หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 560 วันเกิด
เช้าตรู่ มีนางข้าหลวงหลายคนนำอาภรณ์งดงามหรูหรามายังตำหนักที่หวงฝู่รุ่ยอาศัยอยู่
อวี๋เฟยที่เดินนำหน้ามากวาดมองไปยังเรือนอันเย็นยะเยือกหาใดเปรียบทั้งยังมีใบไม้ที่ร่วงอยู่เต็มพื้นเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา
“เหลวไหลใหญ่แล้ว บ่าวไพร่เหล่านี้ เหตุใดยามนี้ยังไม่ตื่นมาทำงานอีก?!” ขันทีที่อยู่ด้านข้างรีบเดินมา “บ่าวจะไปดูเสียหน่อยพ่ะย่ะค่ะ!”
เพียงไม่นาน ข้าราชบริพารหลายคนก็ถูกขันทีผู้นั้นพาตัวมา
บนใบหน้าของอวี๋เฟยเต็มไปด้วยความโกรธ “วันนี้เป็นเวรของพวกเจ้าหรือ? เหตุใดยังไม่ตื่นขึ้นมาทำงานอีก?!”
ข้าราชบริพารทั้งหลายคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยอาการสั่นเทา พวกเขาไม่รู้ว่าวันนี้อวี๋เฟยจะเสด็จมากะทันหัน ต้องทราบว่าสองปีมานี้พวกเขาล้วนเป็นเช่นนี้ ยามอารมณ์ดีก็มาทำความสะอาดเสียหน่อย จะอย่างไรองค์ชายแปดก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน พวกเขาจะขยันให้ผู้ใดดูเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้นอวี๋เฟยไม่ได้มาสอบถามเรื่องราวในตำหนักองค์ชายแปดนานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงคิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่จะถูกพบด้วย
“…นี่…บ่าว…”
“เด็กๆ ลากบ่าวสุนัขเหล่านี้ไปโบยให้ตาย!” น้ำเสียงของอวี๋เฟยไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย ข้าราชบริพารหลายคนพลันตกใจจนหน้าซีด “เหนียงเหนียงโปรดไว้ชีวิตด้วย! เหนียงเหนียงโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
การเคลื่อนไหวด้านนอกทำให้คนในห้องตื่นตกใจ เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น “หมู่เฟย?”
สีหน้าของหวงฝู่รุ่ยร้อนรนยิ่งนัก ซานสุ่ยได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาไปดูแลซานสุ่ยที่ห้องอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าซานสุ่ยถูกลงโทษเพราะตน ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ กระทั่งสหายของตนก็ยังปกป้องไม่ได้
“หึ รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าสั่งสอนบ่าวไพร่เหล่านี้อย่างไรถึงได้กล้าเกียจคร้าน! ยังไม่รีบลากพวกมันไปโบยให้ตายอีก ดูสิว่าวันหน้ายังมีผู้ใดกล้าไม่ทำงานอีกหรือไม่!”
โบยให้ตาย?! หวงฝู่รุ่ยหน้าเปลี่ยนสี “หมู่เฟย วะ ไว้ชีวิตพวกเขาสักครั้งเถิด นี่อาจเป็นการเข้าใจผิดก็เป็นได้” เขาย่อมรู้ดีว่าข้าราชบริพารในตำหนักตนมักไม่มาทำงาน ทุกคนล้วนไม่เต็มใจปรนนิบัติตน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องตำหนิตน แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยบ่นว่าผู้อื่นมาก่อน
อวี๋เฟยทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดของหวงฝู่รุ่ย “พาออกไป!”
“เหนียงเหนียงโปรดไว้ชีวิต….เหนียงเหนียงโปรดไว้ชีวิตด้วย…โอ้ย!”
