หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 610 พันธมิตรสองแคว้น
เล่มที่ 21 ตอนที่ 610 พันธมิตรสองแคว้น
เมื่อกล่าวถึงตงฟางซวี่ กระทั่งในใจหย่งหนิงก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัว ตั้งแต่กลับมาที่วัง นางมักรู้สึกว่าตงฟางซวี่ไม่ใช่เสด็จพี่รัชทายาทที่ทำให้ตนรู้สึกอบอุ่นเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป ทุกครั้งที่ได้เห็นเขามักจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวอันแปลกประหลาด นานไปนางจึงไปพบเขาด้วยตัวเองน้อยมาก
หากเป็นเมื่อก่อน ตนลอบออกจากวัง เสด็จพี่รัชทายาทย์ย่อมช่วยนางปิดบังเป็นแน่ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน หย่งหนิงไม่รู้ว่าหากถูกพบจะเกิดอะไรขึ้น
ตั้งแต่ออกมาจากตำหนักหย่งหนิง จะทำอย่างไรสีหน้าของหย่งเวยก็มิอาจผ่อนคลายลงได้
รัชทายาทเปลี่ยนไปมากจริงๆ ราวกับนางแทบจะไม่รู้จักเขาแล้ว รัชทายาทเช่นนี้ทำให้หย่งเวยเกิดความหวาดกลัวในใจ ตนมีอายุมากที่สุดในหมู่องค์หญิงที่ยังไม่แต่งงาน ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เกรงว่าอยากหนีก็หนีไม่พ้น
ช่วงชีวิตที่ผ่านมานับเป็นหลายปีที่นางเปล่งประกายแห่งความสุขมากที่สุดในฐานะองค์หญิง แต่วาสนาเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกคล้ายกับเป็นเพียงเงาสะท้อนของดวงจันทร์ในสายน้ำ ไม่ทราบว่าจะถูกกวนให้สลายไปเมื่อใด หย่งเวยรู้สึกว่าชีวิตของตนทุกวันนี้คล้ายกับหัวขโมยก็มิปาน แอบไปมีความสุขดั่งที่องค์หญิงองค์อื่นไม่อาจมีได้
นางรู้ดีว่าจะช้าจะเร็วก็ต้องมีสักวันที่ผลกรรมจะตามทัน เมื่อเห็นสถานการณ์ของหย่งหนิงในปัจจุบัน นางยิ่งอดไม่ได้ที่จะคิดถึงตน หากตนต้องเดินทางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ มิแน่ว่าจุดจบอาจจะน่าอนาจยิ่งกว่าก็เป็นได้
ดังนั้นนางจึงโกรธยิ่งนัก กระทั่งข้าราชบริพารก็ยังหัวเราะเยาะหย่งหนิง ทุกคนล้วนอิจฉาชีวิตที่อยู่บนกระยาหารหยกภูษาทองของเหล่าราชวงศ์ แต่หากให้นางเลือก นางยอมเป็นสตรีชาวบ้านในหมู่บ้านชนบทเสียยังจะดีกว่า ได้อยู่กับคนที่ตนรัก ใช้ชีวิตแบบบุรุษทำนาสตรีทอผ้าไปอย่างสงบเงียบ
“องค์หญิง?” นางข้าหลวงข้างกายสังเกตุเห็นอารมณ์หดหู่ของหย่งเวย สตรีงดงามอ่อนโยนผู้นี้ทำเพียงแย้มยิ้มขมขื่น “เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าอยากไปเดินริมทะเลสาบเพียงลำพังเสียหน่อย”
“นี่…” นางข้าหลวงมองสีหน้าหย่งเวย จากนั้นจึงทำเพียงคารวะครั้งหนึ่ง นำกลุ่มคนด้านหลังถอยไปอย่างสงบ
ลมเย็นพัดมาเบาๆ นำพากลิ่นเค็มจางๆ ของทะเลสาบให้โชยมา ผิวทะเลสาบอันกว้างใหญ่เกิดคลื่นกระเพื่อม สะท้อนภาพตำหนักงามอร่ามแห่งนี้ ท้องฟ้าอันอิสระเสรีถูกกักขังอยู่ในทะเลสาบเล็กๆ หย่งเวยรู้สึกว่าตนเปรียบเสมือนปลาจิ๋นหลี่อันล้ำค่า ถูกกักขังอยู่ในทะเลสาบชั่วกาล ได้แต่อิจฉานกน้อยที่สยายปีกบินอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า
เงาของพวกมันปรากฏข้างกายตนโดยบังเอิญ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดฝันในใจ ตนจะเป็นสหายกับนกน้อยได้หรือไม่
เงาสีทองเงาหนึ่งดึงดูดความสนใจหย่งเวย ปลาสีทองตัวน้อยถูกกักขังอยู่ในก้อนหินหลากสี จะอย่างไรก็ว่ายออกมาไม่ได้ ท่าทางโง่งมเช่นนั้นทำให้หย่งเวยเผยความจนใจออกมาบนใบหน้า ยกชายกระโปรงเดินเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงใช้สองมือประคองปลาตัวน้อย ส่งมันกลับสู่ทะเลสาบ
“โง่จริงๆ ”
เงาร่างงดงามริมทะเลสาบดึงดูดความสนใจของบุรุษสูงศักดิ์ที่อยู่ไม่ไกล ดวงตาเจือประกายสีฟ้าอ่อนสะท้อนอยู่บนผิวทะเลสาบ เผยรอยยิ้มดอกท้อบนใบหน้า
“องค์ชาย?” ขันทีใหญ่ข้างกายเอ่ยเรียกด้วยความสงสัย บุรุษในอาภรณ์แปลกประหลาดจึงค่อยถอนสายตากลับมา “สตรีของแคว้นท่านช่างอ่อนโยนราวสายน้ำจริงๆ ”
“องค์ชายทรงล้อเล่นแล้ว แม่นางตระกูลเถี่ยเจินอบอุ่นประดุจเปลวเพลิงจึงนับว่ามีเอกลักษณ์!”
