หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 571 ลองเชิงบนกลหมาก
เบื้องหน้าเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง องคาพยับเหมือนเฟิ่งหลิงยิ่งนัก แต่บรรยากาศสูงศักดิ์หยิ่งทะนงกว่าหลายส่วน มีความความหยอกล้อปรากฏในดวงเนตรของอีกฝ่าย อวิ๋นซูมองเห็นเงาสะท้อนของตนในนั้น ริมฝีปากบางเหยียดตรงราวกับกำลังรอตนเอ่ยปาก บนร่างของเขามีบรรยากาศของจักรพรรดิที่ทำให้ผู้คนต้องนอบน้อมแผ่ออกมา อวิ๋นซูพลันพบว่าเขาไม่เหมือนกับจักรพรรดิในจินตนาการของตนแม้แต่น้อย
หากจะกล่าวว่าเขาไม่มีผลงาน แต่ยังคงได้ยินข่าวลือในเกี่ยวกับพระราชวังมามากมาย จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนผู้นี้แสดงความเห็นของตนน้อยมาก ในการประชุมเช้าทั้งหมดล้วนปล่อยให้เหล่าขุนนางเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์กัน พระองค์จะทำเพียงประทับตาเท่านั้น ส่วนอำนาจในวังหลังล้วนมอบหมายให้ฮองเฮา ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังทำอะไรอยู่ ด้วยเหตุนี้อวิ๋นซูจึงคิดว่าพระองค์ไร้ความสามารถ ด้วยเหตุนี้จึงจินตนาการว่าบนพระวรกายของพระองค์จะมีบรรยากาศเกียจคร้านแผ่ออกมา
อย่างไรก็ตาม ความหยอกล้อในดวงเนตรของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนแฝงไปด้วยความดุดันอยู่หลายส่วน ราวกับต้องการมองทะลุนางก็มิปาน
“เป็นอย่างไร หลิงเอ๋อร์และเจิ้นเหมือนกันหรือไม่?”
อวิ๋นซูค่อยๆ หลุบตาลง ตอบกลับไปอย่างจริงใจยิ่ง “แผ่นหลังเหมือนกันยิ่งนัก เครื่องหน้ายังเหมือนกันอยู่เจ็ดส่วนเพคะ”
ถึงกับกล่าวตรงประเด็นเช่นนี้เชียวหรือ? หากอยู่ในสถานการณ์ทั่วไป คนปกติมักจะตอบในสิ่งที่ตนอยากฟัง นางไม่กลัวตนโกรธหรือไร? “อย่างอื่นไม่เหมือนหรือ?”
อวิ๋นซูมั่นใจแล้วว่าจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเป็นผู้มีความคิดลึกล้ำผู้หนึ่ง ลองเชิงตนครั้งแล้วครั้งเล่า แม้เบื้องหน้าแย้มยิ้ม แต่คนเช่นนี้น่าหวาดกลัวเป็นที่สุด เนื่องจากอวิ๋นซูไม่อาจมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูหรือมิตร
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนจึงเขย่าชายแขนเสื้อเล็กน้อย “นิสัยเช่นนี้กลับเหมือนบิดาของเจ้า ไม่รู้จักการประจบประแจง หากกล่าวให้ฟังดูดีคือตรงไปตรงมา หากกล่าวให้ดูแย่คือไม่รู้จักปริ้นปล้อนเอาตัวรอด ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจิ้นต้องการได้ยินสิ่งใด แต่กลับไม่กล่าว เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าเจิ้นสามารถลงโทษเจ้าโทษฐานไม่ให้ความเคารพได้?”
