หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 549 ตัวแทน
“รัชทายาท?! กระหม่อมทำผิดสมควรตายหมื่นครั้ง! ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะเสด็จมา…” เฟิ่งจัวโขกศีรษะสุดชีวิต อย่างไรก็ตาม เขากลับพบว่าตนอยู่ในห้องกว้างแห่งหนึ่ง มิใช่จวนชางติ้งโหว
ฝ่าบาททรงพาตนมาที่นี่…เพราะเหตุใดกัน?!
ตงฟางซวี่มองบุรุษร่างกายสั่นเทาบนพื้น นี่คือคุณชายห้าแห่งจวนชางติ้งโหวหรือ? เมื่อเทียบกับเฟิ่งอวี่แล้วช่างแตกต่างกันมากจริงๆ ก่อนหน้านี้ได้พบเฟิ่งฉี นับว่าเป็นผู้มีความสามารถเช่นกัน ยังคิดไปว่าบุรุษในจวนชางติ้งโหวแต่ละคนล้วนเป็นคมในฝัก ในใจจึงรู้สึกเหนือคาดอยู่บ้าง
“ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท ครั้งนี้องค์ชายเช่นข้าให้คนพาเจ้ามาเพราะมีเรื่องอยากสอบถามเล็กน้อย”
เสียงที่เจือไปด้วยเสียงหัวเราะดังขึ้น ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เฟิ่งจัวกลับรู้สึกว่าในคำพูดของรัชทายาทไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่น้อย
“ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงมีสิ่งใดจะสอบถาม? หากกระหม่อมทราบ จะกล่าวโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย!”
ช่างเถิด หากเป็นเหมือนคุณชายสี่เฟิ่งจริงๆ เกรงว่าตนคงไม่มีกำลังพามา “ลุกขึ้นพูดเถิด”
“ขอบพระทัยในพระมหากรุณา! กระหม่อมมิกล้า!” ในฝ่ามือของเฟิ่งจัวมีเหงื่อซึมออกมา ต้องทราบว่าบุตรชายอนุภรรยาที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเช่นเขาไม่มีโอกาสสนทนากับรัชทายาทโดยสิ้นเชิง! ในใจรู้สึกสงสัยยิ่งนัก ตนจะพบกับหายนะหรือไม่?!
บางคนก็เป็นเช่นนี้เอง ไว้หน้าแล้ว แต่เขากลับดูถูกตัวเองจนเกินไป
ตงฟางซวี่ไม่ได้บีบบังคับอีก องครักษ์เงาที่อยู่ด้านหลังช่วยปลดผ้าคลุมกันลมบนร่างให้เขา “ข้าอยากรู้ว่าระยะนี้ ในจวนชางติ้งโหวมีคนแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นบ้างหรือไม่”
คนแปลกหน้า? สายตาของเฟิ่งจัวสั่นไหวเล็กน้อย แต่กลับไม่กล้าเอ่ยปากตอบ
“มี หรือไม่มี?”
“ทูลฝ่าบาท…ในจวนโหวมักจะมีขุนนางหลายท่านมาหา ตะ แต่ไม่มีคนแปลกหน้าพ่ะย่ะค่ะ” หรือฝ่าบาทจะสงสัยจวนชางติ้งโหวของพวกเขา ตกลงนี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?!
“เช่นนั้นมีเรื่องอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นหรือไม่?”
เรื่องแปลกๆ …เฟิ่งจัวพยายามนึก ยามอยู่ในจวนโหวเขาทำเพียงกินดื่มเท่านั้น อีกทั้งยังออกไปนั่งเล่นกับสหายข้างนอกในบางครั้ง เรื่องในจวนโหวยังเวียนมาไม่ถึงคราวที่เขาต้องสอบถาม ในความคิดของเขา ทุกวันล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
ใช่แล้ว กลับเป็นท่านย่าที่ไม่ทำให้พวกเขาลำบากใจอีก นับวันยิ่งเห็นพวกเขาเป็นเสมือนอากาศ เพียงแต่คำพูดเช่นนี้ เฟิ่งจัวไม่เต็มใจเอ่ยให้รัชทายาทฟัง
“กล่าวคือ แม่ทัพเฟิ่งพบปะผู้ใดเป็นการส่วนตัวหรือไม่? หรือบางที คุณชายสี่พบปะผู้ใดบ้างหรือไม่?”
เฟิ่งจัวยังคงจมอยู่ในความเงียบ ตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเบาๆ หรือว่า…ตนจะมาหาผิดคน?
