หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 548 จับตาจวนโหว
เฟิ่งอวี่ที่สวมชุดขุนนางเดินเข้ามา สายตากวาดมองไปยังดรุณีน้อยบริเวณมุมหนึ่ง รอยเขียวช้ำบนใบหน้าทำให้เขาขมวดคิ้ว
แย่แล้ว! พี่ใหญ่ไม่เหมือนพี่สี่ จะต้องตำหนิตนแน่! คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงรีบไปหลบอยู่ด้านหลังเฟิ่งฉีด้วยความหวาดกลัว ทำท่าทางรู้สึกผิด
“หลิงเอ๋อร์ มีเรื่องอีกแล้วหรือ?”
“…มะ ไม่มี หลิงเอ๋อร์เพียงหกล้มโดยไม่ระวัง!”
มุมปากของเฟิ่งอวี่อดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน เขาสามารถทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างได้ แต่ตอนนี้หลิงเอ๋อร์ใกล้จะถึงวัยแต่งงานแล้ว หากยังไม่รู้จักหนักเบาเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าวันหน้า เมื่อแต่งออกไปคงได้รับความลำบากไม่จบไม่สิ้น
“กลับไปขังตัวเองสำนึกผิดสามวัน”
“เอ๋! พี่ใหญ่…อย่า…”
“หากไม่เชื่อฟัง พี่ใหญ่จะไปบอกท่านพ่อ!” สายตาของเฟิ่งอวี่พลันเข้มงวดขึ้นมา คุณหนูเจ็ดพองแก้มอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เดินออกมาจากด้านหลังเฟิ่งฉีอย่างเชื่องช้า จากนั้นจึงกล่าวพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “เกิดอะไรขึ้น พอได้เป็นแม่ทัพก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเชียว…”
“หือ?”
“อา… หลิงเอ๋อร์จะไปเก็บตัวสำนึกผิดเดี๋ยวนี้!” เพียงพริบตาเดียว ดรุณีน้อยผู้นั้นก็หนีไปอย่างร้อนใจจนไม่เห็นแม้แต่เงา
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง เฟิ่งฉีจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ท่าทางการที่ข้าไม่เข้าไปเป็นขุนนางในราชสำนักเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยหลิงเอ๋อร์ก็ใกล้ชิดข้ามากขึ้น”
“น้องสี่ ตั้งแต่กลับมาจากแคว้นอี้ เจ้าเปลี่ยนไปไม่น้อย” เมื่อก่อน ยามได้พบกับหลิงเอ๋อร์ ต้องทะเลาะกันคล้ายกับหนูกับแมวพบหน้า ตอนนี้กลับเห็นพวกเขาสองพี่น้องอยู่ด้วยกันบ่อยครั้ง “หลิงเอ๋อร์เป็นเช่นนี้ หากไม่สั่งสอนให้ดี เกรงว่าจะไม่มีคนกล้าแต่งด้วย”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? พี่ใหญ่ท่านไม่รู้หรือ หลิงเอ๋อร์และคุณชายของนายท่านรองแห่งจวนชางหรงโหวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจนดูไม่ธรรมดา”
“…เจ้ากล่าวถึงหลิ่วเฉิงซีหรือ?” เฟิ่งอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เรื่องนี้เขาไม่รู้จริงๆ
“พี่ใหญ่ ข้ายังมีเรื่องต้องทำ ขอ…”
“กลับมานี่!”
เฟิ่งฉีอดไม่ได้ที่จะร่างกายแข็งเกร็ง สายตาที่พี่ใหญ่มองเขาเมื่อครู่นี้ให้ความรู้สึกไม่ดีนัก จริงดังคาด มือใหญ่จับไหล่ของเขาจากด้านหลังอย่างแรง “ไปที่ห้องหนังสือข้าเสียหน่อย”
“…”
เมื่อสังเกตสีหน้าของเฟิ่งอวี่อย่างละเอียด เฟิ่งฉีรู้สึกเพียงว่าระยะนี้คล้ายกับพี่ใหญ่มีเรื่องกลุ้มใจ “พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นในราชสำนักหรือ?”