“นับเป็นเกียรติของหม่อมฉันเพคะที่พระองค์ทรงสั่งสอน” อวิ๋นซูก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ยังคงไม่ยอมกล่าวคำอื่นใดกับเขา จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนชะงักไป นางพูดจายอกย้อนเช่นนี้จริงๆ หรือ? ส่วนตนกลับไม่อาจทดสอบสิ่งใดออกมาได้
พระพักตร์ของบุรุษผู้องอาจผ่าเผยปรากฏรอยสรวลมากขึ้นหลายส่วน “เจิ้นมักจะแข่งหมากกับบิดาของเจ้า กลยุทธการวางหมากของแม่ทัพกงซุนยอดเยี่ยมจริงๆ เชื่อว่าในฐานะที่เป็นบุตรีสุดที่รักของเขา ศิลปะการเดินหมากของเจ้าคงไม่ต่างกันมากนัก โม่กงกง…”
โม่กงกงที่ยืนฟังอยู่บริเวณไม่ไกลมาโดยตลอดรู้สึกเคร่งเครียดจนแขนขาแข็งเกร็งไปนานแล้ว เขาคิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะหยอกล้อคุณหนูกงซุนต่อเนื่องเช่นนี้ หากแม่ทัพกงซุนรู้เข้า…ร่างกายอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน มองไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว ยังดี แม่ทัพกงซุนไม่ได้ตามมา
“กระหม่อมอยู่”
“ไปนำกระดานหมากผลึกน้ำมา”
“…พ่ะย่ะค่ะ”
อย่างไรก็ตาม เพิ่งจะนั่งลง จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนก็ตรัสถึงจุดประสงค์ของพระองค์ “ก่อนหน้านี้ฮองเฮามาพูดกับเจิ้น กล่าวว่าคุณหนูกงซุนฉลาดเฉลียว นางโปรดปรานยิ่งนัก ต้องการรับเจ้าเป็นบุตรีบุญธรรม”
ในดวงตาของอวิ๋นซูมีประกายไหลผ่าน ในใจกำลังคาดเดาถึงจุดประสงค์ในการกระทำนี้ของฮองเฮา “ฮองเฮาทรงโปรดปรานผิดคนแล้วเพคะ หม่อมฉันโง่งม เกรงว่าจะทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง”
“การถ่อมตัวเป็นเรื่องดี แต่ถ่อมตัวมากไปกลับกลายเป็นความหมายอื่นไปเสีย” ไม่ทราบว่าหลิงเอ๋อร์ไปหาเด็กสาวเช่นนี้มาจากที่ใด รู้จักพูดยิ่งนัก ทำให้ตนอยากจะเอ่ยปากตำนิก็ไม่อาจหาข้ออ้างตำหนิได้
“เพคะ เป็นเกียรติของหม่อมฉันที่พระองค์ทรงสั่งสอน”
ทั้งสองพูดคุยสนทนาอยู่เนิ่นนาน เพียงแต่จนกระทั่งตอนนี้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนยังมิอาจมองสตรีเบื้องหน้าได้อย่างกระจ่างแจ้ง เพียงแต่นิสัยของคนผู้หนึ่งจะเป็นเช่นไร สามารถดูได้จากวิธีการเดินหมากของอีกฝ่าย จะร้อนรนเฉียบแหลมหรือเก็บซ่อนทะเยอทะยาน จะเจ้าเล่ห์หลอกลวงหรือจริงใจตรงไปตรงมา สามารถเห็นได้จากบนกระดานหมากทั้งสิ้น!
หมากขาวหมากดำเปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์อันลุกโชน ตัวหมากให้สัมผัสเย็นยะเยือกหาใดเปรียบ พริบตาเดียวก็ทำให้ผู้คนรู้สึกจิตใจใสกระจ่าง
“คุณหนูกงซุน เชิญก่อน” จะอย่างไรก็เป็นสตรีผู้หนึ่ง ให้นางวางหมากก่อน นับเป็นการแสดงความใจกว้างของตน
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงวางหมากเม็ดแรกลงไปบริเวณกลางกระดาน
“เรื่องซูเฟยก่อนหน้านี้ คุณหนูกงซุนมีเหตุผลมีข้อพิสูจน์ กระทั่งพบเรื่องที่หมอหลวงทั้งหลายไม่รู้ ไม่ทราบว่าวิชาแพทย์ของคุณหนูกงซุนร่ำเรียนมาจากอาจารย์ท่านใด?”
