หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 18 ตอนที่ 538 ความเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นตะลึงในงานพระราชสมภพ
แม่นมมองไปรอบๆ การแสดงที่เดิมทีครึกครื้นถูกเก็บกวาดจนว่างเปล่านานแล้ว เห็นได้ว่า…อารมณ์ของฮองเฮาไม่ดีนัก
“บ่าวรู้สึกว่า คุณหนูกงซุนผู้นี้ดูผิวเผินธรรมดาเพคะ”
ดูผิวเผิน? พระพักตร์ของฮองเฮาเผยรอยสรวลบางบาง กล่าวเช่นนี้อาจไม่ธรรมดากระมัง? “ปากของเจ้า นับวันยิ่งเจ้าเล่ห์จริงๆ!”
“บ่าวสมควรตาย!” แม่นมย่อตัวลงด้วยความหวาดกลัว ทราบดีว่ายามพูดจาหรือกระทำเรื่องใดเบื้องพระพักตร์ฮองเฮาล้วนต้องใคร่ครวญให้มาก เรื่องที่ไม่มั่นใจย่อมไม่อาจพูดออกมาได้เด็ดขาด ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงกล่าวว่าดูผิวเผินธรรมดา แต่จากประสบการณ์การมองคนหลายปีของนาง เมื่อครู่ยามที่ซ่างกวนเมิ่งขออภัยนางต่อหน้าผู้คนมากมาย แม่นมให้ความสนใจสีหน้าของอวิ๋นซูเป็นพิเศษ พบว่าสตรีอายุน้อยผู้นี้ไม่มีคลื่นใดๆ ในดวงตาแม้แต่น้อย เห็นได้ว่านางปิดซ่อนอารมณ์ได้ลึกล้ำยิ่งนัก
บางทีในสายตาคุณหนูกงซุน งิ้วฉากนี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ได้ยินว่านางถูกครอบครัวชาวนาในหมู่บ้านชนบทเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ แต่กลับมีความมั่นคงเพียงนี้ จะดูอย่างไรก็ทำให้ผู้คนต้องใส่ใจ
“เปิ่นกงส่งคนออกไปแล้ว แต่กลับหาครอบครัวชาวนาที่พวกเขากล่าวถึงไม่พบ”
ฮองเฮาตรัสออกมาราวไม่ตั้งใจ ทำให้แม่นมเข้าใจอะไรขึ้นมาโดยพลัน ในใจของนางอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน ความหมายของฮองเฮาก็คือ คุณหนูกงซุนผู้นี้เดิมทีก็ไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของแม่ทัพกงซุนเช่นนั้นหรือ? นางคิดแล้วว่า จะมีเรื่องโชคดีเพียงนั้นที่ไหนกัน พรากจากกันไปหลายปียังได้ตัวกลับมาอีก!
แต่แม่ทัพกงซุนก็แปลกยิ่งนัก มิใช่บุตรีแท้ๆ ของตนยังสามารถรักสุดใจเช่นนี้ได้อีกหรือ? ถูกหลอกลวงมาหรือไม่?
“ซ่างกวนเมิ่งเล่า?”