เฟิ่งอวี่มองออกไปนอกห้องโดยไม่รู้ตัว หลังจากเงียบอยู่นานจึงเอ่ยปากขึ้น “น้องสี่ ยามที่ท่านหมออยู่แคว้นอี้ ได้ติดต่อกับคนของแคว้นเหลียนหรือไม่?”
ในใจของเฟิ่งฉีรู้สึกตื่นตะลึง เหตุใดจู่ๆ พี่ใหญ่จึงถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน หรือทางรัชทายาทจะเกิดอะไรขึ้น? นี่ไม่ค่อยดีกระมัง ไม่ง่ายเลยกว่าพี่สามและท่านหมอจะได้อยู่ด้วยกัน หากรัชทายาทรู้จะต้องสร้างความวุ่นวายเป็นแน่!
ในใจของเฟิ่งฉีไม่มีความรู้สึกดีต่อรัชทายาทในตอนนี้โดยสิ้นเชิง เขาไม่สงสัยเลยว่า เมื่อรัชทายาทพบร่องรอยของท่านหมอ จะต้องตามนางกลับมาโดยไม่เลือกวิธีการเป็นแน่!
“แคว้นเหลียนหรือ? ท่านหมอจะติดต่อกับคนแคว้นเหลียนได้อย่างไร พี่ใหญ่ได้ยินข่าวลืออันใดมาหรือ?”
เฟิ่งอวี่สูดหายใจลึก มองตาของเฟิ่งฉีที่พยายามแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง “เจ้ากับน้องสาม…ไม่มีการติดต่อกันเลยหรือ?”
เขารู้แล้วว่าบุรุษผู้สวมหน้ากากสีเงินคือเฟิ่งหลิง ดังนั้นย่อมคิดได้ว่าน้องสามที่เติบโตมากับพวกเขาตั้งแต่เด็กมีฐานะไม่ธรรมดา กระทั่ง…ก่อนเฟิ่งหลิงจะไปจากแคว้นเฉินหลายวัน ยังกล่าวไว้ว่าจะไปรักษาอาการป่วยที่แคว้นเหลียน ตอนนี้คิดว่าฐานะของเฟิ่งหลิงคงเกี่ยวข้องกับแคว้นเหลียนไม่น้อย
ตอนนี้จู่ๆ รัชทายาทก็ถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้เฟิ่งอวี่พลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เขารู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูไม่ธรรมดา จนกระทั่งตอนนี้ยังคงหาอวิ๋นซูไม่พบ เป็นไปได้มากว่าจะเป็นเช่นที่จักรพรรดิเซียวกล่าว นางอยู่ที่แคว้นเหลียน! เฟิ่งอวี่ยังคาดเดาอย่างใจกล้าด้วยว่า อาจจะอยู่กับน้องสามของตน!
