หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 20 ตอนที่ 582 เฟิ่งหลิงไล่ตาม
เล่มที่ 20 ตอนที่ 582 เฟิ่งหลิงไล่ตาม
สายตาของอวิ๋นซูตกอยู่บนใบหน้าที่ค่อยๆ ขาวซีดของท่านไป๋ จากนั้นจึงเก็บสีหน้าของตนเดินก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว “ท่านมหาราชครูเข้าใจผิดแล้ว ท่านไป๋ไม่เคยมีใจคิดทรยศ”
ในดวงตาของชายชราผมขาวมีความเย้ยหยันพาดผ่าน “เด็กน้อย หากไม่ใช่เพราะชิงหลิน เจ้าคิดว่าจะออกมาจากค่ายกลป่าต้องห้ามของผู้ชราได้หรือ?”
ในดวงตาของท่านไป๋เกิดประกาย ทว่ายังคงก้มตัวลงโขกศีรษะอย่างแรงครั้งหนึ่ง “ศิษย์ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังแล้ว ครั้งนี้เป็นคุณหนูกงซุนพาศิษย์ออกมา ต่อให้ไม่มีศิษย์ คุณหนูกงซุนก็…”
“หุบปาก!” ท่านมหาราชครูคิดไม่ถึงว่าศิษย์ที่ตนให้ความสำคัญจะดูแคลนค่ายกลของตระกูลพวกเขาเพียงเพราะสตรีผู้หนึ่ง หากกระทั่งสตรีตัวเล็กๆ เพียงผู้เดียวก็ยังทำลายค่ายกลได้ เช่นนั้นตระกูลมหาราชครูของพวกเขาคงพบกับหายนะไปนานแล้ว! “ชิงหลิน เจ้าทำให้อาจารย์ผิดหวังจริงๆ ตำแหน่งราชครู ดูแล้วคงไม่อาจมอบให้ศิษย์ทรยศอย่างเจ้าได้!”
คำพูดของเขาราวกับคมมีดที่แทงลึกลงไปในใจของท่านไป๋ ครั้งนี้เขาผิดต่อความไว้วางใจของท่านอาจารย์จริงๆ แต่หากให้ตนเลือกอีกครั้ง เขายังคงมิอาจปล่อยเรื่องของคุณหนูกงซุนไปโดยไม่สนใจได้
“เป็นศิษย์ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังแล้ว แต่ศิษย์ขอรับประกันด้วยชีวิต คุณหนูกงซุนใช้ความสามารถของตนเองออกมาจากค่ายกลป่าต้องห้ามจริงๆ ขอรับ นางมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอยู่ข้างกายนายน้อย ท่านอาจารย์ คุณหนูกงซุนยังพบจุดอ่อนค่ายกลของตระกูลพวกเราอีกด้วย หากไม่รีบแก้ไข เกรงว่ายามที่ต้องสู้รบกับตระกูลอู่จะเกิดผลลัพธ์ที่สายเกินแก้!”
ในดวงตาของท่านมหาราชครูมีประกายไหลผ่าน เขารู้จักนิสัยศิษย์ตนเป็นอย่างดี ในเวลาเช่นนี้คงไม่พูดโกหกหลอกลวงออกมาแน่ หรือว่าเด็กคนนี้จะ…
“เช่นนั้นก็ดี เจ้ากล่าวมาเสียหน่อยเถิด ค่ายกลของผู้ชรามีจุดอ่อนที่ใด?”
ไหนเลยจะรู้ว่า อวิ๋นซูกลับทำเพียงมองเขาอย่างเงียบงัน ไม่ได้ตอบสิ่งใดกับเขาแม้เพียงประโยคเดียว ท่าทีเช่นนี้ทำให้ชายชราผมขาวเกิดความโกรธถึงสมอง เด็กคนนี้ต้องการยั่วโมโหตนหรือไร? ยังมีคนทำตัวกำเริบเสิบสานต่อหน้าตนได้อีกหรือ!