“ทูลฝ่าบาท เมื่อก่อนพี่สี่อยู่ในจวน มีการไปมาหาสู่กับพี่น้องบุตรชายภรรยาเอกทั้งสามคนเท่านั้น ตอนนี้พี่ใหญ่ยุ่งอยู่กับเรื่องราชสำนักทั้งวัน พี่รองก็ออกไปท่องเที่ยว พี่สามก็ไม่อยู่จวน ดังนั้นตอนนี้พี่สี่จึงมักจะอยู่ในเรือนของตนเอง ไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ”
เมื่อกล่าวถึงเฟิ่งฉี ในใจของเฟิ่งจัวอดไม่ได้ที่จะมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ตอนนี้เขาไม่มีทางประจบประแจงบุตรชายภรรยาเอกแล้วกระมัง? หลังจากพี่ใหญ่ได้เป็นแม่ทัพก็โผล่หน้าออกมาน้อยมาก เชื่อว่าตอนนี้พี่สี่คงกระวนกระวายใจอยู่กระมัง?
คุณชายสามแห่งจวนชางติ้งโหว? ในสมองของตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะปรากฏใบหน้าขาวซีดอมโรคทว่ากลับงดงามเป็นเอกขึ้นมา กล่าวไปแล้ว ราวกับเขาไม่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคุณชายสามมานานมากแล้ว
“อาการป่วยของคุณชายสามเป็นอย่างไรบ้าง?”
“นี่…กระหม่อมรู้เพียงว่าพี่สามออกไปรักษาอาการป่วยที่อื่น จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา”
ออกไปรักษาอาการป่วยที่อื่น? เหตุใดเขาจึงไม่เคยได้ยินเฟิ่งอวี่กล่าวถึงมาก่อน อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ข่าวที่เขาต้องการในวันนี้ “คุณชายห้าเคยได้ยินคุณชายสี่พูดถึงเรื่องของท่านหมอหรือไม่”
“…” พี่สี่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับบุตรชายอนุภรรยาอย่างพวกเขาสองคนนัก จะกล่าวถึงเรื่องท่านหมอได้อย่างไร? เพียงแต่ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรกัน หรือว่า…สิ่งที่ฝ่าบาทต้องการถามคือเรื่องเกี่ยวกับท่านหมอ?
ใช่แล้ว! องค์หญิงหย่งหนิงถูกรับตัวกลับมา ผลกลับกลายเป็นว่าท่านหมอหายตัวไป นี่กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่คนทั้งแคว้นเฉินให้ความสนใจ
เฟิ่งจัวเบนสายตาขึ้นด้วยความระมัดระวัง เขาเห็นความอดรนทนไม่ไหวในดวงตาของรัชทายาทได้อย่างชัดเจน แย่แล้ว! หรือฝ่าบาทจะมีความประทับใจไม่ดีต่อตนแล้ว?
เฟิ่งจัวเริ่มใจเย็นลง ในใจคิดว่า ด้วยฐานะของตน หากภายภาคหน้าคิดจะเข้าเฝ้ารัชทายาทอีกย่อมเป็นเรื่องยากเสียยิ่งกว่าการขึ้นสวรรค์ ท่านย่ามิให้ความสำคัญกับเขา ท่านพ่อก็ไม่คาดหวังกับเขา หากจะกล่าวว่าเขาต้องการใช้ชีวิตเลื่อนลอยเช่นนี้ไปตลอดคงเป็นเรื่องโกหกแล้ว! เขาเองก็ต้องการทำให้ผู้อื่นได้เห็นว่า แม้มิใช่บุตรชายคนโตก็มีอนาคตเช่นกัน! เขาเองก็ทำได้!
ดังนั้น นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวของเขา!
“หากฝ่าบาทต้องการทราบ กระหม่อมจะกลับไปหาโอกาสสอบถามเรื่องนี้จากพี่สี่ หากได้รับข่าวที่มีประโยชน์อันใด กระหม่อมจะรีบมากราบทูลฝ่าบาทเป็นแน่!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มประจบประแจงเบื้องหน้า ตงฟางซวี่จึงใคร่ครวญอย่างละเอียด วันนี้องครักษ์เงาของตนถูกคนของจวนโหวพบร่องรอยแล้ว เพียงแต่พวกเขายังไม่สงสัยมาถึงตนอย่างสิ้นเชิง
เขาจะไม่ยอมละทิ้งเบาะแสนี้ไปแน่ แต่ไม่อยากให้เฟิ่งอวี่คิดว่าตนไม่เชื่อใจเขาอีก เทียบกับการส่งคนไปจับตามดู มิสู้ให้คนในจวนโหวกระทำเรื่องแทนตนเสียยังจะดีกว่า
“องค์ชายเช่นข้าเชื่อใจเจ้าได้หรือ?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เฟิ่งจัวจึงเข้าใจความหมายในคำพูดของตงฟางซวี่ได้โดยพลัน เขารีบโขกศรีษะสามครั้ง “ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะไม่พูดเรื่องในวันนี้ออกไปแน่นอน ขอเพียงช่วยแบ่งเบาภาระฝ่าบาทได้ ต่อให้กระหม่อมต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่เสียดาย!”
