หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 18 ตอนที่ 540 อวิ๋นซูสอดมือ
ภายในคุกอันมืดมิด แสงเทียนสีเหลืองนวลสะท้อนเงาร่างสีชมพูร่างนั้น ซูหว่านหรงพลันร่างกายสั่นเทา ทุกคนล้วนทราบว่านางข้าหลวงในตำหนักฮองเฮาสวมใส่อาภรณ์สีชมพู
เบื้องหน้าปรากฏใบหน้าสุขุมงดงามขึ้น อีกฝ่ายไม่เอ่ยปากตอบนาง แต่กลับเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ
“อย่า อย่าเข้ามา ขะ ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น!”
นางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะไปเหยียบกับอะไรบางอย่าง เมื่อก้มหน้ามอง พบว่าเป็นกระดูกขาของมนุษย์ สีหน้าขาวซีดโดยพลัน กระทั่งความกล้าที่จะพูดก็ไม่มี
อวิ๋นซูเบนสายตามองขึ้นลง จากนั้นจึงกล่าวเสียงต่ำ “คุณหนูซู ข้าเป็นคนที่องค์ชายใหญ่ส่งมา”
องค์ชายใหญ่?! ซูหว่านหรงราวกับยากจะเชื่อ กุมหน้าอกของตนแน่น “จะ จริงหรือ?”
อวิ๋นซูพยักหน้า “เรื่องราวไม่อาจรั้งรอ ขอให้คุณหนูซูยืนยันเสียหน่อยว่าในยามที่ท่านร่ายรำอยู่เกิดอะไรขึ้น? อีกไม่นานฮองเฮาจะส่งคนมาแล้ว หวังว่าคุณหนูซูจะยืนหยัดต่อไป ข้าจะหาทางหลักฐานออกมาให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าคุณหนูเป็นผู้บริสุทธิ์!”
“เช่นนั้นบิดาของข้าเล่า? บิดาของข้าเป็นเช่นไร?” ฮองเฮายังจับบิดาของตนมาด้วย ซูหว่านหรงรู้สึกกังวลยิ่งนัก
ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย “ตอนนี้ใต้เท้าซูยังนับได้ว่าปลอดภัย คุณหนูซูรีบคิดเสียหน่อยเถิด มีเรื่องแปลกๆ อะไรหรือไม่?”
ในที่สุดซูหว่านหรงก็วางใจ นางสูดหายใจลึกพยายามย้อนนึก เพียงแต่อารมณ์อันเคร่งเครียดกลับทำให้สมองของนางว่างเปล่า
“ในยามที่คุณหนูซูเดินออกมามีกลิ่นหอมอันแปลกประหลาดตามมาด้วย นั่นคือกลิ่นอะไร?”
กลิ่นหอมแปลกๆ ?! “ใช่แล้ว กลิ่นหอมนั้นออกมาจากอาภรณ์ร่ายรำของข้า ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีอาจเป็นนางข้าหลวงคนใดใช้เครื่องหอมพรมมาก่อนกระมัง” ยามนั้นนางเพียงสงสัยเล็กน้อย ทว่ารีบขึ้นแสดงจึงมิได้ถามให้มากความ
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูมองไปยังอาภรณ์ร่ายรำบนร่างซูหว่านหรงที่ยังไม่ได้ถอดออก บนร่างของนางไม่มีกลิ่นหอมอันแปลกประหลาดเช่นนั้นแพร่ออกมา หรือจะกล่าวว่า…ปัญหาอยู่ที่แขนเสื้อยาวที่ใช้แสดงของนาง!
“ช่วยข้าออกไป! ขอร้องเจ้าช่วยข้าออกไปด้วย! ในคุกนี้มีคนตายมากนัก! ขะ ข้าไม่อยากตายอยู่ที่นี่! ข้าอยากพบท่านพ่อ! ข้าอยากพบท่านพ่อ!” ซูหว่านหรงในยามนี้มิอาจควบคุมอารมณ์ของตนได้อีกต่อไป นางจับไหล่ทั้งสองของอวิ๋นซูเขย่าอย่างแรง
“คุณหนูซู! พวกเราจะต้องทำทุกทางเพื่อช่วยท่านแน่นอน! ไม่ทันเวลาแล้ว ข้าต้องรีบไปหาหลักฐานมาช่วยคุณหนูซูก่อน!”