“…คุณหนูกงซุน…” ท่านไป๋สังเกตเห็นความโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างของท่านมหาราชครูได้อย่างชัดเจน เขารีบเงยหน้าขึ้น ต้องการกล่าวเตือนอวิ๋นซู ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์อันย่ำแย่กับท่านอาจารย์ ขอเพียงนางสามารถทำให้ค่ายกลของตระกูลพวกเขาสมบูรณ์แบบได้ ท่านอาจารย์จะต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นี้กลับมองบุรุษที่อยู่บนพื้น “ความเคารพที่ท่านไป๋มีต่อท่านมหาราชครู ข้ารู้สึกนับถือยิ่งนัก แต่มีบางประโยคที่ข้าไม่อาจไม่กล่าว ความกตัญญูนั้นเป็นเรื่องดี แต่การกตัญญูโดยไร้เหตุผล ไม่แน่ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป”
อะไรนะ?! ในดวงตาของท่านมหาราชครูเกิดแววอันตรายอย่างเข้มข้น เด็กคนนี้ กล้ายุแยงความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ของพวกเขาต่อหน้าตนเชียวหรือ
อวิ๋นซูไม่มีความหวาดกลัวต่อสายตาเปี่ยมอันตรายของชายชราผมขาวแม้แต่น้อย ทำเพียงคารวะครั้งหนึ่ง “ถึงแม้ค่ายกลของท่านมหาราชครูจะดี แต่จากที่ข้าพบ ส่วนที่ร้ายกาจของมันสามารถทำให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่เห็นได้ ใช้ความลึกลับของเบญจธาตุมาเปลี่ยนแปลงการรับรู้ทั้งห้าของผู้คน ทว่าหากเป็นผู้ที่มีความคิดชัดเจนแน่วแน่ ขอเพียงใช้พลังของธรรมชาติก็จะเดินออกจากค่ายกลไปอย่างปลอดภัยไร้อันตรายได้ ข้ากล่าวเช่นนี้มิใช่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองร้ายกาจเพียงใด แต่เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้บริสุทธิ์ในวันหน้า ส่วนอคติที่ท่านมหาราชครูมีต่อข้า ข้าเองก็จนใจยิ่งนัก ท่านไป๋เป็นคนเช่นไร เชื่อว่าในใจของท่านมหาราชครูคงชัดเจนกว่าผู้ใด หากต้องการทำโทษคนที่มีความกตัญญูซื่อสัตย์ต่อตน เช่นนั้นคนที่จะเสียใจในวันหน้าก็คือตัวท่านมหาราชครูเอง”
“คุณหนูกงซุน!” ท่านไป๋คิดไม่ถึงว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วอวิ๋นซูจะยังปะทะกับท่านอาจารย์เพื่อตนอีก นางไม่รู้หรือไรว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ท่านอาจารย์เกลียดนางยิ่งขึ้น? “ไม่ ล้วนเป็นความผิดของศิษย์เองขอรับ ท่านอาจารย์โปรดลงโทษด้วย!”
แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีใครกล้าใช้คำพูดตำหนิติเตียนเช่นนี้มากล่าวกับเขา ท่านมหาราชครูขมวดคิ้ว นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มิน่าเล่าหลิงเอ๋อร์ถึงไม่ยอมฟังคำพูดของตน เกรงว่าคงถูกเด็กผู้นี้สั่งสอนจนเสียคนไปแล้ว! “ผู้ชราล้วนต้อนรับตามมารยาท แต่ในเมื่อคุณหนูกงซุนไม่รับน้ำใจ เช่นนั้นผู้ชราก็ไม่จำเป็นต้องมีความคิดต้อนรับเจ้าเป็นแขกอีก ชิงจู๋ รีบพานางกับช่างฝีมือป้ายทองแห่งแคว้นเฉินไปส่งที่แคว้นอี้! ผู้ชราเชื่อว่าจักรพรรดิเซียวคงเต็มใจพบพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง”
แคว้นอี้?! ดวงตาของท่านไป๋สว่างวาบ กำลังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นเงาร่างสองร่างเดินเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
“ทะ ท่านอาจารย์…”
“ซูเอ๋อร์!”