ตงฟางซวี่หัวเราะเบาๆ เฟิ่งจัวรีบเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มประจบประแจงออกมา อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่รู้ว่ารอยยิ้มของตงฟางซวี่มาจากความดูถูกเหยียดหยามมิใช่มาจากความชื่นชม
“เป็นเช่นนี้ก็ดี หวังว่าคุณชายห้าจะไม่ทำให้องค์ชายเช่นข้าผิดหวัง”
“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย! ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย!”
ตงฟางซวี่ไม่ได้มองเขาอีก ส่งสายตาให้องครักษ์เงาครั้งหนึ่ง เฟิ่งจัวจึงถูกพาออกไปอย่างไร้เสียง
ในพระราชวังยามค่ำคืนคละเคล้าไปด้วยความรู้สึกเย็นยะเยือกอันแปลกประหลาด
ตงฟางซวี่เดินไปเดินมาอยู่บนถนนเล็กๆ ข้างทะเลสาบเพียงลำพัง ทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ใบหญ้าของที่นี่ คล้ายกับมีเงาร่างของนางปรากฏอยู่
แสงจันทร์ขมุกขมัวสะท้อนอยู่บนผิวทะเลสาบ พลันนั้น แสงสว่างดวงหนึ่งดึงดูดสายตาของตงฟางซวี่ เมื่อมองให้ละเอียด พบว่าเป็นเรือเล็กๆ ลำหนึ่งที่มีเทียนวางอยู่ จากนั้นจึงมีเรือเล็กๆ อีกสองสามลำปรากฎสู่ม่านสายตา
เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ยามนี้ยังมีคนวางของเช่นนี้ลงในทะเลสาบอีกหรือ?
เดินไปตามทิศทางการไหลของน้ำ ในที่สุดก็พบว่า บริเวณมุมหนึ่ง มีสตรีนั่งยองๆ อยู่ริมฝั่ง
เงาร่างอันคุ้นเคยสะท้อนสู่ม่านสายตา ตงฟางซวี่เลิกคิ้วขึ้น “ซูเอ๋อร์?” เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก อย่างไรก็ตามเพียงไม่นานก็ได้สติกลับมา ไม่ เป็นไปไม่ได้ ซูเอ๋อร์จะมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร
เขายืนมองสตรีผู้นั้นอยู่ไกลๆ เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดคนผู้นั้นก็เคลื่อนไหว
ใบหน้าสุภาพงดงามเจือไปด้วยความโศกเศร้าจางๆ สตรีเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงตาส่องประกายลึกล้ำไร้ขอบเขต
นางแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนอวิ๋นซูอยู่บ้าง ในดวงตาเก็บซ่อนความชดช้อยมีเสน่ห์เอาไว้ มีเงาของอวิ๋นซูสะท้อนอยู่
“เจ้าคือผู้ใด?”
เสียงนี้ดังขึ้นจากด้านหลัง ดวงตาของสตรีผู้นั้นเปล่งประกาย หันไปด้วยความแปลกใจ พบบุรุษรูปงามอยู่ที่นั่น
“ถวายพระพรรัชทายาทเพคะ!”
ความแปลกใจในดวงตาของนางเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น จากนั้นจึงค่อยๆ ย่อตัวลง แต่กลับไม่เห็นความเขินอายและความตื่นตระหนกที่มักจะปรากฏบนร่างของสตรีอื่น
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ตงฟางซวี่รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก
ตั้งแต่จักรพรรดิองค์ก่อนสวรรคต เขาก็กำจัดเสียงคัดค้านทั้งหมดในราชสำนักไป ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาคือจักรพรรดิในอนาคตของแคว้นเฉิน สตรีมากมายล้วนพยายามคิดทุกวิถีทางเพื่อเข้าใกล้เขา วิธีการประจบสอพลอมีมากมาย ทว่านานแล้วที่ไม่มีใครใช้ท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้มาเผชิญหน้ากับตน
“เจ้ามีนามว่าอะไร? เหตุใดจึงมาปล่อยเรือโคมอยู่ที่นี่?”
“หม่อมฉันอวี๋ซู มาปล่อยเรือโคมที่นี่…เพราะ…เพราะอยากขอพรให้แม่เลี้ยงเพคะ”
อวี๋ซู? สตรีผู้นี้ถึงกับมีนามเช่นนี้ด้วย…สายตาของตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะอ่อนโยนขึ้นมาก “แม่เลี้ยงหรือ?”
