หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 574 ความลับของจวน
แปรพักตร์?! แม่ทัพกงซุนเพิ่งกล่าวจบ อวิ๋นซูพลันคิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่เฟิ่งหลิงอยู่ในแคว้นเฉินและแคว้นอี้ ล้วนปะทะกับคนของตระกูลอู่ทั้งสิ้น เห็นได้ว่าเขาถูกตามฆ่าไปทุกหนทุกแห่ง “หรือจะกล่าวว่า ผู้แปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับตระกูลอู่?”
ดวงตาของแม่ทัพกงซุนมีความแปลกใจไหลผ่าน จากนั้นจึงเผยท่าทียินดีออกมา บุตรีของเขาฉลาดเกินไปแล้วจริงๆ ตนเพียงกล่าวเล็กน้อยนางก็เข้าใจส่วนสำคัญได้อย่างชัดเจนแล้ว
“ใช่ ดังนั้นพวกเขาจึงหาร่องรอยขององค์ชายใหญ่พบ ถึงแม้ตระกูลอู่จะทำงานรับใช้แคว้นเหลียนอย่างซื่อสัตย์ แต่ในตระกูลยังคงแบ่งขั้วอำนาจออกเป็นหลายฝ่าย ถึงแม้เราจะไม่มีหลักฐานของฝ่ายที่ตามฆ่าองค์ชาย แต่ในใจกลับเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี เพียงแต่เบื้องหน้ายังต้องมีท่าทางกลมเกลียวสามัคคี จะอย่างไรเมื่อองค์ชายใหญ่ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ อำนาจเหล่านี้ก็จะถูกกำจัดทั้งหมด!”
ขึ้นเป็นจักรพรรดิ? ดวงตาของอวิ๋นซูสว่างวาบ บนใบหน้าปรากฏความไม่เป็นธรรมชาติอยู่หลายส่วน
เขาต้องการเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนหรือ? แต่อวิ๋นซูกลับรู้สึกว่า เฟิ่งหลิงไม่ใช่คนมีใจทะเยอทะยานเช่นนั้น
แม่ทัพกงซุนไม่อาจสังเกตเห็นความคิดของอวิ๋นซู “ฮองเฮาต้องการกุมเส้นเลือดใหญ่ของแคว้นเหลียน ไหนเลยจะง่ายเพียงนั้น!” เขากำเศษผ้านั้นแน่น “ขอเพียงองค์ชายใหญ่เห็นด้วย พ่อจะรีบนำผ้าผืนนี้ไปถวายองค์จักรพรรดิทันที! ถึงตอนนั้นดูสิว่าฮองเฮาจะอธิบายอย่างไร!”
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับคิดถึงปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ “หรือว่ามีเพียงคนของตระกูลท่านมหาราชครูเท่านั้นถึงจะทราบเบาะแสของเส้นเลือดใหญ่แห่งแคว้นเหลียน?”
“ตั้งแต่โบราณล้วนเป็นเช่นนี้ ตระกูลของมหาราชครูแต่ละยุคสมัยจะสั่งสอนตัวเลือกที่เหมาะสมเพื่อมาเป็นราชครูคอยชี้นำแคว้นเหลียนไปสู่เส้นทางแห่งเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ ตั้งแต่ฮองเฮาย่วนหายตัวไป ตระกูลมหาราชครูก็เร้นกายออกจากราชสำนัก หากคิดจะหาตัวพวกเขาย่อมมิใช่เรื่องง่าย”
สิ่งที่อวิ๋นซูไม่เข้าใจก็คือ ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเส้นเลือดใหญ่ของแคว้นเหลียน เหตุใดจึงไม่เก็บไว้ในพระหัตถ์ของตระกูลจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเล่า เช่นนี้มิใช่ว่าจะสามารถควบคุมผู้คนได้ตลอดไปหรือ? เฉกเช่นตอนนี้ ต้องเค้นสมองทำเรื่องวกไปวนมาเพื่อให้ได้รับเบาะแส อีกทั้งยังอาจจะต้องมีการปะทะกันดุเดือดยิ่งขึ้น
“เช่นนั้นราชวงศ์ไม่เคยคิดนำความลับทั้งหมดของตระกูลมหาราชครูกลับมาไว้ในมือตนเองหรือ?”