เฟิ่งหลิงปล่อยมือจากชิงจู๋ที่อยู่ด้านหน้า ทะยานมาข้างกายอวิ๋นซูในเวลาเพียงชั่วพริบตา จับไหล่ของอวิ๋นซูแล้วมองสำรวจอย่างละเอียด ไม่ได้รับบาดเจ็บ…ในที่สุดจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวลก็ผ่อนคลายลง อดไม่ได้ที่จะดึงอวิ๋นซูเข้าสู่อ้อมกอด ทอดถอนใจยาวๆ “ไม่ได้รับบาดเจ็บก็ดีแล้ว ไม่ได้รับก็ดีแล้ว…”
“ท่าน…” ท่านมาได้อย่างไร…อวิ๋นซูสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงของบุรุษ ในใจพลันเกิดความยินดีเอ่อล้น “ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง”
“ท่านพี่” ชิงจู๋มองไปยังท่านไป๋ในยามนี้ที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความสับสน ยังคงถูกท่านอาจารย์พบจนได้
ท่านราชครูมองเงาร่างทั้งสองที่ทำราวกับไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วยด้วยท่าทีเคร่งขรึม จากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “หลิงเอ๋อร์ มาตั้งแต่เมื่อใด?”
ในที่สุดเฟิ่งหลิงก็ปล่อยอวิ๋นซู ใบหน้าขาวซีดของเขาเจือไปด้วยความโกรธที่อัดอั้นอยู่ในใจ “ท่านตา ท่านเคยรับปากข้าแล้วมิใช่หรือว่าจะไม่ทำให้ซูเอ๋อร์ลำบากใจ?”
อวิ๋นซูได้กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้น เมื่อมองไปยิ่งทำให้นางใจเต้นระรัว “ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ?!”
บริเวณหน้าอกเปียกชุ่มไปด้วยรอยเลือดรอยใหญ่เพียงนั้น เขาเดินทางมาจากที่ใดกันแน่?
เฟิ่งหลิงจับมืออวิ๋นซูแน่น ราวกับต้องการมอบพลังให้นางสงบใจ “บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่เป็นไร”
เมื่อเห็นหลานของตนมีสภาพเช่นนี้เพียงเพราะสตรีผู้หนึ่ง ท่านมหาราชครูยิ่งรู้สึกว่าเด็กผู้นี้เก็บไว้ไม่ได้แล้ว! “ผู้ชราทำให้นางลำบากใจเมื่อใดกัน? เพียงแค่ต้องการให้นางรับรู้ความจริงให้กระจ่างชัดเท่านั้น หลิงเอ๋อร์ เจ้าจะละทิ้งการใหญ่เพียงเพราะสตรีผู้เดียวได้อย่างไร ทำเช่นนี้ไม่รู้สึกผิดต่อมารดาเจ้าหรือ?”
