หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 577 พบกันอีกครั้ง
เล่มที่ 20 ตอนที่ 577 พบกันอีกครั้ง
ด้านนอกมีเสียงเคลื่อนไหวดังแว่วขึ้น ทว่าท่านไป๋ยังมีท่าทีสงบนิ่งยิ่งนัก ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง เขาเงยหน้ามองแสงจันทร์ที่คลืบคลานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน “เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเราออกไปดูกันเถิด”
เขายกชายอาภรณ์เดินก้าวออกไป ส่วนอวิ๋นซูเดินตามหลัง เมื่อผ่านซุ้มประตูโค้งพบว่ามีเงาร่างหลายร่างนอนระเกะระกะอยู่บนระเบียงทางเดินจริงๆ บนร่างของพวกเขามีลูกธนูหลายดอกปักอยู่ บางคนถูกตัดแขนตัดขา เลือดไหลนองเต็มพื้น บางคนมีของบางอย่างพันอยู่บนคอซึ่งเป็นของที่อวิ๋นซูไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าเขียวม่วงขาดอากาศหายใจตาย
“บุกเข้ามาถึงที่นี่ได้ นับว่าพวกเขามีความสามารถอยู่บ้าง”
ในน้ำเสียงของท่านไป๋มิได้มีอารมณ์มากเกินไปนัก ราวกับเห็นเรื่องเหล่านี้จนคุ้นชินก็มิปาน เขาหันกลับมา “คุณหนูกงซุนโปรดรอสักครู่”
ไม่อาจรับประกันได้ว่าที่นี่จะมีชาวบ้านทั่วไปเดินหลงเข้ามาหรือไม่ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องทำลายกลไกทั้งหมด
อวิ๋นซูมองศพศพหนึ่งบนพื้น มือที่อยู่ในแขนเสื้อขยับเล็กน้อย…
“คุณหนูกงซุนรอผู้น้อยแซ่ไป๋จัดการศพเหล่านี้…” ในที่สุดท่านไป๋ก็กลับมา ทั้งยังนำหญ้าแห้งมาด้วยกำใหญ่ คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเดินเข้ามาในลานก็พบว่าศพบนพื้นไม่เหลือแม้แต่เงาแล้ว มีเพียงสตรีสุขุมเยือกเย็นยืนอยู่ในลาน และรอยสีเทาดำที่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งใดอยู่บนพื้นกองหนึ่ง
“นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ท่านไป๋ขมวดคิ้ว คงมิใช่ว่าหนูกงซุนเป็นผู้กระทำหรอกกระมัง?
อวิ๋นซูดึงเสื้อคุลุมขึ้นปิดบังท่าทีของตนอย่างสงบนิ่ง “หากมีคนพบศพเหล่านี้ เชื่อว่าท่านไป๋คงลำบากยิ่ง ดังนั้นข้าจึงใช้ผงสลายกระดูกจัดการไปแล้ว พวกเรารีบเดินทางเร็วหน่อยเถิด”
ผงสลายกระดูก? หรือจะเป็นของประเภทเดียวกับยาละลายศพของตระกูลอู่? ท่านไป๋มองไปยังสตรีเบื้องหน้าอย่างยากจะเชื่อ เชื่อว่าหากเปลี่ยนเป็นคุณหนูท่านอื่นคงมิอาจทำเรื่องเช่นนี้อย่างสงบนิ่งเพียงนี้ได้กระมัง? ในยามนี้ ในใจของท่านไป๋พลันต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออวิ๋นซู
ที่อวิ๋นซูตัดสินใจเช่นนี้เพราะหลังจากที่นางพบว่าในอาหารมียาพิษ ท่านไป๋ก็ไม่ได้เลือกใช้โอกาสนี้หนีไป แต่กลับคิดล่อคนเหล่านั้นออกมา
