หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 552 คนคุ้นเคยพานพบอีกครั้ง
อู๋ฉางจวินตื่นตะลึงยิ่งนัก คนเหล่านี้เข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ตนถึงกับไม่รู้ตัวเชียวหรือ?! เขารีบดึงวั่งเฉินมาอยู่ด้านหลังโดยพลัน “พวกเจ้าเป็นใคร?!”
“เจ้าคืออู๋ฮุ่ยอวิ๋นหรือ?”
บุรุษในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งเดินก้าวมาเบื้องหน้า น้ำเสียงเย็นชาหาใดเปรียบ
วั่งเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวจากเบื้องหลังอู๋ฉางจวินว่า “พี่รอง ท่านรีบไปเถิด พวกเขามาหาข้า”
“ไม่! พี่รองจะไม่ยอมทิ้งเจ้าโดยไม่สนใจแน่!” ตอนนั้น ในยามที่เขารู้ทุกสิ่งที่องค์ชายรองกระทำต่อน้องสาวของตน แต่เป็นเพราะท่านพ่อท่านแม่ขวางเอาไว้ เขาจึงลังเลไม่ตัดสินใจพานางไปจากกรงขังอันเจ็บปวดยากจะรับไหวแห่งนั้นให้เด็ดขาด ตอนนี้น้องสาวของตนกำลังทนทุกข์ เขาจะอยู่เฉยๆ ไม่ช่วยเหลือได้หรือ?!
“อา! ประสกทั้งหลาย นี่เป็นเขตสงฆ์ของวัดชิงอัน ละเว้นเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเถิด!
“ซือไท่…”
บุรุษในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งถึงกับพาดกระบี่อยู่บนคอซือไท่ผู้นั้น บีบบังคับพาตัวนางออกมา แม่ชีหลายคนที่อยู่ไม่ไกลมองด้วยอาการหวาดกลัว แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
“พูดมา นางคืออู๋ฮุ่ยอวิ๋นใช่หรือไม่?!”
กระบี่ขยับเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ลำคอของซือไท่มีรอยเลือดปรากฏขึ้นมาโดยพลัน
“ไม่ อย่าทำร้ายนาง! เป็นข้า ข้าคืออู๋ฮุ่ยอวิ๋น!”
“น้องสาม!” อู๋ฉางจวินในยามนี้รู้สึกตำหนิตนเองยิ่งนัก เหตุใดเขาถึงไม่พาองครักษ์ขึ้นเขามาด้วย “พวกเจ้าเป็นใคร?! น้องสามของข้าออกบวชเป็นชีแล้ว พวกเจ้าคิดจะทำอะไรอีก?!”
เป็นผู้ใดคิดร้ายต่อน้องสามของเขากันแน่? สตรีผู้หนึ่งที่สูญเสียตำแหน่งพระชายาองค์ชายรองไปแล้ว ยังมีค่าอันใดให้ใช้ประโยชน์อีก?!
บุรุษในอาภรณ์สีดำผู้นั้นส่งสายตาครั้งหนึ่ง พลันปล่อยซือไท่ในมือ วั่งเฉินมองนาง ในดวงตาของซือไท่ผู้นั้นเต็มไปด้วยไม่ยินยอม สุดท้ายแม่ชีหลายคนจึงเข้ามาพาตัวนางออกไป
กระบี่ยาวถูกชักออกจากฝักในพริบตา สายตาของบุรุษชุดดำแฝงไปด้วยเจตนาสังหาร
“ข้าจะไปกับพวกเจ้า ปล่อยพี่รองของเข้าไปเสีย!” อู๋ฮุ่ยอวิ๋นก้าวออกมา อู๋ฉางจวินตื่นตะลึงยิ่งนัก “น้องสาม อย่าพูดเหลวไหล!”
สตรีผู้นั้นตัดสินใจเฉียบขาด เงยหน้าขึ้นเห็นความตายประดุจการกลับบ้าน “คนที่พวกเจ้าตามหามีเพียงข้าคนเดียว อย่าได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์! มิเช่นนั้นข้าจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย!” น้ำเสียงกระจ่างชัดไม่มีความลังเลแม้แต่ครึ่งส่วน บุรุษในอาภรณ์สีดำหลายคนสบตากัน หนึ่งในนั้นเอ่ยปากขึ้น “ได้! ไปกับพวกเราแล้วข้าจะไว้ชีวิตเขา!”
“ไม่! พวกเจ้าอย่าได้หวัง!”
“พี่รอง! หากท่านไม่ไป เช่นนั้นข้าจะฆ่าตัวตายต่อหน้าทุกคน!”