“ไม่! อย่าไป! อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว…” เมื่อเห็นสตรีผู้นั้นหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ซูหว่านหรงพลันร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง เมื่อร้องไห้และร้องตะโกนจนเหนื่อยจึงค่อยๆ ทรุดตัวลง กอดร่างกายของตนเองด้วยอาการสั่นเทา
ภายในท้องพระโรงสีทองอร่าม หลังม่านมุกมีเงาร่างในอาภรณ์สีเหลืองสว่างนั่งอยู่
หมอหลวงหลายคนคลานเข่าเข้ามาด้วยความระมัดระวัง “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบพระศพของซูเฟยแล้ว ยืนยันว่าตายเพราะถูกพิษจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”
เนิ่นนานผ่านไปจึงมีเสียงแหบแห้งทุ้มต่ำดังแว่วออกมา “ผู้ลงมือคือซูหว่านหรงหรือ?”
ตอนนี้เอง ขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก “ทูลฝ่าบาท ทางตำหนักฮองเฮาส่งคนมาบอกข่าวว่า ใต้เท้าซูฆ่าตัวตายหนีความผิด ยอมรับว่าซูหว่านหรงเป็นคนสังหารซูเฟยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นหรือ?”
อย่างไรก็ตาม พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนกลับนิ่งเรียบ ราวกับเรื่องนี้มิอาจทำให้พระทัยของพระองค์เกิดระลอกคลื่นได้
“อีกทั้งฮองเฮายังตรัสว่า เรื่องนี้จะต้องมีเส้นสนกลในเป็นแน่ หวังว่าฝ่าบาทจะฝังพระศพซูเฟยเสียก่อน เพื่อไม่ให้ติดโชคร้าย”
“ออกไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมทูลลา!”
ในดวงตาของขันทีผู้นั้นเกิดประกายเงียบงัน จากนั้นจึงค่อยๆ ถอยออกไป คิดไม่ถึงว่าจะมีเงาร่างสามร่างเดินสวนมา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลง
หลานอวิ๋นปรายตามอง ขันทีผู้นั้นจึงรีบเก็บสายตากลับมาไม่กล้ามองไปอีก เพียงพริบตาเดียวคนทั้งสามก็หายไปบริเวณมุม เกิดอะไรขึ้น? กระทั่งแม่ทัพกงซุนก็มาด้วยหรือ?
“ฝังศพซูเฟย…”
“ฝังไม่ได้!” คำพูดเพิ่งจะกล่าวออกมา ด้านนอกกลับมีเสียงหนักแน่นดังขึ้น พบว่าแม่ทัพกงซุนพาหลานอวิ๋นและอวิ๋นซูเดินเข้ามา “กระหม่อมถวายพระพรฝ่าบาท!”
อวิ๋นซูเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างสงบ อย่างไรก็ตาม นางรู้สึกสงสัยมาโดยตลอด วันพระราชสมภพของฮองเฮาแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาขององค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน นี่จะแปลกประหลาดเกินไปแล้ว ท้องพระโรงสีทองอร่ามนี้เงียบงันหาใดเปรียบ ราวกับจะได้ยินเสียงลมหายใจของตน บนตำแหน่งที่นั่งสูงสุดมีม่านมุกอันใหญ่บดบังสายตาของนาง มองเห็นหลังม่านได้เพียงลางๆ เห็นเงาร่างของบุรุษผู้นั้นได้ลางๆ
“แม่ทัพกงซุน ไม่พบกันนาน”
เมื่อเทียบกับฮองเฮาผู้มีพระพักตร์เยาว์วัย พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนกลับฟังดูผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน นี่…นี่คือพระบิดาของเฟิ่งหลิงหรือ? นางอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น ราวกับต้องการเห็นท่าทางของอีกฝ่ายให้ชัดเจน สายตาสำรวจมองมาจากหลังม่านมุกเช่นเดียวกัน อวิ๋นซูพลันรีบเบนสายตาของตนออกไป
“ฝ่าบาททรงสบายดีหรือไม่?”
“ไม่มีแม่ทัพกงซุนมาวางมาเป็นเพื่อนเจิ้น จึงรู้สึกอารมณ์ไม่ดีนัก” สุรเสียงเจือไปด้วยเสียงสรวลอย่างชัดเจน ทว่าแม่ทัพกงซุนกลับไม่คิดจะทักทายปราศรัย “ฝ่าบาท มิอาจฝังซูเฟยได้”
“เพราะเหตุใด?”
“ใต้เท้าซูถูกใส่ร้าย!”
“แม่ทัพกงซุนทราบได้อย่างไร?”
อวิ๋นซูขมวดคิ้วเล็กน้อย สุรเสียงขององค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนไม่ปรากฏคลื่นใดๆ แม้แต่น้อย ราวกับไม่มีอารมณ์ก็มิปาน หรือว่า…พระองค์ไม่ใส่พระทัยเรื่องนี้?
“ขอเพียงฝ่าบาทให้เวลากระหม่อมเล็กน้อย กระหม่อมย่อมรู้ว่าใต้เท้าซูถูกใส่ร้ายเช่นไร!”