เขาพามายังจวนรกร้างแห่งนี้เพราะต้องการฆ่าผู้ที่รู้เรื่องราวให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้มีข่าวว่าคนตระกูลท่านมหาราชครูปรากฏตัวขึ้นในเมืองหลวง ในความคิดของอวิ๋นซู หากอยู่ที่นี่นานขึ้นก็จะอันตรายมากขึ้น นางไม่อยากกลายเป็นตัวถ่วงของผู้ใด ในเมื่อเป็นเช่นนี้มิสู้ลงมือช่วยเหลือท่านไป๋เสียยังจะดีกว่า
บรรยากาศระหว่างทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เดิมทีท่าทีที่บุรุษในอาภรณ์สีขาวมีต่ออวิ๋นซูคล้ายกับการมองข้าม ทว่าตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ขึ้น ระหว่างการเดินทางอันโคลงเคลง เขายังไต่ถามนางอย่างใส่ใจ จนกระทั่งสามวันผ่านไป รถม้าจึงเข้าสู่ป่าเขาที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาแน่นแห่งหนึ่งอย่างเชื่องช้า
“คุณหนูกงซุน เชิญด้านนี้ขอรับ”
ค่อยๆ ก้าวลงสู่รถม้า พบว่าท่านไป๋ยืนอยู่ไม่ไกล รอบกายของเขาถูกห้อมล้อมไปด้วยหมอกบางเบา ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ ทิวทัศน์รอบด้านทำให้ผู้คนมองเห็นได้ไม่ชัดเจน มีเพียงเส้นทางเบื้องหลังท่านไป๋เพียงเส้นทางเดียวที่กระจ่างชัดเป็นอย่างยิ่ง
เพิ่งเดินก้าวไปเบื้องหน้าไม่กี่ก้าว ด้านหลังพลันมีเสียงร้องของม้าดังขึ้น อวิ๋นซูหันกลับไป แต่กลับต้องประหลาดใจเนื่องจากรถม้าคันนั้นไม่เหลือแม้แต่เงาแล้ว
“คุณหนูกงซุน ที่นี่ทำให้ผู้คนหลงทางได้ง่าย โปรดตามผู้น้อยแซ่ไป๋มาขอรับ”
อวิ๋นซูรีบหันไป คิดไม่ถึงว่าบริเวณที่ท่านไป๋เคยยืนอยู่กลับไร้ซึ่งผู้คนไปแล้ว
“คุณหนูกงซุน ต้องตามผู้น้อยแซ่ไป๋มาติดๆ นะขอรับ สถานที่แห่งนี้ทำให้ผู้คนหลงทางได้ง่าย” เสียงนี้ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างฉับพลัน ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใด ทว่าท่านไป๋ยืนอยู่ข้างกายอวิ๋นซูแล้ว
นี่…ทั้งๆ ที่เป็นทิศทางเดียวกัน แต่เหตุใดในเวลาเพียงชั่วพริบตากลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง?
สรรพเสียงดังแว่วมาตามสายลม มีทั้งเสียงน้ำตกไหลร่วง เสียงร้องของนกแมลง ทั้งยังมีเสียงสนทนาอยู่จางๆ เพียงแต่เมื่อมองให้ละเอียด นอกจากหมอกสีขาวอันหนาทึบแล้วก็ไม่มีทิวทัศน์อื่นใดอีก
“คุณหนูกงซุน โปรดระมัดระวังด้วยขอรับ” ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ท่านไป๋ก็กล่าวประโยคอันน่าแปลกประหลาดนี้ออกมา อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงหน้าอ่อนเยาว์โดดเด่นของอีกฝ่าย ในดวงตาของเขามีความซับซ้อนแสดงออกมาให้เห็น
แขนเสื้อสีขาวนวลของเขาโบกสะบัดเล็กน้อย หมอกหนาเบื้องหน้าค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นเส้นทางเล็กๆ ที่ถูกปูด้วยหิน
อวิ๋นซูเดินไปตามเส้นทางเล็กๆ เบื้องหน้าหลายก้าว อย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับมาอีกครั้งกลับไม่พบเงาของท่านไป๋แล้ว
ที่นี่…คือสถานที่ใดกันแน่?
