หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 575 พบพานมหาราชครู
“ละ หลิงเอ๋อร์? จะ เจ้าจะรัดข้าตายแล้ว…” กู้สวิ๋นฟางรู้สึกว่าคอของตนแทบหัก ดรุณีน้อยตื่นเต้นจนรัดคอเขาแน่น ใบหน้างดงามเริ่มเขียวคล้ำ
“พี่ชาย ท่านยังไม่ตาย! ดีเหลือเกิน! หลิงเอ๋อร์ยังนึกไปว่า นึกว่า…”
หลิงเอ๋อร์รีบปล่อยเขา เช็คน้ำตาน้ำมูกบนใบหน้าด้วยความยินดี จากนั้นจึงจับกู้สวิ๋นฟางอีกครั้ง แต่กลับถูกเขาสะบัดออก อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวก็จะโดนอาภรณ์ของเขาแล้ว!
“ที่นี่คือที่ใด?!” ตอนนี้เอง กู้สวิ๋นฟางย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่ตนจะสลบไป พวกเขาถูกบุรุษในอาภรณ์สีขาวกลุ่มหนึ่งล้อมเอาไว้ ทว่าตอนนี้ตนถึงกับอยู่ในจวนเล็กๆ อันสงบเงียบท่ามกลางธรรมชาติแห่งหนึ่ง! รอบด้านเต็มไปด้วยไผ่เขียว บริเวณชายคายังมีสัญลักษณ์กระดิ่หงส์แขวนเอาไว้ ความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่าง เขาพลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง “สะ สัมภาระของข้าเล่า?!”
“คุณชาย ท่านตื่นแล้ว”
ด้านหลังมีเสียงอันสงบนิ่งดังแว่วมา กู้สวิ๋นฟางจ้องมองไปทางบุรุษผู้นั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว อย่างไรก็ตามการจับจ้องในครั้งนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง เมื่อครู่ยังไม่ได้สังเกต บุรุษในอาภรณ์ชุดขาวมีหน้าตาเกลี้ยงเกลาจนทำให้เขาคิดไปถึงดอกเหลียนฮวาในสระอันสะอาดเกลี้ยงเกลา ดวงตาคู่นั้นกระจ่างใสหาใดเปรียบ บนร่างมีบรรยากาศราวกับสายน้ำแผ่ออกมา
เพียงไม่นานกู้สวิ๋นฟางก็ได้สติกลับมา “พวกเจ้าเอาสัมภาระของข้าไปซ่อนไว้ที่ใด?!”
น้ำเสียงอันโกรธเกรี้ยวเช่นนี้มิได้ทำให้บุรุษผู้นั้นมีปฏิกิริยาใด อีกฝ่ายทำเพียงหลุบตาลงเล็กน้อย “คุณชาย ใต้เท้าของข้าเชิญท่านไปพบ”
ใต้เท้า?!
ซูหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างแอบดึงแขนเสื้อกู้สวิ๋นฟาง “พี่ชาย เมื่อครู่ตอนที่หลิงเอ๋อร์ตื่นที่นี่ยังไม่มีคนแท้ๆ ท่านว่าเขาเป็นคนหรือผี?”
“ผู้น้อยเป็นคนขอรับ”
“เอ๋! ท่าน ท่านได้ยินด้วย” ซูหลิงเอ๋อร์ขยับไปด้านหลังกู้สวิ๋นฟางด้วยความเคร่งเครียด ต้องทราบว่าการกล่าวว่าผู้อื่นเป็นผีเป็นเรื่องที่ไร้มารยาทมาก
“ผู้น้อยได้ยินขอรับ” บนใบหน้าของอีกฝ่ายประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ จากนั้นจึงยืดตัวขึ้น “ทั้งสองท่านเชิญตามผู้น้อยมาขอรับ”
กู้สวิ๋นฟางไม่สนใจว่ายามนี้อีกฝ่ายจะมีความคิดเช่นไร เขาต้องการเพียงสัมภาระของเขาเท่านั้น! ยื่นมือออกไปคลำบริเวณเอว รอก่อน ป้ายทองของเขาไม่อยู่แล้ว! น่ารังเกียจ คนเหล่านี้ใช้วิธีการเช่นนี้จับตัวเขามา แล้วยังเอาของของเขาไปอีก!