นิ้วอันเรียวยาวขยับลงข้างหมากขาวที่อวิ๋นซูวางลงไปเล็กน้อย หมากดำถูกวางลงด้านหลังติดกัน
“หม่อมฉันไร้ความสามารถ อาจารย์เป็นเพียงหมอชาวบ้านในชนบทผู้หนึ่งเท่านั้นเพคะ”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเลิกขนงเล็กน้อย ในดวงเนตรปรากฏความไม่เชื่อถือ “หมอชาวบ้านหรือ?”
“หม่อมฉันเติบโตมาในหมู่บ้านชนบท ระยะนี้เพิ่งจะกลับมาอยู่ข้างกายท่านพ่อ ได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่เข้าใจวิชาแพทย์เล็กน้อย หม่อมฉันจึงได้รับประโยชน์ ได้อ่านตำราแพทย์จำนวนมากตั้งแต่เด็กเพคะ” อวิ๋นซูไม่รู้ว่าเฟิ่งหลิงสนทนาเรื่องของตนกับจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมากน้อยเพียงใด แต่ขอเพียงรักษาเรื่องดั้งเดิมที่เขาจัดเตรียมให้ตนไว้ เช่นนี้คงไม่มีข้อผิดพลาด ทั้งยังมีส่วนที่เปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตอีกด้วย
“เช่นนั้นหรือ? แต่จากที่เจิ้นรู้ คุณหนูกงซุนมิใช่คนในแคว้นเหลียน” เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพลันรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง นี่กลับกลายเป็นว่าตนถูกเด็กน้อยผู้นี้ล้วงข้อมูลไปเสียได้! เชื่อว่านางคงไม่รู้ว่าตนรู้จักนางมากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้จึงตั้งใจพูดโกหกต่อหน้าตนอย่างตรงไปตรงมา นั่นก็เพราะต้องการทดสอบ! ช่างเป็นเด็กน้อยเจ้าเล่ห์จริงๆ!
อวิ๋นซูทำราวกับไม่สังเกตุเห็นความขุ่นมัวที่ปรากฏในดวงเนตรของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน มุมปากยกโค้งขึ้นเล็กน้อย “หม่อมฉันเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทตั้งแต่เล็กจริงๆ เพคะ ช่วงนี้เพิ่งจะได้กลับมาที่แคว้นเหลียนและได้อยู่ข้างกายท่านพ่อ ไม่ได้ต้องการหลอกลวงหรือปิดบังอันใด”
นางไม่ได้กล่าวว่าตนเติบโตมาในแคว้นเหลียน ดังนั้นจึงไม่นับว่ามีโทษหลอกลวงเบื้องสูง เป็นความผิดพลาดของตัวจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเอง
อย่างไรก็ตาม จากคำดำริของพระองค์ อวิ๋นซูฟังออกว่าเฟิ่งหลิงไม่ได้พูดเรื่องของตนกับพระองค์มากมายนัก มิเช่นนั้นอีกฝ่ายคงไม่จำเป็นต้องมาทดสอบเช่นนี้
เมื่อได้สติกลับมา บนกระดานหมากมีหมากถูกวางลงไปจำนวนมากแล้ว จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนทอดพระเนตรวิธีการวางหมากที่ไม่มีความอนาทรร้อนใจของอีกฝ่าย ถึงกับคิดวางแผนต่อสู้ทัดเทียมกับตนมาตั้งแต่แรกเริ่ม แพ้ชนะอยู่ที่หมากตาสองตาเท่านั้น ท่าทางเด็กคนนี้จะยังเก็บซ่อนความสามารถของตนอยู่
สิ่งที่ตนต้องการคือทดสอบนิสัยของนางออกมาให้ได้ หากนางป้องกันเช่นนี้ตนคงมองอันใดไม่ออกจริงๆ จำเป็นต้องคิดหาวิธีทำให้นางแสดงความสามารถทั้งหมดออกมาโดยไม่เลือกวิธีการ
“วันนี้เจิ้นได้พบคุณหนูกงซุนก็รู้สึกถูกชะตาอย่างลึกล้ำ คิดถึงคำพูดของฮองเฮาแล้ว รู้สึกว่าหากข้างกายเจิ้นมีบุตรีบุญธรรมเพิ่มขึ้นมาอีกผู้หนึ่งคงไม่เลวนัก จากนั้นจะหาครอบครัวดีๆ ให้เจ้าตกแต่ง เชื่อว่าแม่ทัพกงซุนคงยินดียิ่ง”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นเล็กน้อย เห็นการข่มขู่ในดวงเนตรของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนดังคาด
“หม่อมฉันเกรงว่าตนไม่มีค่ามากพอที่จะได้รับความรักใคร่ความโปรดปรานจากฝ่าบาทและฮองเฮาเช่นนี้ เกียรติยศนี้เชื่อว่าคงเป็นวาสนาที่สั่งสมมาชั่วชีวิตแล้ว เรื่องสำคัญเพียงนี้หม่อมฉันควรกลับจวนไปพูดกับท่านพ่อให้ชัดเจน…” นางผ่อนมือของตนเล็กน้อย ทำท่าทางจะลุกขึ้น ดวงเนตรของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเกิดความแปลกใจพาดผ่าน “รอก่อน!”
