หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 579 การกลับมาของเฟิ่งฟลิง
เล่มที่ 20 ตอนที่ 579 การกลับมาของเฟิ่งฟลิง
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย ยื่นพระหัตถ์ออกไปเปิดกล่องไหมออก ดวงเนตรเปล่งประกาย บนพระพักตร์เผยรอยสรวลบางเบา “ท่าทางหากไม่บีบบังคับเขาเสียหน่อยคงมิได้จริงๆ ”
มิใช่กล่าวว่าของสิ่งนี้หามาได้ยากมากหรือ? ทว่าขอเพียงเกี่ยวข้องกับสตรีผู้นั้น ต่อให้เป็นเรื่องยากลำบากเพียงใด เขาล้วนทำได้ทั้งสิ้น
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่า…ดูเหมือนองค์ชายใหญ่ได้รับบาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็สั่งให้หมอหลวงไปตรวจรักษาเขาเสียหน่อย”
“แต่ว่า…องค์ชายใหญ่ออกจากวังไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ออกจากวังไปแล้ว? หากมิกลับตำหนักของตน เด็กคนนี้จะไปที่ใดได้เล่า จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนใคร่ครวญครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแย้มสรวลอย่างจนพระทัย นอกจากจวนตระกูลกงซุน เขายังจะไปที่ใดได้อีก? เด็กคนนี้ มิพบแม่นางบ้านอื่นวันเดียวมิได้เชียวหรือ?
“เหล่าโม่ เจ้าคิดว่าคุณหนูกงซุนผู้นี้เป็นอย่างไร?”
ในสมองของโม่กงกงปรากฏใบหน้าสุขุมเยือกเย็นของอวิ๋นซูขึ้นมาโดยพลัน จากนั้นจึงตามมาด้วยภาพใบหน้าดำคล้ำราวภูติผีของแม่ทัพกงซุนซึ่งคละเคล้าไปด้วยไอสังหาร อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น ไหนเลยเขาจะกล้าพูดเรื่องไม่ดีของคุณหนูกงซุน ยังไม่อยากถูกฟันตายเสียหน่อย
“กระหม่อมคิดว่า ขอเพียงเป็นสตรีที่องค์ชายใหญ่โปรดปรานล้วนดีที่สุดในใต้หล้า มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง”
จักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนหันไปมองเขา “ปากเช่นนี้ของเจ้า รู้จักพูดจริงๆ” ใช่แล้ว หลังจากมาถึงแคว้นเหลียนก็ไม่เห็นหลิงเอ๋อร์สนิทสนมกับสตรีใดมาก่อน ในส่วนนี้เหมือนตนมากจริงๆ ขอเพียงมีใจก็มิอาจเปิดรับผู้อื่นได้ง่ายๆ
เพียงแต่…
เมื่อมานั่งอยู่ในตำแหน่งของตน ย่อมมีเรื่องราวมากมายที่มิอาจตัดสินด้วยตัวเอง บนพระพักตร์ของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนประดับไปด้วยความหดหู่และจนใจ บางทีคงเป็นเพราะเหตุนี้ นางจึงจากไปกระมัง?
โม่กงกงเห็นท่าทีของจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียนพลันทราบได้ว่าพระองค์คิดถึงผู้ใดอยู่ ในใจจึงเกิดความสงสัย ความจริงเขาคิดว่าบนร่างของคุณหนูกงซุนมีเงาของฮองเฮาย่วนอยู่ ไม่ทราบว่าอย่างไรแต่รู้สึกเหมือนยิ่งนัก ทว่าประโยคนี้เขาไม่มีความกล้าพอที่จะกล่าวออกไป
…
“อะไรนะ? ซูเอ๋อร์ถูกท่านตาพาตัวไปแล้วหรือ?” ใบหน้าของเฟิ่งหลิงขาวซีดเล็กน้อย การลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันเช่นนี้สะเทือนไปถึงบาดแผลบริเวณหน้าอก ผ้าพันแผลที่เดิมทีพันไว้ดีแล้วคลายออกในพริบตา คละเคล้าไปด้วยเลือดสดๆ ที่ไหลซึมออกมา
“องค์ชาย พระองค์ได้รับบาดเจ็บหรือ?!” แม่ทัพกงซุนรีบประคองเขาเอาไว้ เฟิ่งหลิงโบกมือ “บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ซูเอ๋อร์ไปตั้งแต่เมื่อใด?”