บนระเบียงทางเดินอันคดเคี้ยว กู้สวิ๋นฟางสังเกตุเห็นว่าสภาพพื้นที่ของที่นี่สลับซับซ้อนนัก หากมิใช่ว่ามีบุรุษในอาภรณ์สีขาวเดินนำทางอยู่เบื้องหน้า เกรงว่าพวกเขาคงหลงอยู่ในจวนแห่งนี้แล้ว! เป็นผู้ใดกันแน่ กระทั่งที่อยู่อาศัยยังวางค่ายกลลวงตาไว้ หรือจะมีของล้ำค่าควรเมืองอันใดซ่อนอยู่?
“ใต้เท้า พาคนมาแล้วขอรับ”
กู้สวิ๋นฟางหยุดฝีเท้าลง มองบุรุษเบื้องหน้าหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องแห่งหนึ่ง เมื่อมองผ่านต้นไผ่เหล่านี้ไป เขาเห็นชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงกลางห้อง
เขากลั้นใจเดินเข้าไป คิดไม่ถึงว่าเพียงมองก็พบกับสัมภาระและป้ายทองของเขาวางอยู่เบื้องหน้า
“อา! ของของข้า!” เขาเดินพุ่งไปด้วยท่าทีดุดัน เดิมทีคิดจะแย่งมา ทว่าจู่ๆ ข้างกายกลับมีบุรุษสองคนปรากฏตัวขึ้น กระบี่ในมือพาดลงมาบนลำคอของเขา กู้สวิ๋นฟางรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ เมื่อครู่ในห้องยังไม่มีบุรุษสองคนนี้!
“นี่พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร? หรือที่นี่เป็นรังโจรในภูเขา?!”
ชายชราผู้นั้นค่อยๆ เบนสายตาขึ้นมองกู้สวิ๋นฟาง จากนั้นจึงหยิบป้ายทองเบื้องหน้าขึ้นมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน ราวกับกำลังพิจารณา “ช่างฝีมือป้ายทอง? เจ้าคือช่างฝีมือแห่งแคว้นเฉินหรือ?”
เมื่อครู่เขาดูของในห่อสัมภาระแล้วครู่หนึ่ง พบว่าเป็นอาวุธลับที่มีกลไกอันแปลกประหลาดจำนวนหนึ่ง คนผู้นี้มาที่จวนของเขา ไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์อันใด
“แล้วอย่างไรเล่า? หากรู้แล้วยังไม่รีบปล่อยพวกข้าไปอีก!”
“ที่นี่ไกลจากแคว้นเฉินยิ่งนัก เช่นนั้นขอเรียนถาม ช่างฝีมือป้ายทองมาถึงที่ของข้าด้วยเรื่องอันใด?”
กู้สวิ๋นฟางเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีใสกระจ่างสูงส่งหาใดเปรียบ พลันนั้นจึงแค่นเสียงเย็นออกมา “ผ่านทาง!”
ผ่านทาง?
“พี่ชาย! กรี๊ด!” จู่ๆ ซูหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างก็กรีดร้องออกมา ถึงกับมีบุรุษในอาภรณ์สีขาวยกนางขึ้นพลางใช้กระบี่พาดลงบนลำคอของนาง
“เจ้า! พวกเจ้าจะทำอะไร? ถึงกับสร้างความลำบากให้เด็กน้อยผู้หนึ่งเชียวหรือ!”
ชายชราไม่รู้สึกว่าการกระทำนี้มีอะไรไม่เหมาะสม “คุณชายบุกรุกเข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง แต่กลับถามว่าพวกเราต้องการทำอะไรหรือ?”