“เจ้า…” อู๋ฉางจวินรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่วั่งเฉินก้าวไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่งแล้ว บุรุษชุดดำรีบจับตัวนาง จากนั้นจึงยิ้มอย่างเย้ยหยันพลางมองไปยังอู๋ฉางจวิน “รีบไปเสีย! หากพวกเราเปลี่ยนใจเจ้าอยากจะหนีก็ไม่ทันแล้ว!”
สำหรับเขาแล้ว นี่นับเป็นความอัปยศอย่างยิ่งยวด ยอมตายอยู่ที่นี่ดีกว่าเป็นคนที่หนีเอาตัวรอดเพราะกลัวตาย
“พี่รอง! หากท่านยังไม่ไปอีก ข้าจะ…” วั่งเฉินคิดจะแย่งกระบี่ในมือชายชุดดำ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดความเจ็บปวดหลังต้นคอ คนผู้หนึ่งฟันต้นคอนางจนสลบไป
“ไป!”
ลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามา เบื้องหน้าไหนเลยจะมีเงาร่างของคนชุดดำเหล่านั้นอยู่อีก อู๋ฉางจวินมองไปยังทิศทางที่พวกเขาหายตัวไป มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น สมควรตาย! น่ารังเกียจ!
…
ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเฉิน
เสียงฉินอันโศกเศร้าดังวนเวียนอยู่ในลานเรือนที่ไร้ซึ่งผู้คน สตรีในศาลาราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สายตาทอดมองไปไกล ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ออก
บริเวณไม่ไกลมีบุรุษรูปงามผู้หนึ่งยืนอยู่ อย่างไรก็ตาม เขากลับมิได้กำลังฟังเพลงฉินนี้
ทำเพียงยืนมองอยู่ห่างๆ นับวันยิ่งรู้สึกว่านางเหมือนคนผู้นั้นยิ่งนัก
ในดวงตาของตงฟางซวี่เจือไปด้วยความคิดอันไร้ก้นบึ้ง ราวกับกำลังจินตนาการว่าอวิ๋นซูอยู่ในศาลา
ตอนนี้เอง ด้านหลังมีเสียงเอะอะดังขึ้น
“คุณชายอู๋! คุณชายอู๋! เข้าไปไม่ได้ขอรับ!” รัชทายาทมีรับสั่งไว้แล้วว่าไม่ให้ผู้ใดรบกวน เพียงแต่บุรุษเบื้องหน้าราวกับเสียสติไปแล้วก็มิปาน ไม่สนใจว่าผู้ใดจะขัดขวาง
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”
อู๋ฉางจวินผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวลจนแดงก่ำ เขาที่กำลังตื่นตระหนกไม่แม้แต่จะแยกแยะทิศทางได้ จนกระทั่งมีเสียงเจือความสงสัยดังขึ้นด้านหลัง “เกิดอะไรขึ้น?”
บุรุษผู้นั้นหันกลับมาโดยพลัน ทะยานเข้าไปจับแขนตงฟางซวี่แน่น “ฝ่าบาท! ฮุ่ยอวิ๋นถูกคนจับตัวไปแล้ว! นางถูกจับตัวไปแล้ว!
“อา คุณชายอู๋ ปล่อยมือ! รีบปล่อยมือเร็วเข้า! อย่าเสียมารยาทกับรัชทายาท!” ขันทีใหญ่ขวางเอาไว้ด้วยความร้อนรน ตงฟางซวี่โบกมือครั้งหนึ่ง ขันทีใหญ่จึงรีบถอยไปอยู่ด้านข้าง ในใจรู้สึกตึงเครียด
“ฉางจวิน เจ้าว่าผู้ใดจับตัวพระชายาองค์ชายรองไป?”