“สามวันก่อน” เขากำลังกังวลเรื่องนี้อยู่ ไม่คิดว่าองค์ชายใหญ่จะเสด็จมาพอดี “องค์ชายคิดจะไปหาท่านมหาราชครูหรือ…”
“ไม่อาจปล่อยให้ท่านตาพบนางได้!” ในคำพูดของเฟิ่งหลิงแฝงไปด้วยความตึงเครียดอยู่หลายส่วน จากนั้นจึงคารวะแม่ทัพกงซุนครั้งหนึ่ง อดกลั้นความเจ็บปวดที่บาดแผลเอาไว้พลางหมุนตัวเดินจากไป
พ่อบ้านชราที่กำลังยกชาเข้ามามองไปยังบุรุษที่มีเลือดออกบริเวณหน้าอกเดินจากไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีหวาดผวา “ทะ ท่านแม่ทัพ อะ องค์ชายใหญ่…”
“องค์ชายไปหาซูเอ๋อร์แล้ว หากเป็นเช่นนี้ข้าก็วางใจ” เกรงว่านอกจากองค์ชายใหญ่คงไม่มีผู้ใดรับประกันความปลอดภัยของซูเอ๋อร์ในตอนนี้ได้อีก หวังเพียงว่า อย่าได้เกิดความยุ่งยากอันใดอีกเป็นพอ
ม้าเร็วตัวหนึ่งพุ่งทะยานเข้าไปในป่าด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้า เฟิ่งหลิงฝืนกลั้นความเจ็บปวดบริเวณหน้าอกเอาไว้ ใบหน้างดงามหล่อเหลาเจือไปด้วยความคิดแน่วแน่ หากท่านตากล่าวอะไรกับซูเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าซูเอ๋อร์จะคิดอย่างไร
เขาไม่คิดว่าการเคลื่อนไหวของท่านตาจะรวดเร็วเพียงนี้ หากรู้เช่นนี้ เขาคงบอกกับแม่ทัพกงซุนก่อนแล้วว่าในตอนที่ตนไปจากแคว้นเหลียน อย่าให้ผู้ใดมาเข้าใกล้อวิ๋นซู!
“องค์ชาย!” เงาร่างในอาภรณ์สีดำสองร่างตามอยู่ด้านข้าง ทะยานร่างอย่างรวดเร็วทว่ายังคงตามความเร็วของเฟิ่งหลิงไม่ทัน “องค์ชาย พระองค์ได้รับบาดเจ็บ อย่ารีบเดินทางเช่นนี้เลย!”
แต่บุรุษบนหลังมาไม่สนใจสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง เร็วเข้า เร็วขึ้นอีก เขาจำเป็นต้องรีบไปอยู่ข้างกายซูเอ๋อร์ หากช้าไปเพียงหนึ่งเค่อ ไม่ทราบว่าท่านตาจะทำเรื่องอันใดออกมาบ้าง!
…
เวลาผ่านไปทุกชั่วขณะ ทว่าคนทั้งสองในห้องกลับยังคงนิ่งไม่ขยับ
“คุณหนูกงซุนมิลองใคร่ครวญอีกครั้งหรือ? ผู้ชราเองก็คิดเพื่อคุณหนูกงซุน ข้างกายหลิงเอ๋อร์อันตรายยิ่งนัก หากตกอยู่ในอันตราย เกรงว่าคุณหนูกงซุนจะกลายเป็นภาระของเขา”
“ต่อให้ข้าต้องพบกับเรื่องไม่คาดคิดก็จะไม่นำพาความยุ่งยากมาสู่องค์ชายใหญ่เป็นอันขาด”
“เจ้ามั่นใจเพียงนี้เชียวหรือ?” ท่านมหาราชครูไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด หรือนางจะยอมฆ่าตัวตายเพื่อไม่นำความยุ่งยากมาให้หลิงเอ๋อร์?