หวงฝู่รุ่ยรู้สึกราวกับมีบรรยากาศอึมครึมกดอยู่บริเวณหน้าอก เขาทำร้ายผู้อื่นอีกแล้ว กระทั่งคุณสมบัติที่จะช่วยพวกเขาก็ยังไม่มี
“ที่นี่ลมแรง ยังมัวอึ้งอะไรกันอยู่? พาองค์ชายเข้าไปในห้อง!”
หวงฝู่รุ่ยถูกผู้อื่นจัดการราวหุ่นไม้
“พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของเจ้าแล้ว คราวนี้ฮองเฮาจัดงานให้เจ้าด้วยพระองค์เอง ต้องแสดงออกให้ดี อย่าได้ทำให้หมู่เฟยและเสด็จพี่ห้าของเจ้าขายหน้าเด็ดขาด ผ้าแพรบรรณาการที่ได้มาปีนี้ เหมาะกับเจ้าพอดี” เสียงของอวี๋เฟยไม่มีความอ่อนโยนแม้เพียงครึ่งส่วน นางไม่มองหวงฝู่รุ่ยแม้เพียงสายตา
“เหนียงเหนียง เรียบร้อยแล้วเพคะ” นางข้าหลวงกล่าวพลางคารวะครั้งหนึ่ง อวี๋เฟยจึงเบนสายตาขึ้น
หวงฝู่รุ่ยสวมชุดฮว๋าฝูสีฟ้าปักดิ้นทองดูมีสีสันขึ้นมาก อวี๋เฟยยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ “เอาตัวนี้แล้วกัน ประดับเข็มขัดหยกเสียหน่อยก็ไม่เลวแล้ว”
“เพคะ เหนียงเหนียง”
“เอาละรุ่ยเอ๋อร์ พรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของเจ้าแล้ว คืนนี้รีบพักผ่อนเสียหน่อย ดูสีหน้าเจ้าเถิด เดี๋ยวผู้อื่นจะคิดว่าหมู่เฟยและเสด็จพี่ห้าของเจ้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดี เข้าใจแล้วหรือไม่?”
“…” อย่างไรก็ตาม หวงฝู่รุ่ยทำเพียงยืนนิ่งไม่ได้ตอบรับ
อวี๋เฟยขมวดคิ้ว ช่างเถิด นางไม่อยากสิ้นเปลืองความคิดกับเด็กคนนี้มากเกินไปนัก เชื่อว่าการที่จู่ๆ ฮองเฮากระตือรือร้นขึ้นมาเช่นนี้จะต้องมีแผนการอันใดเป็นแน่ แต่เด็กผู้นี้จะเป็นอย่างไรนางล้วนไม่ใส่ใจ ขอเพียงไม่ตกเป็นขี้ปากผู้อื่นเป็นพอ
ปรายตามองไปยังหวงฝู่รุ่ยอย่างเรียบเฉยครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพานางข้าหลวงกลุ่มใหญ่เดินหายไปจากห้องอันเรียบง่ายแห่งนี้
เมื่อเด็กชายได้สติกลับมาที่นี่ก็เหลือเขาเพียงผู้เดียว
หันไปมองตนเองที่สวมใส่อาภรณ์หรูหราประดับกวานหยกในกระจก หวงฝู่รุ่ยรู้สึกราวกับทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ความจริง วันเกิดหรือ? ทั้งๆ ที่เขาเฝ้ารอเพียงนั้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไร้รสชาติ ไม่คาดหวังแม้แต่น้อย
วันเกิดของเขาจะมีผู้คนสักกี่มากน้อยที่มอบคำอวยพรและความใส่ใจให้เขาอย่างจริงใจ ตกลงแล้วเขาคาดหวังสิ่งใดกันแน่?
…
วันต่อมา
“ฝ่าบาท…” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นข้างหู ปลุกหวงฝู่รุ่ยที่ยังคงหลับอยู่ในความฝันให้ตื่นขึ้น “อย่าโวยวาย ให้ข้านอนอีกครู่หนึ่งเถิด”
“ฝ่าบาท รีบตื่นเร็ว วันนี้เป็นวันพระราชสมภพของพระองค์!”
