หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 572 มีที่มาที่ไปยิ่งใหญ่
สุรเสียงหยอกล้อเช่นนี้ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนทำให้ในใจของอวิ๋นซูเกิดความรู้สึกจนใจ ราชบุตรเขยหรือ? ต้องการพูดเรื่องราชบุตรเขยเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน จะเป็นเรื่องง่ายเช่นนั้นที่ไหนกัน นิสัยของพระองค์แปลกประหลาดเปลี่ยนแปลงไปมากมายเช่นนี้ เกรงว่าหากต้องการประจบประแจงพระองค์ยังมิแน่ว่าจะหาวิธีการที่ถูกต้องได้ มีพ่อตาเช่นนี้ เชื่อว่าคงปวดหัวมากกระมัง?
โม่กงกงที่อยู่ด้านข้างรีบเดินเข้ามา “ฝ่าบาท เวลาไม่เช้าแล้ว…” ถึงเวลาให้คุณหนูกงซุนกลับแล้ว มิเช่นนั้นหากอีกสักครู่เกิดอะไรขึ้น ผู้ใดก็มิอาจรับประกันได้
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนมองท้องฟ้า “อืม ช่างน่าเสียดายจริงๆ เจิ้นยังคิดจะเดินหมากกับเจ้าอีกสักหลายกระดาน แต่เพื่อความปลอดภัยในตำหนักของเจิ้น วันนี้เจิ้นจะให้เจ้ากลับไปก่อน”
อวิ๋นซูย่อมไม่พลาดความรู้สึกยินดีที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ในดวงเนตรของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน แม้จะเสมอกัน แต่อวิ๋นซูรู้ว่าในใจของอีกฝ่ายตัดสินใจนานแล้ว จึงคารวะครั้งหนึ่ง “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไป จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนจึงค่อยๆ เก็บท่าทีของตน
เป็นสตรีที่พิเศษจริงๆ มิน่าเล่าหลิงเอ๋อร์ถึงใส่ใจเพียงนี้ เพียงแต่…หากสตรีผู้นี้มีความเกี่ยวข้องกับหมอประจำพระองค์ที่จักรพรรดิเซียวและรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินกำลังหาตัวอยู่ตอนนี้เล่า? หากเป็นเช่นนี้จริงๆ หลิงเอ๋อร์คงยุ่งยากครั้งใหญ่แล้ว
ช่างเถิด นิสัยเช่นนี้คงไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามตน ขอเพียงคิดจะทำ กระทั่งสวรรค์ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของพวกเขาได้
โม่กงกงเดินมาข้างกายอวิ๋นซูด้วยรอยยิ้มประจบประแจงเต็มใบหน้า “คุณหนูกงซุน เรื่องในวันนี้โปรดอภัยด้วยขอรับ รบกวนกล่าวเรื่องดีๆ ต่อหน้าแม่ทัพกงซุนแทนบ่าวเสียหลายประโยคด้วยขอรับ” เขายังจดจำการข่มขู่ของแม่ทัพกงซุนได้ เพื่อศีรษะของตน จำเป็นต้องทำหน้าหนาขอความช่วยเหลือจากคุณหนูกงซุนแล้ว
สตรีสุขุมเยือกเย็นแย้มยิ้มเล็กน้อย “กงกงโปรดวางใจ”
อีกฝ่ายถอนใจ เมื่อคิดถึงสถานการณ์เมื่อครู่นี้ ในใจจึงรู้สึกนับถืออวิ๋นซูมากขึ้นหลายส่วน เผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของฝ่าบาทยังรับมือได้เช่นนี้ กระทั่งคุณหนูตระกูลใหญ่ก็ยังมิอาจทำได้
“ขอบคุณคุณหนูกงซุนมากขอรับ เชิญทางนี้”
อวิ๋นซูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ไม่ต้องสวมผ้าดำแล้วหรือ?”
บนใบหน้าของโม่กงกงเต็มไปด้วยความขอภัย “ฝ่าบาทกลัวว่าคุณหนูกงซุนจะไม่คุ้นชินจึงเลือกทางออกที่ไม่มีผู้ใดคุ้มกันให้คุณหนูกงซุนเส้นทางหนึ่ง รับประกันได้ว่าคุณหนูกงซุนจะปลอดภัยไร้อันตรายตลอดเส้นทางขอรับ”
อ้อ? ที่แท้ก็มีเส้นทางเส้นนี้ด้วย นี่เป็นการแสดงให้เห็นหรือไม่ว่า ก่อนหน้านี้จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนจงใจกลั่นแกล้งตน? ตอนนี้พระองค์เพิ่งจะคิดแสดงความเป็นมิตรกับตนหรือ?