“สิ่งที่ข้าไม่ต้องการมากที่สุดก็คือกลายเป็นภาระขององค์ชายใหญ่”
กล่าวได้น่าฟังยิ่งนัก ทว่าตอนนี้นางกลายเป็นภาระของหลิงเอ๋อร์แล้ว ท่านมหาราชครูสูดหายใจลึก ท่าทางวันนี้ตนคงโน้มน้าวนางไม่ได้
“วันนี้เวลาไม่เช้าแล้ว คุณหนูกงซุนพักผ่อนก่อนเถิด” เขาค่อยๆ ยืนขึ้น ไม่รอให้อวิ๋นซูเอ่ยปากกล่าวอันใดก็หมุนตัวเดินเข้าไปหลังม่านไม้ไผ่แล้ว
“เหตุใดยังไม่ออกมาอีก…” นอกห้องโถง กู้สวิ๋นฟางเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจ ซูหลิงเอ๋อร์เห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาจึงคิดไปถึงคำพูดที่เขากล่าวก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่พี่ชายเป็นห่วงพี่ซู เหตุใดเมื่อครู่จึงไม่พูดเล่า?
ในที่สุดเงาร่างสุขุมเยือกเย็นก็ปรากฏเบื้องหน้าเขา กู้สวิ๋นฟางเบิกตากว้าง รีบเดินเข้าไปโดยพลัน “เป็นอย่างไรบ้าง เขาทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่?”
ท่าทีของอวิ๋นซูดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง นางพยักหน้าเล็กน้อย “กู้สวิ๋นฟาง ท่านรีบกลับไปเสียเถิด”
“กลับไป? กลับไปที่ใด?”
“ย่อมต้องเป็นแคว้นเฉิน ตอนนี้ทั้งสองแคว้นเปิดศึกกันแล้ว ในฐานะที่เป็นช่างฝีมือป้ายทองแห่งแคว้นเฉิน ยามนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่ท่านจะได้แสดงความสามารถ”
กู้สวิ๋นฟางแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “เจ้ายังเป็นหมอประจำพระองค์แห่งแคว้นเฉินอยู่ เหตุใดจึงไม่กลับแคว้นไปสร้างผลงานด้วยกันกับข้าเล่า? อีกอย่าง ข้าทิ้งอาวุธยอดเยี่ยมไว้มากมาย เพียงพอที่แคว้นเฉินจะใช้ไปอีกร้อยแปดสิบปี”
“…” ร้อยแปดสิบปี เขายังมั่นใจในตัวเองเหมือนเคย
อวิ๋นซูรู้สึกราวกับว่าในใจของตนมีหินก้อนใหญ่กดทับเอาไว้ ตอนนี้ไม่มีอารมณ์หยอกล้อกับเขา
“คุณหนูกงซุน เชิญทางนี้ขอรับ” บุรุษชุดขาวผู้หนึ่งเดินมาเบื้องหน้าอวิ๋นซู กู้สวิ๋นฟางมีสีหน้าระวาดระแวงขึ้นมาโดยพลัน “ไปที่ใด?!”
บุรุษชุดขาวมองเขาอย่างเรียบเฉย “เชื่อว่าคุณหนูกงซุนคงล้าแล้ว จำเป็นต้องพักผ่อน”
สายตาเช่นนี้มันอะไรกัน?! บนใบหน้าของกู้สวิ๋นฟางเจือไปด้วยความย่ำแย่ เขาไม่ได้มีความหมายอื่นเสียหน่อย!
“เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด ทางที่ดีพรุ่งนี้เช้าพวกเราก็ไปจากสถานที่เลวร้ายแห่งนี้กัน!”
…
“ใต้เท้า” บุรุษชุดขาวปรากฏตัวเบื้องหน้ามหาราชครู “เตรียมที่พักเรียบร้อยแล้วขอรับ”
ชายชราผมขาวหลับตานิ่ง “คืนนี้สั่งสอนนางเสียหน่อย ไม่บาดเจ็บถึงชีวิตเป็นพอ”
ดวงตาของบุรุษสว่างวาบ ตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ขอรับ”
ถึงกับกล่าวว่าเมื่อตกอยู่ในอันตรายจะไม่กลายเป็นภาระของหลิงเอ๋อร์ เขากลับอยากจะเห็นเสียจริง สตรีเยาว์วัยผู้นี้จะอดทนได้มากเพียงใด
ภายในห้องอันเงียบสงบ อวิ๋นซูนั่งอยู่ข้างหน้าต่างอย่างเงียบงัน มองไปยังไผ่เขียวที่ลู่ไปตามลมด้านนอก คำพูดของท่านมหาราชครูวนเวียนอยู่ในหูไม่หยุด
ตนเองเห็นแก่ตัว ไม่ใคร่ครวญถึงอนาคตของเฟิ่งหลิงจริงๆ หรือ? ท่านมหาราชครูหาสตรีที่เหมาะสมมาผู้หนึ่งแล้ว อีกฝ่ายหวังให้ตนไปจากข้างกายเฟิ่งหลิง คืนความอิสระให้เขา คืนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไร้กังวลให้เขา
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว อวิ๋นซูรู้สึกสงสัยตัวเองอยู่บ้างจริงๆ
ชีวิตนี้นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมเข้าวังเป็นสนมเด็ดขาด ส่วนเฟิ่งหลิงก็เป็นเช่นที่ท่านมหาราชครูกล่าว เขามีเรื่องที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ อวิ๋นซูไม่หวังแม้เพียงนิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นเฟิ่งหลิงจะออกเดินทางไปสุดหล้าฟ้าเขียวด้วยกันกับนาง เพียงแต่เช่นนี้ดีกับเขาจริงๆ หรือ? หากตนเป็นท่านตาของเฟิ่งหลิงคงไม่ชอบสตรีเช่นนี้
หากไม่มีตน เขาจะมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น
“คุณหนูกงซุน”
อวิ๋นซูได้สติกลับมา ไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใด ท่านไป๋ยืนอยู่บริเวณหน้าต่างแล้ว นางมองเขาให้ละเอียดแล้วจึงพยักหน้าเล็กน้อย “ท่านไป๋”
“…เชื่อว่าคุณหนูกงซุนคงได้พบน้องชายผู้น้อยแล้ว”
“คล้ายท่านไป๋มากจริงๆ”
เพียงแค่คล้ายเท่านั้นหรือ? ท่านไป๋ชะงักไปชั่วครู่ นอกจากท่านอาจารย์แล้ว ไม่เคยมีผู้ใดแยกแยะพวกเขาได้มาก่อน
“ระหว่างคุณหนูกงซุนกับท่านอาจารย์มีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ขอรับ?” หลังจากลังเลครู่หนึ่งท่านไป๋ยังคงตัดสินใจถามกับปากถึงจะรู้สึกสงบใจ ชิงจู๋ยังไม่กลับมา ในใจของเขายิ่งรู้สึกไม่สงบ
สตรีไม่ได้ตอบ แต่จากท่าทีของนาง ท่านไป๋คาดเดาได้บ้างแล้ว
“ก่อนหน้านี้ผู้น้อยแซ่ไป๋เตือนคุณหนูกงซุนแล้ว” ท่าทางเรื่องราวคงไม่ง่ายเลย