“ข้าบอกไปแล้ว! คุณชายเช่นข้าก็ไม่พอใจที่บุกมาในสถานที่โกโรโกโสแห่งนี้ของพวกเจ้าเช่นกัน ในจวนตระกูลกู้ของข้า ของล้ำค่าใดบ้างที่ไม่มี? ที่นี่นอกจากค่ายกลแล้วยังจะมีอะไรอีกเล่า?!” ในน้ำเสียงของกู้สวิ๋นฟางเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและความหยิ่งยโส บุรุษหนึ่งในนั้นแค่นเสียงแล้วตะโกนออกมา “อย่าเสียมารยาท!”
จากนั้นเขาจึงบีบไหล่ซูหลิงเอ๋อร์อย่างแรง ดรุณีน้อยเจ็บจนร้องไห้ออกมา
“เจ้า…” นี่มิใช่ว่ากำลังข่มขู่เขาหรือ?! อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นซูหลิงเอ๋อร์มีท่าทีเจ็บปวดจนพูดคำใดไม่ออก กู้สวิ๋นฟางจึงพยายามกดโทสะของตนเอาไว้ ค่อยๆ สงบลง
เนิ่นนานผ่านไป ชายชราจึงมองไปทางบุรุษในอาภรณ์สีขาวผู้นั้น อีกฝ่ายรีบปล่อยมือ ซูหลิงเอ๋อร์ทรุดตัวลงกับพื้น มองไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว
“หากคุณชายไม่กล่าวความจริง ข้าก็ไม่อาจต้อนรับด้วยมารยาทได้”
กู้สวิ๋นฟางกัดฟัน จะอย่างไรเขาก็ไม่ได้ทำเรื่องที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้! “ข้ามาตามหาคน!”
“หาคน? หาคนแคว้นเฉินหรือหาคนแคว้นเหลียน?”
คนแคว้นเหลียน? หรือว่าที่นี่คือแคว้นเหลียน?
“กระทั่งตามหาผู้ใดก็ยังต้องวุ่นวายด้วยหรือ? ขอเพียงเจ้าปล่อยข้าไปแล้วบอกทางออกให้ข้า ข้าจะไม่มาปรากฏตัวเบื้องหน้าเจ้าอีก!”
ไหนเลยจะรู้ว่าชายชรากลับหัวเราะ “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเจ้าคิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป คุณชายมีความรู้เรื่องค่ายกลและกลไก ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ท่านใด?”
“หึ ตระกูลกู้ของพวกเรามีชื่อเสียงทางด้านค่ายกลกลไก เจ้าอยากรู้อะไรอีก? คุณชายเช่นข้าสามารถบอกเจ้าได้ทุกเรื่อง เมื่อพวกเจ้าตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วก็รีบปล่อยพวกเราไปเสีย!”
บุรุษในอาภรณ์สีขาวทั้งหลายมองไปยังบุรุษโอหังด้วยสายตาเย็นชา แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครกล้ากล่าวกับใต้เท้าเช่นนี้ เขาไม่รู้หรือว่า เพียงนิ้วเดียวของพวกเขาก็สามารถทำให้เขาจมกองเลือดได้แล้ว
“หาใคร? มีฐานะอย่างไร?”
“…สตรีผู้หนึ่ง แซ่หลิ่วชื่ออวิ๋นซู ทำไมเจ้าเคยพบหรือ?” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับคนไม่รู้จักเหตุผลเช่นนี้ ต้องการถามเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นให้ได้!
