หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 555 องค์ชายแปด
“ทหารแคว้นเฉินโจมตีฉับพลัน! ทหารแคว้นเฉินโจมตีฉับพลัน!”
บริเวณฝั่งแม่น้ำเป่ยเจียงเกิดไฟสงครามขึ้นอีกครั้ง บนภูเขามีก้อนหินที่ถูกเผาไหม้จำนวนนับไม่ถ้วนถูกกลิ้งลงมา กระโจมทหารของกองทัพแคว้นอี้มีควันโขมงรอบด้าน สถานการณ์สับสนวุ่นวาย
“นะ นี่มันอาวุธอะไรกัน?!” แม่ทัพหลายคนมองดูหินก้อนใหญ่สีแดงเพลิงโบยบินอยู่เต็มฟ้า “ใต้เท้าเฉาเล่า?! รีบไปตามใต้เท้าเฉามา!”
“เรียนท่านแม่ทัพ มีทหารแคว้นเฉินกลุ่มใหญ่ปรากฏตัวในป่า กำลังบีบพวกเรามาด้วยความรวดเร็วขอรับ!”
นี่…ช่วงนี้พวกเขาโจมตีกะทันหันด้วยความกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ เหล่าทหารยังไม่ทันได้พักผ่อน อีกทั้งตอนนี้กำลังใจของทหารตกต่ำ จะให้พวกเขาสู้รบได้อย่างไร?!
“รายงาน! ท่านแม่ทัพ! พบศพใต้เท้าเฉาในป่าเขารับ!”
อะไรนะ?! แม่ทัพหลายคนพากันหน้าเปลี่ยนสี เกิดเสียงดังครั้งหนึ่ง หินก้อนใหญ่ตกลงด้านหลังพวกเขาจนเกิดเป็นรูใหญ่ขึ้นมาโดยพลัน! เสียงกรีดร้องโอดครวญดังทั่วทุกที่ บาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน เมื่อเผชิญหน้ากับอาวุธที่มีพลังโจมตีเช่นนี้ แม่ทัพหลายคนรู้สึกทำอะไรไม่ถูก “ถอย!”
ขอเพียงกองทัพไม่ถูกทำลายทั้งหมด พวกเขายังมีโอกาส!
ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเฉิน
“รัชทายาท ทัพใหญ่โจมตีกดดันฝั่งแม่น้ำเป่ยเจียง ทัพศัตรูบาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ดี!” ตงฟางซวี่รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นโดยพลัน เขาจินตนาการถึงท่าทางของจักรพรรดิเซียวในตอนนี้ได้เลยว่าจะมีสีสันเพียงใด “ตามโจมตีต่อไป!”
“ฝ่าบาท แม้จะโจมตีฝั่งแม่น้ำเป่ยเจียงได้แล้ว แต่เมื่อดูจากสภาพพื้นที่ เกรงว่ายังต้องวางแผนระยะยาว” เฟิ่งอวี่มองพื้นที่ที่เป็นดินโคลนสาหร่าย “จากรายงาน ที่นั่นป้องกันง่ายโจมตียาก จักรพรรดิเซียวต้องเตรียมลอบโจมตีพวกเราแน่นอน!”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่า? กระทั่งแม่น้ำเป่ยเจียงที่ยากที่สุดก็ถูกพวกเราเหยียบย่ำมาแล้ว ยังจะกลัวเพียงพื้นที่ดินโคลนสาหร่ายอีกหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกู้สวิ๋นฟางอยู่ด้วย”
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงร้อนรนดังแว่วมา “ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”
“เข้ามา”
ทหารผู้หนึ่งเดินเข้ามา “มีรายงานด่วนมาจากแม่น้ำเป่ยเจียงพ่ะย่ะค่ะ…”
ตงฟางซวี่รับมาดู ดวงตามืดครึ้มลง “กู้สวิ๋นฟางผู้นี้หายตัวไปได้อย่างไร!”