อวิ๋นซูหลุบตาลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขมขื่น
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของนาง คำพูดของท่านไป๋จึงเริ่มอ่อนโยนขึ้น “แต่ตอนนี้คุณหนูกงซุนยังอยู่ในจวน แสดงว่ายังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง อย่าได้ยอมแพ้ง่ายๆ เลยขอรับ องค์ชายใหญ่…ก็ไม่เคยยอมแพ้เช่นกัน”
เฟิ่งหลิง?! อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ ท่านไป๋ย้อนนึกไปถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้
“คำพูดเหล่านี้ เดิมทีผู้น้อยแซ่ไป๋ไม่ควรบอกคุณหนูกงซุน องค์ชายใหญ่มีปากเสียงกับท่านอาจารย์หลายครั้งเพราะเรื่องของคุณหนูกงซุน แม้ว่าท่านอาจารย์จะใช้เหตุผลใดมาโน้มน้าว องค์ชายใหญ่ล้วนไม่สั่นคลอน” ดังนั้นหวังว่าท่านจะไม่สั่นคลอนเช่นกัน นี่คือคำพูดในใจของท่านไป๋
ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย ใบหน้าของอีกฝ่ายไม่มีอารมณ์อันใด แต่ในคำพูดกลับสะท้อนให้เห็นว่าเป็นบุรุษใส่ใจผู้หนึ่ง ในใจพลันเกิดความรู้สึกอบอุ่น “ขอบคุณท่านไป๋มากเจ้าค่ะ”
อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย “หาคุณหนูกงซุนต้องการสิ่งใด บอกชิงจู๋น้องชายของผู้น้อยได้ เขาจะจัดการให้”
“ได้” ชิงจู๋? เป็นชื่อของบุรุษชุดขาวผู้นั้นหรือ
บริเวณไม่ไกล เงาร่างในอาภรณ์สีขาวยืนอยู่บริเวณนั้นเนิ่นนาน ดวงตาแฝงไปด้วยความลึกล้ำ
“ท่านพี่”
เสียงอันเย็นยะเยือกดังขึ้นจากด้านหลัง ท่านไป๋หันกลับไป เห็นใบหน้าที่เหมือนกับเขาทุกกระเบียดนิ้ว “ชิงจู๋ กลับมาแล้วหรือ”
“ท่านพี่ เหตุใดจึงสอดมือเรื่องสตรีผู้นั้น”
“…ข้าไม่เข้าใจ เจ้ากำลังกล่าวอะไรอยู่” ท่านไป๋คิดจะเดินจากไปด้านข้าง ทว่าชิงจู๋กลับยื่นมือไปขวางไว้
“ท่านพี่ ปิดบังท่านอาจารย์ย่อมไม่มีผลลัพธ์ที่ดี” คำพูดของเขาหนักแน่นเพียงนี้ ทำให้ท่านไป๋ต้องขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นจริงๆ หรือ?”
“ท่านพี่ ท่านอาจารย์อบรมเลี้ยงดูพวกเรามาหลายปี เหตุใดจะไม่เข้าใจนิสัยของท่านกับข้า ตอนนี้ท่านพี่ถึงกับปิดบังท่านอาจารย์เพียงเพราะสตรีผู้หนึ่ง หากท่านอาจารย์รู้เข้า ท่านพี่จะมีจุดจบที่ดีได้อย่างไร?”
เมื่อเห็นท่าทีสอบถามของอีกฝ่าย ท่านไป๋จึงทอดถอนใจเบาๆ “ติดหนี้น้ำใจคนไม่อาจไม่คืน”
ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ท่านอาจารย์พูดอะไรกับเจ้า?”
ชิงจู๋มีสีหน้าเคร่งขรึมลง ไม่มองเขาอีก ทว่าสายตาเช่นนั้นมากพอที่จะอธิบายทุกสิ่ง “เรื่องนี้ท่านพี่อย่าได้สอดมือ”