วันเกิด? รอก่อน เสียงนี้…
หวงฝู่รุ่ยพลันเด้งตัวลุกขึ้นด้วยสติแจ่มชัด มองไปยังซานสุ่ยที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตนด้วยความแปลกใจ “ซานสุ่ย อาการบาดเจ็บของเจ้า…”
“โธ่ บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ตื่นเถิดพ่ะย่ะค่ะ วันนี้เป็นวันพระราชสมภพของพระองค์ ต่อให้ซานสุ่ยต้องคลานมาก็ต้องมาให้ได้! ฝ่าบาท ขอพระองค์มีความสุขในวันพระราชสมภพพ่ะย่ะค่ะ!” เขาหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากด้านหลัง วางลงเบื้องหน้าหวงฝู่รุ่ย สายตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“นี่คือ…”
“ซานสุ่ยใช้เงินเบี้ยหวัดซื้อมาก่อนหน้านี้ แม้จะไม่คู่ควรกับองค์ชาย…”
เมื่อเปิดออกดู ด้านในเป็นพู่ประดับสีม่วงเส้นหนึ่ง หวงฝู่รุ่ยดวงตาแดงระเรื่อ “ซานสุ่ย หากไม่ใช่เพราะข้า…”
“ฝ่าบาททรงกล่าวอันใด? วันนี้เป็นวันน่ายินดี เป็นครั้งแรกที่ฝ่าบาทได้ฉลองวันพระราชสมภพ!” ซานสุ่ยขยับเล็กน้อย อาการบาดเจ็บบนร่างพลันเกิดรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา อย่างไรก็ตามเขายังคงกัดฟันทน ไม่ต้องการให้หวงฝู่รุ่ยเป็นห่วง
“…อืม” เสียงตอบรับเบาๆ เช่นนี้ทำให้ซานสุ่ยสังเกตถึงอะไรบางอย่าง “จะอย่างไรก็คงไม่มีคนมา…”
“ฝ่าบาท! เมื่อครู่ซานสุ่ยเห็นคนมากมายกำลังเดินทางมาที่ตำหนัก ไม่ต้องกล่าวเลยว่าวันนี้จะครึกครื้นเพียงใด! เหล่าขุนนางล้วนมาอวยพรองค์ชาย!”
อะไรนะ? หวงฝู่รุ่ยเบนสายตาขึ้นด้วยความแปลกใจ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? “เจ้า เจ้ากำลังโกหกข้า…”
“เรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ! เป็นเรื่องจริง ยิ่งไปกว่านั้นองค์ชายใหญ่ก็เสด็จมาด้วย! เมื่อครู่ซานสุ่ยได้ยินผู้อื่นกล่าวกัน!”
เสด็จพี่ใหญ่? เขา เขามาจริงๆ หรือ?! ใบหน้าของหวงฝู่รุ่ยเต็มไปด้วยความยินดี ไม่ทราบว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไรไปชั่วขณะ
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงนางข้าหลวงดังขึ้น
“ฝ่าบาท ควรเตรียมสรงน้ำได้แล้วเพคะ”
ซานสุ่ยรีบดึงกระตุกแขนเสื้อหวงฝู่รุ่ย เด็กชายจึงได้สติกลับมา “ได้ ได้…”
ปีนี้ฮองเฮาจัดงานพระราชสมภพให้องค์ชายแปดเป็นพิเศษ เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้งานจะไม่นับว่ายิ่งใหญ่มากนัก แต่ฮองเฮาเชิญขุนนางมาร่วมด้วย เห็นแก่พระพักตร์ฮองเฮา ขุนนางทุกคนจึงไม่กล้าไม่มา
“ฝ่าบาท ของเหล่านี้เป็นของขวัญอวยพรที่ใต้เท้าทั้งหลายส่งมาให้! ทั้งยังมีขององค์ชายหลายพระองค์อีกด้วย!”