“กล่าวเช่นนี้ แม่ทัพกงซุนยังมิมั่นใจหรือ?”
หลานอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็รู้สึกร้อนใจนัก แม่ทัพกงซุนจะตรงไปตรงมาเกินไปแล้ว! หากยืดเยื้อต่อไป ไม่แน่ว่าคุณหนูซูเองก็คงเดินทางไปน้ำพุเหลืองแล้วกระมัง “ทูลฝ่าบาท การตายของซูเฟยมีเส้นสนกลใน ใต้เท้าซูซื่อสัตย์จริงใจมาโดยตลอด ไม่มีเหตุผลต้องทำร้ายเหนียงเหนียง ขอให้ฝ่าบาทอนุญาตให้กระหม่อมตรวจสอบพระศพของซูเฟยเพื่อหาเบาะแสด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเจ้า?”
อวิ๋นซูสัมผัสได้ถึงสุรเสียงที่สูงขึ้นเล็กน้อยของบุรุษผู้อยู่หลังม่านมุก นางพลันรับรู้ถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงก้าวมาเบื้องหน้า “หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท หม่อมฉันไร้ความสามารถ เพียงเข้าใจวิชาแพทย์เล็กน้อย ขอให้ฝ่าบาทอนุญาตให้หม่อมฉันวินิจฉัยพระศพของซูเฟยด้วยเพคะ” จะอย่างไรซูเฟยก็เป็นคนของฝ่าบาท จะให้แม่ทัพไปแตะต้องง่ายๆ ได้อย่างไร
“เจ้าคือผู้ใด?”
อวิ๋นซูชะงักไปเล็กน้อย ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้ จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนไม่แสดงความกระตือรือร้นต่อการตายของซูเฟยมากเกินไปนัก ทว่าตอนนี้กลับใส่ใจฐานะของตน ทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงจริงๆ
“ฝ่าบาทนี่คือบุตรีที่พลัดพรากจนได้กลับคืนมาของกระหม่อม!” แม่ทัพกงซุนเอ่ยปากน้ำเสียงคละเคล้าไปด้วยความลำพองใจอันยากจะปกปิด
ในที่สุดบุรุษหลังม่านมุกก็เผยรอยสรวลออกมา “ที่แท้ก็เป็นบุตรีของแม่ทัพกงซุน ดี อนุญาต”
“…” ถึงกับรับปากง่ายๆ เช่นนี้เชียวหรือ?! อวิ๋นซูยากจะอธิบายอารมณ์ของตนในยามนี้ รู้สึกว่าองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนผู้นี้…ลึกซึ้งลุ่มลึก แต่กลับทำให้ผู้คนกล่าวไม่ถูก
อีกด้านหนึ่ง
แม่นมพาคนกลุ่มหนึ่งเดินมายังทิศทางของคุกหลวง
“ข้าได้รับคำสั่งจากฮองเฮาให้มาสอบถามนักโทษ”
อย่างไรก็ตาม องครักษ์เฝ้าประตูกลับมีท่าทีเปลี่ยนไป คนของฮองเฮามาอีกแล้วหรือ?
“ยังไม่เปิดประตูอีก!”
“…ขอรับ”
เสียงฝีเท้าในครั้งนี้ทำให้ซูหว่านหรงที่อยู่บนพื้นลุกขึ้นโดยพลัน “มาช่วยข้าแล้วใช่หรือไม่?”
อย่างไรก็ตาม เบื้องหน้ากลับปรากฏใบหน้าชราอันเคร่งขรึมหาใดเปรียบ ท่าทางยินดีของซูหว่านหรงพลันเปลี่ยนไป ถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว
“คำพูดนี้ของคุณหนูซูหมายความว่าอย่างไร? แม่นมไม่เข้าใจ” หรือนางติดต่อกับผู้ใดแล้ว?
“…มะ ไม่ใช่…” ซูหว่านหรงหลบตาอย่างหวาดกลัว ตนถูกหลอกหรือไม่? เหตุใดตอนนี้สตรีผู้นั้นยังไม่กลับมาอีก?
แม่นมย่อมมิใช่คนขลาดเขลา กวาดตามองสตรีเบื้องหน้า ส่งสัญญาณมือครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงที่อยู่ด้านหลังจึงเดินเข้ามายังกำแพงด้านข้าง บริเวณนั้นแขวนเครื่องมือที่ใช้ทรมานนักโทษจนตายเอาไว้ทั้งสิ้น
“พะ พวกเจ้าจะทำอะไร?”