แม่ทัพกงซุนมองอวิ๋นซูอย่างลึกล้ำ กล่าวด้วยเสียงเบาลง “ซูเอ๋อร์ คำพูดเช่นนี้ภายหน้าอย่าพูดอีก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านมหาราชครู” เขาชะงักไปเล็กน้อย “ในเมื่อองค์ชายใหญ่ทรงตัดสินพระทัยแล้ว เช่นนั้นการที่ท่านมหาราชครูจะได้พบเจ้าก็เป็นเรื่องที่จะช้าจะเร็วก็ต้องเกิดขึ้น เขาเป็นบุคคลที่เข้มงวดอีกทั้งยังร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อถึงตอนนั้นพยายามคล้อยตามเขาให้มากที่สุด”
แต่หากเป็นซูเอ๋อร์คงไม่มีปัญหามากเกินไปนัก แม้แม่ทัพกงซุนจะคิดเช่นนี้แแต่ในใจยังคงรู้สึกไม่สงบอยู่บ้าง ท่าทีที่ท่านมหาราชครูมีต่อการดำรงอยู่ของอวิ๋นซูยังไม่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม ใกล้จะถึงวันเลือกพระสนมขององค์ชายแล้ว ช่วงเวลาเช่นนี้ท่านมหาราชครูคงแสดงท่าทีออกมา
หลังจากแม่ทัพกงซุนจากไป อวิ๋นซูจึงมองไปยังดอกไม้เขียวขจีในกระถางบนธรณีหน้าต่าง สมองขบคิดเรื่องราวมากมาย
ตระกูลของท่านมหาราชครูขัดแย้งกับราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน เกรงว่านี่คงมิได้เริ่มจากฮองเฮาย่วน การคัดเลือกฮองเฮาจำเป็นต้องเลือกผู้ที่มีคุณธรรมและมีพื้นเพดีเยี่ยม ฮองเฮาย่วนเป็นบุตรีคนโตของท่านมหาราชครู หากเลือกคนเช่นนี้ เหตุใดไท่ซ่างหวงต้องคัดค้านด้วย? การให้คนของตระกูลท่านมหาราชครูเป็นฮองเฮาจะทำให้พวกเขาทุ่มเทเพื่อแคว้นเหลียนไปชั่วชีวิต
นอกเสียจาก…นอกเสียจากเนิ่นนานก่อนหน้านี้ ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนก็คิดจะดึงอำนาจของตระกูลท่านมหาราชครูกลับมาแล้ว! ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิยังต้องคอยกังวล ไม่รู้ว่าเมื่อใดคนของตระกูลท่านมหาราชครูจะมีจิตใจทะเยอทะยานขึ้นมา ในมือพวกเขากุมเส้นเลือดใหญ่แห่งแคว้นเหลียนเอาไว้ เชื่อว่าคงสามารถใช้สิ่งนี้พลิกฐานะเป็นเจ้านายแห่งแคว้นได้! ตั้งแต่อดีต ขุนนางที่มีผลงานมากความสามารถไม่จำเป็นต้องมีจุดจบที่ดีเสมอไป สถานการณ์ของตระกูลท่านมหาราชครูคงไม่ต่างไปจากนี้
ด้วยเหตุนี้จึงต้องการตัดความสัมพันธ์ทุกทางที่มีกับตระกูลท่านมหาราชครูให้สิ้นซาก และสำหรับตระกูลของท่านมหาราชครู ความลับในมือเป็นไพ่ตายที่ใช้รักษาชีวิตของพวกเขา!