อะไรนะ?! เฟิ่งอวี่กับหลิ่วอวิ๋นเฟิงสบตากัน “ถูกศัตรูจับตัวไปหรือ?”
“ไม่ ในจดหมายกล่าวว่ากู้สวิ๋นฟางหายไปหลังจากศัตรูถอยทัพ ทั้งยังทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ด้วย กล่าวว่าไม่ต้องตามหาเขา มีเหตุผลเช่นนี้ที่ไหนกัน หรือไม่รู้ว่าตอนนี้ข้ากำลังต้องการเขา!” ดวงตาของตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ก่อนหน้านี้เห็นแก่ที่กู้สวิ๋นฟางเป็นบุคคลผู้มีความสามารถจริงๆ ตนจึงให้อภัยต่อความยโสโอหังของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้ถึงกับละทิ้งกองทัพแคว้นเฉินไปในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เขาคิดว่าตนไม่กล้าแตะต้องจริงๆ หรือ?! “ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ออกหมายจับกู้สวิ๋นฟางเสีย ต้องหาเขาออกมาให้ได้!”
“…ฝ่าบาท กู้สวิ๋นฟางสร้างคุณประโยชน์ต่อแคว้นเฉินของพวกเรา หากทำเช่นนี้ เกรงว่าเขาจะรู้สึกคับข้องใจ…”
“เช่นนั้นหากข้ารู้สึกคับข้องใจควรจะทำเช่นไร?”
เพียงประโยคเดียวทำให้เฟิ่งอวี่และหลิ่วอวิ๋นเฟิงสบตากันโดยไร้ซึ่งคำพูด
อีกด้านหนึ่ง
“พี่ชาย นี่พวกเราจะไปไหนกันหรือเจ้าคะ?” ซูหลิงเอ๋อร์จับมือกู้สวิ๋นฟางแน่น เหยียบลงไปบนพื้นหญ้าเปียกชื้น
“หาคน” ตอนนี้ยึดฝั่งแม่น้ำเป่ยเจียงได้แล้ว อีกทั้งเฉาฟางก็ตายไปแล้ว กู้สวิ๋นฟางย่อมไม่ลืมความปรารถนาเดิมที่ตนออกไปจากแคว้นเฉิน อาวุธที่เขาเหลือไว้เพียงพอที่จะรับมือกับทัพใหญ่ไประยะหนึ่ง ขอเพียงหาท่านหมอพบ เขาก็จะกลับไปด้วยกันกับนาง
ดรุณีน้อยข้างกายไม่มีคำใดจะกล่าว ยกยิ้มเบิกบานเต็มหน้า
“ทำไม เจ้าอยากอยู่ที่หมู่บ้านนั้นหรือ?”
“ป้าเสียงดีต่อหลิงเอ๋อร์มาก แต่หากพี่ชายไปที่ใด หลิงเอ๋อร์ก็จะไปที่นั่น!”
เมื่อเห็นท่าทางคลอเคลียเช่นนี้ ในใจของกู้สวิ๋นฟางกลับเกิดความอบอุ่นขึ้นมา หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงคิดว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็นภาระ แต่ตอนนี้พบว่าเมื่อมีนางอยู่ข้างกาย ทำให้ตนไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ที่แท้ความรู้สึกของการมีครอบครัวทำให้ผู้คนรู้สึกเรียบง่ายเช่นนี้เอง
“เมื่อหลิงเอ๋อร์โตไปจะแต่งงานกับพี่ชาย! เช่นนี้พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันไปตลอด!”
“…” อะ อะไรนะ…
บนถนนแห่งแคว้นเหลียน
ฝูงชนเดินผ่านไปมาอย่างครึกครื้น ร้านค้าทั้งสองข้างทางตะโกนเรียกลูกค้าอย่างคึกคัก
“คะ…คุณชายแปด พวกเรากลับกันเถิด!”