“…” เฟิ่งฉีขยับแขนเสื้อของตนเล็กน้อย สายตาทอดมองไปด้านนอก ท่าทีเช่นนี้แสดงถึงการยอมรับแล้ว
เฟิ่งอวี่ทอดถอนใจเบาๆ เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ท่านหมอหายตัวไป กระทั่งน้องสามก็ไม่มีการติดต่อมา เขาเคยเปรยถามท่านพ่อแล้ว แต่ท่านพ่อกลับบอกเขาว่าไม่จำเป็นต้องถามเรื่องของน้องสาม ทำเรื่องของตนให้ดีก็พอ
แต่ตอนนี้เรื่องกลับเกี่ยวพันกับแคว้นเฉิน เขาไม่อาจนั่งดูโดยไม่ทำอันใดได้จริงๆ
“ตอนนี้จักรพรรดิเซียวก็ตามหาท่านหมอไปทั่ว หวังว่า…พวกเขาจะปลอดภัย”
คำพูดของเฟิ่งอวี่คล้ายกับกำลังบอกเฟิ่งฉีว่าเขาคาดเดาได้แล้ว ส่วนเฟิ่งหลิงก็กลายเป็นหัวข้อที่พวกเขาจวนชางติ้งโหวพูดถึงน้อยครั้ง ความเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเช่นนี้ไม่ทราบว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่ยามใด เพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินชางติ้งโหวที่รักใคร่เฟิ่งหลิงมาโดยตลอดมักจะถามออกมาอย่างคุ้นชินประโยคหนึ่ง ทุกคนจึงมั่นใจแน่ชัดว่าในจวนชางติ้งโหวเคยมีคนเช่นนี้อยู่
ทั้งสองไม่รู้เลยว่ามีเงาร่างในอาภรณ์สีดำหลบอยู่ในมุมมืด
บนหอสูง คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงนั่งอยู่บนธรณีหน้าต่าง มองทิวทัศน์ยามค่ำคืนเบื้องหน้าอย่างเบื่อหน่าย ตั้งแต่พี่สามไปจากจวนโหว นางมักจะคิดถึงเขาในยามค่ำคืน ท่านพ่อไม่อนุญาตให้ถาม พี่ใหญ่กับพี่สี่ก็ไม่ยอมตอบ ตกลงตอนนี้พี่สามอยู่ที่ใด กำลังทำสิ่งใดอยู่กันแน่ เหตุใดจึงไม่มีใครยอมบอกนาง?
“หึ น่าโมโหจริงๆ!” นางหยิบหินปูถนนที่เก็บขึ้นมาจากพื้นตามใจเมื่อครู่นี้ขึ้นมาเขวี้ยงออกไป เพียงแต่กลับไม่ได้ยินเสียงหินกระทบพื้น
เงาดำสายหนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงยังไม่ทันกระพริบตา คนผู้นั้นก็หายตัวไปแล้ว
“ผู้ใด?! ผู้ใดอยู่ตรงนั้น!”
เป็นไปไม่ได้กระมัง? หรือเมื่อครู่นางตาพร่า แม้จะมืดเสียจนมองสิ่งใดไม่ชัดเจน แต่เฟิ่งหลิงมั่นใจว่าหินปูถนนที่ตนโยนออกไปจะต้องถูกอะไรบางอย่างเอาไปแล้วเป็นแน่!
ไอเย็นระลอกหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาจากเท้า ความเงียบงันรอบด้านทำให้ความหวาดกลัวในใจเพิ่มมากขึ้น คงไม่ใช่ว่า….มีของสกปรกอันใดหรอกกระมัง?!
“ฮือๆๆ…พี่สี่! พี่สี่!”
ดรุณีน้อยวิ่งไปยังเรือนของเฟิ่งฉีด้วยความหวาดกลัว เมื่อวิ่งไปถึงก็เปิดประตูห้องออกโดยพลัน เฟิ่งฉีที่อยู่ในห้องกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม่ทราบว่าคิดสิ่งใดอยู่ เขาขมวดคิ้วแต่กลับไม่แม้แต่จะเบนสายตาขึ้นมอง “ทำไม ฝันร้ายหรือ?”
“พี่สี่! เมื่อครู่ เมื่อครู่หลิงเอ๋อร์เห็นของไม่ดี!”
“พูดจาเหลวไหล!”
“จริงๆ!” เมื่อเห็นเฟิ่งฉีไม่สนใจนาง คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงจึงเข้าไปใกล้แล้วจับแขนเขาแน่น “ไป! ไปกับหลิงเอ๋อร์! เมื่อครู่มีของไม่ดีบินผ่านไปจริงๆ! แล้วยังเอาหินปูถนนที่หลิงเอ๋อร์โยนไปติดมือไปด้วย!”