เบื้องหน้ามีจวนเล็กท่ามกลางป่าเขาอันเขียวชะอุ่มปรากฏขึ้นแห่งหนึ่ง ไม่ทราบว่าหมอกหนารอบด้านสลายไปจนสิ้นตั้งแต่ยามใด อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมอง พบท้องฟ้าสีครามและเขาเขียวที่ล้อมอยู่รอบด้าน
“คุณหนูกงซุนใช่หรือไม่ขอรับ?”
เสียงไม่คุ้นเคยเสียงหนึ่งเรียกอวิ๋นซูกลับมาจากการใคร่ครวญ พบว่ามีบุรุษในอาภรณ์สีขาวอีกผู้หนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า “คุณหนู เชิญทางนี้ขอรับ”
ใบหน้าไม่คุ้นเคยทว่ากลับมีบรรยากาศเฉกเช่นเดียวกับท่านไป๋ หรือนี่คือสถานที่ที่ตระกูลของท่านมหาราชครูอาศัยอยู่?
อวิ๋นซูถูกพาไปยังห้องอันเงียบสงบห้องหนึ่ง ระเบียงทางเดินที่ทำจากไม้ไผ่ใต้เท้าคละเคล้าไปด้วยความเย็นและกลิ่นหอมสดชื่น สายลมพัดมา นำพาความสดชื่นสบายใจตามธรรมชาติเข้ามา บุรุษชุดขาวที่อยู่เบื้องหน้าค่อยๆ หยุดฝีเท้าลง “คุณหนูกงซุน โปรดรอที่นี่สักครู่ขอรับ”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งเอาไว้ คนผู้นั้นจึงคารวะครั้งหนึ่งแล้วเดินจากไปอย่างสงบ
ตั้งแต่ที่เหยียบย่างเข้ามาในจวนเล็กๆ แห่งนี้ อวิ๋นซูก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป นี่ช่างแปลกประหลาดทว่าคล้ายกับกำลังดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกจัดเรียงเอาไว้ ราวกับทุกที่ที่กวาดตามองไปล้วนมีทิวทัศน์ที่แตกต่างกันไปหลายอย่างปรากฏขึ้น ในตอนนี้นางถึงกับเกิดจินตนาการอย่างหนึ่งขึ้นมา หรือในจวนเล็กๆ แห่งนี้จะมีตนอยู่เพียงผู้เดียว? เงียบงันจนราวกับว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก
อีกด้านหนึ่ง
“ใต้เท้า คุณหนูกงซุนมาถึงแล้วขอรับ”
ชายชราผมขาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น เพียงมองก็พบบางอย่างในดวงตาของท่านไป๋ “ระหว่างทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“ศิษย์ไร้ความสามารถ ปล่อยให้ตระกูลอู่พบร่องรอย”
“อืม” ชายชราผมขาวทำเพียงตอบรับอย่างเรียบเฉย “เจ้ามีชีวิตรอดกลับมาได้ เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้าสามารถจัดการทุกสิ่งได้ดี อาจารย์เชื่อมั่นในตัวเจ้า” คำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียวทำให้ท่านไป๋เผยความรู้สึกตื่นเต้นออกมา “ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ”
“เกี่ยวกับคุณหนูกงซุนท่านนี้ เจ้ามีความเห็นอย่างไร?”
