หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 609 ความสัมพันธ์ของพี่น้อง
เล่มที่ 21 ตอนที่ 609 ความสัมพันธ์ของพี่น้อง
พบว่าในมือของซานสุ่ยถือม้วนรูปภาพอยู่ม้วนหนึ่ง หวงฝู่รุ่ยขมวดคิ้ว มองใบหน้าเล็กๆ อันกระวนกระวายเบื้องหน้า ซานสุ่ยใบหน้าแข็งเกร็ง ก้มหน้าลงด้วยความกระอักกระอ่วนโดยพลัน “บ่าวเพียงต้องการดูว่าจะหาเบาะแสอันใดได้หรือไม่”
องค์ชายแปดทรงเชื่อมั่นว่าองค์ชายห้าเป็นผู้บริสุทธิ์มาโดยตลอด แต่ซานสุ่ยกลับคิดว่าองค์ชายห้าเป็นคนเช่นนั้นอยู่แล้ว จู่ๆ ก็ให้องค์ชายแปดเขียนจดหมายหาคุณหนูกงซุน จากนั้นก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น นอกจากเขาแล้วยังจะเป็นผู้ใดกระทำไปได้? เพียงแต่เมื่อเห็นท่าทางหมดอาลัยตายอยากของเจ้านายตน ซานสุ่ยจึงคิดว่าอย่างน้อยก็ลองดูเสียหน่อย มิแน่ว่าอาจจะพบสิ่งเหนือคาดก็เป็นได้
“ความจริงเจ้าคิดว่าเสด็จพี่เป็นผู้กระทำใช่หรือไม่?” คำพูดของหวงฝู่รุ่ยเจือไปด้วยความหดหู่อยู่หลายส่วน สายตาของซานสุ่ยเปล่งประกาย “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย…”
“เหตุใดต้องขออภัย ความจริงข้า…” ริมฝีปากขาวซีดของหวงฝู่รุ่ยสั่นเล็กน้อย ในใจของเขาก็คิดว่าเสด็จพี่เป็นผู้บงการเรื่องนี้มิใช่หรือ? เพียงแต่ปากไม่ยินยอมกล่าวออกไปเท่านั้น
เขาไม่อยากยอมรับ เพียงแต่เมื่อดูจากการแสดงออกแต่ละอย่างของเสด็จพี่แล้ว เขาไม่อาจไม่ยอมรับ
หากต้องการกล่าวโทษ เป็นตนที่ไม่ควรเชื่อเสด็จพี่จริงๆ นั่นจึงจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่สุด
“องค์ชาย พระองค์ลองทอดพระเนตรสิ่งนี้ดูเถิด!”
ซานสุ่ยกางภาพในมือออกดู พบว่าในภาพเป็นสตรีงดงามผู้หนึ่ง เพียงแต่ดูคล้ายกับยังวาดไม่เสร็จ สีของกระโปรงยังไม่สมบูรณ์ ด้านข้างเขียนกลอนไว้แถวหนึ่ง ลายมือนั้นชัดเจนว่าเป็นของหวงฝู่เซียว!
“นี่…นี่ได้มาจากห้องหนังสือของเสด็จพี่หรือ?!”
“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย ทรงทอดพระเนตรดูเถิด ทรงคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณหนูเมิ่งจริงๆ หรือไม่?”
คนในภาพวาด นอกจากซ่างกวนเมิ่งแล้วจะเป็นผู้ใดไปได้ หวงฝู่รุ่ยพลันคิดขึ้นมาได้ว่ายามนั้นตอนที่เสด็จพี่กึ่งคลั่งกึ่งมีสติ ปากเรียกชื่อซ่างกวนเมิ่งไม่หยุดมิใช่หรือ?! “แต่คุณหนูเมิ่งเป็นคู่หมั้นของเสด็จพี่ใหญ่…”
“ดังนั้นจึงได้แปลกพ่ะย่ะค่ะ! เหตุใดคุณหนูเมิ่งจึงมีความสัมพันธ์กับองค์ชายห้าเล่า องค์ชาย พวกเราต้องนำภาพนี้ไปมอบให้องค์ชายใหญ่หรือไม่?”