ปิดซ่อนทว่าทรงเกียรติ แข็งแกร่งทว่าเก็บงำ
เดินตามกงซุนไปยังเส้นทางเล็กๆ อันคดเคี้ยว พลันนั้น จู่ๆ ขันทีที่อยู่เบื้องหน้ากลับหยุดฝีเท้าลงพลางกลั้นหายใจ อวิ๋นซูมองผ่านป่าหนาทึบ พบว่ามีขบวนคนยิ่งใหญ่กำลังเดินเข้ามา
โม่กงกงหันกลับไปอย่างระมัดระวัง ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้อวิ๋นซู อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ในยามนี้ฮองเฮาควรพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักถึงจะถูก เหตุใดจึงเสด็จมาหาฝ่าบาทได้?
ความคิดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วพริบตา ขบวนเสด็จอันยาวเหยียดค่อยๆ ห่างออกไป ไม่สังเกตเห็นเงาร่างทั้งสองที่ยืนเงียบอยู่ในป่า
โม่กงกงจึงค่อยวางใจ ลงหันกลับไปแย้มยิ้มเป็นมิตรให้อวิ๋นซู ทว่าในขณะนั้นเอง สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป “แย่แล้ว!”
ฝ่าบาททรงมีรับสั่งไว้ว่า วันนี้ไม่อนุญาตให้ฮองเฮาไปรบกวนอีก หากฮองเฮาคิดจะเสด็จไปที่ตำหนักประทับของฝ่าบาทจริงๆ เช่นนั้นตนควรไปขวางเอาไว้ถึงจะถูก!
“คุณหนูกงซุนขอรับ เดินตามเส้นทางที่มีรอยประทับสีแดงนี้ไปจะเห็นประตูข้างของพระราชวัง บ่าวยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ ช่าง…”
“กงกงโปรดวางใจ ข้าออกไปเองได้”
โม่กงกงมีสีหน้าร้อนรน จังหวะการก้าวเท้ากระชั้นถี่ “ขอบคุณคุณหนูกงซุนขอรับ ขอบคุณคุณหนูกงซุน! บ่าวขอตัวก่อน…” กล่าวจบก็รีบวิ่งไปยังทิศทางที่ขบวนเสด็จมุ่งหน้าไป
เพียงไม่นานรอบด้านก็จมลงสู่ความเงียบงัน ดวงอาทิตย์สีทองสาดส่องผ่านใบไม้หน้าทึบลงสู่เส้นทางเล็กๆ กลายเป็นประกายดาวพร่างพราว อวิ๋นซูมีสีหน้าเคร่งขรึมลง เดินไปนอกพระราชวังตามทิศทางที่โม่กงกงชี้นำ
เส้นทางเล็กๆ อันคดเคี้ยวทอดผ่านตำหนักอันห่างไกลมากมาย ลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามา ทำให้อวิ๋นซูเคร่งเครียดขึ้นไม่น้อย เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเบื้องหน้าเป็นกำแพงพระราชวังสีเทา ที่นี่ราวกับถูกผู้คนลืมเลือนก็มิปาน ด้านหนึ่งเป็นป่าไผ่เขียวชะอุ่ม อีกด้านกลับเป็นกำแพงพระราชวังอันเย็นยะเยือก ในใจของอวิ๋นซูเกิดความรู้สึกแปลกใจขึ้นมา ไม่ว่าจะอย่างไร พระราชวังอันสง่างามทรงเกียรติมักมีทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเช่นนี้อยู่เสมอ
…
ภายในห้อง
วั่งเฉินได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไปจากด้านนอก ในที่สุดก็รวบรวมความกล้า เปิดประตูวิ่งเหยาะๆ ออกไป
บนเตียง เหมยเฟยมองดูเงารางลับๆ ล่อๆ นั้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ต้องการหนีออกจากตำหนักแห่งนี้หรือ? เด็กคนนี้จะดูถูกแคว้นเหลียนเกินไปแล้ว
วั่งเฉินรู้ว่าโอกาสอาจจะมีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียว หากสวรรค์เห็นใจ ให้คนดีๆ พบร่องรอยที่นางส่งออกไป เช่นนั้นตนกับเหมยเฟยก็อาจจะมีทางออกไปได้ แต่หากโชคไม่ดี ถูกคนของฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนพบเข้า เช่นนั้นตนก็อาจจะ…มีเพียงเส้นทางแห่งความตายให้ก้าวเดิน
จากการดูแลในหลายวันมานี้ ได้เห็นเหมยเฟยทรมาณจากความเจ็บปวดทั้งวัน วั่งเฉินคิดว่าไม่อาจนั่งมองเฉยๆ ได้อีก ตลอดมานางรู้สึกเคารพและหวาดกลัวเหมยเฟยเท่านั้น แต่หลังจากที่ได้ใกล้ชิดกัน นางพบว่าเหมยเฟยเป็นเพียงสตรีน่าสงสารผู้หนึ่ง
บางทีการมีชีวิตอยู่เช่นนี้คงมิสู้ตาย เหมยเฟยก็คิดเช่นเดียวกัน แต่คนเหล่านั้นกลับโหดหี้ยม ปล่อยให้นางอยากตายก็มิอาจตายได้
วั่งเฉินเลือกก้อนหินที่เหมาะสมขึ้นมาก้อนหนึ่ง นำผ้าที่ตนจัดเตรียมไว้ห่อก้อนหินนั้นเข้าไป หลับตาทั้งสองลงขอพรต่อสวรรค์ จากนั้นจึงใช้แรงทั้งหมดขว้างก้อนหินออกไปจากตำหนัก
“ผู้ใดให้เจ้าออกมา!”