“ถูกพาไปรักษาแล้วเพคะ”
ฮองเฮาแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง แต่กลับไม่ได้กล่าวอันใดอีก แม่นมรู้ดีว่าความอดทนของเหนียงเหนียงถูกใช้ไปหมด ซ่างกวนเมิ่งผู้นี้ช่างไร้ความสามารถจริงๆ หากมิใช่เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่ท่านอาวุโสแนะนำมา ฮองเฮาคงมีตัวเลือกที่เหมาะสมกว่านี้
สตรีสูงศักดิ์ถอนปัสสาสะเบาๆ จากนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้น “ไปเถิด เปิ่นกงยังมีงิ้วต้องชมอีก”
“เพคะ เหนียงเหนียง”
ในยามนี้ บริเวณลานกว้างมีดนตรีบรรเลงขึ้น
เมื่ออวิ๋นซูนั่งลงพลันมีคนเดินเข้ามาสนทนาด้วยความเป็นมิตร “คุณหนูกงซุน พบกันครั้งแรก ข้ามีนามว่าเฉินหลี่เสียน เป็นบุตรีของราชครูซ้าย”
“คุณหนูกงซุนข้ามีนามว่าสวีเยี่ยนเป็นบุตรีของราชครูขวา”
บริเวณที่นั่งที่เดิมที่ยังเยือกเย็น พลันมีคุณหนูไม่น้อยมาห้อมล้อม ทุกคนผลัดกันพูดคนละคำ ล้วนไม่กล่าวถึงเรื่องเมื่อครู่นี้ บนใบหน้าของอวิ๋นซูกลับคืนสู่รอยยิ้มเป็นมิตรอีกครั้ง ตอบกลับคำชมเชยเบื้องหน้าของพวกนางอย่างสนิทสนม
“อะแฮ่ม”
เสียงเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง คุณหนูทั้งหลายเงยหน้าขึ้นมอง หลานอวิ๋นปรายตามองมาทางพวกนางด้วยท่าทางเคร่งขรึม ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี แย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน จากนั้นจึงถอยออกไปจากข้างกายอวิ๋นซู
“คุณหนูกงซุน อย่าถูกมิตรภาพจอมปลอมของคนเหล่านี้บดบังสายตาเชียว” ผ่านเรื่องเมื่อครู่นี้มาแล้ว พวกนางยังจงใจมาประจบประแจงอีกหรือ? เห็นได้ชัดว่าต้องการเชื่อมสัมพันธ์ให้สนิทสนม
ทว่าอวิ๋นซูกลับตอบเพียงประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย “ผู้มีใจคิดไม่ซื่อจริงๆ คงไม่มาแล้ว”
หลานอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?
มีเพียงอวิ๋นซูที่ทราบว่าคุณหนูเหล่านี้ไม่มีความคิดที่จะลอบทำร้ายที่สุดแล้ว ผ่านความครึกครื้นเมื่อครู่นี้มา คนที่มีเจตนาเป็นศัตรูกับนางอย่างแท้จริงจะต้องเลือกเฝ้าสังเกตการณ์เป็นแน่ ต้องทราบทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตนถึงจะดึงดูดความสนใจแม่ทัพกงซุนได้ คุณหนูที่ไม่รู้จักใคร่ครวญให้ลึกซึ้งเหล่านี้เพียงต้องการมาประจบประแจงตนอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
อวิ๋นซูมักจะรู้สึกว่ามีสายตาอันเลือนลางหลายคู่มองมาจากที่ใดที่หนึ่ง ในใจของนางทอดถอนใจเบาๆ ช่างเถิด ในเมื่อมาแล้วก็จงสงบใจอยู่ที่นี่ให้เป็นสุขเถิด
“ฮองเฮา!”
ตอนนี้เอง ในที่สุดสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นในลานที่จัดงาน
“ขอฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี”
“ใต้เท้าทุกท่าน ลุกขึ้น”
อวิ๋นซูไม่ได้เบนสายตาขึ้น เพียงได้ยินเสียงนี้เท่านั้น ในใจของนางเกิดความรู้สึกแปลกใจพาดผ่าน ฮองเฮาแคว้นเหลียนทรงพระเยาว์เช่นนี้เชียวหรือ
“วันนี้ได้พบทุกท่าน เปิ่นกงปลื้มใจนัก ทำให้รู้สึกว่าวันเวลาน่าเบื่อหน่ายมีสีสันขึ้นไม่น้อย” ฮองเฮาแย้มสรวล มองไปรอบๆ สายพระเนตรกวาดมองไปยังทิศทางของอวิ๋นซูราวกับไม่ตั้งใจ ในพระเนตรเกิดความรู้แจ้ง ทว่าในพระทัยกลับมีความคิดอย่างหนึ่ง เป็นดังที่แม่นมกล่าวจริงๆ ดูผิวเผินธรรมดา
ตอนนี้เอง ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมาด้วยความเคารพ “ทูลเหนียงเหนียง บุตรีของกระหม่อมเคารพเหนียงเหนียงมานาน วันนี้ขอบังอาจเสนอตนแสดงในวันพระราชสมภพของเหนียงเหนียงสักเพลง ทว่าไร้ความสามารถในการร่ายรำ ขอเหนียงเหนียงโปรดอภัย!”