ดวงตาของซานสุ่ยเปล่งประกาย มองไปยังกล่องไหมสีแดงน้อยใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่ในลาน นี่เป็นครั้งแรกที่องค์ชายได้รับของขวัญอวยพรมากมายเพียงนี้
บนใบหน้าของหวงฝู่รุ่ยประดับไปด้วยรอยยิ้มยินดี ซานสุ่ยอดรนทนไม่ไหว เดินเข้าไปเปิดดู “นี่คือ…โสมร้อยปี เห็ดหลินจือร้อยปี…แล้วยังมีรังนก ชาโสม…” และอื่นๆ อีกมากมาย เหตุใดทั้งหมดจึงเป็นสมุนไพรไปได้?!
ซานสุ่ยรู้สึกไม่ถูกต้อง มองไปยังหวงฝู่รุ่ยโดยไม่รู้ตัว พบว่าอีกฝ่ายไม่รู้สึกผิดปกติอันใด
ขุนนางเหล่านี้ไม่รู้จักมอบสิ่งอื่นหรือไร? มอบสมุนไพรมาให้มากมายเพียงนี้ ต้องการรักษาอาการประชวรขององค์ชายแปดหรือต้องการทำสิ่งใดกันแน่? ในใจของซานสุ่ยพลันรู้สึกโกรธเคือง แต่กลับไม่กล้าแสดงออกบนใบหน้าแม้แต่น้อย
“นี่เป็นของที่องค์ชายใหญ่ส่งมา!” เขากล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น หวงฝู่รุ่ยรีบเดินเข้ามา “เป็น เป็นสิ่งใด?”
“เป็นตำราชุดหนึ่ง!”
ตำรา?! หวงฝู่รุ่ยรับตำราที่ดูพิถีพิถันเป็นชุดนั้นมาด้วยความระมัดระวัง นี่ นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการมาโดยตลอด! เพียงแต่เขาไม่กล้าเอ่ยปากขอกับหมู่เฟยและเสด็จพี่ห้า อีกทั้งนี่เป็นตำราจากมือผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีค่าให้เก็บรักษา เชื่อว่าหากตกไปอยู่ในมือของตนจริงๆ คงเสียของอย่างยิ่ง
หวงฝู่รุ่ยรู้สึกราวกับตนตกอยู่ในความฝัน เสด็จพี่ใหญ่ทรงทราบได้อย่างไรว่าตนต้องการตำราชุดนี้มาโดยตลอด?
“เอ๋? นี่ยังมีกล่องไหมอยู่อีก เหมือนจะเป็นของที่องค์ชายใหญ่มอบให้เช่นกัน พระองค์ถึงกับส่งของขวัญอวยพรมาสองกล่องเชียว!”
สองกล่อง?
เมื่อเปิดอีกกล่องออกดู ด้านในถึงกับเป็นขนมงดงาม! “ฝ่าบาท องค์ชายใหญ่ส่งขนมน่าอร่อยมากมายเพียงนี้มาด้วย!”
…
“ฝ่าบาท มอบตำราไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
บริเวณที่นั่งในงาน ใต้เท้าทุกท่านต่างพูดคุยสนทนากัน งานพระราชสมภพขององค์ชายแปดวันนี้เรียกได้ว่าผ่อนคลายอิสระยิ่ง สิ่งที่พวกเขาสนทนากันยังคงเป็นเรื่องของแว่นแคว้น ไม่มีผู้ใดยอมสิ้นเปลืองน้ำลายไปกับเรื่องขององค์ชายแปด
เฟิ่งหลิงมองไปยังตำแหน่งที่นั่งมากมายพลางตอบรับออกไปอย่างเรียบเฉย
นี้ยังเป็นการออกงานครั้งแรกของหวงฝู่รุ่ยอยู่หรือไม่? เพียงแต่ ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดี ฮองเฮามีแผนการอะไรกันแน่? เหตุใดต้องลากน้องแปดมาพัวพันด้วย?
