต”

หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน จวนเปั่ยก็ได้ข่าวว่ามีผู้สูง

ศักดิ์ท่านหนึ่งมาซื้อที่ดินด้านข้างตระกูลเปั่ย และสร้าง

จวนขึ้นมาใหม่

ยิ่งใหญ่และลึกลับ กำแพงจวนที่สูงเกือบ ยี่สิบฉื่อ

(10 ฉื่อ เท่ากับ3.33 เมตร) ทำเอาชาวบ้านถึงกับหมด

ความอยากรู้อยากเห็นกันไปทีเดียว

เปั่ยจินและไปั๋ฮวาเองก็ยังไร้วี่แววที่จะฟืนขึ้นมา

หากแต่ร่างกายกลับมาฟืนฟูเต็มสิบส่วนทั้งคู่

บุรุษทั้งสองคนเองก็ไม่ลดละความพยายามหรือหนี

หายไปไหน เรียกให้บรรดาคนในจวนเปั่ยต่างเห็นถึง

ความตั้งมั่นและจริงใจของทั้งสองและค่อยๆ ยอมรับให้

เข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัว

เดือนที่สิบสอง วันที่หนึ่ง ใกล้สิ้นปีเข้ามา หากแต่ก็

ไร้วี่แววว่าทั้งสองจะฟืนขึ้นมาเช่นกัน

จวินเทียนหลงในยามนี้ผันผัวไปเป็นอาจารย์ให้กับ

แฝดสามในด้านของการฝึกฝนกำลัง รวมถึงวิทยายุทธ์

ต่างๆ ส่วนต้าเฟยเฉิงเองก็เป็นอาจารย์ด้วยเช่นกัน

หากแต่เป็นด้านของความรู้เกี่ยวกับราชสำนักเท่านั้น

ด้วยเพราะตนเองคือไท่หวงซ่างจึงมีความรู้ด้านนี้

เท่านั้น ที่เพียงพอจะเอามาเป็นตัวดึงดูดเด็กน้อยได้

‘น้องเล็กของสตรีปากร้ายอย่างเปั่ยจิน ช่างน่ารัก

เสียจริง เห็นทีเขาจะต้องรีบพิชิตใจไปั๋ฮวาเสียแล้ว’

หลังจากนั้นวันเวลาก็ได้ผันเปลี่ยนไปอีกคราเหมันต์

มาเยือนรอบที่สอง เหล่าผู้คนที่มาเยี่ยมเยียนก็ยังมาไม่

เคยหาย

เห็นที่จะเปลี่ยนไป คงมีแค่รูปลักษณ์ที่ไร้การ

ปรับปรุง ของชายหนุ่มสองคนเจ้าของจวนใหม่ด้านข้าง

นั้นแล

ภาค 2 ตอนที่ 73 -รัชศกจ้าวผิง ปีที่สิบห้า เดือนที่สิบ

สอง –

รัชศักจ้าวผิง ปีที่สิบห้า เดือนที่สิบสอง

หลังจากที่เหมันต์ในปีที่สิบสี่ผ่านไป แคว้นจิ้น ชน

เผ่าทุ่งหญ้า โดยการปกครองของตระกูลเซี่ยหลังม่าน

ปราชาชนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ สงครามชายแดนถูก

ระงับไว้และสงบศึกลง

แคว้นต้าเฉียงโดยฮ่องเต้คนใหม่ก็ดำเนินไปอย่าง

สงบสุข เช่นเดียวกับแคว้นจ้าวในรัชศกจ้าวผิง ที่มีความ

หมายถึงความสงบสุขร่มเย็น ไร้การรุกรานจากแคว้นทั้ง

สาม

“ท่านลุง เซียงเออร์อยากไปที่ค่ายด้วย ให้เซียง

เออร์ไปด้วยนะเจ้าค่ะ” คุณหนูสี่เอ่ยออกมาอย่างออด

อ้อน เมื่อเห็นว่าท่านลุงจินหลงของนางกำลังจะไปยัง

ค่ายฝึกหน่วยลับอีกแล้ว

“หืม เด็กดี วันนี้เจ้ามิมีเรียนหรือ” จินหลงเข้าไป

อุ้มเด็กน้อยขึ้นมาและเอ่ยถามออกไป เขาไม่ชอบให้เด็ก

น้อยออกไปเจอบุรุษในค่ายมากนัก ยามที่ฝึกจนเหนื่อย

ล้าเจ้าพวกนั้นมักถอดเสื้ออกมา ไล่เหงื่อบนร่างกาย

ช่างน่าเกลียดเกินไปนัก

“วันเดียวเอง…นะเจ้าคะ” สายตาแวววาบประกาย

เจ้าเล่ห์ส่งไปยังท่านลุงคนดีของนางอย่างไม่ลดละ

“แต่หากไปกับลุง หากพี่หญิงของเจ้าฟืนขึ้นมา

เช่นนั้นนางก็จะมิได้เห็นหน้าเจ้าเป็นคนแรกนะสิ”

“เอ๊ะ…ข้า…ข้าอยากไปกับท่านลุงและอยากให้พี่

หญิงตื่นขึ้นมาแล้วเห็นข้าเป็นคนแรกด้วยนะเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้น ให้เจ้าเลือก ลุงไม่ห้าม” มิใช่เขามิห้าม

หากแต่เด้กน้อยเองรักพี่หญิงของนางยิ่ง ย่อมต้องตัดใจ

ในการไปเที่ยวเล่นอยู่แล้ว เขาจึงสามารถยกข้ออ้างนี้

ออกมาได้

เด็กน้อยทำได้เพียงทำหน้ามุ้ย และวิ่งไปหาพี่ชาย

ทั้งสองช้าๆ ก่อนจะหันหลังมามองท่านลุงของนางอีก

หนึ่งครั้ง ก่อนที่ท่านลุงของนางจะหายไป

เหมยฮวาใหญ่เบ่งบาน ลอยละล่องไปทั่วเรือน

กลีบอมชมพูสีสดใสพลิ้วไหวไปมา

คนในในจวนต่างแปลกใจ ในบรรดาเหมยฮวา

ทั้งหมดในตอนนี้ เหมยฮวาหน้าเรือนของคุณหนูเปั่ยจิน

กลับเบ่งบานขึ้นมาเป็นต้นแรกและต้นเดียว

ยิ่งให้หลงใหล แลเผลอไผล ไปกับความอ่อนโยน

และอ่อนหวาน ชวนให้รู้สึกว่าหิมะขาวบริสุทธิ์ ที่โปรย

สลับกับกลีบเหมยฮวายิ่งน่ามอง

ช่างรู้สึกอบอุ่นและวางใจ

เปั่ยจิน สตรีหนึ่งเดียว ที่เป็นดั่งดวงใจของคนใน

จวน ยามนี้ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว

นางฟืนขึ้นมา โดยปราศจากผู้ใด ให้รบกวนและบด

บังสายตา

ไม่รู้ว่าตอนนี้คือเวลาใดกันแน่

แต่สถานที่แห่งนี้ ย่อมเป็นจวนเปั่ย ทั้งยังเป็น

ห้องนอนของนาง เหมยฮวาต้นงาม ที่ปลูกด้วยตนเอง

กำลังยิ้มรับการฟืน ตื่นขึ้นมาของนาง

ช่างน่ายินดีนัก!