ฮองเฮาราวกับเกิดความสนพระทัยขึ้นมา “ได้ยินว่าบุตรีของใต้เท้าซูร่ายรำได้งดงามยิ่งนัก ราวกับนางเซียนก็มิปาน”
“กระหม่อมมิบังอาจ เหนียงเหนียงชมเกินไปแล้ว”
“ดี ให้พวกเราชื่นชมท่วงท่าอันงดงามของคุณหนูซูเสียหน่อยเถิด” เสียงเพิ่งจะถูกกล่าวออกมา พบว่ามีหมอกควันพัดมาตามสายลมกระจ่างใส ในอากาศมีกลิ่นหอมบางๆ อันแตกต่างแพร่ออกมา ตามมาด้วยเสียงดนตรีที่กรีดลงสู่จิตวิญญาณ ผู้ร่ายรำเหยียบย่างเยื้องกรายออกมาพร้อมม่านเมฆที่เอ่อล้นขึ้นมาจากด้านล่าง ดุจระลอกคลื่นของน้ำทะเลสีชมพู
ผู้ร่ายรำงดงามประดุจเซียนบนสวรรค์ ร่างกายเอนอ่อนราวไร้กระดูกแสดงถึงเอกลักษณ์ของสตรี ตามมาด้วยดนตรีอันไพเราะ กระทั่งอวิ๋นซูยังอดไม่ได้ที่จะมองจนหลงใหล นางเคยเห็นสาวงามมานับไม่ถ้วน มีเพียงที่แคว้นเหลียนเท่านั้นจะสัมผัสได้ถึงความงามทุกที่
เดิมทีคิดว่าการร่ายรำของอู่เฟยเป็นหนึ่งในใต้หล้าแล้ว แต่เบื้องหน้านี้ สตรีของขุนนางเล็กๆ ผู้หนึ่งล้วนมีความโดดเด่นเช่นนี้แล้ว แคว้นเหลียนมีความสามารถซ่อนอยู่มากน้อยเพียงใดกันแน่ ถึงกับมีผู้มีความสามารถเช่นนี้โผล่ออกมา
แขนเสื้อยาวสีชมพูโบกสะบัดไปตามหมอกควัน ม้วนตลบขึ้นมารอบแล้วรอบเล่าจนเลือนตา ผู้ร่ายรำเบื้องหน้าสุดงดงามราวต้นท้อ โบยบินดุจนกนางแอ่น ก่อให้เกิดเสียงร้องแปลกใจระลอกแล้วละลอกเล่า
นางหมุนตัวครั้งหนึ่ง แขนเสื้อยาวในมือพลันโบกสะบัดออกมา ตกลงเบื้องหน้าองค์ชายใหญ่ ดวงตางดงามประดุจมีชีพจรกระจ่างใสแฝงอยู่ อย่างไรก็ตามเพียงพริบตาเดียวก็เก็บแขนเสื้อกลับมา อวิ๋นซูสังเกตได้ถึงข้อความที่คุณหนูซูทิ้งไว้เมื่อครู่นี้ ในขณะเดียวกัน สายตาของใต้เท้าซูก็มีประกายไม่ชัดเจน
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดอวิ๋นซูจึงรู้สึกสงสัย การแสดงความรู้สึกราวปิดซ่อนเช่นนี้กลับทำให้ผู้คนรู้สึกอยากคาดเดานัก ด้วยฐานะและใบหน้าของเฟิ่งหลิง จะดึงดูดสตรีย่อมเป็นเรื่องที่ปกติยิ่ง เพียงแต่เมื่อดูจากปฏิกิริยาของใต้เท้าซูและคุณหนูซูท่านนี้แล้ว กลับดูราวกับว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนคาดคิด
ฮองเฮาคล้ายกับจมลงสู่ทิวทัศน์งดงามเบื้องหน้า พระพักตร์เจือไปด้วยรอยสรวลบางๆ
