หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 576 ผู้สะกดรอย
เล่มที่ 20 ตอนที่ 576 ผู้สะกดรอย
“ไปจากจวนหรือเจ้าคะ?” ชุนเซียงเดินเข้ามาด้วยความสงสัย “คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ? บ่าวจะติดตามคุณหนูไปด้วย”
พ่อบ้านชรามีสีหน้าลำบากใจยิ่งนัก “นี่ เกรงว่าคุณหนูจะไปได้เพียงผู้เดียว” ต้องทราบว่าตระกูลท่านมหาราชครูมีความลับเก็บซ่อนอยู่หลายปี ทั้งยังไม่อาจเปิดเผยร่องรอยของพวกเขาได้แม้เพียงครึ่งส่วน ต่อให้เป็นท่านแม่ทัพก็มิอาจพูดคุยเจรจากับพวกเขาได้ กล่าวว่าต้องการให้คุณหนูไปผู้เดียวเช่นนั้นก็ไปได้เพียงผู้เดียว
“พ่อบ้าน ในจวนมีแขกมาหรือ?” อวิ๋นซูมองสีหน้าของอีกฝ่าย คาดเดาบางอย่างขึ้นมาได้
พ่อบ้านกำลังคิดจะเอ่ยปาก ทว่าเบื้องหลังมีบุรุษสองคนเดินใกล้เข้ามาแล้ว
สายตาของอวิ๋นซูถูกเงาร่างในอาภรณ์สีขาวดึงดูด ราวกับมีสายลมฤดูใบไม้ผลิอันสดใสพัดผ่านมา เดิมทีนางคิดว่าตนควรคุ้นชินกับคนงานที่โดดเด่นในแคว้นเหลียนได้แล้ว แต่บรรยากาศของบุรุษเบื้องหน้ายังคงทำให้นางรู้สึกตาพร่า อาภรณ์สีขาวทั้งร่างดูสะอาดเกลี้ยงเกลายิ่งนัก ราวกับม่านเมฆที่มิลงมาคลุกเคล้าฝุ่นดินก็มิปาน อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะคาดเดาถึงฐานะของคนผู้นี้
“ซูเอ๋อร์ ท่านนี้คือท่านไป๋ อีกสักครู่เขาจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องกังวล” ในยามที่แม่ทัพกงซุนกล่าวคำนี้ น้ำเสียงแตกต่างไปจากยามปกติ ราวกับต้องการเผยข้อมูลอะไรบางอย่าง ทว่าเมื่อมองไปทางบุรุษในอาภรณ์สีขาว กลับหยุดคำพูดเอาไว้
บุรุษในอาภรณ์สีขาวพยักหน้าให้อวิ๋นซูเล็กน้อย จากนั้นจึงมองไปทางแม่ทัพกงซุน “ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ ผู้น้อยแซ่ไป๋จะดูแลคุณหนูกงซุนสุดความสามารถไปตลอดเส้นทาง”
“…ลำบากท่านไป๋แล้ว”
ทว่าคิ้วของแม่ทัพกงซุนที่ขมวดเล็กน้อยกลับแสดงให้เห็นถึงความกังวลในใจของเขาได้เป็นอย่างดี คิดไม่ถึงว่าคนของท่านมหาราชครูจะมาเร็วเพียงนี้ เขายังไม่ทันได้กล่าวกับอวิ๋นซูให้ชัดเจน
“คุณหนูเก็บสัมภาระดีแล้วหรือไม่? เวลาเร่งรัด หากไม่ทันการ ผู้น้อยแซ่ไป๋จะเตรียมแทนคุณหนูระหว่างการเดินทางเองขอรับ” ความหมายของเขาก็คือให้ออกเดินทางตอนนี้เลย
ถึงกับรีบร้อนเพียงนี้เชียวหรือ? ในสมองของอวิ๋นซูปรากฏความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง หรือว่า…เป็นคนที่ท่านมหาราชครูส่งมา?
