หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 19 ตอนที่ 569 บิดาและบุตรพบหน้า
ภายในพระราชวังแคว้นเหลียน
ขบวนยิ่งใหญ่อลังการแถวหนึ่งกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน สตรีผู้เดินนำหน้ามีใบหน้าประดับรอยยิ้มตามความคุ้นเคย แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนดวงหน้างดงามของนาง ทว่าไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงอารมณ์ที่นางเก็บซ่อนในยามนี้ได้
นอกตำหนัก
“ฮองเฮา ฝ่าบาทยังมิเสด็จกลับตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์ขวางฮองเฮาไว้อีกครั้ง สตรีสูงศักดิ์ปรายดวงเนตรมองไปยังประตูตำหนักที่เปิดออกเล็กน้อย รอยสรวลบริเวณมุมพระโอษฐ์ลึกล้ำยิ่งขึ้น “ฝ่าบาทจะเสด็จกลับมาเมื่อใด?”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
ในมุมมืด โม่กงกงเก็บกวาดห้องทรงพระอักษรเสร็จพอดีจึงได้ยินเสียงอันคุ้นเคยจากด้านนอก
อ้อ วันนี้เกิดอะไรขึ้น? ฮองเฮาเสด็จมาสามครั้งแล้ว แต่ก่อนยังมิเห็นกระตือรือร้นเพียงนี้ โม่กงกงคิด จากนั้นจึงเดินเข้าไป
“กระหม่อมถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“โม่กงกง ฝ่าบาทยังมิเสด็จกลับตำหนักหรือ?” หรือจะกล่าวว่าฝ่าบาทมีเจตนาไม่พบตน?
โม่กงกงแย้มยิ้มอย่างขออภัย “ทูลฮองเฮา ฝ่าบาทยังมิเสด็จกลับมาจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ มิสู้ฮองเฮาเสด็จกลับไปก่อน รอให้ฝ่าบาทกลับมา กระหม่อมจะรีบไปทูลฝ่าบาทแล้วแจ้งให้เหนียงเหนียงทรงทราบอีกครั้งดีหรือไม่”
กล่าวได้น่าฟังยิ่งนัก ฮองเฮาไม่กังวลว่าบ่าวไพร่ผู้นี้จะหลอกลวงตน ส่วนฝ่าบาท ต่อให้ทราบว่าตนมาสามครั้งสามครา พระองค์คงไม่ให้คนไปแจ้งตนเป็นแน่ แม้วันนี้พระนางจะเป็นฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียน แต่ฝ่าบาทไม่เคยค้างคืนกับพระนางมาก่อน ดูผิวเผินคล้ายจะมอบอำนาจในวังหลังทั้งหมดให้นาง ทั้งยังมีท่าทางวางพระทัยอย่างยิ่งยวด ทว่ามีเพียงฮองเฮาที่ทราบว่าฝ่าบาทเพียงประทานสิ่งที่พระองค์ไม่ใส่พระทัยมากที่สุดให้ตนเท่านั้น
“ไม่ต้อง อีกสองชั่วยามเปิ่นกงจะมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทอีกครั้ง” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ ฮองเฮาจึงพาขบวนเสด็จเดินกลับไปยังถนนเส้นเดิม
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไป โม่กงกงจึงครุ่นคิดถึงเจตนาที่ฮองเฮาเสด็จมา ต้องทราบว่าหากไม่มีเรื่องใดที่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากฝ่าบาท พระนางคงไม่เสด็จมาที่นี่
“แย่แล้ว! ลืมขัดให้ฝ่าบาท!”
โม่กงกงคิดขึ้นมาได้จึงรีบหันตัวเดินเข้าตำหนักไป พลันนั้นสายตาของเขาหยุดอยู่บริเวณประตูห้องที่เปิดออกเล็กน้อย ในดวงตามีความแปลกใจพาดผ่าน ฝ่าบาทเสด็จกลับมาแล้วหรือ?
“ฝ่าบาท?”