เสียงดนตรีเปลี่ยนไป คุณหนูซูหมุนไปรอบๆ ภายใต้การติดตามของนางรำทั้งหมด แขนเสื้อยาวประดุจคลื่นในน้ำ วาดเป็นเส้นโค้งงดงามบนอากาศ จากนั้นจึงตกอยู่เบื้องหน้าพระสนมผู้หนึ่ง เมื่อนางสะบัดแขนเสื้อยาวออก ถึงกับมีกลีบดอกไม้โปรยออกมาประปราย ตกอยู่หน้าตำแหน่งที่นั่งของพระสนมผู้นั้น
“คิกๆๆ นี่มันการแสดงเช่นไรกัน? แต่น่าสนุกยิ่งนัก…” พระสนมผู้นั้นหัวเราะ ไม่นานพลันต้องหน้าเปลี่ยนสี “อา!”
“ซูเฟย?”
พบว่าพระสนมผู้นั้นเบิกตากว้าง เผยสีหน้าเจ็บปวดออกมา มือทั้งสองจับคอของตนแน่นราวยากจะหายใจ พริบตาเดียวสีหน้าพลันเขียวคล้ำ
“เกิดอะไรขึ้น?!”
เสียงเพล้งดังขึ้น ซูเฟยกวาดตามองไปยังจอกเหล้าจานหยกเบื้องหน้าด้วยความเจ็บปวด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงพลางไอออกมา รอบด้านเกิดความโกลาหล
“ซูเฟย? พระองค์เป็นอย่างไรบ้าง?! เรียกหมอหลวงมา! เร็ว!”
คุณหนูซูที่กำลังร่ายรำอดไม่ได้ที่จะหยุดการเคลื่อนไหวลง นางรำทั้งหลายเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย เสียงบรรเลงดนตรีหยุดชะงักไป
“กรี๊ด!”
ตอนนี้เองมีนางข้าหลวงผู้หนึ่งเดินเข้ามาพลิกร่างกายของซูเฟยผู้นั้น พระสนมที่มีใบหน้างดงามถึงกับมีเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด ลมหายใจขาดห้วงไปนานแล้ว
“อา?!” ทุกคนหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น มองภาพเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว
“บุตรีของซูชิงเฉิงโอหังยิ่งนัก! เจ้าทำอะไรกับซูเฟย?!” ฮองเฮาที่อยู่บนที่นั่งประธานตบโต๊ะเบื้องหน้าอย่างแรง เอ่ยด้วยสุรเสียงเย็นชาโหดเหี้ยม
นางรำทั้งหลายคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว คุณหนูซูขมวดคิ้วสีหน้าขาวซีด “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ ไม่ได้ทำอะไร…”
“เล่นลิ้น! เปิ่นกงเห็นว่าเจ้าเข้าใกล้ซูเฟยก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นแล้ว! เด็กๆ ลากนางออกไป!”
ใต้เท้าซูคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว “เหนียงเหนียงโปรดตรวจสอบให้ชัดเจน! เรื่องนี้บุตรีของกระหม่อมไม่ได้ทำแน่นอน!”
“ท่านพ่อ ไม่ใช่ลูกจริงๆ…” คุณหนูซูตกใจจนดวงตาแดงระเรื่อสีหน้าขาวซีด นางจะทราบได้อย่างไรว่าเหตุใดยามที่ตนร่ายรำไปถึงเบื้องหน้าซูเฟยจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้
“เด็กๆ ลากตัวซูชิงเฉิงไปด้วย!”