อวิ๋นซูหยุดการเคลื่อนไหวของตนดังคาด ส่งสายตาสงสัยไปให้
เด็กผู้นี้ถึงกับคิดจะนำเรื่องนี้ไปพัวพันถึงแม่ทัพกงซุนเชียวหรือ! จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนรีบเก็บสีหน้าของตน “ความจริงการแต่งตั้งองค์หญิงยังต้องมีพิธีการมากมาย เจิ้นเข้าใจดีว่าคุณหนูกงซุนคงไม่ชอบความวุ่นวาย มิสู้ทำเช่นนี้เป็นอย่างไร ขอเพียงคุณหนูกงซุนเอาชนะเจิ้นบนกระดานหมากได้ เจิ้นจะเก็บคำสั่งนี้กลับมา เป็นอย่างไร?”
อวิ๋นซูไม่ได้กล่าวคำใด จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนรู้ว่าคำพูดนี้ของตนดูบีบบังคับไปบ้าง จึงสรวลออกมาเล็กน้อย “หากทำเช่นนี้ก็นับว่าเจิ้นมีเหตุผลอันดีที่จะปฏิเสธฮองเฮาได้แล้ว” เขากล่าวถึงจุดประสงค์ของตนออกมาชัดเจนเพียงนี้ เด็กสาวผู้นี้ยังไม่รู้จักรับเกียรติอีกหรือ?
หากนางเป็นคนใจกว้างก็ไม่ควรเก็บซ่อนทุกสิ่งทุกอย่างต่อตนถึงจะถูก
ในที่สุดอวิ๋นซูก็นั่งลง “หม่อมฉันไร้ความสามารถ หากบนกระดานมากเกิดความผิดพลาดอันใด ขอฝ่าบาททรงอภัยด้วยเพคะ”
“…” นี่หมายความว่าอย่างไร? จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนยังไม่ทันมีปฏิกิริยากลับมา อีกฝ่ายก็วางหมากแรกแล้ว
เพียงไม่นานพระองค์ก็ได้สัมผัสความหมายในคำพูดของอวิ๋นซูไปช้าๆ จังหวะการวางหมากของอีกฝ่ายเร็วขึ้นมาก หมากขาวบนกระดานเดินได้อย่างเฉียบคม เดินสู่ค่ายทีละก้าวทั้งยังป้องกันรอบด้าน นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ได้เห็นการวางหมากที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้ เมื่อเทียบกับแม่ทัพกงซุนแล้วยังเหนือว่ามาก
เดิมทีคิดว่านางมีความประมาทเลินเล่อ ในยามที่ตนคิดจะปิดกั้นทางถอยของนาง จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนกลับพบว่าอวิ๋นซูเปลี่ยนไปโจมตีอีกครั้ง นางไม่สนใจหมากด้านหลังที่ถูกปิดล้อม เนื่องจากความเร็วในการโจมตีของนางเร็วยิ่งกว่า โหดเหี้ยมยิ่งนัก! เพียงแค่การป้องกันก็ทำให้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนต้องสิ้นเปลืองกำลังไปมากมายแล้ว
ช่างไม่ไว้หน้าตนแม้แต่ครึ่งส่วนจริงๆ! จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเห็นเงาของเฟิ่งหลิงบนร่างของอวิ๋นซู เด็กผู้นี้จริงๆ เลย เริ่มต้นยอมถอยให้ตนทุกอย่าง สุดท้ายจึงบีบบังคับตนจนร้อนรน ไม่ไว้หน้าแม้แต่ครึ่งส่วน
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในความคิดของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนอย่างลึกล้ำ อีกฝ่ายโจมตีอย่างทรงพลัง เขาคิดหนทางรับมือออกมาได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ว่ายังมีทางป้องกันแต่เขากลับถูกตนกินหมากไปเม็ดสองเม็ดโดยไม่ใส่ใจ เห็นได้ว่าจงใจปล่อยไปตามน้ำ