ณ ห้องข้างๆ กัน สตรีอีกนางก็กำลังตื่นขึ้นมาด้วย

ความเงียบ สมองเต็มไปด้วยคำถามมากมายนักในสมอง

หากแต่ไม่มีเวลาให้ประมวลผล เหล่าสาวใช้ในห้อง

เมื่อเห็นนางลืมตาขึ้นมา ต่างก็ส่งเสียงโวยวายไปทั่ว

เหล่าผู้คนมากมายต่างมารุมล้อมนาง ชวนให้แปลก

ประหลาดและอบอุ่นใจไม่น้อย

“ฮวาเออร์ เจ้าฟืนแล้ว เป็นเช่นไรบ้าง” เสียงหนึ่ง

ดังขึ้นมาข้างงกายนาง นางกลับจำได้ดีถึงบุรุษผู้เป็น

เจ้าของเสียง

บุรุษที่เฝั้าแวะเวียนมาหานางในทุกวัน เล่าเรื่องราว

มากมายที่พบเจอให้นางฟัง จนกระทั่งเรื่องราวที่กล่าว

ซ้ำไปซ้ำมา

“ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ รู้สึกแข็งแรงมาก เหมือนมิ

เคยเป็นอันใดมาก่อน แล้วทุกท่านในที่นี่คือ…” รอยยิ้ม

อ่อนโยนเผยออกมา หากแต่ก็แฝงไปด้วยความสับสน

อยู่นัยน์สายตานั้น

บุรุษด้านข้างจึงทำหน้าที่เป็นดั่งนางกำนัลข้างกาย

ทั้งประคองนางอย่างคุ้นชิน ทั้งบอกกล่าวเรื่องราวให้

นางหายสงสัย

“นายท่านเปั่ยและฮูหยิน บิดามารดาของเปั่ยจิน

และจวนนี้ของเป็นจวนตระกูลเปั่ยเช่นกัน”

สิ้นเสียง ไปั๋ฮวาก็รับรู้ได้ทันที ว่าตนเองได้คุณหนู

เปั่ยจินช่วยไว้อีกครา

“ข้าน้อยขอขอบพระคุณนายท่านทั้งสองเจ้าค่ะ ข้า

น้อย…” นางพยายามจะเอ่ยออกมา แต่เส้นเสียงกลับ

ค่อยๆ หายไป กระทั่งผู้ฟังเองก็รู้สึกเอ็นดูและเป็นห่วง

จึงเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน

“มิเป็นอันใดก็ดีแล้ว เจ้าพักผ่อนก่อนเถิดมิต้องมาก

พิธี ไว้หายดีแล้วค่อยมาคุยกันอีกครา ข้าไม่รบกวนเจ้า

ดีกว่า ไปเถิดเด็กๆ ออกไปข้างนอก”

“เจ้าค่ะ”

เมื่อทุกคนออกไปจากห้องของนางแล้ว เหลือเพียง

ต้าเฟยเฉิงเท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่ง จากนั้นจึงเป็นฝั่ายตอบ

คำถามเจ้าหนูจำไมที่เพิ่งฟืนขึ้นมาอย่างละเอียด

ก่อนที่นางจะอ่อนเพลียจนต้องพักไปอีกรอบ ส่วน

เขาก็ออกมาด้านนอกปล่อยให้นางพักผ่อนอีกครา

“เหตุใดมิส่งเสียงอันใดบ้างเลย” ประตูห้องนอน

ของเปั่ยจินถูกเปิดออกโดยบุรุษคนเดิม ที่เฝั้ารอนาง

ข้างๆ เตียงนอนในทุกๆ วัน

บัดนี้ มุมปากที่เคยยกยิ้มอย่างยากเย็นกับฉีกออก

กว้างไม่หยุด กระทั่งตำหนิที่นางฟืนขึ้นมายังคงไม่อาจ

หุบยิ้มได้

เรียกให้คนที่กำลังใช้ศีรษะ พิงไปยังโครงหน้าต่าง

ต้องหันมามองด้วยความเผลอใผล

รอยยิ้มของบุรุษที่เย็นชา ช่างมีเสน่ห์จริงๆ

“ข้าเพียงอยากเจอหน้าท่านเป็นคนแรก หากส่ง

เสียงคนทั้งจวนต้องยกกันมาแน่”

“หืม เช่นนั้นก็ควรกลับมานอนที่เตียงได้แล้วกระมัง

หนาวหรือไม่ ห่มผ้าสักหน่อยเถิด ข้าจะตามทุกคนมา

บิดามารดารวมไปถึงน้อง ๆ ของเจ้าห่วงหาเจ้ายิ่งนัก”

ยามที่เอ่ยปาก แขนทั้งสองกลับยื่นมือไปอุ้มสตรี

ตรงหน้าไปด้วยอีกฝั่ายเองก็ไม่อิดออด กลับส่งเรียวแขน

เรียวที่ผอมลง จากการหลับไหลมานานไปคล้องคอ

อย่างชำนาญ ไร้การขัดเขินใดๆ นอกจากรอยยิ้มน้อยๆ

ที่มอบให้อีกฝั่ายตอบแทน ความห่วงใยที่มอบให้นาง

“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่หลง”

ไม่ถึงจิบชา ผู้คนทั้งจวนก็มารวมตัวกันอยู่ในห้อง

นาง บิดามารดาฝาแฝดทั้งสาม กระทั่งจินหลงเอง หรือ

แม้แต่สตรีที่เพิ่งฟืนอย่างฮวาเออร์ ทุกคนต่างเข้ามาร่วม

แสดงความยินดีที่นางตื่นขึ้นมา

เมื่อทุกคนเห็นว่านางปลอดภัยดีแล้ว บิดามารดาจึง

บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไป ก็จะเหลือเพียงแต่เจ้าสาม

แฝด ที่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่ยอมห่างจากนาง ด้วย

กลัวว่าพี่หญิงของตนเอง จะหลับไหลไปอีกครั้ง

จนจินหลง และบิดามารดาของนาง ต้องหลอกล่อ

แฝดทั้งสามออกไป นางจึงได้กลับมาพักผ่อนอีกครั้งนึง

แม้แต่จวินเทียนลงเองก็ได้ขอตัวออกไปก่อน

เพราะยามนี้ได้เวลาที่ตนเอง ต้องออกไปสอนวิทยายุทธ

ให้แก่เจ้าแฝดทั้งสามแล้วเช่นกัน

แต่ก่อนที่เขาจะจากไปนั้น นางก็ได้สอบถามถึง

เรื่องราวต่างๆ แม้ว่าตอนที่นางหลับใหลไป ดวงจิตของ

นางจะไม่ได้หลับตาม แต่อย่างไรก็มิสามารถใช้พลัง

ติดต่อกันได้ตลอดเวลา จึงไม่อาจรู้ได้ระยะเวลานั้นมี

อะไรผันเปลี่ยนไปบ้างแล้ว

สามวันถัดมาหลังจากที่นางฟืนขึ้น จ้าวฮ่องเต้องค์

ชายห้า และองค์ชายแปดต่างผลัดกันก็มาเยี่ยมเยียน

นาง

จนบิดามารดาต้องไล่ให้พวกเขากลับไป มิใช่มา

หมกตัวอยู่ที่จวนของนาง ราชกิจอีกมากมายที่ขนมานั้น

อีก

คิดว่าจวนนางคือห้องทรงงานหรืออย่างไรกัน!

ภาค 2 ตอนที่ 74 -เกี้ยวแดงแปดคนหาม-

รัชศกจ้าวผิง ปีที่สิบหก เดือนที่สี่

ทุกคนยังคงกังวลในเรื่องสุขภาพของนางและฮวา

เออร์ จึงยังไม่ให้พวกนางกระทำการอันใด เพียงให้นั่งๆ

นอน ๆ อยู่ในจวนเท่านั้น

กระทั่งหนึ่งเดือนให้หลัง ฮวาเออร์ต้องการออกไป

ผจญภัยภายนอก นางต้องการท่องเที่ยวไปในยุทธภพ

อย่างไร้จุดหมาย

“จินเออร์ ทำอันใดอยู่หรือ”

“อืม เหมยฮวาครานี้ งดงามยิ่งนักเจ้าว่าหรือไม่”

“นั้นสินะ โลกก่อนของเราแม้จะงดงาม แต่กลับไม่

เทียบเท่าต้นนี้จริงๆ”

“เจ้ามีอันใดกับข้าหรือ”

“ข้าอยากอยากออกไปด้านนอก…”

“หืม”

“มิใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ ข้าอยากออกไปท่องยุทธภพ

หากข้ายังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป คงห่อเหี่ยวเป็นแน่ ตั้งแต่

ข้าลืมตาขึ้นมาก็พบเจอกับสิ่งใหม่ๆ ตอนนี้ข้าทำใจได้

แล้ว จึงอยากออกไปใช้ชีวิตของตนเองเสียที”

เปั่ยจินเข้าใจดี ว่าการข้ามมายังโลกใบนี้ แล้วเกิด

เหตุการณ์มากมาย ย่อมสร้างความสับสนให้แก่ชีวิตคน

ผู้หนึ่ง

ตนเองก็ไม่ต้องการขัดขวางความต้องการของผู้อื่น

จึงได้แต่อวยพรอีกฝั่ายไป เพราะอย่างไรก็มีอีกหนึ่งบุรุษ

ที่พร้อมติดตามนางไปตลอดเช่นเดียวกัน

ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินทาง จวินเทียนลงก็ได้

บอกกับนางว่าต้องการให้นางแต่งเข้าไปเป็นหวางเฟ

ยของเขา

หากแต่ต้องอยู่ในงานมงคล เช่นนี้จึงรั้งรอแผนที่

วางไว้ กำหนดการเดือนทางของหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษถึง

เลื่อนออกไป

นางก็ไม่ขัดข้องใดๆ ด้วยตอนนี้ทุกอย่างได้จบสิ้นลง

แล้ว ส่วนนางเองก็ไม่ได้ทำอะไรมากนักในตอนนี้

กิจการต่างๆ รวมไปถึงสำนักยุทธ์ ก็ล้วนมีคนช่วยดูแล

ตนเองจึงกลายเป็นคนว่างงาน บิดามารดาของนางก็

เห็นด้วย

ต้องเป็นอีกหนทางในการนั่งกิน นอนกิน ของนาง

เป็นแน่!