บุรุษสูงศักดิ์หัวเราะ “เจ้ากลับเข้าใจพวกเราตระกูลเถี่ยเจิน”
บนใบหน้าขันทีใหญ่เจือไปด้วยความประจบประแจง “บ่าวได้ยินรัชทายาททรงตรัสมาเช่นกัน องค์ชาย เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษพยักหน้าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสายตายังคงอดไม่ได้ที่จะกวาดมองไปยังเงาร่างนิ่งสงบริมทะเลสาบ รู้สึกว่านางคล้ายดอกผู่กงอิง[1]ที่บ้านเกิด สามารถโบยบินไปตามลมได้ทุกเมื่อ
หย่งเวยสูดหายใจลึก ที่นี่เป็นที่ที่นางพบกับเจาจวิ้นเป็นครั้งแรก ไม่ทราบว่าตอนนี้จะได้พบเขาหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หย่งเวยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ นี่ตนกำลังคิดไร้สาระอันใดอยู่ ตอนนี้เจาจวิ้นควรอยู่ข้างกายเสด็จพี่รัชทายาทถึงจะถูก
ยกชายกระโปรงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าเท้าจะไปเหยียบก้อนหินแหลมคมเข้า เท้าของนางบิดเล็กน้อย ทั้งร่างเสียศูนย์ ทำท่าจะพุ่งลงไปยังทะเลสาบ
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องทำให้บุรุษที่อยู่ไม่ไกลดวงตาเปล่งประกาย รีบสะบัดชายอาภรณ์ทะยานไปตามเสียงราวกับสายลม
“อา! องค์ชาย…”
ในยามที่หย่งเวยคิดว่าตนต้องตกน้ำเป็นแน่นั้นเอง บริเวณเอวกลับจมลงสู่อ้อมกอดอบอุ่น หลังชนเข้ากับหน้าอกแกร่ง ความรู้สึกอันคุ้นเคยเอ่อล้นสู่หัวใจอีกครั้ง “เจา…”
เมื่อนางเบนสายตาขึ้นมองด้วยความยินดี กลับพบว่าตนกำลังสบตากับดวงตาลึกล้ำที่เปล่งประกายสีฟ้าคู่หนึ่ง
ใบหน้าราวดอกท้ออยู่ใกล้เพียงเอื้อม บนร่างของนางเจือไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ดวงตาราวสายน้ำมีความยินดีพาดผ่านชั่วครู่ จากนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ มือแบบบางอ่อนนุ่มวางลงบนอกของตน ดอกผู่กงอิงดอกนั้นราวกับเข้ามาสู่หัวใจของตนแล้วบินไปตามลมอีกครั้ง
ในที่สุดหย่งเวยก็ได้สติกลับมา เพิ่งสังเกตุเห็นว่าตนยังอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษแปลกหน้าผู้นี้ พลันนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความเขินอาย ค่อยๆ ผลักเขาแล้วถอยหลังไปหลายก้าว
ความอ่อนนุ่มในอ้อมกอดถูกดึงออกไป บุรุษรู้สึกหดหู่ในใจ
“เจ้า…”
หย่งเวยตกใจจนถอยหลังไปอีกหลายก้าว บุรุษจึงค่อยรู้ถึงความบุ่มบ่ามของตน “เจ้าคือ…นางข้าหลวงในวังหรือ?”