นานเพียงใดแล้วที่ไม่ได้ทุ่มเทกับการวางหมากเช่นนี้? เมื่อเทียบกับแม่ทัพกงซุนที่มีกลหมากเปี่ยมไอสังหาร การเดินหมากกับจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนต้องการแผนการอันฉลาดเฉลียวมากกว่า
ดวงหน้าเล็กๆ เบื้องหน้าดูจริงจังขึ้นเรื่อยๆ ส่วนทางด้านจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนก็กล่าววาจาน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งบนกระดานมากไม่มีตำแหน่งให้วางหมากอีกต่อไป ทั้งสองจึงหยุดการเคลื่อนไหวในมือลง ถึงกับ…เสมอกันเชียว
อวิ๋นซูมองไปยังสถานการณ์หมากที่ผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันอย่างละเอียด ทุกแห่งล้วนควรค่าให้ตนครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ราวกับอีกฝ่ายคาดเดาถึงการโจมตีของตนได้นานแล้ว ทุกครั้งที่ใกล้จะตกหลุมพรางของตน เขายังสามารถย้อนกลับได้ทันเวลา เปลี่ยนจากโจมตีเป็นป้องกันได้
ดูแล้วจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนผู้นี้ไม่ใช่จักรพรรดิที่ไร้ความสามารถอันใด พระองค์กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่? เหตุใดจึงมอบอำนาจในเมืองของตนให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์? อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะคิดให้มากขึ้น
“คิดไม่ถึงว่าการวางหมากกับคุณหนูกงซุนจะเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าวางหมากกับแม่ทัพกงซุนเสียอีก” จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนสรวล ในดวงเนตรไม่มีประกายลองเชิงเช่นนั้นอีก
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด สตรีเบื้องหน้าทำให้พระองค์คิดถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา ไม่รู้ว่านานเพียงใดแล้วที่ตนไม่ได้แข่งหมากกับผู้อื่นอย่างจริงจังเช่นนี้ บางครั้งที่ตนให้แม่ทัพกงซุนเข้าวังมาก็เพื่อต้องการกำจัดความหงุดหงิดเท่านั้น ต้องการต่อสู้กับแม่ทัพกงซุนอย่างสบายอารมณ์
อวิ๋นซูรู้ว่าความจริงจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนยังออมมือให้นางอยู่บ้าง หากอีกฝ่ายเอาจริงเอาจังกว่านี้ เกรงว่าตนคงไม่ใช่คู่มือของพระองค์
“ฝ่าบาทออมมือแล้วเพคะ”
“ฮ่าๆๆ จะออมมือหรือไม่ ในใจของเจิ้นย่อมกระจ่างแจ้ง! แม่ทัพกงซุนช่างหาบุตรีดีๆ มาได้ผู้หนึ่งจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดายที่เจ้าเป็นสตรี มิเช่นนั้นเราคงไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆ จะต้องรับเจ้ามาเป็นลูกเขยให้ได้ ให้มาเป็นราชบุตรเขยแห่งแคว้นเหลียนของเจิ้น!”
“…”