“นั่นมิใช่คุณหนูกงซุนหรอกหรือ?!”
“ใช่แล้ว ดูสภาพเช่นนั้นเถิด ไม่เหมือนบุตรีแม่ทัพเอาเสียเลย”
“เจ้าเบาเสียงลงหน่อย อย่าให้แม่ทัพกงซุนได้ยินเชียว ท่านแม่ทัพรักใคร่บุตรีผู้นี้มาก! ระวังเขาจะลงมือกับเจ้า!”
คนผู้นั้นหุบปากลงจริงๆ ทำเพียงทอดมองไปยังอวิ๋นซูด้วยความระมัดระวัง
สตรีสุภาพงดงามผู้นั้นราวกับคุ้นชินการตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนมากความคิดเช่นนี้แล้ว มีเพียงสายตาคู่นั้นที่ทำให้นางเงยหน้าขึ้นมองไปโดยไม่รู้ตัว
บุรุษรูปงามเป็นเอกเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ในดวงตาของอวิ๋นซูมีประกายไหลผ่านไม่น้อย ตอนนี้เอง รอบด้านพากันเงียบลง
“ฝะ ฝ่าบาท!” ซานสุ่ยเดินตามหลังหวงฝู่รุ่ยมาติดๆ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาจากรอบด้าน หวงฝู่รุ่ยเองก็รู้สึกเคร่งเครียดยิ่งนัก ซานสุ่ยเห็นเขาเคลื่อนไหวด้วยท่าทีลนลานจึงรีบยื่นมือออกไปดึงไว้
“แค่กๆ…แค่กๆ…”
เสียงไอระลอกหนึ่งดังขึ้นทำให้คนไม่น้อยขมวดคิ้วเบาๆ องค์ชายแปดอ่อนแอเฉกเช่นที่ได้ยินมาจากข่าวลือจริงๆ หรือปีนี้จะเป็นวันเกิดปีสุดท้ายของเขาแล้ว?
หวงฝู่รุ่ยมองไปยังตำแหน่งที่นั่งของเหล่าองค์ชายด้วยความระมัดระวัง เสด็จพี่ห้ายังไม่มา ในใจของเขาพลันรู้สึกยินดี ค่อยๆ เดินไปยังตำแหน่งที่นั่งของตน แต่สายตากลับมองไปยังเฟิ่งหลิงตลอด
องค์ชายใหญ่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้เรื่องของตนกับเขา ดังนั้นหวงฝู่รุ่ยจึงไม่กล้าเข้าไปอย่างบุ่มบ่าม
“องค์ชายใหญ่” ซานสุ่ยที่อยู่ในกลุ่มข้าราชบริพารผู้กำลังวุ่นวายเดินมาข้างกายเฟิ่งหลิงอย่างเงียบงัน “องค์ชายแปดทรงมีรับสั่งให้บ่าวมาขอบคุณที่องค์ชายใหญ่มอบของขวัญให้ องค์ชายกล่าวว่าทรงยินดีมาก ขนมพวกนั้นก็อร่อยมาก ลำบากองค์ชายใหญ่แล้ว!”
ขนม?! ดวงตาของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความสงสัย ซานสุ่ยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “องค์ชายแปดกล่าวว่าก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด หวังว่าองค์ชายใหญ่จะไม่เก็บไปใส่พระทัย หากมีโอกาสองค์ชายจะไปขอบคุณองค์ชายใหญ่ด้วยพระองค์เองแน่นอน บ่าวทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ซานสุ่ยกลับไปข้างกายหวงฝู่รุ่ยด้วยความรวดเร็ว เฟิ่งหลิงหันไปอย่างเรียบเฉย เห็นดวงตาเฝ้ารอของเด็กชายที่กำลังเขินอายเข้าพอดี
หวงฝู่รุ่ยหน้าแดง รีบก้มหน้าลง ใบหน้าเริ่มร้อนเล็กน้อย