หวงฝู่รุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่ ให้ข้า…ใคร่ครวญดูสักครู่”
หากเสด็จพี่มีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับคุณหนูเมิ่ง เช่นนั้นมิใช่ว่าจะทำให้เขามีความผิดมากขึ้นอีกอย่างหนึ่งหรือ? เพียงแต่หากไม่พูด…ความดีในใจของตนก็มิอาจสงบ
หวงฝู่รุ่ยจมลงสู่ช่วงเวลาอันยากลำบากอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ภายในสวนบุปผาหลวงแห่งพระราชวังแคว้นเฉิน
“เห้อ ช่วงนี้ในตำหนักขององค์หญิงหย่งหนิงเงียบจริงๆ! หากเป็นเมื่อก่อน ทุกสองสามวันต้องมีข่าวว่ากระทำความผิดอันใดออกมาแล้ว!”
“วันนี้มิเหมือนวันวาน! ตั้งแต่องค์หญิงทรงเสด็จกลับจากแคว้นอี้ก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เงียบลงมากทีเดียว!”
ข้าราชบริพารหลายคนรวมตัวกัน ตอนนี้ในพระราชวังกดดันเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของรัชทายาท พวกเขาทำได้เพียงหาความสุขและหัวข้อสนทนาจากองค์หญิงหย่งหนิงเพื่อผ่อนคลายลงบ้าง
“กล่าวไปก็น่าสงสารจริงๆ อภิเษกไปได้ไม่นานก็ต้องกลับมา พวกเจ้าว่าวันหน้า องค์หญิงหย่งหนิงจะหาราชบุตรเขยได้อย่างไร?”
“เป็นราชวงศ์ยังต้องกลัวหาราชบุตรเขยไม่ได้อีกหรือ? ต่อให้ต้องแต่งงานสิบครั้งก็มิจำเป็นต้องหวาดกลัว นี่คือความแตกต่างขององค์หญิงกับบ่าวไพร่เช่นพวกเรา!”
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน?!” ตอนนี้เอง เสียงอันเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น นางข้าหลวงหลายคนหันไปมอง ไม่ทราบว่าองค์หญิงสี่หย่งเวยยืนอยู่ไม่ไกลตั้งแต่ยามใด กำลังมองมายังพวกเขาด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก
“อา! องค์หญิงสี่…”
ทุกคนรีบคุกเข่าลง หย่งเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย “โอหังยิ่งนัก ถึงกับกล้านินทาเจ้านายในพระราชวังเชียวหรือ! เด็กๆ ตบปากบ่าวสุนัขหลายคนนี่เสีย!”
“องค์หญิงโปรดไว้ชีวิตด้วย! องค์หญิงโปรดอภัยด้วย! บ่าวสำนึกผิดแล้ว! บ่าวสำนึกผิดแล้ว!” นางข้าหลวงหลายคนรีบโขกศรีษะด้วยความหวาดกลัว หย่งเวยแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “ยังไม่รีบลงมืออีก!”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ทันใดนั้นมีองครักษ์หลายคนเดินเข้ามา ไม่นานก็มีเสียงตบปากดังขึ้นโดยไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย คละเคล้าไปด้วยเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
ไม่มีผู้ใดคิดว่าหย่งเวยที่เงียบสงบมาโดยตลอดและเสด็จออกจากตำหนักน้อยครั้งจะมีอารมณ์เช่นนี้ การเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดข้าราชบริพารรอบๆ ไม่น้อย เมื่อเห็นสตรีงดงามมีสีหน้าเย็นชา ในใจพลันอดไม่ได้ที่จะเห็นใจนางข้าหลวงปากมากหลายคนนั้น กล่าวได้เพียงว่าพวกนางโชคร้ายเสียจริง จะนินทายังไม่รู้จักเลือกสถานที่
ไม่นาน มุมปากของนางข้าหลวงทั้งหลายก็มีเลือดไหลออกมา แก้มของพวกนางบวมเป่ง ยามนี้กระทั่งเรี่ยวแรงจะร้องไห้ก็ยังไม่มี
หย่งเวยโบกมือครั้งหนึ่ง องครักษ์ทั้งหลายพลันหยุดมือลง
“วันหน้า หากมีผู้ใดกล้าพูดจาเหลวไหลหมิ่นประมาทเจ้านายในวังอีก ก็อย่ามาตำหนิที่องค์หญิงเช่นข้าจะไม่ไว้ไมตรี!”