จากอาภรณ์แปลกประหลาดของอีกฝ่ายทำให้หย่งเวยรู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนร่ำรวยผู้หนึ่ง ขันทีข้างกายรีบเดินเข้ามา กำลังเอ่ยปากแต่นางกลับชิงตอบเสียก่อน “ใช่ ข้าคือนางข้าหลวงน้อยในวัง!”
“…” องค์หญิงสี่เป็นอะไรไป? เหตุใดจึงกล่าวว่าตนเป็นนางข้าหลวง
ในดวงตาของบุรุษไม่มีความดูถูกเหยียดหยามใดๆ ทำเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ทำเจ้าตกใจแล้วกระมัง? ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
คนผู้นี้…แปลกยิ่งนัก!
หย่งเวยส่ายศีรษะ มองไปยังขันทีใหญ่ด้วยความร้อนใจ จากนั้นจึงย่อตัวคารวะแล้วยกชายกระโปรงเดินจากไป
เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ตกอยู่ในสายตาของขันทีใหญ่ รู้ว่าองค์ชายเถี่ยเจินช่วยองค์หญิงสี่ไว้ พลันนั้นสายตาของบุรุษมองตามหย่งเวยไป ท่าทีเช่นนี้เมื่อตกอยู่ในสายตาของผู้อื่น ทำให้ในใจมีความกระจ่างชัดอยู่หลายส่วน
ภายในสวนบุปผาหลวง ตงฟางซวี่รออยู่นานแล้ว
“รัชทายาท องค์ชายรองเถี่ยเจินเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เถี่ยเจินอวิ๋นเหวย ถวายพระพรรัชทายาท!”
บนใบหน้าตงฟางซวี่เผยรอยยิ้มทางการออกมา “องค์ชายรองไม่จำเป็นต้องมาพิธี! ครั้งนี้ตระกูลเถี่ยเจินยินยอมเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉินของพวกเรา นับเป็นเกียรติของแคว้นเฉินแล้ว!”
ตระกูลเถี่ยเจินเป็นตระกูลที่รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากจากตระกูลชาฮาตกต่ำลง หลายปีมานี้อาณาเขตของพวกเขาขยายไปราวกับไฟลามทุ่ง ความสามารถมากพอที่จะถ่วงดุลกับชาฮา ในความคิดของตงฟางซวี่ ตอนนี้ตระกูลชาฮาคิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับแคว้นเฉิน หากมีตระกูลเถี่ยเจินเพิ่มขึ้นมา เท่ากับทำให้โล่อันเป็นประโยชน์ของแคว้นเฉินแข็งแกร่งขึ้น
“ตระกูลเถี่ยเจินได้ยินชื่อเสียงของรัชทายาทมานาน วันนี้ได้พบนับว่าไม่ผิดไปจากคำเล่าลือจริงๆ! ถนนหนทางแคว้นเฉินคึกครื้นยิ่งนัก อวิ๋นเหวยได้เห็นของมากมายที่ตระกูลเถี่ยเจินไม่มี ทั้งยังมีสตรีแคว้นเฉิน ช่างโดดเด่นเหนือผู้อื่นจริงๆ”
อ้อ? ตงฟางซวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สตรี?
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ทำได้เพียงรั้งให้องค์ชายอยู่สักหลายวัน ข้าจะดูแลในฐานะเจ้าบ้านอย่างดี”
“ขอบพระทัยรัชทายาท!”
เดิมทีตงฟางซวี่คิดว่าอ๋องเถี่ยเจินจะมีความประพฤติเฉกเช่นอ๋องชาฮา คิดไม่ถึงว่าจะอดกลั้นและเปิดเผยยิ่งกว่าที่จินตนาการมากนัก แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความจริงใจกี่ส่วน แต่อาศัยที่เขาเต็มใจวางฐานะของตัวเองมาประจบประแจงตนเช่นนี้ ตงฟางซวี่ก็เข้าใจกระจ่าง ตระกูลเถี่ยเจินต้องการเป็นพันธมิตรกับพวกเขาอย่างแท้จริง
“ครั้งนี้อวิ๋นเหวยนำของล้ำค่าแห่งตระกูลเถี่ยเจินของพวกเรามาด้วย หวังว่ารัชทายาทจะทรงรับไว้”
“ของล้ำค่าหรือ?”
“ตอนนี้ของล้ำค่ายังอยู่ระหว่างทาง เชื่อว่าอีกไม่นานฝ่าบาทจะได้ทอดพระเนตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางซวี่แย้มยิ้มเล็กน้อย “พรุ่งนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ หวังว่าองค์ชายรองจะไม่รังเกียจ!”
“ล้วนเป็นตามพระประสงค์!”