อู๋ฉางจวินรู้สึกในหูมีเสียงดังหึ่งๆ เขาควบม้าด้วยความรวดเร็วมาตลอดทาง ตรงมายังพระราชวัง ต้องการบอกข่าวนี้กับรัชทายาทเพื่อให้รัชทายาทส่งคนไปตามหา หากอาศัยกำลังของเขาเพียงผู้เดียวย่อมมิอาจทำได้
เขาส่ายศีรษะ “ไม่ ไม่ทราบ แต่พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือ พริบตาเดียวก็ตามไม่ทันแล้ว…”
ตงฟางซวี่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว จะมีผู้ใดคิดร้ายกับพระชายาองค์ชายรองบ้าง? นี่ทำให้เขาสงสัยยิ่งนัก
“วางใจเถิด เรื่องนี้ข้าจะสั่งให้คนไปตรวจสอบให้ถึงที่สุดเป็นแน่! หากพวกเขาทำเพียงจับตัวพระชายาองค์ชายรองไป เชื่อว่าคงไม่ทำร้ายนางแน่”
อีกด้านหนึ่ง
ภายในพระราชวังแคว้นเหลียน ในตำหนักประทับอันงดงามหรูหรา ด้านนอกมีเสียงเบาๆ ดังแว่วมา สตรีสูงศักดิ์เบนสายตาขึ้น “เข้ามา”
บุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม คุกเข่าลงข้างหนึ่ง “เหนียงเหนียง พาคนมาแล้ว เพียงแต่…”
“เพียงแต่อันใด?” ดวงเนตรของฮองเฮาเจือไปด้วยประกาย บุรุษผู้นั้นรีบก้มหน้าลง
เนิ่นนานผ่านไป เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยความลึกล้ำแฝงความหมาย “ไม่อนุญาตให้นางตาย”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรับพระบัญชา!”
ภายในห้องอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง องครักษ์สองคนยืนคุ้มครองอย่างแน่นหนา
“นางยังไม่ยอมกินอีกหรือ?!”
“ใช่!”
ดวงตาของบุรุษผู้นั้นมืดครึ้มลง ผลักประตูห้องอย่างรุนแรงแล้วเดินเข้าไป
พบว่าแม่ชีผู้นั้นนั่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างสงบ ในมือหมุนลูกประคำพลางสวดมนตร์ อาหารที่วางอยู่ข้างกายยังคงสมบูรณ์มิถูกแตะต้อง
“นี่เจ้า…อยากตายหรือ?!” ในน้ำเสียงของบุรุษผู้นั้นเต็มไปด้วยความอันตราย
วั่งเฉินไม่ได้เอ่ยคำใด ทันใดนั้นมีแรงดุดันระลอกหนึ่งดึงนางให้ลุกขึ้น สายตาที่แฝงไปด้วยเจตนาสังหารของบุรุษสบตานาง “อยากตายหรือ? ไม่ง่ายเพียงนั้น ยังจำบุรุษผู้นั้นได้หรือไม่ หากเจ้ากล้าตายเช่นนี้ ข้าจะส่งคนไปหาเขา พาเขามาทำให้เขาอยู่ไม่สู้ตายต่อหน้าเจ้า!”
“…พะ พวกเจ้า…” ดวงตาของวั่งเฉินแดงระเรื่อ เดิมทีนางคิดว่าหลังจากออกบวชเป็นชีแล้วจะออกห่างจากการต่อสู้แย่งชิงเหล่านี้ได้ คิดไม่ถึงว่าเรื่องมาถึงวันนี้ ยังมีความยุ่งยากวิ่งเข้ามาหานางอีก ถึงขั้นเกี่ยวพันไปถึงพี่รองด้วย “พวกเจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ เหตุใดจึงจับข้ามาที่นี่?!”
นางถูกปิดตาทั้งสองมาตลอดทาง ตอนนี้เมื่อได้เห็นการตบแต่งภายในห้อง พบว่าหรูหราไม่เหมือนบ้านคนธรรมดา อีกทั้งสำเนียงของคนเหล่านี้ก็ไม่เหมือนคนแคว้นเฉิน ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“อยากรู้หรือ? เช่นนั้นก็กินของเหล่านี้ไปก่อน! อีกสักครู่จะพาเจ้าไปพบคนผู้หนึ่ง!”
บุรุษผู้นั้นสะบัดนางไปด้านข้างโดยไม่สงสารแม้แต่น้อย แค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินจากไป
มือของวั่งเฉินกระทบขอบโต๊ะอย่างรุนแรง ลูกประคำขาดออก เม็ดประคำไม้จันทน์สาดกระจายเต็มพื้น ในใจของนางเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นโดยพลัน
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดก็มีองครักษ์สองคนเดินเข้ามา หนึ่งในนั้นมองอาหารบนโต๊ะแล้วมองไปยังสตรีผู้นั้นอย่างเย็นชา
วั่งเฉินดวงตาเปล่งประกาย “ข้า…ไม่หิว”
“หึ”
พลันนั้น มีคนปิดตานางไว้ มือทั้งสองกดลงบนไหล่ คุมตัวนางออกไป
ในอากาศมีกลิ่นหอมลอยมา ในหูได้ยินเสียงนกขับขาน แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนผ้าปิดตา ความรู้สึกทุกอย่างนี้คุ้นเคยยิ่งนัก
หรือว่า…
“แค่กๆ… แค่กๆ…”
เสียงแหบแห้งดังแว่วมาจากด้านหนึ่ง ประตูถูกเปิดออก บุรุษด้านหลังผลักนางอย่างรุนแรง “เข้าไป!”