อวี๋ซูถอนใจเบาๆ “เพคะ หม่อมฉันเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทตั้งแต่เด็ก มีสามีภรรยาชาวนาใจดีเลี้ยงดูมา ระยะนี้เพิ่งจะกลับเมืองหลวง”
ดวงตาของตงฟางซวี่มีประกายไหลผ่าน เดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง “เพราะเหตุใดเจ้าจึงเติบโตมาในหมู่บ้านชนบท?”
สตรีสุภาพงดงามเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า ในดวงตาเจือไปด้วยความจนใจอย่างชัดเจน ราวกับมีลำบากใจมากมาย
“กล่าวมาเถิด ข้าไม่เอาผิดกับเจ้า”
“…ในยามหม่อมฉันเกิด ท่านยาให้พระอาจารย์ท่านหนึ่งตรวจสอบดวงชะตา กล่าวว่าดวงชะตาของหม่อมฉันแข็งเกินไป จำเป็นต้องถูกเลี้ยงดูนอกจวน มิเช่นนั้นจะเกี่ยวพันไปถึงผู้อื่น อายุสิบหกปีจึงค่อยรับกลับมาที่จวน”
เหมือน ถึงกับเหมือนเพียงนี้เชียว! กระทั่งสิ่งที่พวกนางพบเจอล้วนเป็นเช่นนี้ ตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกสงสารในใจ “จากนั้นจึงเข้าวังมาเป็นนางสนมหรือ?”
“…เพคะ”
ตงฟางซวี่มองเรือโคมที่ค่อยๆ ลอยห่างออกไป “แม่เลี้ยงของเจ้าเป็นอะไร?”
“ก่อนหม่อมฉันจะจากมาทราบว่าแม่เลี้ยงป่วยหนัก ไม่นานมานี้เพิ่งจะจากโลกนี้ไป หม่อมฉันระลึกถึงบุญคุณเลี้ยงดูหลายปี ดังนั้นจึงมาจุดเรือโคมที่นี่ หวังว่าแม่เลี้ยงจะมีความสุขอยู่บนสวรรค์ หม่อมฉันมายามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน…หวังว่าฝ่าบาทจะอภัย!”
“ในความดีใดๆ ความกตัญญูต้องมาเป็นอันดับแรก เจ้ามีความผิดอันใดเล่า? ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
อวี๋ซูยืดตัวขึ้นช้าๆ ไม่มองใบหน้าตงฟางซวี่
กลับกัน สายตาของบุรุษรูปงามผู้นั้นหยุดลงบนใบหน้าสุขุมงดงาม ในใจเกิดความรู้สึกสนิทสนมขึ้นโดยพลัน
“พอดีเลย ข้าเองก็รู้สึกหดหู่ยิ่งนัก ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าเถิด”
อวี๋ซูเบนสายตาขึ้น ราวกับไม่ยินยอมนัก
ตงฟางซวี่แย้มยิ้ม “วางใจเถิด ข้าไม่ทำอะไรเจ้าหรอก” จากนั้นจึงยกชายอาภรณ์เดินนำหน้าไป
สตรีผู้นั้นลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินตามหลังบุรุษสูงศักดิ์ไปโดยรักษาระยะห่างช่วงหนึ่ง
ในมุมมืด ดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องบุรุษและสตรีที่เดินไกลออกไป จากนั้น เพียงพริบตาเดียวก็หายไปในเงามืด
“ทูลทองเฮา ตอนนี้อวี๋ซูกำลังเดินเล่นกับฝ่าบาทอยู่ริมทะเลสาบพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาเบิกพระเนตรขึ้นอย่างเงียบงัน มุมพระโอษฐ์แขวนไปด้วยรอยสรวลอย่างจนพระทัย คิดไม่ถึงว่าหากต้องการให้สตรีอื่นเข้าใกล้รัชทายาท จะต้องการเพียงวิธีเรียบง่ายเช่นนี้ เพียงแต่เหตุใด ในใจของนางยังคงรู้สึกไม่สงบเล่า
ขันทีใหญ่เห็นพระพักตร์ของฮองเฮาจึงหัวเราะออกมาเล็กน้อย “เหนียงเหนียงไม่จำเป็นต้องกังวล นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ขอเพียงทำให้รัชทายาทลืมท่านหมอได้ วันหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมพูดง่าย!”
ฮองเฮาสูดพระอัสสาสะลึก “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น อวี๋ซูผู้นี้ เจ้าต้องสั่งสอนให้ดี เปิ่นกงไม่อยากให้มีหลิ่วอวิ๋นซูคนที่สองโผล่ออกมาอีก!”
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”