จนกระทั่งเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยจากไป ตงฟางซวี่จึงส่งสายตาครั้งหนึ่ง ขันทีใหญ่ข้างกายเดินเข้ามา
“ระหว่างทางที่องค์ชายรองเสด็จมาเกิดอะไรขึ้น?”
“ทูลฝ่าบาท องค์ชายรองพบองค์หญิงสี่ที่ริมทะเลสาบพ่ะย่ะค่ะ”
หย่งเวย? เมื่อดูจากรอยยิ้มในดวงตาของขันทีใหญ่ ตงฟางซวี่จึงคิดถึงคำพูดของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยขึ้นมา ที่ว่าสตรีแคว้นเฉินโดดเด่นเหนือผู้คน ท่าทางเรื่องการเป็นพันธมิตรจะราบรื่นยิ่งกว่าที่ตนคิด
ยามค่ำคืน
ในตำหนักหย่งเวยที่เงียบสงบราวไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ภายในลานที่ไร้ซึ่งผู้คน สตรีใต้ต้นไม้รอคอยอยู่ที่นั่นอย่างมิอาจสงบใจ
เบื้องหลังมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังแว่วมา หย่งเวยหันไป พริบตาเดียวก็โถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของผู้มาเยือน “เจาจวิ้น…”
“เวยเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไป?” แม่ทัพแห่งกองราชองครักษ์รู้สึกว่าหย่งเวยในวันนี้ดูแตกต่างไป ร่างกายแบบบางของนางสั่นเล็กน้อย
“เจาจวิ้น ข้ากลัว…” นางกำลังหวาดกลัว ในสมองมักจะมีภาพดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งที่ได้สบในวันนี้ปรากฏขึ้นเป็นระยะ ความรู้สึกไม่สบายใจวนเวียนอยู่ในสมอง มิอาจกำจัดออกไปได้
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
หย่งเวยเบนสายตาขึ้น มองใบหน้าหล่อเหลาที่ตนรักใคร่ “วันนี้ในวังมีแขกสูงศักดิ์มาเยือนเป็นพิเศษหรือ?”
เจาจวิ้นดวงตาเปล่งประกาย เหตุใดนางจึงถามเช่นนี้?
“วันนี้องค์ชายรองแห่งตระกูลอ๋องเถี่ยเจินเสด็จมาเยือน มีเจตนาเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉินของพวกเรา”
องค์ชายรอง? “คนผู้นั้นมีดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็งใช่หรือไม่?”
“เวยเอ๋อร์ ท่านเคยพบพระองค์แล้วหรือ?” แม่ทัพกองราชองครักษ์มีความประทับใจลึกล้ำกับองค์ชายรองผู้นั้นยิ่งนัก ราชวงศ์แห่งตระกูลเถี่ยเจินจะมีดวงตาสีฟ้าจางๆ นี่คือสัญลักษณ์แห่งสายเลือดบริสุทธิ์ของพวกเขา
หย่งเวยไม่ได้ตอบ นางก้มหน้าลงเล็กน้อย “เป็นพันธมิตร? เช่นนั้น…จะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์หรือไม่?”
“ยังไม่ทราบ รัชทายาทจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพรุ่งนี้ คาดว่าจะประกาศรายละเอียดพรุ่งนี้”
“เจาจวิ้น…”
“เวยเอ๋อร์ ท่านเป็นอะไรกันแน่?” แม่ทัพกองราชองครักษ์มองใบหน้าราวดอกท้อเบื้องหน้า ในใจรู้สึกหวงแหนยิ่งนัก
“พาข้าไปดีหรือไม่? พวกเราไปกันวันนี้เลยเถิด!”
“ท่าน…”
“วันนี้ข้าไปพบหย่งหนิงมา ทั้งยังพบว่านางข้าหลวงต่างพูดคุยนินทาหย่งหนิงว่าเป็นองค์หญิงที่ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แต่ยังกลับมาได้ เรื่องนี้มิอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ขะ ข้าไม่อยากไปจากเจ้า!” นางไม่อยากละทิ้งความสุขในตอนนี้ ต่อให้ไม่ได้แต่งงานไปชั่วชีวิต ต่อให้ต้องลอบพบกันในยามค่ำคืนที่ไร้ซึ่งผู้คนเช่นนี้ไปชั่วกาล นางก็เต็มใจ!
การปรากฏตัวขององค์ชายรองเถี่ยเจินนับว่าก่อกวนทะเลสาบอันสงบนิ่งในใจของหย่งเวยได้โดยสิ้นเชิง สัญชาตญาณของสตรีเฉียบแหลมเป็นที่สุด การเป็นพันธมิตรของสองแคว้นในครั้งนี้ บางที…อาจเป็นการเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมอีกอย่างหนึ่งก็เป็นได้
————
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ดอกผู่กงอิง คือ ดอกแดนดิไลออน