ตระกูลของท่านมหาราชครูเก็บซ่อนความลับไว้หลายปี ดังนั้นเมื่อปรากฏตัวเบื้องหน้าผู้คนจำเป็นต้องควบคุมเวลาให้น้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ผู้อื่นพบตัว อีกทั้งพวกเขายังมีข้อเรียกร้องอันเคร่งครัด ต้องการตนไปเพียงผู้เดียว ในใจของอวิ๋นซูมั่นใจมากขึ้นหนึ่งส่วน
คิดไปถึงสิ่งที่แม่ทัพกงซุนเคยกล่าว ตระกูลของท่านมหาราชครูเชี่ยวชาญในด้านค่ายกล เหมาะกับบรรยากาศบนร่างของท่านไป๋ผู้นี้พอดี
ชุนเซียงคลุมเสื้อคุมให้อวิ๋นซูอย่างไม่เต็มใจนัก ใบหน้ากว่าครึ่งถูกปิดซ่อนเอาไว้ ลดมือของตนลงอย่างอาลัยอาวรณ์ อวิ๋นซูส่งสายตาให้นางวางใจ “หากไม่มีเรื่องใหญ่อันใดข้าจะรีบกลับมา”
“บ่าวอยากไปกับคุณหนูจริงๆ …” สายตาคู่หนึ่งจ้องมองมา ในใจของชุนเซียงเกิดความประหลาดใจ มองไปยังท่านไป๋ผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว อีกฝ่ายยังคงมีใบหน้าเรียบเฉยยากคาดเดา ทำให้ชุนเซียงอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าเคร่งขรึมลง กลัวว่าคำพูดที่ตนกล่าวออกมาจะสร้างความยุ่งยากให้อวิ๋นซู
พ่อบ้านชรายื่นศรีษะเข้ามาจากด้านนอก “ท่านแม่ทัพ เตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วขอรับ”
แม่ทัพกงซุนพยักหน้า อวิ๋นซูเดินมาเบื้องหน้าท่านไป๋ “ซูเอ๋อร์ เดินทางระมัดระวังด้วย”
บุรุษในอาภรณ์สีขาวคารวะแม่ทัพกงซุนเล็กน้อย “คุณหนูกงซุน เชิญ”
…
รถม้าลึกลับเคลื่อนตัวเข้าไปท่ามกลางป่าเขาอย่างเงียบงัน บุรุษในอาภรณ์สีขาวนั่งอยู่นอกรถม้า มอบห้องในรถอันกว้างใหญ่ให้อวิ๋นซู
ตลอดทางล้วนไม่กล่าววาจา เงียบจนราวกับมีอวิ๋นซูเพียงผู้เดียว
จู่ๆ รถม้าก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ท่านไป๋ดวงตาเปล่งประกาย สายตาทอดมองไปยังต้นไม้ใหญ่ด้านหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไป มีท่าทางลึกล้ำ
“คุณหนู ด้านหน้ามีเมืองอยู่ มิสู้พวกเราไปพักเท้าที่นั่นดีหรือไม่ขอรับ”
อวิ๋นซูที่อยู่ในรถม้ารู้สึกแปลกใจ มิใช่ว่ารีบกลับไปหรอกหรือ? ตอนนี้ถึงกับมีเวลาให้พวกเขาพักผ่อนแล้วหรือไร? อย่างไรก็ตามนางทำเพียงตอบรับไปอย่างเรียบเฉยคำหนึ่ง “ได้”
รถม้าแล่นเข้าสู่ถนนใหญ่อย่างรวดเร็ว แสงอาทิตย์สาดส่องลงบนตัวรถม้าให้ความรู้สึกอบอุ่น อวิ๋นซูมองไปด้านนอก ทัศนวิสัยกว้างขึ้นเล็กน้อย รู้สึกราวกับมีบางอย่างเปลี่ยนไป
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดเมืองอันคึกคักก็ปรากฏสู่เบื้องสายตา อวิ๋นซูได้ยินเสียงพูดคุยสนทนาดังแว่วมาจากด้านนอก รถม้าค่อยๆ หยุดลง
“ท่านลูกค้า ทานอาหารหรือเข้าพักขอรับ?”