ในสมองของท่านไป๋อดไม่ได้ที่จะปรากฏท่าทีสงบนิ่งไม่แปรเปลี่ยนของอวิ๋นซูขึ้นมา “เหมือนสตรีทั่วไป”
หลังจากความเงียบระลอกหนึ่ง เขาจึงค่อยๆ เบนสายตาขึ้นมอง แต่กลับพบว่าท่านมหาราชครูกำลังใช้ดวงตาอันลึกล้ำมองมาที่เขา มือที่อยู่ในแขนเสื้อแข็งเกร็งขึ้นหลายส่วน เนิ่นนานผ่านไป ชายชราผมขาวจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “หากเป็นสตรีธรรมดากลับไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ เดินทางมาไกล เจ้าเองคงเหนื่อยแล้ว ถอยออกไปเถิด”
“ขอรับท่านอาจารย์”
ท่านไป๋ถอยออกไปอย่างเงียบงัน อย่างไรก็ตามมีเพียงเขาที่รู้ว่าฝ่ามือของตนมีเหงื่อไหลซึมออกมาชั้นหนึ่ง เขาโกหกไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ทำเช่นนี้
แต่จะกล่าวอย่างไรล้วนนับว่าเขาติดหนี้น้ำใจคุณหนูกงซุนครั้งหนึ่งแล้ว
อยู่ข้างกายท่านอาจารย์มานานหลายปี เหตุใดจะไม่ทราบถึงอารมณ์ของท่านอาจารย์ตนเอง ท่านอาจารย์ไม่ต้องการสิ่งพิเศษ สิ่งที่เขาต้องการก็คือการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในกำมืออย่างง่ายดาย ยิ่งพิเศษก็ยิ่งลึกล้ำยากควบคุม สำหรับคุณหนูกงซุนแล้วนับเป็นจุดอ่อนถึงชีวิตโดยไม่ต้องสงสัยเลย
หวังเพียงว่าคุณหนูกงซุนจะเข้าใจในจุดนี้ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงเท่านี้แล้ว
“คุณหนูกงซุน ท่านอาจารย์เชิญพบขอรับ”
ท่านไป๋? อวิ๋นซูหันกลับไป ไม่ทราบว่าท่านไป๋ยืนอยู่บริเวณนั้นตั้งแต่ยามใด เพียงแต่…สีหน้าของเขาแตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างยิ่ง สายตาที่ใช้มองตนเต็มไปด้วยความเย็นชาและความแปลกหน้า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินตามหลังเขาไปอย่างเชื่องช้า ลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามา อวิ๋นซูได้กลิ่นที่แตกต่างออกไป
เขาไม่ใช่ท่านไป๋!
สตรีเบื้องหลังหยุดฝีเท้าลง บุรุษชุดขาวหันกลับมามองด้วยความสงสัย “คุณหนูกงซุน?”
“ท่านคือผู้ใด?”
ในดวงตาของอีกฝ่ายมีความประหลาดใจไหลผ่าน จากนั้นจึงค่อยมีปฏิกิริยาขึ้นมา “คุณหนูกงซุนคงพบพี่ชายของผู้น้อยแล้ว ยามนี้ท่านพี่พักผ่อนอยู่ในห้องขอรับ”
พี่ชาย? ถึงกับ…เป็นฝาแฝดเชียวหรือ มิน่าเล่าจึงหน้าตาเหมือนกันเพียงนี้ หากไม่สังเกตให้ละเอียด เกรงว่าคงไม่อาจพบความผิดปกติอันน้อยนิดที่ปรากฏบนร่างของพวกเขาทั้งสอง
อวิ๋นซูไม่พลาดความสงสัยในดวงตาของอีกฝ่าย เขามองตนอย่างลึกล้ำครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินไปเบื้องหน้าต่อไป
ท่านพี่กล่าวกับท่านอาจารย์ว่าคุณหนูกงซุนเป็นสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง เพียงแต่…นางถึงกับมีความละเอียดเพียงนี้ สามารถพบความแตกต่างระหว่างตนกับพี่ชายได้เชียวหรือ? คงมิใช่ว่าท่านพี่ปิดบังสิ่งใดกับท่านอาจารย์หรอกกระมัง?
เขาพาอวิ๋นซูเดินผ่านระเบียงอันคดเคี้ยวไปยังห้องห้องหนึ่ง ยังไม่ทันก้าวเข้าไปก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น
“พวกเจ้าคิดจะขังข้าไว้ถึงเมื่อใด?!”
“กู้สวิ๋นฟาง?”