บ่าวไพร่เหล่านี้ช่างไม่รู้จักกฎเกณฑ์เลยจริงๆ นางได้ยินว่าระยะนี้หย่งหนิงมิได้เสด็จออกจากตำหนัก ในใจรู้สึกกังวลจึงคิดจะไปดูเสียหน่อย ไม่นึกว่าจะได้ยินคำพูดที่ทำให้ผู้คนต้องโกรธเกรี้ยวเช่นนี้
“เหตุใดองค์หญิงต้องไปเอาความกับบ่าวไพร่ต่ำชั้นเช่นนี้ด้วยเพคะ ทำให้พระองค์เสียอารมณ์เปล่าๆ” นางข้าหลวงข้างกายเห็นท่าทีของเจ้านายตนจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากปลอบ
“หย่งหนิงคือน้องสาวของข้า โชคชะตาไม่ยุติธรรมต่อนางเพียงนี้ ไม่ง่ายเลยกว่าจะกลับมาได้ ตอนนี้ยังถูกบ่าวสุนัขพวกนี้ดูหมิ่นอีก เจ้าว่าข้าจะไม่โกรธได้หรือ?” ค่อยๆ เดินไปยังตำหนักหย่งหนิง ที่นี่เงียบกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ
“อา! ถวายพระพรองค์หญิงหย่งเวย!”
นางข้าหลวงบริเวณประตูเห็นผู้มาเยือนจึงรีบร้อนคารวะ
“ลุกขึ้นเถิด เหตุใดไม่อยู่ปรนนิบัติข้างกายองค์หญิง มาอยู่ข้างนอกทำอันใดกัน?”
สายตาของนางข้าหลวงเปล่งประกายเล็กน้อย “นี่…องค์หญิงหย่งหนิงทรงตรัสว่าล้าแล้ว ต้องการพักผ่อนสักครู่ บ่าวจึงมารอนอกตำหนักเพคะ”
“พักผ่อนยามนี้หรือ? หรือจะไม่สบาย?” หย่งเวยยกชายกระโปรงขึ้นกำลังจะเดินเข้าไป นางข้าหลวงผู้นั้นกลับเดินมาขวางไว้โดยไม่รู้ตัว “อะ องค์หญิงเพคะ ระยะองค์หญิงหย่งหนิงหลับไม่ค่อยสนิท มิสู้องค์หญิงเสด็จกลับไปก่อน เมื่อองค์หญิงหย่งหนิงตื่นบรรทม บ่าวจะไปกราบทูลองค์หญิงอีกครั้ง เป็นอย่างไรเพคะ?
“เชิญหมอหลวงมาตรวจดูแล้วหรือไม่?”
“…องค์หญิงทรงตรัสว่า พระองค์ต้องการบรรทมเสียหน่อยก็พอแล้ว”
หย่งเวยจ้องนางข้าหลวงน้อยผู้นั้น ในใจเกิดความสงสัยขึ้นหลายส่วน “องค์หญิงเช่นข้าจะเข้าไปดูเสียหน่อย ไม่รบกวนหย่งหนิงหรอก”
“เอ๋? นะ นี่…”
หย่งเวยส่งสายตาครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงข้างกายจึงเดินมาขวางอยู่เบื้องหน้านางข้าหลวงน้อยผู้นั้น ไม่รอให้นางกล่าวอันใด องค์หญิงก็ผลักประตูเดินเข้าไปแล้ว
บนเตียงอันกว้างใหญ่ ร่างหนึ่งนอนอยู่ด้านบนโดยมีผ้าห่มคลุมมิดจนนูนออกมา สายตาของหย่งเวยค่อยๆ อ่อนลง ที่แท้ก็กำลังพักผ่อนอยู่จริงๆ
นางค่อยๆ เดินเข้าไป หยิบกล่องเครื่องหอมอันปราณีตกล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ วางลงข้างหมอนเบาๆ กำลังคิดจะจากไป แต่กลับพบว่าคนในผ้าห่มมีอาการสั่นเทาเล็กน้อย
“เหตุใดจึงสั่นรุนแรงเพียงนี้? หย่งหนิง รู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่?”