โม่กงกงผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงยื่นหัวเข้าไป เห็นบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้ตนอยู่บนเก้าอี้ประทับดังคาด
“ฝ่าบาท”
สุรเสียงอันเรียบเฉยดังแว่วมา “มีอะไร?”
“ทูลฝ่าบาท วันนี้ฮองเฮาเสด็จมาสามครั้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษรูปงามขมวดขนงเล็กน้อย เมื่อมองให้ละเอียดพบว่ากาลเวลามิอาจทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้บนพระพักตร์ได้เลย มีเพียงสุรเสียงที่สุขุมขึ้นเท่านั้น ในท่าทีเกียจคร้านเจือไปด้วยความลึกล้ำที่ทำให้ผู้คนมองไม่ออก
ดวงเนตรค่อยๆ เบิกขึ้น พระเนตรสีดำราวหมึกมีความรังเกียจจางๆ จากนั้นไม่นานจึงถูกปิดซ่อนเอาไว้ราวกับเป็นเรื่องเข้าใจผิด
“ให้นางมา”
โม่กงกงคารวะครั้งหนึ่ง ในดวงตาเกิดความประหลาดใจ “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนหลับพระเนตรอย่างเงียบงัน ในสมองสงบนิ่งไร้คลื่น อย่างไรก็ตามความคิดของพระองค์กลับไม่มีผู้ใดมองออกจนกระทั่งตอนนี้ ไม่ ควรจะกล่าวว่ามีเพียงผู้เดียวที่เข้าใจพระองค์ เพียงแต่น่าเสียดายที่ตอนนี้คนผู้นั้นไม่อยู่ข้างพระวรกายแล้ว
เพียงไม่นานด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าอันอ่อนนุ่มดังแว่วมา
“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” เสียงประดุจดอกอิงฮวาเข้าสู่พระกรรณของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน แต่ยังคงไม่อาจสร้างคลื่นอารมณ์อันใดได้ “ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ฮองเฮายืดพระวรกายขึ้น เห็นได้ชัดว่าพระนางคิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนจะเรียกพระนางเข้าเฝ้าโดยตรงเช่นนี้ เดิมทีคิดว่าพระองค์เห็นวันนี้ตนมาเยือนตำหนักของพระองค์บ่อยครั้ง จะต้องยืดเวลาออกไปอีกหลายวันเพื่อทรมานตนเป็นแน่ ไหนเลยจะรู้ว่าจะมีความเป็นไปได้เช่นนี้ เพียงแต่ฮองเฮากลับไม่อาจเสียเวลาแม้เพียงน้อย จำเป็นต้องลงมือในยามที่ผู้อื่นยังไม่ได้เตรียมตัว
“หม่อมฉันมีเรื่องต้องการขออนุญาตฝ่าบาทเพคะ”
“เรื่องใด?” พระสุรเสียงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แม้เพียงนิด ฮองเฮาคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้นานแล้ว
“บุตรีของแม่ทัพกงซุนมีคุณธรรม เยือกเย็น อีกทั้งยังฉลาดเฉลียว ทำให้หม่อมฉันรักใคร่ยิ่งนัก จึงคิดจะรับเป็นบุตรีบุญธรรม หวังว่าฝ่าบาทจะอนุญาตเพคะ”
อย่างไรก็ตาม เนิ่นนานผ่านไปกลับไม่มีเสียงใดๆ เเว่วมา
“ฝ่าบาท?”