คุณชายน้อยผู้สวมใส่ชุดฮว๋าฝูสีม่วงกำลังเดินอยู่บนถนนอย่างมีความสุข หยุดอยู่หน้าร้านรวงเป็นบางครั้ง มองไปยังที่ต่างๆ เป็นบางครั้ง ใบหน้าอันปราณีตของเขาดูซีดขาวเล็กน้อย ดวงตากระจ่างใสเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา รอยยิ้มประดุจดอกเหลียนฮวาเจือไปด้วยความสุขอันยากจะบรรยาย
เด็กรับใช้ผู้หนึ่งเดินตามอยู่ด้านหลัง สายตาสอดส่องไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ด้วยเป็นห่วงกลัวว่าเจ้านายของตนจะถูกคนชั่วพัวพัน
“ซานสุ่ย กว่าจะออกมาได้ไม่ง่ายเลย เจ้าเที่ยวเล่นให้สบายใจเถิด” เขาดูคล้ายกับนกขมิ้นที่เพิ่งจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระ พริบตาเดียวก็โบยบินไปเบื้องหน้า
“แต่…คะ คุณชายแปด เช่นนั้นพวกเราจะกลับไปเมื่อใดขอรับ?” เด็กรับใช้ตัวน้อยตามอยู่ด้านหลัง ในดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
คุณชายผู้นั้นเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม “อืม…รอให้พวกเขาออกมาตามหาพวกเราก่อนแล้วกัน”
“เอ๋? นะ นี่ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ!”
เงาร่างทั้งสองจมลงสู่กลุ่มฝูงชน แต่กลับไม่มีผู้ใดพบว่า มีสายตามืดครึ้มหลายดวงกำลังจ้องมองไปที่พวกเขา
ภายในห้อง ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“ฝ่าบาท ทรงทอดพระเนตรเถิด…นั่นมิใช่องค์ชายแปดหรือ?”
ข้างหน้าต่าง องครักษ์ปรายตามมองไป พบเงาร่างทั้งสองบนถนน เฟิ่งหลิงที่อยู่ข้างโต๊ะรีบเงยหน้าขึ้นมอง “น้องแปด?”
“คุณชาย รอก่อน รอบ่าวด้วยขอรับ!”
“ไป พวกเราไปดูทางนั้นกันเถิด!”
เสียงนี้ เป็นองค์ชายแปดจริงๆ ด้วย! เฟิ่งหลิงเดินมาข้างหน้าต่าง เพียงมองก็จำเงาร่างอันเบิกบานนั้นได้ เขาออกมาได้อย่างไร?
น้องแปดผู้นี้เกิดมาร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก หมอหลวงทั้งหลายในวังต่างลงความเห็นว่าเขาจะอยู่ได้ไม่เกินอายุสิบสี่ สิบสามปีที่ผ่านมานี้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับถังยาในวังมาตลอด แม้จะกล่าวว่าแคว้นเหลียนมีองค์ชายหกพระองค์ แต่องค์ชายแปดผู้นี้มักถูกผู้อื่นมองข้ามมาโดยตลอด ในเมื่อเขาอยู่ได้ไม่เกินอายุสิบสี่แล้วผู้ใดจะเห็นเขาอยู่ในสายตาเล่า?
กระทั่งงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่สำคัญใดๆ เขาก็ไม่ได้ออกงานเพราะร่างกายอ่อนแอ คนในวังก็คล้ายจะลืมเขาไปด้วย
เฟิ่งหลิงคิดไม่ถึงว่าจะได้พบองค์ชายแปดที่มีโอกาสเผยหน้าน้อยครั้งบนถนนเมืองหลวงเช่นนี้
“หรือว่า…อาการประชวรขององค์ชายแปดจะเป็นเรื่องเท็จ?” องครักษ์อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก หากร่างกายอ่อนแอจริงๆ เหตุใดจึงมาเที่ยวเล่นอยู่บนถนนเล่า
“บางทีเขาคงรู้ตัวว่ามีเวลาไม่มากแล้วกระมัง” ดังนั้นจึงออกมาเคลื่อนไหวอย่างใจกล้าเช่นนี้ หนีออกจากพระราชวังเพราะอยากใช้วันเวลาที่เหลืออีกไม่มากให้ดี
“ฝ่าบาท ทรงทอดพระเนตรเถิด!”