กู้สวิ๋นฟางที่กำลังตะโกนลั่นฟ้าพลันร่างกายแข็งค้าง หมุนตัวมาด้วยความแปลกใจ พบเข้ากับเงาร่างสุขุมเยือกเย็นที่ไม่ได้เห็นมานาน เขาปรายตามองอย่างยากจะเชื่อ “เจ้า…”
บุรุษชุดขาวถอยไปยืนหลุบตาอยู่ด้านข้างอย่างเงียบสงบ กู้สวิ๋นฟางทะยานตัวไปเบื้องหน้าอวิ๋นซู มองสำรวจขึ้นลงราวกับไม่อยากจะเชื่อ “เป็นเจ้าจริงๆ หรือ? เจ้าถึงกับอยู่ที่นี่เชียว!”
อวิ๋นซูขมวดคิ้วเล็กน้อย “คำพูดนี้ควรเป็นข้าที่ต้องถามท่านมากกว่ากระมัง? ตอนนี้สองแคว้นเปิดศึกกัน เหตุใดท่านไม่อยู่ข้างกายรัชทายาท มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
คิดไม่ถึงว่าประโยคแรกที่อวิ๋นซูพูดเมื่อได้พบเขาจะเป็นคำพูดเช่นนี้ กู้สวิ๋นฟางพลันรู้สึกโกรธถึงสมอง “เจ้ามันสตรีไร้ใจ ข้าเสียเวลาตามหาเจ้ามากมายเพียงนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงอยากเห็นว่าเจ้าตายแล้วหรือไม่!”
ความดุดันในน้ำเสียงไม่ได้ปกปิดแม้แต่น้อย ซูหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างได้ยินพลันต้องเกาศีรษะด้วยความสงสัย “พี่ชาย มิใช่ท่านกล่าวว่าเป็นห่วงพี่ซูมากหรอกหรือ?”
ในที่สุดอวิ๋นซูก็สังเกตุเห็นดรุณีน้อยน่ารักไร้เดียงสาบริเวณมุมหนึ่ง นี่คือดรุณีน้อยที่ชุนเซียงเคยเล่าให้ฟังว่านางติดตามอยู่ข้างกายกู้สวิ๋นฟาง
“หลิงเอ๋อร์ ข้า ข้าเคยพูดเช่นนั้นเมื่อใดกัน!”
“หลิงเอ๋อร์คิดว่า สามวันก่อนพูดครั้งหนึ่ง แล้วยัง แล้วยังมีก่อนหน้านี้…”
กู้สวิ๋นฟางรีบทะยานร่างเข้าไปปิดปากน้อยๆ ของนาง สีหน้ากระอักกระอ่วนหาใด เปรียบ อวิ๋นซูเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มบางๆ ชุนเซียงกล่าวว่าตั้งแต่มีดรุณีน้อยผู้นี้ นิสัยของกู้สวิ๋นฟางก็เปลี่ยนไปมาก นอกเสียจากฝีปากที่ไร้เหตุผลไม่เปลี่ยนแปลง บางที…นี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นางรู้สึกยินดีจริงๆ
“ยังไม่ต้องพูดถึงข้า เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้! คนเหล่านี้จับตัวเจ้ามาหรือ?! มีเหตุผลเช่นนี้ที่ไหนกัน ก่อนหน้านี้ข้าบอกกับพวกเขาว่าข้ามาตามหาคน ผลกลับกลายเป็นว่าถูกขังอยู่ที่นี่เสียหลายวัน วันนี้พวกเขาค่อยให้เจ้ามาพบข้า!”
ในมุมมืด ดวงตาอันคมกริบคู่หนึ่งเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้านี้เอาไว้ในสายตาอย่างแจ่มชัด
ดูแล้วสองคนนี้คงคุ้นเคยกันมาก มิเช่นนั้นช่างฝีมือป้ายทองแห่งแคว้นเฉินผู้นั้นคงไม่กล่าวว่าจาตามใจเพียงนี้