จวินเทียนลงในปีมีอายุที่เลยวัยมีคู่ครองมานาน

แล้ว ด้วยเหตุนนี้จึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าคลื่นลมจะเปลี่ยน

ทิศ แม้อีกฝั่ายจะแข็งแกร่งเพียงใดจึงเป็นที่ไว้วาง

พระทัยของฮ่องเต้แคว้นเฉียนตลอดมา

ในมือของเขากุมอำนาจการสั่งการทหารหลาย

กองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย

เพราะยามที่เขาฟืนขึ้นมาและค่อยๆ สั่งสมอำนาจ

ของตัวเอง จะว่าเป็นเพราะพลังปราณที่หาผู้ใด

เทียบเคียง นับได้ว่าเขาเป็นชินอ๋องผู้หนึ่ง ที่มีอำนาจ

มากที่สุดในแคว้น

และอาจจะเผื่อแผ่ไปยังแคว้นอื่นๆ อีก สามแคว้น

เช่นกัน ล้วนไม่มีใครกล้าที่จะกระตุกหมวดมังกร

เช่นนั้นแคว้นเฉียนจึงเป็นแคว้นเดียวที่ไร้ปัญหาเรื่อง

ชายแดนมานานแล้ว

ร่ำลือกันว่าจะชินอ๋องทั้งเย็นชา ทั้งไร้ความรู้สึก แต่

ก็เป็นบุรุษรูปงามที่อยู่ในห้วงคำนึงของเหล่าสตรีหญิง

งามทั่วทุกแคว้น

กระทั่งวันนี้มีประกาศสมรสพระราชทานระหว่าง

ชินอ๋องแคว้นเฉียนและองค์หญิงคนสำคัญของแคว้น

จ้าวออกมา จึงเป็นที่จับตามองของกลุ่มอำนาจมากมาย

หลายกลุ่มนัก

อีกทั้งยังสร้างความกังวลใจและเคลือบแคลงเล็กๆ

น้อยๆ ให้แก่ฮ่องเต้แคว้นเฉียนเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว

เขาก็กลับมาเชื่อมั่นในตัวของชินอ๋อง

ด้วยที่ผ่านมา หากมิใช่เพราะคนผู้นี้ เขาคงไม่ได้อยู่

บนบัลลังก์มังกรมาจนถึงตอนนี้

มังกรที่หลับแล้ว มิควรไปปลุกขึ้นมา กระทั่งเดิน

ผ่านให้ระเคืองสายตายังมิกล้า

เช่นนี้จึงจะพูดได้ว่าอยู่เป็น!

รัชศกจ้าวผิง ปีที่สิบหก เดือนที่สี่ วันที่สิบห้า

เล่าลือกันว่า ชินอ๋องแคว้นเฉียน เทพแห่งความ

ตาย ส่งเฉียนฮ่องเต้มาสู่ขอกู้หลุนจินหรงกงจู่ หรือสตรี

ตระกูลเปั่ย พร้อมทั้งมอบของหมั้นหมายให้แก่ตระกูล

เปั่ยมากถึงหนึ่งร้อยหีบ

สามวันให้หลัง หนังสือหมั้นพร้อมสินสอดจาก

แคว้นเฉียนเดินทางมายังแคว้นจ้าวอีกสองร้อยหีบ

สี่วันให้หลัง ก็จัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่ที่แคว้นจ้าว! มิใช่

เฉียน

ขบวนสีแดงยาวเกือบหนึ่งร้อยลี้ เกี้ยวหลังใหญ่

แปดคนหาม กลายเป็นอาชาอสูรโลหิตสีแดงก่ำถึงแปด

ตัวแทน!

อาชาอสูรโลหิตแสนหายาก และยังเป็นสมบัติล้ำค่า

ของแคว้นเฉียน กลับกลายมาเป็นเพียงคนหามเกี้ยวเสีย

แล้ว

ชวนให้เหล่าชาวบ้านและขุนนาง ที่ต้องการเข้าร่วม

การแต่งงานสุดยิ่งใหญ่ระหว่างแคว้น ต้องดั้นด้นนำ

ตนเองมาอยู่ริมทางเพื่อชื่นชมขบวนเหล่านี้

เพราะเจ้าของงานไม่เชิญผู้ใด ที่ไม่ใช่ญาติสักคน!

มหรสพดนตรีต่างบรรเลง ตีฆ้องลั่นกลองไม่ขาด

แม้แต่อย่างเดียว ตำลึงเงินหนึ่งตำลึงถูกหว่านแจกจ่าย

มาตลอดระยะทางจากแคว้นเฉียนถึงจ้าว

ล้วนมีแต่คนสรรเสริญ ยกย่อง และอิจฉา

เจ้าบ่าวในชุดสีแดงดั่งพญาหงส์ กำลังควบอาชาสี

ดำสนิท วิ่งนำขบวนอย่างยิ่งใหญ่

หากมองเพียงใบหน้าที่ไร้รอยยิ้มนั้น คงคิดว่าเขา

โดนบังคับเป็นแน่ แต่ใครเล่าจะกล้าบังคับเทพแห่ง

ความตายผู้นี้

สวรรค์มันเถอะ! ก็เห็นอยู่ว่าสินสอดเหล่านี้ ล้วน

เต็มใจยิ่ง

กระทั่งรถม้าที่ขนสินสอดนั้น ยังใหญ่โตยิ่ง ประดับ

ไปด้วยทองคำทั้งหลัง อัญมณีหลากสี ที่ผลัดกันส่องแสง

ประกายแวววับไปมา ให้ผู้อื่นได้แต่ยืนมองด้วยความตื่น

ตะลึง คล้ายกับว่าชั่ววินาทีที่สบตาไปยังรถม้าเหล่านั้น

คล้ายว่าตนเองได้สูญเสียดวงตาเสียแล้ว

แล้วไหนจะเป็นขบวนผู้ติดตามที่ยามนี้กลับเป็น

บุรุษทั้งสิ้นใส่หน้ากากสีขาว ปลดปล่อยพลังปราณใน

ระดับขั้นสีเขียวและสีน้ำเงินประปลาย

นั้นผู้เยี่ยมยุทธ์ทั้งสิ้น ใช้คนเปลืองไปหรือไม่!

ขณะที่ขบวนรถม้าของเจ้าบ่าวใกล้เข้ามาถึงแล้ว ฝัง

เจ้าสาวเองก็กำลังเตรียมการอยู่ด้วยเช่นกัน

และดูท่าผู้ที่ตื่นเต้นกว่าเจ้าสาวและคนในจวนเปั่ย

จะมีอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นจ้าวฮ่องเต้ องค์ชายแปด

องค์ชายห้า กู้หมิงซื่อ หรือเถ้าแก่หลิง ท่านปูั่บุญธรรม

ของนางเอง ที่แม้จะชรามากแล้ว ก็ยังมาร่วมงาน

ส่วนคนในจวนของนางนั้น เว้นเสียท่านตาท่านยาย

ที่เริ่มชราจึงนั่งรอเงียบๆ ในห้องโถง

ต่างก็เดินไปมาและหยิบจับสิ่งของช่วยกัน คนของ

หน่วยราตรีกาล บัดนี้พวกเขาก็ได้สวมใส่ชุดสีขาวแทน

ชุดสีดำราว เพื่อเป็นสีมงคลให้แก่นางทั้งสิ้น ใบหน้า

ระรื่นเหล่านั้นช่างทำให้นางขนลุกเสร็จจริง

ผู้ใดเป็นคนแต่งงานกันแน่!