ตอนนี้เอง เสียงอันโกรธเกรี้ยวดังขึ้นจากด้านหลัง วั่งเฉินรีบหันไป เพียงพริบตาเดียวองครักษ์ผู้นั้นก็ทะยานร่างมาอยู่เบื้องหน้านาง “เมื่อครู่เจ้าโยนสิ่งใดออกไปด้านนอก?!”
“มะ ไม่มี…”
“ไม่มีหรือ! ข้าเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเจ้าทำ เช่นนั้นเจ้าพูดมา เจ้าออกมาทำอะไร?! เคยเตือนเจ้าแล้วมิใช่หรือว่ามิให้เหยียบย่างออกมาจากห้องแม้เพียงครึ่งก้าว?!” องครักษ์ยื่นมือมาคว้าแขนของวั่งเฉินอย่างโหดเหี้ยมดุดัน นางเจ็บปวดจนดวงตาแดงระเรื่อ “ละ ลูกปัดหยกของเหนียงเหนียงกลิ้งออกมา วั่งเฉินจึงมาเก็บกลับไปให้…”
ยื่นลูกปัดหยกกลมเกลี้ยงในฝ่ามือไปเบื้องหน้าองครักษ์ผู้นั้น อีกฝ่ายขมวดคิ้วแน่น เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
“ไป ไปค้นหาดูว่าด้านนอกมีสิ่งใดหรือไม่? หากพบสิ่งใด เจ้า! รอมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตายได้เลย!” องครักษ์สั่งลูกน้องหลายคนที่อยู่ข้างกาย จากนั้นจึงกล่าวเตือนวั่งเฉินอย่างดุดัน ลากนางไปที่ประตูห้องแล้วผลักเข้าไป
สตรีอ่อนแอล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรง ประตูถูกปิดลงอีกครั้ง “ดูพวกนางให้ดี!”
วั่งเฉินรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมา ขออย่าให้พวกเขาหาก้อนหินที่ตนขว้างออกไปพบเลย มิเช่นนั้น…
“เด็กน้อย เจ้าทำเช่นนี้นับเป็นการสิ้นเปลืองความคิดไปเปล่าๆ โดยไม่ต้องสงสัยเลย”
เสียงอันเย็นชาดังแว่วขึ้นมาจากบนเตียง เหมยเฟยมองสตรีผู้มีสภาพย่ำแย่หาใดเปรียบบนพื้น อู๋ฮุ่ยอวิ๋นไม่เข้าใจแคว้นเหลียน แต่เหมยเฟยเข้าใจเป็นอย่างดี หากส่งข่าวออกไปด้านนอกได้ง่ายๆ เช่นนี้ ตนจะถูกขังอยู่นานเพียงนี้ได้อย่างไร
รอบตำหนักแห่งนี้ถูกคนของฮองเฮาเฝ้าไว้อย่างเข้มงวด ส่วนทิศทางที่อู๋ฮุ่ยอวิ๋นยืนหันหน้าให้เมื่อครู่นี้ หากตนจำไม่ผิด ด้านนอกเป็นเพียงป่าที่ไร้ซึ่งผู้คน
“เด็กน้อย กินเถิด อาหารบนโต๊ะเหล่านั้นอาจเป็นมื้อสุดท้ายของเจ้าก็เป็นได้”
เห็นแก่ที่นางดูแลตนมาหลายวันเพียงนี้ เหมยเฟยจึงกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
“…ไม่ วั่งเฉินเชื่อว่าสวรรค์มีคุณธรรม ปาฏิหาริย์ต้องเกิดขึ้นเป็นแน่…”
…
ก้อนหินก้อนหนึ่งตกลงมาจากฟ้า ร่วงลงสู่ข้างเท้าของอวิ๋นซู นางก้มหน้าลงด้วยความสงสัย พบก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นถูกห่อด้วยผ้าสีเทาผืนหนึ่ง บนผ้ามีรอยเลือดอยู่จางๆ
นี่มันอะไร?