หลิ่วอวิ๋นซู?! ในดวงตาของชายชราผมขาวเกิดประกายสองสว่าง “เจ้ากับคนผู้นี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”
“…” กู้สวิ๋นฟางรู้สึกแทบจะทนข่มอารมณ์ของตนไม่ไหว บุรุษในอาภรณ์สีขาวข้างกายก้าวเข้ามา ชี้กระบี่ไปทางซูหลิงเอ๋อร์
“นางเป็นผู้มีพระคุณของข้า ถูกผู้อื่นลักพาตัวไประหว่างกลับแคว้น ดังนั้นข้าจึงมาตามหานาง!”
“เช่นนั้นเจ้าหาสถานที่แห่งนี้เจอได้อย่างไร”
นี่กลายเป็นประสบการณ์ที่สร้างความอัปยศให้กู้สวิ๋นฟางมากที่สุดแล้ว ถูกผู้อื่นใช้กระบี่จี้ ทั้งยังถามคำถามยุ่งยากเหล่านี้อีก! “ตอนนี้แคว้นเฉินและแคว้นอี้เปิดศึกกัน ระหว่างทางพบทหารแคว้นอีไม่น้อย เพื่อหลบเลี่ยงพวกเขาจึงเดินมาที่นี่โดยไม่รู้ตัว!”
ชายชรามีความอดทนยิ่งนัก “เจ้ากล่าวว่าตระกูลกู้ของพวกเจ้ามีชื่อเสียงทางด้านค่ายกลกลไกหรือ? แต่ข้าไม่เคยได้ยินชื่อตระกูลกู้แห่งแคว้นเฉินมาก่อน” คำพูดนี้ฟังผิวเผินดูไร้มารยาทยิ่งนัก กู้สวิ๋นฟางพลันหน้าเปลี่ยนสี “บรรพบุรุษตระกูลกู้เคยสร้างสุสานให้ราชวงศ์ ค่ายกลกลไกเหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งพื้นฐาน อีกอย่าง ค่ายกลเบญจธาตุที่เจ้าติดตั้งก็ไม่ร้ายกาจอันใด ข้าศึกษาเพียงครู่เดียวก็หาจุดอ่อนของค่ายกลพบแล้ว”
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มลำพองใจ อีกฝ่ายดูถูกตระกูลกู้ ตนย่อมต้องทำให้เขาเห็นดีกันเสียหน่อย
“ฮ่าๆ เจ้าเด็กน้อยไม่รู้ความ”
“อะไร?! หรือที่ข้าพูดมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง?!”
“ค่ายกลเบญจธาตุนี้ติดตั้งเอาไว้เพื่อไม่ให้คนเช่นเจ้าเดินทางผิดจนเข้ามาถึงจวนของข้าได้ หากมิใช่เพราะฤดูกาลนี้ทำให้น้ำตกไหลแรงพอดี ยามปกติเจ้าเข้ามาคงไม่พบค่ายกลที่นี่เป็นแน่ มันจะดึงดูดให้เจ้าออกไปอีกทางหนึ่ง”
ด้วยลักษณะภูมิประเทศของที่นี่ทำให้หลงทางง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งจวนแห่งนี้ยังตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องการความสงบเงียบหลีกเร้นจากผู้คนจึงได้ติดตั้งค่ายกลเบญจธาตุไว้เบื้องหน้า ชี้นำให้ผู้ที่ผ่านทางมาจากไปได้ เพียงแต่วันนี้ด้วยสภาพอากาศทำให้หมอกหนาเนิ่นนานมิสลายไป ทำให้กู้สวิ๋นฟางซึ่งเป็นคนที่รู้เรื่องค่ายกลพบเบาะแสและบุกเข้ามาที่นี่แทน
“หมายความว่าอย่างไร? หรือข้าโชคไม่ดี?”
ชายชราไม่ได้ตอบ อย่างไรก็ตามท่าทีของเขาล้วนอธิบายทุกสิ่งได้ชัดเจนแล้ว
กู้สวิ๋นฟางรู้สึกหนักอึ้งยิ่งนัก “ทุกคำที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง ปล่อยพวกเราไปได้แล้วหรือไม่?”