“จินเออร์เจ้างดงามยิ่งนัก”

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่”

สตรีภายใต้ชุดแต่งงานสีแดงสด ที่ช่วยขับให้ใบหน้า

ที่งดงามของนางให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ผิวขาวราวกับน้ำนม

ใสกระจ่างราวอัญมณี แววตาที่ใสกระจ่างนั้น ช่างทอ

ประกายอย่างเป็นธรรมชาติ

ริมฝีปากสีชมพู ที่ดูอ่อนนุ่ม กอปรกับการแต่งหน้า

ในยุคปัจจุบันที่นางบอกให้ท่านแม่ของนางแต่งให้ ยิ่ง

ส่งเสริมให้นางดูราวกับเทพธิดาจำแลงลงมาย่างกราย

บนพื้นแผ่นดินนี้ก็มิปาน

แต่จะว่าอย่างนั้น ก็มิใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้ว

นางก็คือเทพสวรรค์ผู้หนึ่ง ความงดงามหากนางเป็น

สองย่อมต้องไร้ที่หนึ่ง

จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดินีที่มองลงมา อดที่

จะยิ้มออกมาอย่างยินดีไม่ได้ แม้ว่านี่ จะเป็นการลงมา

เผชิญเคราะห์กรรมของพวกเขา แต่อย่างไรก็ตาม นาง

และบุรุษผู้นั้นก็ได้สมหวังกันเสียที

มงกุฎหงส์ย้ายมาสวมใส่อยู่บนศีรษะของเจ้าสาว

ผ้าผืนแดงที่จู่ ๆ โผล่ขึ้นมาในวันที่กำลังเตรียมชุด

เจ้าสาว ถูกนำออกมา ใช้คลุมลงมาปกปิดใบหน้าอย่าง

เหมาะเจาะ

“จินเออร์…” เปั่ยฮูหยินมองตามร่างของหญิงสาวผู้

เป็นบุตร อย่างอาวรณ์ ตั้งแต่เล็กๆ ที่นางเติบโตและเริ่ม

โบยบิน

“ท่านแม่โปรดวางใจ ถึงอย่างไร ข้าก็ยังเป็น

บุตรสาวของท่าน มิได้จะจากไปไหนไกลเสียหน่อย อย่า

ร้องไห้เลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวน้อง ๆ ทั้งสามรวมถึงสามี

ของงท่านจะร้องตามไปด้วย” นางเอ่ยเย้าออกไป ด้วย

กลัวว่าตนเองจะต้านทานนัยน์ตาแดงก่ำไม่ไหว และร้อง

ตามไปเสีย

“โถ่เจ้านี้นะ” รอยยิ้มยินดีอย่างห้ามไม่อยู่ เผย

ออกมา แม้ว่าจะซึ้งใจเพียงใด บุตรสาวผู้นี้ก็หาทางลบ

มันเสียได้ตลอด

เมื่อออกมาจากเรือน นิ้วเรียวด้านซ้ายและด้านขวา

ของเจ้าสาว กลับถูกจับจองไว้ด้วยบรรดาน้อง ๆ ของ

ตนเอง อย่างคุณชายใหญ่จ้าวจินหยาง คุณชายรองจ้าว

จินเซี่ย ส่วนคุณหนูเล็กอย่างจ้าวจินเซียงเป็นผู้เดินนำ

เจ้าสาว

กว่าจะตกลงตำแหน่งกันได้ เด็กน้อยต่างก็เสีย

น้ำตากันไปไม่น้อย

ร้อนให้บิดาและมารดาต้องปลอบโยนอยู่นาน

กระทั่งบิดามารดาเอง ก็ทำได้เพียงเดินตามหลัง

บุตรสาวของตน จะว่าตามหลังก็มิเชิง เพียงแค่ย้าย

ตำแหน่งออกมาถัดจากบุตรชายทั้งสอง เพื่อให้แฝดทั้ง

สามได้เป็นผู้ส่งพี่สาวของตนเอง

ธรรมเนียมอันใด สกุลเปั่ยหาสนไม่

ขอเพียงความรักจากคนในตระกูลก็พอ

หยางคง ฮวาเออร์และต้าเฟยเฉิง ยืนนำเหล่าบุรุษ

จากหน่วยราตรีกาล และส่งยิ้มบางเบาให้แก่นาง

ยามที่เดินมาถึงหน้าจวน ว่ากันว่า ผู้ที่ต้องอุ้ม

เจ้าสาวขึ้นเกี้ยวนั้นจักต้องเป็นผู้ที่มีความสำคัญและ

เกี่ยวข้องกับเจ้าสาวมากที่สุด

ในคราแรก จวินเทียนหลงเอง ก็บ่งบอกความ

ต้องการ ว่าอยากอุ้มเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวด้วยตนเอง

แต่ยามที่สบสายตากับบิดาและคนผู้หนึ่ง นางจึงคุย

กับเขาและบอกความต้องการของตนเองออกไป บุรุษ

อีกผู้หนึ่งที่นางต้องการให้เขาเป็นคนส่งนางขึ้นเกี้ยว

ภาค 2 ตอนที่ 75 -เพียงเหมันต์พัดผ่าน โชคชะตาจึง

กำเนิด- (จบแล้ว)

นั่นคือจินหลง!

บุรุษที่อยู่กับนางมา ตั้งแต่จำความได้ ผู้ที่เป็นดั่ง

พี่ชาย สหายคนสนิทของนาง นางอยากให้เขาอยู่ในช่วง

ชีวิตที่สำคัญกับนาง ดังเช่นที่เขา รักและเอ็นดูนางเสมอ

มา

หลังจากงานแต่งในครั้งนี้ จึงเป็นที่เลื่องลือกันไป

อีกว่า งานแต่งของสตรีตระกูลเปั่ยในครานี้ ผู้ที่แบก

เจ้าสาวขึ้นเกี้ยว มีบุรุษมากถึงสองคน บุรุษผู้หนึ่งคือ

บิดา และบุรุษอีกผู้หนึ่งไร้ที่มาที่ไป

“ขอบคุณนะเจ้าคะท่านพ่อ” นางหันไปมองบิดา

ตนเองและคนด้านหลัง แม้จะไม่เห็นใบหน้า แต่ทุกคนก็

รับรู้ได้ว่าน้ำเสียงเบื้องหลังเต็มไปด้วยความสุขอย่าง

แท้จริง

“จินเออร์ลูกรัก” นายท่านเปั่ยตอบกลับไปเสียง

เบา ทว่าหนักแน่นในความรู้สึกของผู้เป็นบุตรสาว

“ขอบคุณเจ้า จินหลง” จากนั้นนางจึงหันไปหา

บุรุษอีกคนหนึ่งที่มองมายังนาง

“อืม ยัยอัปลักษณ์เช่นเจ้าหนักกว่าเมื่อก่อนเสีย

อีก” เอ่ยจบก็สะบัดหน้านหนีไปทันที

“หึหึ”

พิธีกราบไหว้ฟั้าดินหลังจากนั้น ก็เป็นไปด้วยความ

สงบ กล่าวได้ว่า แม้ขบวนจะเดินทางมาไกลแสนไกล

แต่สถานที่ที่ทำพิธีกลับอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม

จวนเศรษฐีใหม่ที่เพิ่งสร้างข้างตระกูลเปั่ยนั่นเอง!

เหล่าผู้คนในตระกูลเปั่ยและราชวงศ์ต่างกินดื่มกัน

จนดึกดื่ม ทั้งคนด้านอกเองก็ได้ดื่มกินจากโรงทานที่

ตระกูลเปั่ยจัดตั้งขึ้นเพื่อฉลองงานแต่งของบุตรสาวถึง

หนึ่งเดือนเต็ม

เป็นงานแต่งที่ถูกกล่าวขานไปอีกหลายปี

กล่าวได้ว่าไม่มีเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่ใดจะเข้าหอกัน

อย่างมีความสุข ปราศจากการรบกวน ดั่งเช่นบ่าวสาวคู่

นี้

มิใช่ไม่อยากรบกวน!

แต่พวกเขามิกล้า!

พวกเขายังอยากอยู่เลี้ยง เหล่าคุณหนูคุณชายของ

นายหญิงต่างหาก!