“เด็กน้อย เจ้าพูดอะไร?!”
คุณหนูเจ็ดสูดหายใจลึก พยายามทำให้ตนสงบลง “เมื่อครู่หลิงเอ๋อร์อยู่บนหอสูง โยนหินปูถนนก้อนหนึ่งลงไป แต่กลับไม่มีเสียงหินตกพื้น เมื่อมองอีกครั้ง พบว่ามีเงาดำปรากฏขึ้นครู่หนึ่ง จะต้องเป็นมันที่ขโมยหินปูถนนของข้าไปแน่!”
เงาดำ? ตอนนี้เฟิ่งฉีฟังเข้าใจแล้ว แต่กลับมองดรุณีน้อยเบื้องหน้าด้วยความสงสัย “ไป ไปดูเสียหน่อย!”
คุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงพาเขามายังลานเมื่อครู่นี้ ชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ตรงกลาง “ที่นี่!”
กระโดดครั้งหนึ่ง บุรุษพลันขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ เฟิ่งฉีตรวจสอบครู่หนึ่งจึงพบว่าบนกิ่งไม้ใหญ่อันแข็งแรงกิ่งหนึ่งมีรอยกิ่งไม้เล็กๆ ถูกเหยียบหักอยู่หลายกิ่ง นี่…หรือว่ามีคนเคยซ่อนอยู่?!
เงยหน้าขึ้นมองไปทางหอสูง “หลิงเอ๋อร์ เจ้าทำหินปูถนนหายที่นี่หรือ?”
“ใช่!”
จากมุมนี้ หากหลิงเอ๋อร์โยนหินมาจะต้องตกอยู่บนต้นไม้เป็นแน่ หากที่นี่มีคนซ่อนอยู่ เช่นนั้น…อาจจะเป็นยอดฝีมือ ทั้งยังเข้าใจผิดคิดว่าหินปูถนนที่หลิงเอ๋อร์โยนไปคืออาวุธลับ!
หรือจะกล่าวว่า มีคนกำลังจับตามองพวกเขาอยู่ในจวนโหว?!
เฟิ่งฉีคิดถึงคำพูดในวันนี้ของเฟิ่งอวี่อย่างเฉียบแหลม จู่ๆ พี่ใหญ่ก็ถามเรื่องของท่านหมอขึ้นมา ในจวนก็มีคนลึกลับอยู่ด้วย!
“หลิงเอ๋อร์ ไปนอนเถิด ไม่ใช่ของสกปรกอันใดหรอก!”
“พี่สี่ ท่านจะไปไหน! นี่…” อย่างไรก็ตามบุรุษเบื้องหน้าไม่สนใจนาง หายไปจากลานในพริบตา
ลมหนาวพัดโชยมา คุณหนูเจ็ดเอดไม่ได้ที่จะร่างกายสั่นเทา หลับตาวิ่งไปยังห้องของตนด้วยความหวาดกลัว
ที่ห้องเฟิ่งอวี่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“น้องสี่ ดึกดื่นเพียงนี้เหตุใดยังไม่นอน?”
เฟิ่งฉียืนอยู่บริเวณประตู เห็นตู้หย่วนฟางที่กำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเข้าพอดี เพื่อไม่ให้พี่สะใภ้ต้องเป็นกังวล เขาจึงหัวเราะขึ้นมา “พี่สะใภ้ น้องสี่ขอยืมตัวพี่ใหญ่เสียหน่อย!” กล่าวจบก็ลากเฟิ่งอวี่ออกไป
“พี่ใหญ่ รัชทายาทให้ท่านกลับมาถามเรื่องเกี่ยวกับท่านหมอใช่หรือไม่?”
ดวงตาของเฟิ่งอวี่เปล่งประกาย “เหตุใดเจ้าจึงถามเช่นนี้?”
เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย! ในใจของเฟิ่งฉีเกิดความรู้สึกรังเกียจ “เมื่อครู่ในเขตเรือนของหลิงเอ๋อร์มีคนลึกลับปรากฏตัวขึ้น พี่ใหญ่…ท่านเชื่อใจรัชทายาทจริงๆ หรือ?”
คนลึกลับ? เฟิ่งอวี่ขมวดคิ้ว คำพูดนี้ของเขาหมายความว่าอย่างไร?
“พี่ใหญ่ ในวังเกิดอะไรขึ้นกันแน่?! ตอนนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของท่านหมอแล้ว หากรัชทายาททรงเกิดความระแวงจวนชางติ้งโหวของพวกเราเล่า เชื่อว่าพี่ใหญ่คงเคยได้ยินมาเช่นกัน อยู่กับจักรพรรดิก็เปรียบดังอยู่กับพญาเสือ!”
“ไม่ เป็นไปไม่ได้ รัชทายาทกับข้ามีความสัมพันธ์ดุจพี่น้อง…” อย่างไรก็ตาม ในยามกล่าวคำนี้ เฟิ่งอวี่กลับรู้สึกไม่มั่นใจอยู่หลายส่วน
“มีความสัมพันธ์ดุจพี่น้องจริงๆ หรือ เช่นนั้นเหตุใดพระองค์จึงส่งคนมาจับตาดูพวกเรา?” คำพูดของเฟิ่งฉีเต็มไปด้วยเจตนาปฏิเสธ
“…เรื่องที่ไม่มีหลักฐานอย่าพูดมั่วซั่ว” เพียงแต่เมื่อคิดถึงการเปลี่ยนแปลงของตงฟางซวี่ในระยะนี้ เฟิ่งอวี่ไม่ทราบว่าตนกำลังพูดโน้มน้าวเฟิ่งฉีหรือกำลังพูดโน้วน้าวตนเอง
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย เฟิ่งฉีจึงรู้ว่าไม่อาจพูดโน้มน้าวพี่ใหญ่ของตนได้ชั่วคราว “ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ เชื่อว่าพี่ใหญ่คงรู้ดี รัชทายาทใกล้จะขึ้นครองบัลลังก์แล้ว พระองค์คือจักรพรรดิของแคว้นเฉิน จะมีความสัมพันธ์ประดุจพี่น้องกับขุนนางได้หรือ? น้องสี่เพียงหวังว่าพี่ใหญ่จะไม่พูดเรื่องพี่สามออกไป…”
เขายื่นมือออกไป ตบไหล่เฟิ่งอวี่อย่างแฝงความหมายลึกล้ำ
…
“อ่า มีความสุขจริงๆ”
ในมุมหนึ่ง คุณชายห้าเฟิ่งจัวดึงกางเกงขึ้น หาวยาวๆ ครั้งหนึ่งแล้วจึงกลับไปยังห้องของตน
ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดมา พลันมีคนอุดปากอุดจมูกเขาไว้ พริบตาเดียวเขาก็ถูกพาไปยังมุมมืด
“อื้อๆ!”
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด คนผู้นั้นโยนเฟิ่งจัวลงกับพื้น บุรุษรีบสูดหายใจคำใหญ่ “ผู้ใด ผู้ใดบังอาจเพียงนี้ กล้าลักพาตัวคุณชายห้าของจวนชางติ้งโหวเชียวหรือ! มีชีวิตจนเบื่อแล้วหรือไร?!”
เฟิ่งจัวทำท่าทางดุดัน หวังจะทำให้คนผู้นั้นตกใจจนหนีไป ตอนนี้เองรอบด้านพลันสว่างไสว เบื้องหน้าปรากฏบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง
“คุณชายห้า?” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นเหนือศีรษะ เฟิ่งจัวตื่นตะลึง “รัชทายาท?! อา! รัชทายาทโปรดไว้ชีวิตด้วย! รัชทายาทโปรดไว้ชีวิตด้วย!”