“บุตรีบุญธรรม? บุตรีบุญธรรมของเจ้ายังไม่มากพออีกหรือ?” คำพูดนี้ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเจือไปด้วยความหมายลึกล้ำอยู่หลายส่วน ทว่าฮองเฮากลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน “คุณหนูกงซุนเป็นสตรียอดเยี่ยมที่หาได้ยากจริงๆ เพคะ อีกทั้งยังได้รับความรักจากแม่ทัพกงซุนอย่างลึกล้ำ หม่อมฉันจึงต้องการรับนางเป็นบุตรีบุญธรรมเพื่อให้แม่กับกงซุนตั้งใจทำงานเพื่อแคว้นเหลียนของพวกเราอย่างเต็มกำลัง”
“ในเมื่อรู้ว่าแม่ทัพกงซุนรักบุตรีผู้นี้อย่างลึกล้ำ หากเจ้ายังคิดจะแย่งมา เขายังจะตั้งใจทำงานเพื่อแคว้นเหลียนของพวกเราอย่างเต็มที่อีกหรือ?” ทั้งๆ ที่รู้ว่านี่ไม่ใช่ความคิดที่แท้จริงของอีกฝ่าย แต่จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนยังคงไม่ให้โอกาสนางหลอกลวงง่ายๆ
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ฮองเฮาพลันมีปฏิกิริยาขึ้นมาทันที ตนถึงกับลืมไปว่าความคิดของแม่ทัพกงซุนผู้นี้ไม่เหมือนกับผู้อื่น ผู้ที่เข้าใจเขาที่สุดคงไม่พ้นฝ่าบาท ฝ่าบาทคิดเช่นนี้ เชื่อว่าแม่ทัพกงซุนผู้นั้นคงคิดเช่นนี้เช่นกัน คิดว่าตนต้องการแย่งชิงบุตรีของเขากระมัง?
“หม่อมฉันจะอธิบายให้แม่ทัพกงซุนเข้าใจเองเพคะ เชื่อว่าแม่ทัพกงซุนคงหวังให้บุตรีของตนได้รับความเคารพจากผู้คนนับหมื่นเป็นแน่”
“ในเมื่อถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิง เช่นนั้นงานแต่งงานของนางย่อมต้องมีเจ้าเป็นผู้จัดเตรียม เจ้าต้องการให้แม่ทัพกงซุนหวังให้บุตรีของตนได้รับความเคารพจากผู้คนนับหมื่น หรือหวังให้เขาไม่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องงานแต่งงานของบุตรีตนเอง?”
“…” ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะขมวดขนง แม้จะมองไม่เห็นท่าทีอันใดของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน แต่กลับรู้สึกว่าในคำพูดนี้เจือไปด้วยความถากถางอยู่หลายส่วน
คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะคาดเดาถึงส่วนสำคัญในเรื่องนี้ได้อย่างฉับพลัน เป็นเพราะสามารถควบคุมการแต่งงานของคุณหนูกงซุนได้ ตนจึงมอบเกียรติเช่นนี้ให้นาง เพียงแต่…เหตุใดฝ่าบาทจึงใส่พระทัยบุตรีของขุนนางผู้หนึ่ง เพียงเพราะแม่ทัพกงซุนจริงหรือ? หรือว่า…องค์ชายใหญ่กล่าวอันใดกับฝ่าบาทแล้ว?
ไม่ ต่อให้องค์ชายใหญ่มาพูดคุยแล้ว ฝ่าบาทก็ไม่แน่ว่าจะตอบรับ
“ออกไปเถิด เรื่องนี้ค่อยหารือกันอีกครั้ง”
“…เพคะ หม่อมฉันทูลลา”
เมื่อออกมาจากตำหนักหลงเตี้ยน พระพักตร์ของฮองเฮาเริ่มเย็นยะเยือกขึ้นทีละน้อย ตนวางแผนผิดพลาดจริงๆ ถึงกับลืมไปว่าแม่ทัพกงซุนผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา ควรลงมือจากทางด้านเขา ขอเพียงโน้มน้าวแม่ทัพกงซุนได้ การโน้มน้าวฝ่าบาทย่อมง่ายขึ้นมาก
ฮองเฮาไม่กังวลว่าองค์ชายใหญ่จะพูดอะไรกับจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน ความสัมพันธ์ของโอรสและพระบิดาคู่นี้ลึกซึ้งลุ่มลึกยิ่งนัก จะกล่าวว่าฝ่าบาทให้ความสำคัญต่อเขาหรือ? ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน ยังมีหลายเรื่องที่ไปขัดผลประโยชน์ขององค์ชายใหญ่
จะกล่าวว่าต้องการขัดเกลาความสามารถขององค์ชายใหญ่หรือ? เช่นนั้นเหตุใดหลายครั้งที่ตนให้คนไปลอบสังหารองค์ชายใหญ่ ฝ่าบาทกลับไม่มีการเคลื่อนไหวอันใด ปล่อยให้ตนทำสิ่งที่ต้องการตามใจเล่า?