รัชศกจ้าวผิง ปีที่สิบเจ็ด เดือนที่สิบเอ็ด

“กรี๊ด”

เสียงกรีดร้องของสตรีผู้เป็นนายหญิงของจวนดัง

ออกมาจากในเรือน ยิ่งส่งให้สีหน้าของจวินเทียนหลง

ย่ำแย่มากขึ้น

ตอนนี้เปั่ยจินกำลังจะคลอด มิว่านางจะเคย

บาดเจ็บมามากเพียงใด นางมิเคยเสียน้ำตาและส่งเสียง

ร่ำร้องออกมาดังเช่นในวันนี้

เขามิน่าให้นางอุ้มท้องเลย ความรู้สึกผิดยิ่งกอบกุม

จิตใจ ชวนให้ผู้ที่หันมามองรู้สึกสงสารยิ่งนัก

ก่อนหน้านี้เขาตั้งใจว่าจะพานางท่องเที่ยวไปใน

ยุทธภพ ให้มากที่สุด จึงค่อยกลับมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

และมีทายาท

หากแต่นางบอกว่า ชั่วชีวิตนี้มิได้ต้องการท่องเที่ยว

อีกต่อไปแล้ว นางเพียงต้องการอยู่กับครอบครัวและคน

ที่นางรัก

เหตุการณ์ในวันนี้จึงเกิดขึ้น

“พี่เขยขอรับ ท่านหยุดเดินได้หรือไม่ ข้ามองท่าน

เดินไปเดินมา จนเวียนหัวจะตายอยู่แล้ว” คุณชายใหญ่

จ้าวจินหยางเอ่ยขึ้นมาอย่างจริงจัง

“นั้นสิขอรับ ท่านจะเดินอะไรนักหนา นั่งลงเสียที”

คุณชายรองเองก็อดไม่ได้ที่จะค่อนขอดพี่เขยผู้นี้

กระทั่งคนในจวน อย่างคุณหนูน้อยที่สนิทกับพี่เขย

ผู้นี้เอง ก็ยังพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่ชายทั้งสองเอ่ย

ออกมา

สีหน้าคนที่ถูกตำหนิ จึงมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว

“โถ่ เซียงเออร์ เจ้าไม่ได้ยินหรือ นางกรีดร้อง

เช่นนั้น ต้องเจ็บปวดมากแน่ ๆ พี่เขยสงสารนางยิ่งนัก”

แววตาเจ็บปวดแสดงออกมาให้คนที่มองได้เห็นถึงความ

จริงในใจที่ตนเองรู้สึก

“ข้าทราบแล้วพี่เขย แต่ท่านใจเย็นหน่อยได้หรือไม่

พวกข้าล้วนแต่เป็นห่วงพี่หญิงทั้งสิ้น แต่ก็เวียนหัว

เช่นกันที่เห็นท่านเดินไปเดินมาเช่นนี้ เกือบชั่วยามแล้ว”

คุณชายใหญ่จ้าวจินหยางยังคงเอ่ยออกมา แต่น้ำเสียง

เบาลงอย่างเห็นได้ชัด

อีกฝั่ายจึงหยุดเดินและยืนนิ่งๆ หน้าห้อง

บ่าวในจวนรวมถึงคนอื่นถึงกับระอาใจ ท่านไม่เดิน

ข้าดีใจ ท่านไม่นั่ง ข้าไม่ว่า

แต่ยืนนิ่งบดบังผู้อื่นเช่นนี้ ใช้ได้หรือ!

“กรี๊ด” เสียงกรี๊ดสุดท้ายดังขึ้นมา

“อุแว้ อุแว้” ตามด้วยเสียงร้องของเด็กน้อยด้านใน

ราวกับว่าจินหลงจะรู้ทันบุรุษตรงหน้า จึงเข้ามา

ขวางไว้ได้

“นางบอกมิให้เจ้า เข้าไปในห้องคลอด จำไม่ได้หรือ

ไร”

“ข้าเป็นห่วงนาง เจ้ามิเป็นห่วงนางหรือ”

“เช่นนั้นก็รอ”

ถกเถียงกันอยู่ได้ไม่นานนัก หมอหญิงของจวนเปั่ย

ก็ได้เดินออกมาพร้อมกับเจ้าก้อนแปั้งน้อยในอ้อมแขน

และยื่นมายังผู้เป็นบิดาคนใหม่

“เรียนนายท่าน เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ ยินดีด้วย

เจ้าคะ”

งานเลี้ยงฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืนถูกจัดขึ้นอีกครั้งอย่าง

ยิ่งใหญ่ต้อนรับการถือกำเนิดของคุณชายสองแคว้นผู้นี้

‘ท่านอ๋องน้อยหนิงหลง’

ห้าปีผ่านไป แต่ช่างสั้นนักสำหรับนาง

จินเออร์ในช่วงนี้ นอกจากจะสอนบุตรหลานร่ำ

เรียนยุทธ์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่หลายวันมานี้ นางสนใจมาก

ที่สุด คือการค้นหาของขวัญเพื่อมอบให้กับคนสำคัญที่

กำลังจะมาเยี่ยมนาง

“ท่านแม่ ท่านน้านำไก่หน้าขนมาฝากข้าด้วย

ขอรับ” เสียง

“นี่มัน ไก่ซิลกี้ (ไก่ขนปุย) นี่น่า เจ้าไปได้มาอย่างไร

กันหลงเออร์”

ใบหน้าของเปั่ยจินแปลกใจเล็กน้อยที่ในมือ

บุตรชายกำลังโอบอุ้มเจ้าไก่หน้าขนเช่นนี้อยู่ นางคิดว่า

มันมีเพียงในโลกใบเก่าของนางเท่านั้น

“ย่อมต้องเป็นท่านน้าคนงาม มอบให้อยู่แล้ว อิอิ”

“ฮวาเออร์…”

สตรีสองนางตรงเข้ามาสวมกอดกันอย่างคะนึงหา

ชวนให้บุรุษสองคนที่ยืนมองข้างๆ ยกยิ้มมุมปากอย่าง

บางเบา

ภายในจวนหลังใหญ่ กลับมีต้นเหมยกำลังพลิ้วไหว

กิ่งก้านและดอกปลิวไปตามสายลม ท่ามกลางอากาศที่

เริ่มหนาวเย็นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“ท่านแม่ขอรับ นอกจากท่านแม่แล้ว ยังมีสตรีนาง

ใด ที่สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อีกหรือไม่”

บุตรชายตัวน้อยของเปั่ยจินเอ่ยถามออกมา

หลังจากกลับจากสำนักศึกษาหุบเขาหลงเตี้ยน

สำนักศึกษาที่สร้างขึ้นในหุบเขาระหว่างปั่าม่านหมอก

หลังจากที่สงครามระหว่างสามภพจบลง ซึ่งเจ้าของมิใช่

ใครอื่นหากแต่เป็นสตรีที่ออกท่องยุทธภพ

ฮวาเออร์และต้าเฟยเฉิงนั้นเอง!

หากมิใช่ พวกนางทั้งสอง รวมไปถึงบุรุษอีกสองคน

เช่นนั้นยายเมิ่งจะลืมมอบน้ำแกงให้ผู้ใดอีกหรือ บุตร

ของนางไปเจอใครกัน น่าแปลกเสียจริง

เหมันต์ผันผ่านไปอีกสามครั้ง

ย่อมมีบางสิ่งแปรเปลี่ยน กล่าวได้ว่าชื่อเสียงของ

สำนักยุทธ์ซีจ้าว ที่ขยายจากสำนักคุ้มภัยซีจ้าวนั้น ล้วน

มิมีผู้ใดมิรู้จัก แต่หากกลับกลายเป็นที่ประจักษ์แก่

สายตาปราชาชนจากผลงานตั้งแต่รุ่นบิดามารดา จน

มาถึงรุ่นบุตร

มิใช่ท่านอ๋องน้อยหนิงหลง

แต่เป็นแฝดสามบุตรของเปั่ยจิน เหล่าน้องชาย

น้องสาวของอ๋องน้อยต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นท่านอ๋อง