“คุณหนูซูไม่ต้องกลัว แม่นมเพียงต้องการสอบถามเสียหลายประโยคเท่านั้น ขอเพียงคุณหนูซูตอบได้ดีก็สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดจากการทรมานไปได้”
พวกนาง…ต้องการทรมานตนหรือ?! “ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น ไปทูลฮองเฮาว่าข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”
แม่นมเดินมาเบื้องหน้าซูหว่านหรงด้วยรอยยิ้ม ยื่นมือออกไป ทว่าอีกฝ่ายกลับหลบการสัมผัสของนางด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นสีหน้าหวาดกลัวเช่นนี้ของสตรีเยาว์วัย อารมณ์ของแม่นมจึงดียิ่งนัก “ผิวของคุณหนูขาวราวหิมะจริงๆ หากต้องทิ้งรอยแผลไว้บนใบหน้างดงามเช่นนี้ ทำให้แม่นมอย่างข้าอดรนทนไม่ไหวนัก”
“ยะ อย่า…”
“คุณหนูซูโปรดวางใจ ฮองเฮาเป็นผู้มีเหตุผล ขอเพียงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณหนูซู ย่อมให้คุณหนูซูจากไปโดยไร้อันตราย”
“ไม่เกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ! ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น!”
“เช่นนั้นก็ดี ขอเพียงคุณหนูลงนามบนหนังสือรับผิดนี้ และกราบทูลทุกอย่างเบื้องพระพักตร์องค์จักรพรรดิ คุณหนูซูก็ไปได้แล้ว”
หนังสือรับผิด? ซูหว่านหรงชะงักไป จากนั้นจึงมองไปยังตัวอักษรที่เขียนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว สีหน้าพลันเปลี่ยนไปครั้งใหญ่ “ไม่ องค์ชายใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เหตุใด เหตุใดจึงได้…”
“คุณหนูซู ท่านลองคิดให้ดี! เรื่องนี้ หากองค์ชายใหญ่ไม่ได้ทำ เช่นนั้นก็ต้องเป็นตระกูลซูของพวกท่านทำ! คุณหนูซูใคร่ครวญถึงผลลัพธ์ของเรื่องนี้ให้ดีแล้วหรือไม่?” น้ำเสียงของแม่นมเต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่อย่างเข้มข้น
“แต่ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่จริงๆ เขาไม่ได้บงการบิดาของข้า…”
เสียงเพี้ยะดังขึ้น แม่นมยกมือขึ้นสูง ตบลงบนใบหน้าของซูหว่านหรงอย่างแรง ทำให้สตรีผู้นั้นมีเลือดไหลออกมาจากปาก
“แค่กๆ …”
“คุณหนูซู มิดื่มสุราคารวะกลับเลือกดื่มสุราลงทัณฑ์! ลงนามยอมรับแล้วชี้ตัวองค์ชายใหญ่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาทเสีย เท่านี้ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรับความทรมานที่นี่แล้ว!”
ในยามนี้ ซูหว่านหรงดูเหมือนจะเข้าใจความหมายในคำพูดของสตรีเมื่อครู่นี้ขึ้นมาแล้ว ให้ตนอดทนเสียหน่อย หมายถึงเช่นนี้หรือ?
น้ำตาไหลลงมาด้วยความอัดอั้นตันใจ นางไม่อาจ ไม่อาจใส่ร้ายฝ่าบาทได้…
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงยืนหยัด แม่นมพลันส่งสายตาครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงเดินเข้ามาสวมเครื่องทรมานลงบนนิ้วทั้งสิบของซูหว่านหรง
“กรี๊ด!” ในคุกหลวงมีเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาดังขึ้น
ฝ่าบาท รีบมาช่วยนาง…นาง นางใกล้จะยืนหยัดไม่ไหวแล้ว…
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ซูหว่านหรงไม่มีท่าทีงดงามดังเดิมอีกต่อไป นิ้วทั้งสิบของนางแทบจะเห็นกระดูก บนร่างมีร่องรอยบาดแผลอยู่หลายแห่ง
แม่นมแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะอดทนเช่นนี้ได้ “ให้โอกาสท่านอีกครั้ง คุณหนูซูคิดให้ดี หากตายไปเช่นนี้จะคุ้มค่าหรือ? หรือจะกล่าวว่า คุณหนูซูคิดจะเป็นเช่นนี้ต่อไป อยากไปรวมตัวกับใต้เท้าซู?”
นี่หมายความว่าอย่างไร? ในใจซูหว่านหรงสั่นไหว รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อเงยหน้าขึ้น ท่านพ่อเขา…ไม่ สตรีเมื่อครู่กล่าวอย่างชัดเจนว่าบิดาของตนยังคงปลอดภัยไร้อันตราย หรือตนจะถูกหลอก?