เมื่อคิดเช่นนี้อวิ๋นซูพลันรู้สึกหนักอึ้งในใจ ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดล้วนหนีไม่พ้นการแย่งชิงผลประโยชน์และการชิงอำนาจ ราวกับทุกคนล้วนเป็นหมากของอำนาจตั้งแต่ลืมตาดูโลก มีชีวิตเพื่อมัน ตายเพื่อมัน
อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ หันกลับไปมองใบหน้าอันคุ้นเคยในกระจก เดิมทีคิดว่าออกจากแคว้นเฉินและแคว้นอี้แล้วจะได้เริ่มต้นใหม่ วันนี้เมื่อดูแล้ว นางยังคงมิอาจหลุดพ้นจากการแย่งชิงไปได้
…
“พี่ชาย พวกเราจะไปที่ใดหรือ?” เดินทางมาสามวันสามคืนแล้ว ซูหลิงเอ๋อร์รู้สึกหัวสมองมึนงง บุรุษที่จับมือเล็กๆ ของนางแน่นมีสีหน้าระมัดระวัง
กู้สวิ๋นฟางค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง เขาพบว่าตนหลงทางอีกแล้ว!
ตลอดทางเขาพบกับกองทัพแห่งแคว้นอี้หลายครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงพวกเขา กู้สวิ๋นฟางจึงเลือกเดินออกจากเส้นทางเดิมที่เคยคิดไว้ ตำแหน่งที่ตนอยู่ในตอนนี้ไม่มีบันทึกอยู่ในแผนที่แม้แต่น้อย ตกลงนี่คือที่ใดกันแน่?
เขาเดินอยู่ในป่าผืนนี้นานแล้ว หมอกหนาทึบมองเห็นทิวทัศน์ไม่เกินห้าหมี่ ทุกครั้งที่เดินครบหนึ่งรอบจะรู้สึกราวกับตนเคยผ่านมาแล้วก็มิปาน
“ต้นไม้ต้นนี้อีกแล้ว!” กู้สวิ๋นฟางเจอสัญลักษณ์ที่ตนทำไว้อีกครั้ง คิดไม่ถึงว่าผ่านมาหลายวันแล้ว เขายังเดินวนอยู่ที่เดิม! นี่เป็นไปไม่ได้ เขาเดินไปทางทิศตะวันออกตลอด!
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน”
ในที่สุดกู้สวิ๋นฟางก็ทนไม่ไหว หยิบตะขอออกมาจากห่อสัมภาระแล้วจึงโยนขึ้นไปเกี่ยวกิ่งไม้ นำปลายตะขออีกด้านมาผูกเอวตน ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้าอย่างระมัดระวัง
ได้กลิ่นน้ำอันสดชื่นท่ามกลางหมอกขาว กู้สวิ๋นฟางรู้สึกว่าหมอกนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก หากกล่าวกันตามเหตุผล ยามกลางวันพระอาทิตย์ขึ้นสามครั้งสามครา ยามแสงอาทิตย์ร้อนแรงควรทำให้หมอกสลายไปถึงจะถูก แต่กระทั่งตอนกลางคืนก็ยังมีทิวทัศน์พร่ามัว!
จะต้องแปลกแน่นอน!
ในที่สุด หลังจากใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดก็สามารถปีนขึ้นสู่ยอดต้นไม้ได้ ทัศนวิสัยเบื้องหน้าเปิดกว้าง มองเห็นสภาพพื้นที่ที่ตนอยู่ได้อย่างชัดเจน
ทั้งสี่ด้านล้อมรอบด้วยภูเขาดูมีกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์พัวพัน บริเวณไม่ไกลมีน้ำตกที่ทิ้งตัวไหลลงมาทำให้เกิดหมอกสูงหลายจั้งปลิวตามลมมายังทิศทางที่เขาอยู่ เมื่อรวมกับยอดเขาสูงทั้งสี่ด้าน ตำแหน่งนี้ราวกับกลายเป็นพื้นที่ต่ำ อุณหภูมิชื้นพื้นดินเย็นยะเยือก ยามเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาทำให้น้ำระเหยเป็นหมอกควันไม่น้อย มิน่าเล่าหมอกจึงไม่สลายไปเสียที! น้ำตกทำให้เกิดหมอกพัดมาอีกทั้งยังไม่อาจสลายไป กลายเป็นเกลียวหมอกดูคล้ายมังกรตัวใหญ่ ราวกับหลงอยู่ในค่ายกลก็มิปาน
ประเดี๋ยวก่อน หลงอยู่ในค่ายกล?!