“หลิงเอ๋อร์เคยกล่าวแล้วว่า หากชีวิตนี้ไม่มีนาง ต่อให้มอบใต้หล้าให้ข้าก็ไม่มีความหมายใด!” คำพูดของเขาแน่วแน่ถึงเพียงนี้ ทำให้ในใจของอวิ๋นซูรู้สึกสั่นไหว ความรู้สึกสงบใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนค่อยๆ แผ่ออกมา เหตุใดนางจะไม่รู้สึกเช่นนั้นเล่า? นางต้องทำเช่นไรจึงจะไม่ผิดต่อความจริงใจที่เขามอบให้ตน
“เจ้ามีคุณสมบัติอันใดมาพูดเช่นนี้?! เจ้าไม่รู้หรือว่ามารดาของเจ้าถูกบีบบังคับเช่นไร?!” หน้าอกของท่านมหาราชครูกระเพื่อมขึ้นลง บรรยากาศในยามนี้เคร่งเครียดหาใดเปรียบ ชิงจู๋และท่านไป๋มองไปยังสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยความกังวล พวกเขาคาดเดาได้นานแล้วว่า หากองค์ชายรู้ว่าท่านอาจารย์เรียกพบอวิ๋นซูเป็นการส่วนตัวจะต้องเกิดการปะทะเช่นนี้ขึ้นอย่างแน่นอน
เฟิ่งหลิงเม้มริมฝีปาก แต่กลับไม่กล่าวคำใด
ท่านมหาราชครูถลึงตามองอวิ๋นซู จากนั้นจึงสะบัดชายแขนเสื้อ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลิงเอ๋อร์ ไปกับข้า”
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไป เฟิ่งหลิงจึงค่อยๆ ปล่อยมืออวิ๋นซู “ซูเอ๋อร์ กลับไปรอข้าก่อน”
ยาเม็ดสีแดงเม็ดหนึ่งถูกยัดใส่มือของเขาเบาๆ “อย่ากล่าวว่าไม่เป็นไรเช่นนั้นอีก ข้าเป็นห่วง”
ดวงตาอันลึกล้ำคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด บุรุษรูปงามเป็นเอกแย้มยิ้มเล็กน้อย หยิบยาเม็ดนั้นขึ้นมากลืนลงไป จากนั้นจึงสัมผัสใบหน้าอวิ๋นซูเบาๆ “ได้ จะไม่ทำให้เจ้าเป็นห่วงอีก”
ท่านไป๋และชิงจู๋มองท่าทีของทั้งสองในยามนี้ ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นสะท้าน พวกเขาไม่เคยเห็นอารมณ์เช่นนี้บนใบหน้าของนายน้อยมาก่อน กระทั่งพวกเขาที่เป็นคนนอกยังสัมผัสได้ถึงความรักลึกซึ้งที่แผ่ออกมาจากร่างของนายน้อย
สตรีผู้นี้สำคัญกับนายน้อยจริงๆ สำคัญจนราวกับสลักลึกลงไปในเลือดเนื้อและกระดูกก็มิปาน
เพียงไม่นานในลานก็เหลือเพียงพวกเขาสามคน ท่านไป๋มองไปยังอวิ๋นซูที่กำลังมองแผ่นหลังของเฟิ่งหลิง เอ่ยปากขึ้นเบาๆ “คุณหนูกงซุนกลับห้องไปพักผ่อนก่อนเถิด นายน้อยจะจัดการได้ดีแน่นอน”
ตอนนี้เองมีบุรุษในอาภรณ์ชุดขาวอีกสองคนปรากฏขึ้นเบื้องหลังท่านไป๋ กดไหล่เขาเอาไว้
“พวกเจ้าจะทำอะไร?!” ชิงจู๋ตื่นตะลึงยิ่งนัก แต่คนทั้งสองกลับตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ใต้เท้ามีคำสั่ง ไป๋ชิงหลินต่อต้านคำสั่ง ให้ลงโทษตามกฎตระกูล”
“อะไรนะ? พวกเจ้าทำเช่นนี้ไม่ได้ ปล่อยพี่ชายของข้า!”
“ชิงจู๋ เจ้ากลับไปเสีย!” ท่านไป๋มองเขาด้วยท่าทีเคร่งเครียด ตนทำผิดสมควรได้รับการลงโทษแล้ว เขาไม่อยากให้เกี่ยวพันไปถึงน้องชายของตน
“ท่านพี่ ท่าน…”
“ส่งคุณหนูกงซุนกลับไปเสีย!”