“ให้พวกเขาอยู่ต่อ”
อะไรนะ?! กู้สวิ๋นฟางเบิกตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวในพริบตา “เจ้าถึงกับกล้าหลอกข้าเชียวหรือ?!”
ชายชราไม่มองเขาอีก บุรุษในอาภรณ์สีขาวหลายคนรีบเดินเข้ามาคุมตัวบุรุษผู้เอะอะโวยวายนี้ไป “ปล่อยข้า พวกเจ้ามันโจรไม่มีเหตุผล! ปล่อยข้า…”
บริเวณลำคอเกิดความเจ็บปวดแพร่ออกมา บุรุษในอาภรณ์สีขาวฟันมือใส่หลังคอกู้สวิ๋นฟางอย่างดุดัน อีกฝ่ายสลบไปทันที
เพียงไม่นาน ทั้งสองก็ถูกพาออกไปจากสายตาของชายชรา
หลิ่วอวิ๋นซู?! หากมาตามหาคนผู้นี้จริงๆ เช่นนั้นเขายิ่งไม่อาจปล่อยให้บุรุษผู้นี้จากไปได้ ที่นี่คือดินแดนแคว้นเหลียน นอกจากนี้อีกฝ่ายยังรู้เรื่องค่ายกลกลไก หากเข้าไปในแคว้นเหลียนคงเกิดปัญหามากมายเป็นแน่ อีกฝ่ายมีนิสัยโอหังเพียงนี้ คงจะนำพาความยุ่งยากมาให้พวกเขาไม่น้อย
เดิมทีไม่คิดจะพบนางเร็วเพียงนี้ แต่ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว เขาไม่อยากพบคงไม่ได้
ผู้มีพระคุณหรือ? ฮ่าๆ ช่างเป็นข้ออ้างที่น่าหัวเราะเสียจริง
…
ภายในจวนแม่ทัพมีรถม้าลึกลับคันหนึ่งมาเยือน
ในตอนที่แม่ทัพกงซุนได้ยินข่าก็รีบทะยาตัวเข้ามาจากด้านนอก พบว่าภายในห้องโถงมีบุรุษในอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่งรออยู่ที่นั่นนานแล้ว แม่ทัพกงซุนเดินเข้าไปด้วยความนอบน้อมอย่างหาได้ยากยิ่ง “ท่านมหาราชครูมีสิ่งใดจะสั่งหรือ?”
“รบกวนท่านแม่ทัพแล้ว ผู้น้อยได้รับคำสั่งจากใต้เท้าให้มารับตัวคุณหนูกงซุนโดยเฉพาะ”
ในใจแม่ทัพกงซุนเกิดความรู้สึกแปลกใจ เขาเพิ่งจะกล่าวเรื่องนี้กับอวิ๋นซูก็มีคนมาเร็วเพียงนี้เชียวหรือ? “แต่ว่า…”
“ที่จวนของท่านมหาราชครูมีแขกมาเยือน รู้จักกับคุณหนูกงซุน”
แม่ทัพกงซุนพลันกลั้นใจ เขายังไม่ได้พูดคุยกับอวิ๋นซูเรื่องเกี่ยวกับท่านมหาราชครูให้ดี ตอนนี้จู่ๆ ก็มีผู้มาเยือน เกรงว่าซูเอ๋อร์คงไม่ได้เตรียมตัวแล้ว
“พ่อบ้าน ไปเชิญคุณหนูมา”
“ขอรับ”
ภายในห้อง สตรีที่กำลังอ่านตำราอยู่ได้ยินเสียงฝีเท้าอันร้อนรนดังแว่วมาจากด้านนอก
“คุณหนู! นายท่านให้คุณหนูไปพบขอรับ”
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมอง พบว่าพ่อบ้านชราเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หันไปสั่งชุนเซียงที่อยู่ด้านข้าง “จัดอาภรณ์ให้คุณหนูสักหลายตัว คุณหนู…อาจต้องไปจากจวนหลายวัน”