อย่างไรก็ตาม ดรุณีน้อยที่อยู่ในผ้าห่มกลับไม่ตอบรับอันใด
ในใจของหย่งเวยรู้สึกไม่สงบ ยื่นมือไปสัมผัสศีรษะหย่งหนิง “สวรรค์ หย่งหนิง เหตุใดจึงมีเหงื่อออกมากเพียงนี้?! หย่งหนิง?”
คิดจะดึงคนในผ้าห่มขึ้นมา แต่อีกฝ่ายกลับเกร็งร่างกายของตนด้วยความดื้อรั้นยิ่งนัก
“หย่งหนิง! เร็ว รีบลุกขึ้นมา ให้พี่หญิงดูเสียหน่อย!”
เสียงพรึ่บดังขึ้น หย่งเวยดึงผ้าห่มออกโดยพลัน คิดไม่ถึงว่าร่างเล็กบนเตียงจะพุ่งลงมาคุกเข่าเบื้องหน้านาง “องค์หญิงโปรดระงับโทสะ! องค์หญิงโปรดระงับโทสะ!
“เจ้า…เจ้าไม่ใช่…” นี่คือหย่งหนิงที่ไหนกัน! เป็นนางข้าหลวงน้อยในตำหนักนางแท้ๆ!
หย่งเวยมีสีหน้าเคร่งขรึมลง “องค์หญิงของพวกเจ้าเล่า?!”
“อะ องค์หญิงทรง…เสด็จออกจากวังไปแล้วเพคะ…”
อะไรนะ?!
…
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง เงาร่างงดงามเล็กๆ ร่างหนึ่งเดินผ่านเส้นทางเล็กภายในป่าที่มีผู้คนบางตาไปอย่างรวดเร็ว
คิดไม่ถึงว่าจะเล่นกับคุณหนูเจ็ดเฟิ่งหลิงจนลืมเวลาเช่นนี้ ไม่ทราบว่าพวกนางจะทนไหวหรือไม่ หย่งหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง จะอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดมาเยี่ยมนางที่ตำหนักนานแล้ว คงไม่มีปัญหาอันใดถึงจะถูก
“ข้ากลับมาแล้ว! เป็นอย่างไร ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกระมัง?” เมื่อกลับมาถึงตำหนักตน หย่งหนิงก็ดึงหมวกขันทีน้อยบนศีรษะออก มองไปยังทุกคนด้วยใบหน้ากระตือรือร้น
นางข้าหลวงทั้งหลายเกือบจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ “องค์หญิง..”
“เป็นอะไรไป? เร็ว ไปหาของอร่อยๆ กัน! ข้าหิวไปหมดแล้ว!”
เมื่อนางผลักประตูไป คิดไม่ถึงว่าเงาร่างอึมครึมร่างหนึ่งจะนั่งอยู่ข้างโต๊ะอย่างสงบ สายตาคมกริบทิ่มแทงมา ด้านข้างยังมีนางข้าหลวงน้อยที่ปลอมเป็นนางคุกเข่าอยู่ด้วย
“…พะ พี่หญิง…”
“เหลวไหลใหญ่แล้ว!”
หย่งเวยกล่าวเสียงเย็นพลางลุกขึ้นยืน หย่งหนิงสั่นไปทั้งร่าง มือที่อยู่ด้านหลังโบกเบาๆ นางข้าหลวงเหล่านั้นจึงรีบถอยไปเฝ้าอยู่ด้านนอก
“เจ้าไปที่ใดมา? ช่างไร้สาระเสียจริง เป็นถึงองค์หญิงที่สง่าผ่าเผยถึงกับกล้าสวมชุดเช่นนี้ลอบออกไปนอกวังเชียว! หากเสด็จพี่รัชทายาททรงทราบเข้า เจ้าจะทำเช่นไร?!” นางยังกังวลไปว่าหย่งหนิงอยู่ในวังจะหดหู่ คิดไม่ถึงว่าดรุณีน้อยผู้นี้จะออกไปหาความสุขด้วยตัวเองนอกวังเรียบร้อยแล้ว!
หย่งหนิงแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “นั่น…ข้า…ข้า”
“พูด เจ้าไปที่ใดมา!”