พบว่ามีเงาร่างลับๆ ล่อๆ ทั้งสามร่างติดตามโดยรักษาระยะห่างกับคนทั้งสอง จากบรรยากาศของและเสียงฝีเท้าของพวกเขา คงไม่ใช่คนธรรมดา
ดวงตาของเฟิ่งหลิงมืดครึ้มลง มีคนต้องตาองค์ชายแปดแล้วหรือ?
“ไป!”
“คุณชายน้อย ดูเถิด! พวกเรามีหยกพกชั้นยอด สามารถนำไปมอบให้คนในใจขององคุณชายน้อยได้!”
เจ้าของร้านเห็นหวงฝู่รุ่ยถูกใจหยกพกก้อนหนึ่งจนวางไม่ลงจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ไหนเลยจะรู้ว่าคุณชายน้อยผู้นั้นกลับหน้าแดง “ขะ ข้าเพิ่งจะอายุสิบสาม ยะ ยังไม่มีคนในใจ…”
“ฮ่าๆๆ คุณชายน้อยรู้จักพูดล้อเล่นจริงๆ คุณชายร่ำรวยมีชาติตระกูลเช่นท่าน อายุเท่านี้ก็มีนางบำเรอแล้ว!”
แก้มของหวงฝู่รุ่ยแดงก่ำจนแทบจคั้นเลือดออกมาได้ เรื่องระหว่างหญิงชายเขายังไม่เข้าใจ แต่เมื่อถูกผู้อื่นกล่าวเช่นนี้ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง จึงรีบวางหยกพกกลับไป
“คุณชายแปด พวกเรารีบไปกันเถิด…”
เจ้าของร้านค้าเล็กๆ แห่งนี้จ้องมองคุณชายของตน ทำให้ซานสุ่ยกังวลว่าอีกฝ่ายจะมีแผนการไม่ดีอันใด รีบพาองค์ชายแปดออกไปโดยพลัน
“น้ำตาลปั้น! น้ำตาลปั้นอร่อยๆ!”
น้ำตาลปั้น? นั่นคืออะไร…หวงฝู่รุ่ยดวงตาสว่างวาบ เดินเข้าไปใกล้คนหาบเร่ที่เดินเข้าไปในซอย
“ระ รอด้วย…” ไหนเลยจะรู้ว่าในเวลาเพียงชั่วพริบตา คนหาบเร่จะหายไปไม่เห็นแม้แต่เงา
“คุณชาย ช่างเถิดขอรับ พวกเราไปที่ที่คนมากหน่อยเถิด…”
อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาหมุนตัวไปกลับ พบว่ามีบุรุษหน้าตาดุดันสามคนอยู่ไม่ไกล กำลังย่างกรายเดินเข้ามา บนร่างของพวกเขามีบรรยากาศเย็นยะเยือกที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้แผ่ออกมา ซานสุ่ยอดไม่ได้ที่จะหัวใจหดเกร็ง “คะ คุณชาย พะ พวกเรารีบไปกันเถิด….”
ไหนเลยจะรู้ว่า บุรุษทั้งสามกลับขวางทางพวกเขาไว้ “ไปกับพวกข้าเสีย”
“อะไรนะ? โอหัง พวกเจ้าเป็นใครกัน รู้ฐานะคุณชายของข้าหรือไม่?”
บุรุษหนึ่งคนในนั้นเผยรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา ยื่นมือที่เต็มไปด้วยรอยตะปุ่มตะป่ำไปทางคอเสื้อของหวงฝู่รุ่ย
ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดเข้ามา บุรุษทั้งสามพลันสายตาเปลี่ยนไป “ผู้ใด?!”