“…”
ในเวลาเพียงพริบตา ท่านไป๋ก็ถูกพาตัวไปอย่างเงียบเชียบ ไหล่ของชิงจู๋สั่นเทา เขาไม่เข้าใจ เหตุใดท่านที่จึงกระทำถึงขั้นนี้ได้ ต่อให้นายน้อยโกรธ…แต่พวกเขาก็ทำตามคำสั่งที่ได้รับมาเท่านั้น
ค่อยๆ หันตัวไปมองสตรีผู้มีใบหน้ากังวล ในใจของชิงจู๋อดรู้สึกสับสนไม่ได้ เขาลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “คุณหนูกงซุน ไปเถิด ระยะห่างจากที่นี่ถึงห้องมีค่ายกลติดตั้งไว้หลายแห่ง หากท่านได้รับบาดเจ็บ นายน้อยคงมิให้อภัยชิงจู๋แล้ว”
“ห้องของท่านไป๋อยู่ที่ใด?”
ดวงตาของชิงจู๋เกิดความรู้สึกแปลกใจพาดผ่าน “ท่าน…”
“พวกเราไปรอเขาที่นั่นเถิด มีบางคำข้าต้องการพูดกับเขาต่อหน้า”
ท้องฟ้ามืดลง ภายในห้องเงียบสงบหาใดเปรียบ ชิงจู๋มองไปยังระเบียงทางเดินเป็นระยะ ทั้งยังปรายตามองไปยังสตรีที่นั่งอยู่ในห้องโดยไม่เอ่ยคำใด นางใช้สายตาลึกล้ำมองไปยังท้องฟ้า ระหว่างการรอคอยนี้ ทั้งสองไม่ได้สนทนากันเลย
จะอย่างไรเขาก็ยากจะมีความรู้สึกดีต่ออวิ๋นซูได้ ท่านพี่ของตนถูกลงโทษเพราะสตรีผู้นี้ เป็นไปได้มากกว่าท่านอาจารย์จะละทิ้งความคิดที่จะให้ท่านพี่สืบทอดตำแหน่งราชครู ความพยายามของพวกเขาในหลายปีมานี้ล้วนสลายไปกับสายน้ำแล้ว
ตอนนี้เอง เงาร่างอันอ่อนแรงค่อยๆ ปรากฏขึ้นในม่านสายตาพวกเขา ชิงจู๋หน้าเปลี่ยนสี “ท่านพี่!”
“ท่านไป๋”
สีหน้าของท่านไป๋ขาวซีดหาใดเปรียบ มองไปยังคนทั้งสองที่เดินเข้ามาพร้อมกัน ในดวงตาเกิดความตำหนิ “ชิงจู๋ ข้าบอกให้เจ้าพาคุณหนูกงซุนกลับไปส่งมิใช่หรือ?”
“ข้า…”
“ท่านไป๋อย่าเพิ่งกล่าวอะไรเลย ชีพจรของท่านอ่อนแอยิ่ง” อวิ๋นซูจับข้อมือของเขา อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเบาๆ เขาได้รับบาดเจ็บภายนอกรุนแรงยิ่งนัก
ดวงตาของชิงจู๋เกิดความรู้สึกแปลกใจ นางรู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ?
“ถูกโบยลงโทษหรือ?” ดวงตาของเขาอดไม่ได้ที่จะมองไปยังแผ่นหลังของท่านไป๋ อวิ๋นซูเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน หยิบขวดยารักษาบาดแผลออกมาจากแขนเสื้อ มอบให้ชิงจู๋ “ยานี้สามารถลดทอนความเจ็บปวดของเขาได้ ข้าจะกลับไปเขียนเทียบยาให้ ลำบากท่านชิงจู๋ดูแลท่านไป๋แล้ว”
ชิงจู๋มองไปยังขวดยาอันเย็นยะเยือกในมือ จากนั้นจึงมองไปยังสตรีที่เดินจากไปด้วยความร้อนรน ไม่ทราบว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่