กู้สวิ๋นฟางราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจำได้ว่าท่านพ่อเคยบอกว่ามีบางคนเชี่ยวชาญการจัดวางค่ายกล สามารถใช้สภาพพูมิอากาศและสภาพพื้นดินรวมเข้ากับวิธีการของมนุษย์สร้างเป็นค่ายกลกักขังขึ้นมาได้ ใช้เพื่อป้องกันแขกไม่ได้รับเชิญ ขอเพียงตนหาสัญลักษณ์เฉพาะเหล่านั้นเจอก็จะสามารถทำลายค่ายกลได้!
โชคยังดี แม้ตอนนั้นเขาจะไม่คิดขโมยสุสานเฉกเช่นเดียวกับบิดา แต่การเรียนรู้กลไกเป็นงานอดิเรกของเขา ในค่ายกลเหล่านี้มีกลไกที่ต้องทำความเข้าใจอยู่ เขาเคยศึกษามาเล็กน้อย
“เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย!”
เมื่อลองค้นหาตามเส้นทางทั้งห้าที่เป็นไปได้มากที่สุด กู้สวิ๋นฟางก็พบร่องรอยที่มนุษย์ทำขึ้นจริงๆ
พบว่าในพุ่มไม้แห่งหนึ่งซ่อนเชือกที่ยากจะหาพบเอาไว้ เมื่อดึงพวกมันออกมาจากดิน สามารถแบ่งได้เป็นสีแดง สีทอง สีเหลือง สีดำ และสีเขียว
ที่แท้ก็เป็นค่ายกลที่จัดเรียงตามหลักเบญจธาตุแปดทิศ! กู้สวิ๋นฟางคิดอย่างละเอียด ส่วนซูหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างหลับไปแล้ว
ก๊อง…
เสียงไผ่น้ำที่อยู่ในเรือนดังขึ้นเบาๆ เงาร่างในอาภรณ์สีขาวเดินไปยังทิศทางหนึ่งด้วยความร้อนใจ
จวนเล็กๆ ตั้งอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ที่นี่ล้วนจัดเรียงตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่ส่งเสริมค่ายกล ในสายลมมีเสียงกระจ่างใสของกระดิ่งดังมาเป็นระยะ บุรุษในอาภรณ์สีขาวยืนอยู่บนระเบียงทางเดินที่ทำขึ้นจากไม้ไผ่ คุกเข่าลงอย่างเคารพนอบน้อม “ใต้เท้า มีคนทำลายค่ายกลเบญจธาตุ กำลังเดินมาทางจวนแล้วขอรับ!”
ผ้าแพรสีขาวผืนหนึ่งปลิวไสว เสียงหนักอึ้งประดุจดั่งคลื่นกระเพื่อมที่ก่อเกิดทำกลางทะเลสาบอันเงียบสงบ “ผู้ใด?”
“เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งกับเด็กหญิงผู้หนึ่ง ดูเหมือนบุรุษผู้นั้นจะรู้เรื่องค่ายกลขอรับ”
“ในเมื่อมาแล้วก็เชิญพวกเขามานั่งเสียหน่อยเถิด” ในน้ำเสียงไม่อาจสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันใด
“ขอรับ!”