น้อยหนิงเหอแฝดพี่คนที่หนึ่ง หนิงหวงแฝดคนที่สอง

และหนิงฮวาบุตรสาวคนที่สามที่ได้สร้างผลงานไว้

มากมาย

ยามที่จ้าวหนิงเหอ ที่เมื่ออายุได้ห้าหนาว ก็ได้แสดง

พลังออกมายามที่เสียใจ เมื่อระหว่างทางบนรถม้ากำลัง

แล่นอยู่นั้น

พลันสายตาก็ได้หันไปเห็นขอทานน้อยกำลังโดน

ทารุณ คุณชายหนิงเหอ ที่มีนิสัยโอบอ้อมอารีและ

เมตตาผู้อื่นมาตั้งแต่เล็กๆ ที่กำลังออกไปโรงประมูลของ

บิดา ก็ได้แผดร้องส่งเสียงดังออกมา

จนรถม้าพังทลาย ดีที่ม้าในครั้งนี้คือจินฮุยและจิน

เฮย สัตว์อสูรประจำตระกูล จึงมิได้วิ่งหนีไปที่ใด ทำ

เพียงสะบัดตัวเล็กน้อย เพื่อให้หลุดจากเศษซากของ

เกวียนและเข้าไปประคองนายน้อยของตนเองให้ขึ้นมา

นั่งบนหลัง

ส่วนชายที่ทำร้ายขอทานน้อยก็ได้วิ่งหายไป ทิ้งไว้

แต่เพียงเด็กน้อยคนนั้น เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วคุณชาย

น้อยหนิงเหอก็ยกยิ้มอย่างพอใจ พลังที่แสดงออกมาใน

ครั้งแรกก็สงบลง

ชาวบ้านที่มุงรอบๆ จึงได้หัวข้อข่าวในการนี้

คุณชายน้อยตระกูลเปั่ย หนิงเหอพลังปะทุตั้งแต่ห้า

หนาว

เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว

ท่านอ๋องน้อยหนิงหวง บุตรชายคนรองและคุณหนู

น้อยหนิงฮวา นั้นก็มิได้น้อยหน้า หลังจากที่พี่ชาย

ระเบิดพลังออกมาแล้ว กลับมิได้รับอันตรายใดๆ แม้แต่

น้อย

ชาวบ้านยิ่งสรรเสริญทั้งสามว่าเป็นผู้มีพลังอันใหญ่

หากแต่เพียงเรื่องเดียวเพียงเท่านั้น ที่ยังคงเป็น

ปริศนามานานสำหรับผู้คนในโลกใบนี้ นั้นคือการที่คน

ตระกูลนี้ มีภาษาแปลกๆ ที่รับรู้กันเพียงแค่พวกเขา

เท่านั้น

สายข่าวของหน่วยราตรีกาลจึงมิเคยหลุดรอด

ความลับออกไปยังศัตรู ข้อมูลของพวกเขาเป็นความลับ

เสมอมา

“หืม เจ้าว่าอย่างไรนะ หยางเออร์” จ้าวจินหยาง

น้องชายของเปั่ยจินเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง

จากนั้นจึงเริ่มเล่าเรื่องราวให้พี่หญิงใหญ่ของตนเอง

ได้รับฟัง

หลังจากที่กลับไปยังสำนักศึกษาหุบเขาหลงเตี้ยน

ได้ไม่นาน ก็ได้มีการรับศิษย์คนใหม่เข้ามา เขาผู้ซึ่งเป็น

ศิษย์คนสำคัญก็ได้เข้าประเมินศิษย์คนใหม่ด้วย

สตรีนางนั้นส่งสัญญาณให้ตนเองอย่างเผลอลืมตัว

ด้วยคำว่า วัน ทู และทรี นั้นทำให้จ้าวจินหยางรู้สึก

แปลกใจเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นระยะเวลาในหุบเขา ก็กลายระเบิด

เวลาที่หากอีกฝั่ายมีเรื่องน่าสงสัยแล้ว จ้าวจินหยางก็

พร้อมที่จะกำจัดนาง แต่นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าออกไปให้

พี่หญิงต้องกังวล

หากแต่พลังของนางและสติปัญญากลับสูงมาก

เกินไป เขาจึงจำต้องกลับมายังตระกูลเพื่อสอบถาม

เรื่องราวกับพี่หญิงของตนเอง ที่ยกให้เป็นสตรีที่เขารัก

และยกให้เป็นหนึ่งในแผ่นดิน

จ้าวจินหยางกลับหุบเขาไปแล้ว

มองอันใดอยู่หรือจินเออร์ จวินเทียนหลงเอ่ยถาม

สตรีคนรักของตนเองออกมา ในมือนำผ้าห่มผืนหนามา

คลุมอีกฝั่ายเอาไว้ ก่อนจะตระกองกอดเบาๆ

“เพียงคิดว่า ชีวิตเช่นนี้ ดียิ่งเจ้าค่ะ ไม่ต้องดิ้นรน มิ

ต้องขวนขาย มิต้องเฝั้ารอ มิต้องไร้ใจ” นางเอ่ยออกมา

ช้าๆ

สายตาพลันมองไปยังเหมยฮวาต้นเดิม ที่ยังคงผลิ

ดอกออกมาทุกครั้ง ยามที่เหมันต์พัดผ่านมา

บุรุษด้านข้างยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อย

“นั้นเพราะเจ้าผ่านมันมาหมดแล้ว จึงใช้ชีวิตเยี่ยงนี้

ได้ มิใช่หรือ”

“อืม นั้นสิเจ้าค่ะ” เพราะข้าผ่านมันมาแล้ว จึงเอ่ย

เช่นนี้ออกมาได้

แท้จริงแล้ว เพียงลมพัดผ่านใบไม้ร่วงหล่น เหมันต์

ผันเปลี่ยน เพียงเท่านั้น

ตอนพิเศษ -ฤดูหนาวนับเก้า- 1

สำนักศึกษาหุบเขาหลงเตี้ยน

ช่วงเวลาที่หนาวที่สุด เมื่อเข้าสู่ตงจื้อ((“dōngzhì”)

(冬至)(ฤดูหนาว

มาเยือน) (เมื่อเข้าสู่ตงจื้อจะนับ เก้าวันเป็นหนึ่ง

รอบ เช่น หนึ่งเก้า (1-9 วัน) สองเก้า (10-18 วัน) ไปถึง

เก้านับเก้า (73-81 วัน)) ย่อมเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

ของหลายๆ คน

สำนักศึกษาแห่งนี้ รับผู้เข้าเรียนมิจำกัดอายุ

หากแต่เมื่อได้สิบแปดปีแล้ว จำต้องจบการศึกษา

ออกไป เหลือเพียงตำแหน่งรุ่นที่จบการศึกษาพร้อมกับ

แหวนประจำสำนักที่บ่งบอกระดับขั้นพลังและรุ่นเอาไว้

ให้ระลึกถึงเท่านั้น

“ท่านอาขอรับ เราจะกลับบ้านกันตอนไหนหรือ

ข้าคิดถึงมารดาและน้อง ๆ” หนิงหลงบุตรชายคนแรก

ของเปั่ยจินและจวินเทียนหลงเอ่ยถามผู้มีศักดิ์เป็นอาทั้ง

สาม ขณะที่ทั้งสามกำลังปัดกวาดหอตำราของสำนักอยู่

“อืม ท่านอาจารย์อาทั้งสองบอกอาเล็กว่าต้นวสันต

สารทนี้

จะกลับไปกับพวกเราด้วย คงเป็นตอนนั้น หนิงหลง

เหงาแล้วหรือ” ท่านอาเล็กของหนิงหลงหรือจ้าวจิ

นเซียงคุณหนูรองตระกูลเปั่ย น้องสาวคนเล็กของเปั่ยจิ

นตอบกลับมา

เด็กน้อยทำเพียงพยักหน้างึก ๆ ตอบกลับไปและลง

มือทำงานต่อ แหวนประจำตัวเปล่งแสงออกมาชั่วขณะ

และหายไป

คนภายนอกที่พบเจอจะรู้ได้ว่า แหวนนี้มาจากที่ใด

จากลวดลายของมัน ส่วนรุ่นนั้นจะรับรู้กันเฉพาะหมู่

ศิษย์ ส่วนระดับพลังจะต้องส่งปราณของผู้ที่สูงกว่าเข้า

ไปตรวจสอบเท่านั้นจึงจะทราบ เพื่อปั้องกันการข่มกัน

ระหว่างศิษย์ในสำนัก

เมื่อเข้าสู่ต้าฮั่น ช่วงเก้านับเก้า ก็จะเป็นช่วงของ ที่

อากาศหนาวเย็นที่สุดและใกล้สิ้นสุดฤดู แล้ว

เปลี่ยนเป็นวสันตสารทหรือ ลี่ชุน(“lìchūn” (立春))

เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิกลับมาอีกรอบ เหล่าศิษย์ทั้งหลายจะ