แต่ไหนแต่ไรหย่งหนิงไม่เคยเห็นหย่งเวยมีโทสะมากมายเพียงนี้ “พี่หญิง…หย่งหนิงเพียงรู้สึกว่า…อยู่ในตำหนักน่าเบื่อยิ่งนัก ดังนั้นจึงออกไปเดินเล่นสักรอบ ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น!”
“ไม่บอกใช่หรือไม่? เช่นนั้นพี่หญิงทำได้เพียงไปหาเสด็จพี่รัชทายาทแล้ว”
หย่งเวยทำท่าจะเดินจากไปเดี๋ยวนั้น หย่งหนิงรีบเข้ามาขวางทางไว้ “พี่หญิง ไม่มีอะไรจริงๆ! อีกอย่าง หากพี่หญิงคิดจะบอกเสด็จพี่รัชทายาท คงไม่รอหย่งหนิงอยู่ที่ตำหนักนานเพียงนี้…”
“เจ้าช่างฉลาดจริงๆ ท่าทางพี่หญิงคงเป็นห่วงเจ้าเสียเปล่าแล้ว”
“อา! มิใช่มิใช่ หย่งหนิงรู้ว่าพี่หญิงดีกับข้าเป็นที่สุด! ดังนั้น…” หย่งหนิงยกยิ้มโง่งมอย่างประจบประแจง เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของนาง โทสะของหย่งเวยพลันหายไปกว่าครึ่ง ท่าทางตนจะเป็นห่วงไปเปล่าๆ แล้ว เห็นนางยังมีอารมณ์ออกจากวัง เท่านี้ก็ทราบแล้วว่าชีวิตของดรุณีน้อยผู้นี้มิได้ย่ำแย่อย่างที่ตนจินตนาการ
เมื่อคิดถึงคนในวังเหล่านั้น หย่งเวยพลันมองท่าทีในยามนี้ของหย่งหนิง ดูแล้วนางคงไม่ทราบว่าผู้อื่นกล่าวถึงนางเช่นไร เด็กคนนี้จึงไม่กังวล
“ตอนนี้เสด็จพี่รัชทายาทไม่มีเวลาใส่ใจเจ้า มิได้หมายความว่าเจ้าจะทำเช่นไรก็ได้ นอกวังไม่เหมือนในวัง อาจพบอันตรายได้ทุกเมื่อ รู้หรือไม่?”
“ที่ไหนกันเล่า มีคุณชายเฟิ่งปกป้องข้าอยู่! อา!” หย่งหนิงรู้ตัวโดยพลันว่าตนหลุดปากไปแล้ว หย่งเวยดวงตาเปล่งประกาย “คุณชายเฟิ่ง?”
“…มะ ไม่มีอะไร หย่งหนิงพูดไร้สาระไปเอง! พี่หญิง จะอยู่ทานอาหารกันหรือไม่?”
นางมองท่าทีแปลกประหลาดของดรุณีน้อย กระทั่งความสามารถในการพูดโกหกยังต่ำต้อยเพียงนี้เชียว “ไม่แล้ว พี่หญิงเกรงว่าจะถูกเจ้าทำให้โกรธจนตาย”
“ฮี่ๆ…” หย่งหนิงแลบลิ้นออกมาอย่างซุกซน “ใช่แล้วพี่หญิง ครั้งหน้าหากจะมา สั่งให้คนมาบอกหย่งหนิงล่วงหน้าด้วยเล่า!”
“ทำไม? กลัวจะถูกพี่หญิงจับได้อีกหรือ?”
“ที่ไหนกันเล่า! หย่งหนิงจะได้สั่งให้คนจัดเตรียมอาหารต่างหาก!”
หย่งเวยยื่นมือไปเคาะศีรษะนางเบาๆ “เจ้าไม่ก่อเรื่องก็ดีแล้ว พี่หญิงไม่กล้ากินข้าวเจ้าหรอก ไม่ต้องส่งข้า รีบเปลี่ยนอาภรณ์เสีย หากผู้อื่นเห็นสภาพเช่นนี้ของเจ้าแล้วเล่าลือไปถึงเสด็จพี่รัชทายาท ผู้ใดก็ช่วยเจ้าไม่ได้”
Venus36
ขอบคุณค่าแอด มาไวมากกก