ก้มตัวลงเก็บขึ้นมา อวิ๋นซูกำลังคิดจะเปิดผ้าออกดู กลับได้ยินเสียงอันโกรธเกรี้ยวที่คละเคล้ามากับสายลมจางๆ
มีคนหรือ?! ด้านในกำแพงของพระราชวังอันเย็นยะเยือกมีคน!
ในดวงตาของนางมีประกายไหลผ่าน มองก้อนหินในมือของตนอีกครั้งพลันรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง รีบยกชายกระโปรงเดินจากไปด้วยความรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าอันร้อนรนระลอกหนึ่งไล่ตามมา “เป็นที่นี่ หาดู มีอะไรหรือไม่?” องครักษ์หลายคนรีบหาสิ่งของตามพุ่มหญ้าด้วยความรวดเร็ว ทว่ากลับไม่พบสิ่งใด
“หัวหน้า ไม่พบของน่าสงสัยขอรับ”
สตรีทั้งสองที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงจากด้านนอกลางๆ วั่งเฉินเบิกตาทั้งสองด้วยความแปลกใจระคนยินดี ไม่มี?! เช่นนั้นถูกผู้อื่นเก็บไปแล้วหรือ?
กระทั่งเหมยเฟยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ หรือปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว?
เสียงประตูถูกเปิดออก องครักษ์ผู้นั้นมองไปยังวั่งเฉินด้วยใบหน้ามืดครึ้ม “หากครั้งต่อไปข้าเห็นเจ้าออกไปนอกประตูห้องด้วยตัวเองอีก อย่ามาหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
จากนั้น ภายในห้องก็เหลือเพียงสตรีทั้งสองอีกครั้ง
พวกนางสบตากันด้วยความเงียบงัน แต่กลับเริ่มมีเสียงแห่งความหวังดังกึกก้อง
ภายในจวนแม่ทัพกงซุน
“คุณหนู นี่คืออะไรเจ้าคะ?!” ชุนเซียงมองของที่อวิ๋นซูหยิบออกมาจากในอกเสื้อ เบิกตาทั้งสองด้วยความแปลกใจ
เป็นผ้าสกปรกผืนหนึ่ง ด้านบนมีอักษรเลือดเขียนอยู่หลายคำ
องค์หญิงเหมยอยู่ที่นี่
องค์หญิงเหมย? อวิ๋นซูครุ่นคิดอยู่นาน นางสัมผัสถึงความหวาดกลัวในใจของผู้เขียนตัวอักษรเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ในตำหนักแห่งนั้นจะมีใครอาศัยอยู่กันแน่? ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ยามที่อวิ๋นซูเห็นคำว่าเหมยที่อยู่ด้านบน ในใจจึงรู้สึกไม่ถูกต้องอยู่บ้าง
“ซูเอ๋อร์? ซูเอ๋อร์? ฝ่าบาททำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่?”
ด้านนอกมีเสียงกังวลใจของแม่ทัพกงซุนดังแว่วมา ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก อวิ๋นซูเพิ่งจะก้าวออกไปก็ถูกแม่ทัพกงซุนดึงนางไปสำรวจอย่างละเอียด “อืม ยังดีที่ปลอดภัยกลับมา! มิเช่นนั้นพ่อคิดจะเข้าวังไปรับเจ้าด้วยตัวเองแล้ว!”
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของอวิ๋นซูกลับเจือไปด้วยความไม่เป็นธรรมชาติอยู่หลายส่วน
“ทำไม เกิดอะไรขึ้นหรือ?” แม่ทัพกงซุนหรี่ตามองท่าทีของอวิ๋นซู เขารู้ว่าเรื่องเราต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
“ท่านพ่อ ในวังมีองค์หญิงเหมยหรือไม่?”
แม่ทัพกงซุนดวงตาสว่างวาบ มองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงดึงอวิ๋นซูเข้าไปในห้อง “ซูเอ๋อร์ เหตุใดจู่ๆ จึงกล่าวถึงองค์หญิงเหมยขึ้นมาได้?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ อวิ๋นซูจึงรู้ว่าองค์หญิงเหมยจะต้องมีที่มาที่ไปยิ่งใหญ่เป็นแน่