อย่างไรก็ตามไม่รอให้พวกเขาหันกลับไป ลำคอพลันเกิดความเจ็บปวด เบื้องหน้ามืดมิด จากนั้นจึงหมดสติไป
ผู้ที่สวมใส่ชุดองครักษ์มองคนทั้งสามบนพื้น “นายท่าน จัดการอย่างไรดีขอรับ?”
“พากลับไปสอบสวนให้ดี”
เสียงนี้…หวงฝู่รุ่ยหันกลับไปมอง พบว่ามีบุรุษรูปงามเดินออกมาจากมุมหนึ่ง ใบหน้างดงามเช่นนี้เขาเคยเห็นมาก่อน “สะ เสด็จพี่ใหญ่?”
เฟิ่งหลิงมองใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “น้องแปด เจ้าออกจากวังมาได้อย่างไร?”
“…อา ขะ ข้า…” เขาจัดการขันทีน้อยที่มาส่งอาหารจนสลบไปแล้วจึงเปลี่ยนอาภรณ์เรียบง่ายเดินปะปนออกมาจากวัง อุปกรณ์ปลอมตัวล้วนเป็นเสด็จพี่ห้ามอบให้
องค์ชายแปดและองค์ชายห้าเป็นพี่น้องร่วมมารดากัน และมีเพียงเขาที่ยอมสนใจองค์ชายป่วยหนักอย่างตน
“ไม่พูดก็ช่างเถิด พาองค์ชายแปดกลับไปส่งที่วัง”
“อา ไม่ ข้าไม่กลับ!” หวงฝู่รุ่ยถอยหลังไปสองก้าวด้วยความเคร่งเครียด เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เมื่อครู่น้องแปดก็เห็นแล้ว หากข้ามาไม่ทัน ไม่รู้ว่าเจ้าจะถูกพาไปที่ใดและเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง”
“…” เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตนเองจะพบกับเรื่องน่ากลัวเช่นนี้ แต่จะให้เขากลับวังไปเช่นนี้หรือ? ตนออกมาไม่ถึงครึ่งวัน และเกรงว่าคงไม่มีโอกาสออกมาจากพระราชวังอันหนาวเหน็บเช่นนี้อีกแล้ว “แต่เสด็จพี่ใหญ่ช่วยข้าไว้แล้วมิใช่หรือ ขะ ข้าไม่อยากกลับ…”
“ไม่ได้”
เฟิ่งหลิงไม่ให้โอกาสหารือแม้แต่น้อย หวงฝู่รุ่ยอดไม่ได้ที่จะดวงตาแดงระเรื่อ อารมณ์ถูกกระตุ้นจนทำให้เริ่มไออย่างรุนแรงขึ้นมา “ไม่…แค่กๆ…ขะ ข้าไม่…แค่กๆๆๆ…”
“คุณชาย! คุณชาย!” ซานสุ่ยตกใจจนใบหน้าขาวซีดรีบ ทะยานตัวเข้าไปคุกเข่าให้เฟิ่งหลิง “ขอร้ององค์ชายใหญ่ โปรดให้คนมาดูแลองค์ชายแปดก่อนเถิด หากโรคเก่ากำเริบ กลับวังไปตอนนี้คงไม่ทันแล้ว!” กล่าวจบซานสุ่ยก็โขกศีรษะสุดชีวิต พริบตาเดียวบนหน้าผากก็ปรากฏรอยช้ำสีแดงขึ้นมา
“นายท่าน” องครักษ์เดินมาข้างกายเฟิ่งหลิง ดวงตาเช่นนั้นราวกับจะกล่าวว่าอย่าได้สอดมือ ต้องทราบว่าสถานการณ์ขององค์ชายในตอนนี้อันตรายยิ่งนัก เหตุใดต้องสนใจองค์ชายแปดที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานผู้นี้ด้วย?
เฟิ่งหลิงมองไปยังหวงฝู่รุ่ยที่ดูราวกับหายใจไม่ออก ในดวงตาเจือความสงสาร “ช่วยคนสำคัญกว่า”
“ฝ่าบาท!”