“ทานอาหาร อีกอย่าง เตรียมอาหารให้ม้าของข้าด้วย”
คำพูดเพิ่งจะถูกกล่าวออกมาอวิ๋นซูก็เลิกผ้าม่านเดินลงมาจากรถม้าแล้ว เสื้อคลุมปิดบังใบหน้าของนางไปกว่าครึ่ง สายตาทอดมองไปยังท่านไป๋ แต่กลับพบว่าเขากำลังยืดตัวขึ้นยืนจากพื้น คล้ายกับกำลังดึงเข็มสีดำเล็กละเอียดเล่มหนึ่งออกมาจากส่วนล่างของล้อเกวียน
หันตัวไปพบกับสายตาเปี่ยมความสงสัยของอวิ๋นซู เขาชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มเป็นมิตรออกมา “คุณหนู เชิญด้านในขอรับ”
บรรยากาศบนร่างของเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ตอนนี้ดูราวกับเป็นผู้ติดตามของนางจริงๆ
พวกนางเลือกห้องอันสงบเงียบห้องหนึ่ง ท่านไป๋มองไปยังเสี่ยวเอ้อผู้กระตือรือร้น “นำอาหารที่ดีที่สุดมาขึ้นโต๊ะ”
“ขอรับ ท่านลูกค้า!”
อย่างไรก็ตามประตูห้องเพิ่งจะถูกปิด ท่านไป๋ก็รีบเดินไปข้างหน้าต่าง มองไปบนถนนนอกหน้าต่างด้วยความระมัดระวัง
อวิ๋นซูสังเกตุเห็นการกระทำอันผิดปกติของเขาแต่กลับไม่เอ่ยปากถามแม้เพียงประโยคเดียว บุรุษข้างหน้าต่างดูคล้ายกับว่าสำรวจสถานการณ์ที่ต้องพบเจอจนกระจ่างชัดแล้ว ดวงตาปรายมองไปยังสตรีที่นั่งเงียบอยู่ เหตุใดนางจึงไม่ถามถึงเหตุผลที่ตนหยุดรถและทำท่าทีผิดปกติเช่นนี้? หรือจะกล่าวว่านางไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ที่ทั้งสองประสบอยู่ในตอนนี้จริงๆ?
“อาหารมาแล้ว! ทั้งสองท่านเชิญรับประทานขอรับ!” ผ่านไปครู่หนึ่ง ด้านนอกมีเสียงเสี่ยวเอ้อดังแว่วมา เขาผลักประตูให้เปิดออก ด้านหลังมีเด็กรับใช้ประคองอาหารเดินตามมาอีกสองคน ในยามที่หนึ่งในนั้นเดินมาข้างกายอวิ๋นซู ในอากาศพลันมีกลิ่นสมุนไพรคล้ายมีคล้ายไม่มีโชยมา
อดไม่ได้ที่จะเบนสายตาขึ้นมองคนผู้นั้นครู่หนึ่ง ใบหน้าปกติธรรมดา ทว่าอวิ๋นซูสังเกตุเห็นว่าเล็บของเขามีสีดำปรากฏอยู่ นี่ทำให้นางคิดไปถึงคนที่เคยพบในพระราชวังแห่งแคว้นอี้ขึ้นมาโดยพลัน
ทุกคนถอยออกไปอย่างเงียบงัน บุรุษในอาภรณ์ชุดขาวนั่งลงตรงข้ามอวิ๋นซู เอ่ยด้วยเสียงที่มีเพียงพวกเขาสองคนจะได้ยิน “คุณหนู อีกสักครู่ผู้น้อยแซ่ไป๋จะส่งท่านออกไปที่ประตูหลัง จากนั้นไปรวมตัวกันบริเวณประตูเมืองที่พวกเราเข้ามา ผู้น้อยแซ่ไป๋มีเรื่องต้องไปจัดการเล็กน้อย”
แต่อวิ๋นซูกลับขยับเล็กน้อย หยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ จิ้มลงไปในน้ำแกง จากนั้นจึงดึงเข็มเงินที่เปลี่ยนเป็นสีดำออกมาท่ามกลางสายตาแปลกใจของบุรุษในอาภรณ์ชุดขาว “บางที พวกเราควรไปตอนนี้เลย”
สตรีสุขุมเยือกเย็นปรายตามองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท ผู้วางยาพิษแฝงตัวอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้แล้ว เกรงว่าคงรอพวกเขาอยู่ที่ใดที่หนึ่งเงียบๆ แล้วกระมัง?