ได้รับอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมบ้านและเป็นวันจบ

การศึกษาของเด็กแต่ละรุ่นเช่นกัน

นับว่าเทศกาลลี่ชุนเป็นเทศกาลสำคัญของทุกคน

ที่นี่ ทั้งยังเป็นวันสำคัญของเหล่าเด็กๆ เช่นกัน เมื่อ

เฉลิมฉลองจบการศึกษาที่สำนักแล้ว ยังทันได้กลับมา

ฉลองกับครอบครัวและไหว้บรรพบุรุษอีกด้วย

“เช่นนั้นหลังผ่านลี่ชุนนี้ไปแล้ว ข้าจะส่งทั้งสามไป

ยังสำนักศึกษาหุบเขาหลงเตี้ยน ตามพี่ชายของพวกเขา

ท่านพี่ว่าอย่างไรเจ้าคะ” เปั่ยจินถามคนรักออกไป

กระทั่งตอนเข้าหอ เขายังคงห้ามมิให้นางพูดจาห่าง

เหิน เช่นคนอื่นๆ มิว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังผู้คน บุรุษ

ผู้นี้ยังคงรักและให้เกียรตินางเสมอมา

“อืม พี่ย่อมแล้วแต่เจ้า” เรียวแขนใหญ่ตวัดร่างบาง

บางเข้ามาในอ้อมกอดอีกครา เพื่อให้คลายความหนาว

แม้ว่าหนิงหลงจะอายุเพียงห้าหนาว แฝดทั้งสามจะ

อายุเพียงสามหนาว แต่ในด้านของสติปัญญาและ

ความสามารถนั้น ถือว่าสูงมาก บิดาเป็นมังกร มารดา

เป็นหงส์ บุตรจะเป็นอื่นได้อย่างไร

เช่นนั้นน้องสาวและน้องชายของนาง รวมทั้ง

บุตรชายคนโตอย่างหนิงหลง ในอนาคตจะถือว่าเป็นทั้ง

ศิษย์พี่และญาติให้กับหลานๆ ของตนเอง

หลังจากที่ทั้งสี่คนทำความสะอาดหอตำรา

เรียบร้อยแล้ว ก็ย่างเข้ายามเย็นพอดี อาจารย์อาทั้งสอง

ผู้เป็นที่รักของเด็ก ๆ จึงมารับตัวทั้งหมดไปทานอาหาร

ด้วยกันและมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ จนทำให้ศิษย์ภายใน

สำนักมองมายังทั้งสี่ด้วยสายตาแปลก ๆ บ้างก็รับรู้ บ้าง

ก็ก็เป็นคนที่อยู่มานาน หรือบางส่วนก็เพิ่งรับเข้าสำนัก

มา

และสาเหตุที่ทั้งสี่ ทำโทษให้มาปัดกวาดหอตำราก็

เป็นเพราะเหตุนี้ ในทุกๆ เช้าและเย็น ทั้งสี่มักจะต้องไป

ทานอาหารที่เรือนของผู้อาวุโส หรือก็คือท่านอาของ

พวกเขา ฮวาเออร์และต้าเฟยเฉิง

เมื่อเด็กใหม่เข้ามาเห็นเช่นนั้น มิได้รู้ความเป็นมา

เป็นไป จึงได้เกิดเหตุการณ์กลั่นแกล้งขึ้นมา แม้หนิง

หลงจะอายุห้าหนาวแล้วอย่างไร ท่านอาเล็กของเขาก็

เพียงเก้าหนาวเช่นกัน จะให้มาปกปั้องตนเอง

ตลอดเวลา รู้ถึงไหน อับอายถึงนั้น

“นี่ เจ้าเด็กน้อย เจ้าจะไปไหน โรงอาหารของสำนัก

อยู่ด้านซ้าย อย่าทำตัวเป็นพวกมักใหญ่ใฝั่สูงไปหน่อย

เลย” ผู้มาใหม่มาดักรอและเอ่ยออกมา

ไร้เสียงตอบรับจากอีกฝั่าย

ทว่าไหนเลยผู้มาใหม่จะหยุดเพียงแค่นั้น เมื่ออีก

ฝั่ายเงียบยิ่งได้ใจ จึงพ่นวาจาร้ายกาจออกมาอย่าง

ต่อเนื่อง

“ว่าอย่างไร หูหนวกหรือ หันมาเช่นนั้นคงไม่สินะ

หรือเป็นเพราะตระกูลของเจ้ามิสั่งสอน จึงไม่รู้ว่าควรให้

ความเคารพกับผู้ที่อาวุโสกว่า” วาจาที่เอ่ยออกมายังคง

เอ่ยต่อไป ไม่หยุดหย่อน ใบหน้าเชิดขึ้นอย่าหยิ่งทะนง

หากตรงสักนิดจะรู้ว่า สำนักศึกษาแห่งนี้นั้น รับ

ศิษย์ไม่จำกัดอายุแต่วัดจากความสามารถ

“ท่านสอนว่ามิได้สอนให้พูดภาษาอื่น”

“ห๊า! เจ้าว่าอย่างไรนะ ภาษาอื่นอันใด ข้าพูดกับ

เจ้าย่อมต้องคุยภาษาเดียวกับเจ้า” สีหน้าของผู้มาใหม่

ยามนี้เริ่มบิดเบี้ยวไปมา เมื่อเด็กเพียงห้าหนาวตอบ

กลับมา

“กรรซ์” เสียงหมาปั่าตัวน้อยดังขึ้น มันวิ่งมาตาม

เจ้านายน้อยของตน เมื่อเห็นว่ามีคนรังแกนายน้อยของ

ตนเองจึงส่งเสียงออกมาข่มขู่

หนิงหลงเองไม่ได้ห้ามเจ้าตัวเล็ก ด้วยเพราะรู้ว่า

อย่างไรมันก็ไม่ทำร้ายศิษย์ในสำนักที่มีแหวนประจำตัว

ที่ทำไปก็เพียงแค่ขู่เท่านั้น

ตอนพิเศษ -ฤดูหนาวนับเก้า- 2

“หน็อย ไอ้เด็กบ้า ไอ้หมาบ้า รังแกข้าหรือ ข้าจะตี

เจ้าให้ตาย” หากแต่อีกฝั่ายกับไม่รู้เรื่องอันใดเกี่ยวกับ

ทั้งคนและหมา จึงง้างมือจะทำร้ายหนิงหลง

“ปัก”