กู้สวิ๋นฟางแบกซูหลิงเอ๋อร์ที่กำลังหลับลึกไว้บนหลัง มองไปยังเส้นทางเล็กๆ เบื้องหน้าที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น เชื่อว่าทางออกคงอยู่ที่นี่เป็นแน่! ที่แท้เขาคิดว่าตนเดินเป็นเส้นตรงมาโดยตลอด แต่กลับถูกต้นไม้ใหญ่เปลี่ยนแปลงเส้นทางของเขาโดยไม่รู้ตัว ต้องเดินตามหลักเบญจธาตุจึงจะมองเห็นเส้นทาง
ตอนนี้เอง ตาข่ายอันใหญ่ร่วงลงมาจากฟ้า กักขังกู้สวิ๋นฟางและซูหลิงเอ๋อร์เอาไว้อย่างแม่นยำไร้ข้อผิดพลาด
“อา! พี่ชาย!”
เพียงพริบตาเดียวบุรุษในอาภรณ์สีขาวทั้งห้าคนก็ทะยานร่างลงมาข้างกายพวกเขา ดึงเชือกสีเงินในมือ ตาข่ายพลันรัดแน่นดึงทั้งสองลงพื้น
“พะ พวกเจ้าเป็นใคร?!”
บุรุษในอาภรณ์สีขาวทั้งหลายไม่ได้กล่าววาจา กลิ่นหอมอันแปลกประหลาดสายหนึ่งโถมเข้าสู่จมูก คำก่นด่าของกู้สวิ๋นฟางยังไม่ทันออกจากปาก ทัศนวิสัยก็ค่อยๆ พร่าเลือน
“ใต้เท้า พวกเราพบของเหล่านี้บนตัวของบุรุษผู้นั้นขอรับ”
สัมภาระของกู้สวิ๋นฟางถูกวางไว้ด้านข้าง ป้ายของช่างฝีมือป้ายทองซึ่งใช้ไม้อันมีเอกลักษณ์พิเศษทำขึ้นถูกดึงออกมา
ภายในจวนมีชายชราผมขาวผู้หนึ่งนั่งอยู่อย่างมั่นคง บนร่างสวมชุดคลุมสีเทาดูผ่อนคลายสงบนิ่ง เบื้องหน้ามีน้ำชาทรายม่วงอยู่กาหนึ่ง ดวงตาสงบไร้คลื่นทอดมองไปไกล มีลักษณะราวกับเทพเซียน
“คนแคว้นเฉินหรือ?” เหตุใดคนแคว้นเฉินจึงมาถึงชายแดนแคว้นเหลียนได้ อีกทั้งยังทำลายค่ายกลเบญจธาตุของเขาด้วย
“ใต้เท้า จะจัดการคนผู้นี้อย่างไรดีขอรับ?”
ชายชราผมขาวใคร่ครวญครู่หนึ่ง “รอเขาตื่นก่อนค่อยหารือกันอีกครั้ง”
…
ท่ามกลางหมอกไร้ซึ่งทิศทาง เงาร่างสุขุมเยือกเย็นเดินอยู่เบื้องหน้า
“ท่านหมอ?! เป็นเจ้าจริงๆ หรือ? ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ!”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไล่ตามอย่างไรก็ไม่อาจตามสตรีผู้นั้นทัน
“หยุดนะ! เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้! ข้าเดินทางพันลี้เพื่อมาตามหาเจ้า นี่เจ้าจะไปที่ใดกันแน่?!”
“ตามหาข้า? เหตุใดต้องตามหาข้า? สิ่งสำคัญที่สุดของท่านอยู่ข้างกายท่านแล้วมิใช่หรือ?” สตรีผู้นั้นค่อยค่อยหมุนตัวไปด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“เจ้า เจ้ากล่าวอันใด?”
ใบหน้าสุขุมเยือกเย็นค่อยๆ พร่าเลือน อย่างไรก็ตามรอยยิ้มของนางในสายตาของกู้สวิ๋นฟางกลับกระจ่างชัดยิ่งนัก “สิ่งที่เจ้าต้องการมากที่สุดมิใช่ว่าอยู่ข้างกายแล้วหรือ?”
“พี่ชาย! พี่ชาย! ตื่นเถิด…” เสียงร้องไห้อย่างปวดใจดังเข้าหู กู้สวิ๋นฟางพลันได้สติ ดรุณีน้อยที่กำลังร้องไห้โถมตัวเข้ามา