บุรุษในอาภรณ์ชุดขาวคิดไม่ถึงว่าคนของพวกเขาจะมาเร็วเช่นนี้ ที่นี่ไม่เหมาะต่อการวางค่ายกล ยิ่งไปกว่านั้นยังพาคุณหนูกงซุนมาด้วย นางจะกลายเป็นเป้าหมายของอีกฝ่ายได้ง่ายที่สุด
ควรจะทำเช่นไรดี?
ในขณะที่กำลังลังเลนั้น กลับพบว่าอวิ๋นซูใช้นิ้วชี้จุ่มน้ำชาในจอกแล้วเขียนอะไรบางอย่างลงบนโต๊ะ บุรุษในอาภรณ์สีขาวดวงตาสว่างวาบ จากนั้นจึงใช้สายตาซับซ้อนมองไปยังอวิ๋นซูที่อยู่เบื้องหน้า ตนยังไม่ได้อธิบายอันใด นางถึงกับรู้เรื่องที่ตนคิดจะทำเชียวหรือ
…
ภายในห้องมีเสียงดังขึ้นระลอกหนึ่ง ด้านนอกพลันมีคนเดินเข้ามาใกล้ เจาะรูหน้าต่างที่ทำด้วยกระดาษมองไปด้านใน พบว่าคนทั้งสองที่อยู่บนโต๊ะพากันล้มลงแล้ว น้ำแกงสาดกระจายเต็มพื้น
“เจ้ากำลังทำอะไร?! ยังไม่กลับไปอีก…” เสี่ยวเอ้อที่เดินกลับมาเห็นเด็กรับใช้ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าประตูจึงรีบเอ่ยปากขึ้น อย่างไรก็ตามเขายังไม่ทันกล่าวจบก็มีเข็มเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากปากของอีกฝ่าย ปักลงบนลำคอเขาอย่างแม่นยำไร้ข้อผิดพลาด เสี่ยวเอ้อดวงตาหดเกร็ง จากนั้นจึงหลับตาล้มลงกับพื้น
ประตูถูกเปิดแล้วปิดลงอีกครั้ง บุรุษผู้นั้นเดินมาด้านหน้า มองไปยังคนทั้งสองที่กำลังสลบไสลไม่ได้สติ เผยรอยยิ้มลำพองใจออกมาบางๆ ยื่นมือไปหยิบนกหวีดสีเงินออกมาจากอกเสื้อ นำจรดปากคิดจะเป่า ไม่นึกว่าสตรีที่เดิมทียังอยู่ในอาการหมดสติจะลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ปักเข็มเล่มหนึ่งลงบริเวณข้างลำคอของเขาด้วยความรวดเร็ว ความรู้สึกชาวาบแล่นขึ้นมาจากเท้า จากนั้นจึงแพร่ไปทั่วทั้งร่าง เขามองใบหน้าสุขุมเยือกเย็นนั้นอย่างยากจะเชื่อ ทัศนวิสัยค่อยๆ พร่าเลือน ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนทรุดลงกับพื้น
ท่านไป๋ในยามนี้ลุกขึ้นแล้ว เก็บนกหวีดสีเงินในมือของคนผู้นั้นมา เชื่อว่าอีกฝ่ายคงคิดจะใช้นกหวีดนี้เรียกพรรคพวกมาเป็นแน่
“คุณหนูกงซุน ผู้น้อยแซ่ไป๋รู้จักสถานที่แห่งหนึ่ง โปรดตามมาขอรับ”
…
ในเรือนโกโรโกโสแห่งหนึ่ง เด็กรับใช้ที่อยู่ในอาการหมดสติถูกโยนลงบนพื้นรกรุงรัง อวิ๋นซูไม่อาจหาสิ่งใดจากตัวเขาได้ แต่กลับพบถุงยาพิษเล็กๆ ถุงหนึ่งบริเวณฟันของเขา หากถูกผู้อื่นจับได้คงคิดจะใช้ยาพิษฆ่าตัวตายกระมัง?