“หยุดนะ เจ้าจะทำอันใดหลานข้า” จ้าวจินเซียง

ตะโกนออกไปเสียงดัง ก่อนที่เสียงจะส่งไปถึง ก้อนหิน

ก้อนเล็กก็ได้นำไปก่อน เลือดสีแดงสด ไหลลง

ทำให้คนที่กำลังง้างมือในตอนนี้ ส่งเสียงกรี๊ดร้อง

ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

“แย่แล้ว น้องเล็ก เจ้าก่อเรื่องอีกแล้ว” จ้าวจินเซี่ย

เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

กระทั่งจ้าวจินหยางแฝดคนโต ถึงกับต้องส่ายหน้า

ให้กับนิสัยวู่วามของน้องสาวตนเองเช่นกัน

“ข้าเปล่านะเจ้าคะ เขาทำร้ายหนิงหลง ข้าจึงต้อง

ปกปั้อง หลานของข้า นอกจากข้าแล้ว ห้ามมีผู้ใดตีเขา

หึ” จ้าวจินเซียงตอบกลับไป

“หนิงหลงเจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่ มาให้อาเล็กดู

หน่อย” ไม่ว่าเปล่า ร่างเล็กที่ตอนนี้มีขนาดเท่ากับ

หลานชายตนเอง ก็จับตัวเขาหมุนไปมาตามแบบที่

มารดาเคยทำกับตนเองยามหกล้ม เพื่อดูว่าบาดเจ็บ

ตรงไหนบ้าง

ฝังคนเจ็บที่ตอนนี้ มือหนึ่งเช็ดน้ำตา มือหนึ่งกุม

บาดแผลที่หัวเอาไว้มิให้เลือดไหลลงมา แท้จริงแล้วเขา

เองก็เป็นแค่เด็กอายุเก้าหนาวบ้านรวยผู้หนึ่ง

บิดาจึงมีกำลังทรัพย์มากมายที่จะสนับสนุน

สมุนไพรและยาบำรุงต่างๆ ให้บุตรตนเอง จนสามารถ

ผ่านเข้ารอบมาเป็นศิษย์ในสำนักได้

“หลานเจ้าอะไรกัน ไอ้เด็กบ้านี่ กับหมาของมันเนี่ย

นะ” เด็กเกเรเอ่ยออกมา

ทว่าเสียงกรี๊ดร้องและการหายไปของเด็กทั้งสี่ ก็

เรียกให้เหล่าผู้อาวุโสในสำนักมาดู เหล่าศิษย์ที่เหลือก็

ตามมาเช่นกัน

“เกิดอันใดขึ้นเหตุใดเจ้าจึงเป็นเช่นนี้” อาจารย์

เหมา หนึ่งในผู้อาวุโสที่รู้ที่มาที่ไปของเด็กทั้งหมด และมี

ความเที่ยงธรรมที่สุดคนหนึ่ง เอ่ยถามขึ้นมา เมื่อเห็น

เหตุการณ์ตรงหน้า

“ท่านอาจารย์ ท่านต้องให้ความยุติธรรมแก่ข้านะ

ขอรับ อือ อึก” เด็กน้อยเอ่ยฟั้องออกไป

ก่อนที่เรื่องราวมันจะบานปลายไปกว่านี้ เจ้าสำนัก

ก็ได้มาถึง ผลการตัดสินจึงออกมาว่า หลานของตนทั้งสี่

เป็นผิดก็จริง หากแต่เพราะต้องการปกปั้องตนเอง จึง

ลงโทษสถานเบาให้ไปปัดกวาดหอตำราเป็นเวลาหนึ่ง

เดือน

ส่วนผู้เสียหาย เพราะได้รับบาดเจ็บแล้วจึงถือว่า

แล้วกันไป ให้เบิกใช้ยารักษาขั้นสูงได้จากคลัง

เรื่องราวเป็นอันจบลงด้วยดี ฝั่ายบิดามารดาของ

เด็กคนนี้ เมื่อทราบข่าวก็จะเข้ามาเอาผิด แต่ความจริงที่

ได้รู้กลับตีแสกหน้ากลับไป

“นายท่านเหตุใดไม่เอาผิด ช่วยบุตรชายของเราเล่า

เจ้าค่ะ”

“เจ้าจะให้ข้าไปตีบุตรมังกรเช่นนั้น หรือตีข้าเสียให้

ตายตรงนี้เถิด นางหญิงชั่ว หัดสั่งสอนบุตรเจ้าเสียบ้าง

ยามที่กลับมา หึ มิเช่นนั้นข้าจะปลดเจ้าออกจาก

ตำแหน่งฮูหยินเอก”

ทางด้านของเด็กทั้งสี่ที่โดนลงโทษนั้น ท่านอาทั้ง

สองของตนเองก็ได้เรียกเข้าไปอบรม แต่อบรมกันไปเช่น

ไรก็มิรู้ กลับได้สายตาที่เปล่งประกายเจ้าเล่ห์เสียยิ่ง

กว่าเดิม

“เซียงเออร์ มาหาอาหน่อย” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยเรียก

จ้าวจินเออร์

เขาและฮวาเออร์แทนตนเองว่าท่านอา แทนที่จะ

แทนว่าพี่ชายหรือพี่สาว ด้วยขัดเขินที่เล็กเด็กเช่นนี้

เรียกตนเองเช่นนั้น อีกทั้งยังดูเหมาะสมกว่าสำหรับ

การศึกษาในสำนักศึกษา

“มีอันใดเจ้าคะ ท่านอา” จ้าวจินเซียงเอ่ยถาม เมื่อ

อีกฝั่ายเรียกเข้าไปหา หากเป็นเมื่อก่อนคงจะตรงดิ่งไป

นั่งตักเสียแล้ว แต่บัดนนี้โตขึ้น จึงต้องสงวนท่าทาง

ตามที่มารดาและท่านฮวาเออร์สั่งสอน

“อาสอนเจ้าว่าอย่างไร เวลาที่เจ้าจะตีคนอื่น หืม

เด็กดี” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยถามออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง ทำ

ให้อีกฝั่ายคิดไปเองว่าจะโดนตำหนิ

หากแต่มีหรือนางจะตอบไปดั่งเช่นที่ท่านยายหรือ

มารดาอบรม

“หลานขอโทษเจ้าค่ะ ตอนนั้นหลานหน้ามืดเพราะ

หิวไปหน่อย คิดอะไรมิรอบคอบ คราวหลังหลานจะ

ทานให้อิ่ม และไม่ทำพลาดอีก” ใบหน้าที่เริ่มส่อเค้า

ความงามเอ่ยตอบออกมา

“โถ่ เอาเถิด คราหลังก็กินให้อิ่มก่อนไปตีกับผู้อื่น

เข้าใจหรือไม่”

“หลานทราบแล้วเจ้าค่ะ อิอิ”

ดีที่ในเรือนนี้มิมีคนนอก เช่นนั้นคงเอาไปลือกันว่า

ท่านเจ้าสำนักลำเอียงเป็นแน่

เมื่อมองไปที่ใบหน้าของหลานชายตัวจริง มักเรียก

เขาว่าท่านอาจารย์เสมอ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้

“ส่วนเจ้าหนิงหลง บิดาเจ้าสอนให้ยอมให้ผู้อื่น

รังแกงั้นหรือ” เขาทั้งรักทั้งหวงหลานผู้นี้นัก ด้วยเข้ามา

สำนักเพียงคนเดียว ต่างจากบรรดาแฝดจ้าวที่มาพร้อม

กันถึงสามคน ถึงอยากตบตีคนก็ไม่มีปัญหา

แต่เจ้าเด็กผู้นี้ เป็นบุตรชายคนโตของเปั่ยจินและ

จวินเทียนหลง เป็นบุตรไม่เท่าไหร่หรอก แต่จะถอด

แบบนิสัยด้านมืดของทั้งมารดาและบิดามาทำไมกัน

“เปล่าขอรับ”

“แล้วเหตุใดจึงรั้งรอเล่า” คิ้วหนาขมวดเบาๆ

ใบหน้าฉงนแสดงออกถึงประโยคคำถาม

“บิดาสอนว่า เวลาตีคนอย่าให้มีคน เช่นนั้นจึงจะดี

ขอรับ” เขาย่อมจดจำคำที่บิดาสอนได้ เช่นนั้นเขาจึงตี

คนยามไม่มีคนเสมอ

“อืมมม ดีจริงๆ สอนบุตรได้ดียิ่ง เช่นนั้นเซียงเออร์

ก็จำไว้เล่า” เมื่อได้ฟังที่หลานรักเอ่ยแล้ว นับว่า

สมเหตุสมผล จึงหันไปบอกกล่าวแก่จ้าวจินเซียง สตรี

เพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้อีกทาง

ย่อมต้องสั่งสอนนางให้ดี จะได้มิมีผู้ใดรังแก

“คำสอนเหล่านี้ สามารถหยิบยืมกันได้หรือเจ้าคะ”

หนิงหลงเอ่ยถามอาจารย์อาออกไป

“ญาติกัน ข้าไม่หวงขอรับ” น้องเล็กที่สุดของกลุ่ม

เอ่ยถามออกไป อย่างไรเด็กน้อยก็ยังคงร่ำเรียนไม่ทั่วถึง

‘เจ้าเด็กหน้าตายนี่ ช่างเอ่ยออกมาอย่างหน้าตาย

เช่นเดียวกับบิดาจริงๆ’

แม้แต่ฮวาเออร์ จ้าวจินหยาง และจ้าวจินเซี่ย จะ

แปลกใจและรู้สึกตงิดกับประโยคเหล่านี้ แต่ก็เลือกที่จะ

มองข้ามไป เพราะอย่างไรก็ดีต่อทุกคน

ฝากนิยายบ้านน้อยๆไว้ด้วยนะคะ บราวนี่ออนไลน์ <จิ้ม>
Prev
Novel Info

Comments for chapter "ตอนที่ 75 หน้าหนาวคือจุดเริ่มต้นของตอนจบสินะ"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Novel PDF

YOU MAY ALSO LIKE

61b47098oSVZSiEC
หมอผีแม่ลูกติด
31/10/2022
novelpdf0054
ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย
20/11/2025
novelpdf0024
คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ
30/09/2023
62453e48m0wdVboK
ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง
14/12/2023

    © 2020 - 2023 Novelpdf.xyz
    เว็บอ่านนิยาย นิยาย pdf เว็บ “novelpdf.xyz ” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน อัพเดททุกวัน ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

    Sign in

    Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Sign Up

    Register For This Site.

    Log in | Lost your password?

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.

    Lost your password?

    Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

    ← Back to Novel PDF » คลังนิยายแปลอัปเดตไว 24 ชม.