พลันนั้นมีองครักษ์จำนวนมากเดินเข้ามาพาตัวใต้เท้าซู คุณหนูซู ตลอดจนนางรำทั้งหลายไป ทุกคนมีสีหน้าแปลกประหลาด บรรยากาศเคร่งเครียดกดดัน
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว นางคิดไม่ถึงว่าในวันพระราชสมภพของฮองเฮาจะถึงกับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ แคว้นเหลียนแห่งนี้วุ่นวายยิ่งกว่าที่ตนจินตนาการเสียอีก
“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรไป?” หลานหลิงที่ได้สติกลับมาจากความสั่นสะท้านสังเกตุเห็นร่างกายแข็งเกร็งของบุรุษข้างกายตน อวิ๋นซูหันไปมอง พบว่าหลานอวิ๋นกำมือของตนแน่น สายตามองไปทางเฟิ่งหลิงด้วยความกังวล
ในใจของอวิ๋นซูเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นโดยพลัน มองไปยังตำแหน่งที่นั่งประธานอีกครั้ง ดวงเนตรเย็นยะเยือกของฮองเฮากวาดมองไปทางเฟิ่งหลิง เพียงชั่วพริบตาก็ถอนกลับไป
งานพระราชสมภพที่เดิมทีควรครึกครื้นยินดีถูกปกคลุมด้วยสีเทาหม่นอันกดดันในพริบตา ไม่มีผู้ใดกล้าลุกไปจากที่นั่ง ศพของซูเฟยถูกนำออกไปแล้ว องค์ชายทั้งหลายพากันถอยออกไป เหลือเพียงขุนนางที่อยู่ในความหวาดกลัวกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดบ่าวจึงรู้สึกว่าแคว้นเหลียนแห่งนี้ดูแปลกประหลาดไปหมด?” กระทั่งชุนเซียงยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมา ข้างหูมีเสียงซุบซิบดังไม่หยุด ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่าใครคือผู้ลงมือ มีความแค้นลึกล้ำอันใดกับคุณหนูซูและซูเฟย
“กลิ่นหอมนั้น…” อวิ๋นซูราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หลานอวิ๋นที่อยู่ข้างกายพลันทอดสายตามองมา “คุณหนูกงซุน ท่านคิดอะไรได้หรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางเคร่งเครียดเพียงนั้นของอีกฝ่าย อวิ๋นซูจึงคาดเดาได้หลายส่วน จากนั้นพลันคิดไปถึงสายตาที่คุณหนูซูมองเฟิ่งหลิงอีกครั้ง
นางกล่าวเสียงต่ำอย่างระมัดระวัง “แม่ทัพหลาน ใต้เท้าซูเป็นคนของเฟิ่งหลิงหรือ?”
ดวงตาของหลานอวิ๋นมีประกายแปลกใจพาดผ่าน มองสตรีเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง ท่าทางเช่นนั้นราวกับกำลังกล่าวว่า นางรู้ได้อย่างไร!
เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย! มิใช่ว่าเฟิ่งหลิงไม่มีอำนาจในแคว้นเหลียน เพียงแต่เขาซ่อนทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้เพื่อปิดบังสายตาคนเหล่านั้น ทว่าความรู้สึกที่คุณหนูซูเผยออกมาต่อเฟิ่งหลิง แสดงให้เห็นว่เขามีการติดต่อกับใต้เท้าซูเป็นการส่วนตัว
ท่าทีของหลานอวิ๋นทำให้อวิ๋นซูมั่นใจ เช่นนั้นเมื่อครู่นี้ตนคงได้เห็นงิ้วสนุกๆ ที่วางแผนมาอย่างดีของใครบางคนเข้ากระมัง คุณหนูซูถูกจับ แล้วใต้เท้าซูจะหนีได้อย่างไร? คนที่ไปมาหาสู่กับใต้เท้าซูทั้งหมดก็จะถูกลากไปเกี่ยวพันด้วย ในนั้นมีคนของเฟิ่งหลิงมากน้อยเพียงใดกัน