ในสายตาของคนนอก การที่องค์ชายใหญ่มีตำแหน่งเช่นทุกวันนี้เป็นเพราะฝ่าบาททรงมีพระกรุณาต่อองค์ชายใหญ่ที่สุด เพียงแต่ในความคิดของฮองเฮา ตำแหน่งนี้กลับเป็นเพียงกับดักอย่างหนึ่งที่ฝ่าบาทจะใช้มอบความตายให้องค์ชายใหญ่เท่านั้น
ล้วนกล่าวกันว่าองค์ชายใหญ่เป็นโอรสที่เกิดจากฮองเฮาองค์ก่อน แต่ฮองเฮากลับรู้ดีว่าฝ่าบาทเคียดแค้นฮองเฮาองค์ก่อนอย่างลึกล้ำ ดังนั้น กระทั่งโอรสของนางก็ยังต้องการทรมาน
“เหนียงเหนียง บ่าวมีเรื่องไม่เข้าใจเพคะ”
“เรื่องใด?”
“บ่าวคิดว่าการเคลื่อนไหวของฝ่าบาทรวดเร็วเกินไป มักจะไม่อยู่ในตำหนักบ่อยครั้ง ทั้งยังไม่มีผู้ใดทราบว่าพระองค์เสด็จไปที่ใด”
ฮองเฮาแย้มสรวลเล็กน้อย “หากกระทั่งเจ้ายังรู้ว่าฝ่าบาทเสด็จไปที่ใด เปิ่นกงจะต้องสิ้นเปลืองความคิดมากมายเพื่อสอดแทรกหูตาไว้ในตำหนักหลงเตี้ยนหรือ?” การกระทำของตน ฝ่าบาทย่อมรู้ทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นตอนแรกพระองค์ยังประทานบทเรียนอันเจ็บปวดให้ตนอีกด้วย!
ฮองเฮาเข้าใจดีว่า หากต้องการกระทำสิ่งใดลับหลังฝ่าบาท นำเรื่องราวทั้งหมดมากล่าวเบื้องพระพักตร์เสียยังจะดีกว่า ขอเพียงมิใช่สิ่งที่ฝ่าบาททนไม่ได้ พระองค์ล้วนตอบรับตน นี่คือเส้นทางที่เกิดจากการทดลองในหลายปีมานี้ของฮองเฮา
นอกจากแผ่นดินแห่งแคว้นเหลียนแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ตนแตะต้องไม่ได้ กระทั่งในหมู่ขุนนางก็มีไม่น้อยที่ตนมีใจคิดผลักดันขึ้นมา
แม้ฮองเฮาคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ได้รับมาง่ายเกินไปบ้าง แต่การที่ฝ่าบาททรงผ่อนคลายพระราชอำนาจเช่นนี้ ทำให้จิตใจอันทะเยอทะยานของพระนางมิอาจถูกผูกมัดเอาไว้ได้อีกต่อไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจเป็นกับดักของฝ่าบาท พระนางยังคงคิดจะลองเสี่ยงอันตรายดูเสียหน่อย
ความจริงพิสูจน์แล้ว พระนางมิเคยเสียเปรียบมาก่อน
“จำไว้ให้ดี อย่าได้สืบหาทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฝ่าบาทเด็ดขาด มิเช่นนั้นเปิ่นกงก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้”
“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ”
…
“ทูลฝ่าบาท องค์ชายใหญ่ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ด้านนอกมีเสียงโม่กงกงดังขึ้น พระโอษฐ์ของบุรุษบนเก้าอี้ประทับยกขึ้นเล็กน้อย พระองค์รู้ว่าหลิงเอ๋อร์จะมาในไม่ช้า
“ลูกถวายพระพรเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“เจิ้นรอให้เจ้าเรียกว่าเสด็จพ่อ รอมานานเหลือเกิน” พระสุรเสียงของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเจือไปด้วยความหยอกล้อ ในดวงตาของเฟิ่งหลิงมีความขุ่นมัวปรากฏ แต่กลับไม่ได้กล่าวคำใด
ระหว่างบุตรและบิดามีบรรยากาศอันแปลกประหลาดไหลเวียน จักรพรรดิผู้สูงศักดิ์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ทอดพระเนตรไปยังภาพวาดภูเขาแม่น้ำอันงดงามเบื้องหน้า “เจ้ามาเพราะเรื่องคุณหนูกงซุนหรือ?”