“คุณหนูกงซุน?”
เมื่อท่านไป๋เดินเข้ามาก็พบว่าอวิ๋นซูมีพฤติกรรมแปลกประหลาด สายตาของนางหยุดอยู่บนหน้าไม้สั้นในมือของเขา นี่ไม่ใช่หน้าไม้ธรรมดา ด้านบนติดตั้งลูกธนูจนแน่นเอียด มีทั้งหมดห้าชั้น หากไปแตะกลไกเข้า เชื่อว่าคงมีพลังทำลายล้างรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อสังเกตุเห็นสายตาของอีกฝ่าย ท่านไป๋จึงแย้มยิ้ม “คุณหนูกงซุนรู้เรื่องกลไกด้วยหรือขอรับ?”
“ไม่ เพียงแต่มีสหายผู้หนึ่งมักจะทำเรื่องพวกนี้ เมื่อเคยเห็นมาแล้วจึงเข้าใจอยู่หลายส่วน” อวิ๋นซูคิดไปถึงกู้สวิ๋นฟาง กลไกของเขาร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง
“คิดไม่ถึงว่าคุณหนูกงซุนจะเข้าใจวิชาแพทย์ ทั้งยังรู้เรื่องกลไกด้วย” วันนี้หากไม่มีคุณหนูกงซุนอยู่ด้วย เกรงว่าตนคงกระทำผิดพลาดเนื่องจากความลำพองใจไปแล้ว ต้องทราบว่าพวกเขามีความเชี่ยวชาญด้านอาวุธกลไก แต่กลับไม่เชี่ยวชาญด้านการใช้ยาพิษ ปกติพวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใช้ยาพิษเข้าใกล้ได้ แต่หากตนถูกพิษเข้าจริงๆ เช่นนั้นคงทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
ในมือของบุรุษชุดขาวปรากฏเข็มสีดำที่เขาดึงออกมาจากใต้ล้อเกวียนขึ้นเล่มหนึ่ง “นี่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ลับที่ตระกูลอู่ใช้ส่งข่าว ระหว่างทางหากมีหูตาของคนตระกูลอู่เห็นเข็มเล่มนี้ จะติดตามรถม้าของพวกเรามา ก่อนจะรีบไปรวมตัวกัน เชื่อว่าคนผู้นี้คิดจะใช้ยาพิษทำให้พวกเราหมดสติแล้วค่อยเรียกรวมพรรคพวกกระมัง”
หยิบนกหวีดสีเงินในมือขึ้นจรดปาก ท่านไป๋เห็นท่าทีแปลกใจของอวิ๋นซูจึงหัวเราะออกมาเล็กน้อย “คุณหนูกงซุนโปรดวางใจ ที่นี่คือถิ่นของพวกเราแล้ว”
ไม่รอให้อวิ๋นซูมีปฏิกิริยาอันใด นกหวีดก็ส่งเสียงเล็กแหลมออกมาระลอกหนึ่ง ดังก้องอยู่ท่ามกลางสายลม เนิ่นนานผ่านไปท่านไป๋จึงคลายมือของตนลง มองไปบริเวณประตูเรือนด้วยท่าทีมั่นใจ
เงาร่างนับสิบรีบมารวมตัวกันยังทิศทางที่เป็นต้นกำเนิดเสียงนกหวีดอย่างความรวดเร็ว คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเหยียบย่างเข้าสู่เรือนรกร้างแห่งนี้กลับได้ยินเสียงร้องโอดครวญดังแว่วขึ้นมาจากอีกด้านหนึ่ง
“มีคนรอบโจมตี!”
“คนของมหาราชครูอยู่ที่นี่ เข้าไป! พวกเรามีคนมากกว่า!”
คนผู้นี้กล่าวจบ ทุกคนก็รีบก้าวเท้าทะยานเข้าไป ได้ยินเสียงแกรกดังขึ้น คนผู้หนึ่งร่างกายแข็งเกร็ง ก้มหน้าลงมองหินปูพื้นที่อ่อนยวบลงไปใต้เท้าตน…