“องค์หญิง ทรงทอดพระเนตรดูเถิด ผู้ใดมา”
องค์หญิง?!
พบว่าบนเตียงมีสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งนอนอยู่ ร่างกายของนางแห้งเหี่ยวคล้ายกับว่าหากมีลมพัดมาก็จะปลิดปลิวไปได้ทุกเมื่อ ดวงหน้างดงามแต่เพราะซูบผอมจึงทำให้ดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง ดวงตาลึกโบ๋ สายตาไร้แววเจือไปด้วยความเย้ยหยันเหลือบมองนาง จากนั้นจึงเบนสายตาออกไป
บุรุษด้านหลังปลดผ้าสีดำบริเวณดวงตาของแม่ชีออก ได้ยินเสียงสูดหายใจแว่วมา
“…นี่…นี่…”
วั่งเฉินไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง นี่มิใช่…เหมยเฟยหรอกหรือ?! ได้ยินว่าได้ยินว่านางตายไปแล้ว! เหตุใดจึงอยู่ที่นี่ได้…
เสียงอันแปลกประหลาดนี้ทำให้สตรีบนเตียงหันหน้ามา ยามที่มองเห็นใบหน้าของวั่งเฉิน สายตาพลันอดไม่ได้ที่จะเปล่งประกาย “เจ้า นี่พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?!”
เสียงของนางแหบแห้งยิ่งกว่าเมื่อก่อน การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ทำให้ความเจ็บปวดอันรุนแรงแพร่ออกมาทั่วร่าง
องครักษ์หัวเราะเบาๆ “องค์หญิงโปรดอย่าเข้าพระทัยผิด ฮองเฮาทรงกังวลว่าคนข้างกายจะปรนนิบัติองค์หญิงได้ไม่ดี จึงให้กระหม่อมพานางมา เชื่อว่าพวกท่านคงคุ้นเคยกันมากกระมัง?!”
“มะ เหมยเฟย..หะ เหตุใดท่านจึง…” ที่นี่คือที่ไหนกันแน่?! วั่งเฉินยากจะอธิบายความรู้สึกของตนในยามนี้
นางค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ สตรีบนเตียงตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ไสหัวไป! ไสหัวไป! ไปจากที่นี่! อย่ามาให้เปิ่นกงเห็นหน้าเจ้า!”
“…” วั่งเฉินตกใจ ไม่กล้าเข้าไปใกล้จริงๆ องครักษ์สองคนที่อยู่ด้านหลังสบตากัน กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ประโยคหนึ่ง “องค์หญิงยังมิได้เสวยอาหาร เจ้าปรนนิบัตินางเสียเถิด!”
จากนั้นพวกเขาจึงเก็บสายตากลับไป หมุนตัวเดินออกไปจากห้อง ด้านนอกมีเสียงล็อกประตูแว่วมา
หน้าอกของเหมยเฟยกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง นางคิดไม่ถึงว่าฮองเฮาจะไม่เลือกวิธีการเช่นนี้ กระทั่งอู๋ฮุ่ยอวิ๋นก็จับตัวมาแล้ว! นี่กำลังเตือนนางหรือ? ต้องการเตือนนางว่าหากไม่ร่วมมือ ทางรุ่ยเอ๋อร์ก็จะ…
“เหมยเฟย ทะ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แล้วที่นี่…”
ในสมองของวั่งเฉินเกิดเสียงดังสนั่น เมื่อครู่นี้นางรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมรอบด้านดูคุ้นเคยยิ่งนัก หรือว่าที่นี่คือพระราชวัง?! แต่ไม่ใช่พระราชวังแห่งแคว้นเฉินเป็นแน่ เหมยเฟยคือคนของแคว้นเหลียน เช่นนั้นมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว…
นางอดไม่ได้ที่จะกุมหน้าอกที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของตน เป็นไปไม่ได้กระมัง ตอนนี้นางถึงกับอยู่ในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียนที่ลึกลับเชียวหรือ!
“เด็กน้อย เจ้า เจ้าถูกจับตัวมาได้อย่างไร?”
ในดวงตาของเหมยเฟยเจือไปด้วยประกายลึกล้ำยากบรรยาย สายตาทอดมองไปยังศีรษะที่ไร้ซึ่งเส้นผมของอีกฝ่าย ปลงผมเป็นชีหรือ? อายุยังน้อยแต่กลับเลือกทางเดินเช่นนี้เชียว