“ขอให้เสด็จพ่อปฏิเสธคำขอของฮองเฮาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เฟิ่งหลิงไม่ได้พูดจาอ้อมค้อม ทันทีที่เขาได้ยินเรื่องนี้ก็รีบมาโดยพลัน เนื่องจากเสด็จพ่อคาดเดาความสัมพันธ์ระหว่างตนและอวิ๋นซูได้แล้ว จึงเป็นไปได้ว่าพระองค์จะจงใจอนุญาตให้ฮองเฮาทำเช่นนี้
“เหตุผลเล่า?”
เฟิ่งหลิงเบนสายตาขึ้น ไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย “นางเป็นสตรีในใจลูก”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าควรจะแย่งชิงมาด้วยตัวเอง เจิ้นล้วนทำไปตามสถานการณ์ ฮองเฮามาที่ตำหนักหลงเตี้ยนถึงสามครั้งสามคราเพื่อเรื่องนี้ หากไม่ตอบรับนาง มิใช่ว่าจะเป็นการไม่ไว้หน้าหรอกหรือ?”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! เสด็จพ่อต้องการตั้งเงื่อนไขอีกแล้ว!
“เสด็จพ่อต้องการสิ่งใดก็รีบตรัสมาเถิด”
รอยสรวลของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนลึกล้ำยิ่งขึ้น “สิ่งที่เจ้ารับปากเจิ้นครั้งที่แล้วยังหามาไม่ได้ ครั้งนี้มีคุณสมบัติอันใดมาต่อรองเงื่อนไขกับเจิ้น?”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงสว่างวาบ เข้าใจความหมายในคำพูดนี้โดยพลัน “ขอเวลาให้ลูกสามวัน สามวัน ลูกจะนำของมาถวายด้วยสองมือโดยไม่เสียหายแม้แต่น้อย!”
“สามวันหรือ? เกรงว่าสามวันนี้ฮองเฮาคงเหยียบตำหนักหลงเตี้ยนของเจิ้นจนพังแล้วกระมัง”
“สองวัน”
“ไม่ วันเดียว” ราวกับพระองค์ต้องการเห็นสภาพย่ำแย่ของเฟิ่งหลิงก็มิปาน คิดไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้กลับหมุนตัวไปไม่มองพระองค์อีก “หากวันเดียว ลูกเกรงว่าคงต้องนำของสภาพย่ำแย่จนไม่เหลือเค้าเดิมมาถวายให้เสด็จพ่อแล้ว”
“เจ้าไม่กลัวเจิ้นอนุญาตฮองเฮาหรือ?”
“หากจำเป็น ลูกจะพาซูเอ๋อร์หนีไปให้ไกล เสด็จพ่อก็ให้ผู้อื่นหาของเหล่านี้แทนเถิด”
“…” ลูกคนนี้ยอมสละทุกสิ่งเพื่อสตรีผู้หนึ่งจริงๆ หรือ? “ได้ สองวันก็สองวัน เจิ้นเชื่อเจ้า”