หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 612 ทองแผ่นเดียวกัน
เล่มที่ 21 ตอนที่ 612 ทองแผ่นเดียวกัน
“อา!” ท่ามกลางเหล่าสตรีมีเสียงอุทานดังแว่วมา ทุกคนหันไปมอง พบว่าองค์หญิงหย่งเจียกำลังปิดปากตนด้วยท่าทีหวาดกลัว หย่งผิงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงจิ๊จ๊ะ ช่างทำราวกับว่าไม่เคยเห็นความยิ่งใหญ่จริงๆ อย่าให้องค์ชายเถี่ยเจินเห็นเชียว มิเช่นนั้นจะหัวเราะเยาะว่าสตรีแคว้นเฉินของพวกเขาขี้ขลาดราวมุสิก!
อย่างไรก็ตาม หน้ากากสีแดงนั้นทำให้ผู้คนหวาดกลัวจริงๆ หย่งผิงและหย่งเล่อนั่งยืดตัว พยายามปกปิดความหวาดกลัวในใจไว้ ตอนนี้เอง เสียงดนตรีวังดังแว่วมา เปี่ยมด้วยความแปลกใหม่อันเป็นเอกลักษณ์ สตรีร่างเล็กสวมชุดกระโปรงแนบเนื้อสีขาว ชายกระโปรงแหวกสูงจนถึงขาอ่อน ขายาวแบบบางทั้งยังงดงามจนทำให้สายตาทุกคนพร่าเลือน สตรีในงานไม่มีผู้ใดไม่ใจเต้นหน้าแดง
อาภรณ์ขาวหน้ากากแดง แต่กลับแสดงถึงเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่ต่างออกไป เมื่ออยู่ท่ามกลางเงาร่างในอาภรณ์สีม่วงงดงามเหล่านี้ มิได้มีร่างกายสูงโดดเด่นแม้แต่น้อย เอวบางใช้เพียงผ้าโปร่งสีแดงผูกเอาไว้ผืนหนึ่ง พู่ที่ห้อยอยู่บริเวณเอวแกว่งไกวไปตามจังหวะดนตรี
พัดอันใหญ่ปรากฏในมือของสตรี บนพัดสีขาวตกแต่งแต้มด้วยดอกท้อสีชมพู ดึงดูดสายตาผู้คนยิ่งนัก
เมื่อโบกพัดครั้งหนึ่ง หน้ากากสีแดงกลับเปลี่ยนเป็นหน้ากากสีขาวที่กำลังแย้มยิ้ม เรือนขาเยื้องย่างไปยังใจกลางลานกว้างช้าๆ
ทุกคนรู้สึกเพียงว่ามีกลิ่นหอมของดอกท้อโชยมาตามลม ราวกับมาจากบนร่างของสตรีผู้นี้
รูปร่างเล็กพัดด้ามใหญ่ ในยามที่ทุกคนต้องปาดเหงื่อเย็นแทนนาง นางกลับเคลื่อนไหวอย่างอิสระ พัดใหญ่โบกสะบัด เกิดลมเย็นขึ้นระลอกหนึ่ง ทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจผิด คิดว่านางต้องการใช้พัดโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ เปลวเพลิงที่อยู่ด้านหลังลุกโชนพุ่งสู่ท้องฟ้า เงาร่างสีขาวกำลังบิดไปมาราวกับผีเสื้อกำลังเต้นระบำ ดูคล้ายกับนางเซียนข้างกายเทพแห่งเปลวเพลิง ทำให้ทุกคนยากจะละสายตา
ในดวงตาของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเต็มไปด้วยความหยิ่งทนง นี่ก็คือสมบัติล้ำค่าแห่งเผ่าเถี่ยเจินของพวกเขา คือน้องเล็กของเขา เถี่ยเจินจื่อเหวย ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคนแฝงไปด้วยความหลงใหล หน้ากากที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้พวกเขามิหวาดกลัวอีก แต่กลับชมชอบ ปฏิกิริยาเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวย เขาแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเบนสายตามองไปยังตงฟางซวี่ เขากลับพบว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินทำเพียงใช้สายตาชื่นชมมองน้องสาวของเขา ไม่มีสิ่งใดแปลกปลอมอีก ต้องทราบว่าจื่อเหวยเป็นสตรีที่บุรุษทั้งเผ่าเถี่ยเจินใฝ่ฝัน การให้นางมาแสดงร่ายรำนับเป็นความฝันชั่วชีวิตของใครหลายคนแล้ว หรือเป็นเพราะยังมิถอดหน้ากาก?
อินทนิลลวงเนตร เศวตรขาวบริสุทธิ์ พริบตาเดียวขาวม่วงผสานกัน ราวกับเกษรสีขาวท่ามกลางบุปผาเบ่งบานสีม่วง เสียงดนตรีสิ้นสุดลงท่ามกลางสายตาหลงใหล ในยามที่นางระบำแยกย้ายไป ทุกคนรู้สึกราวกับเมื่อครู่เป็นความฝันอันงดงาม ยังไม่ทันได้ลิ้มรสหวานในลำคอก็สิ้นสุดเสียแล้ว
สตรีในอาภรณ์สีขาวชูพัดในมือขึ้น เดินมาเบื้องหน้าตงฟางซวี่ช้าๆ บนร่างของนางเจือไปด้วยเสียงกระดิ่งกระจ่างใส ทุกคนจ้องมองหน้ากากบนใบหน้าของนาง กลับไม่คิดว่าเป็นการเสียมารยาทอันใด มีเพียงความคาดหวังว่าภายใต้หน้ากากนี้จะมีใบหน้างามล่มแคว้นเช่นไรอยู่
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยก้าวออกมา ทั้งสองคารวะตงฟางซวี่ครั้งหนึ่ง “ฝ่าบาท นี่คือสมบัติล้ำค่าแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินของพวกเรา เถี่ยเจินจื่อเหวย”
เมื่อพูดจบ ดรุณีน้อยผู้นั้นพลันเคลื่อนไหว ปลดหน้ากากสีขาวในมือลง ทุกคนรู้สึกราวกับดอกกล้วยไม้สีขาวกำลังเบ่งบาน ไม่มีความงามล้ำเลิศโดดเด่น แต่กลับให้ความรู้สึกสบายราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้น ประดุจบรรจุทะเลดาวเอาไว้ก็มิปาน กระทั่งรอยยิ้มบนใบหน้าของนางในยามนี้ล้วนจริงใจไร้การเสแสร้ง ไม่ทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกดูหมิ่นแม้เพียงครึ่งส่วน
“เถี่ยเจินจื่อเหวยถวายพระพรรัชทายาทเพคะ” เสียงกระจ่างใสชัดเจนราวกับเสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบ
“องค์หญิงจื่อเหวย ละเว้นมารยาทเถิด” บนใบหน้าตงฟางซวี่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา “องค์หญิงเดินทางมาไกล ลำบากแล้ว มอบที่นั่ง”
“จื่อเหวยนำของขวัญจากเถี่ยเจินมาถวายให้แก่รัชทายาทและชายารอง หวังว่าพระองค์และเหนียงเหนียงจะยินดีเพคะ” เสียงของนางเมื่อได้ฟัง ทำให้ทุกคนเคลิบเคลิ้มเกิดจินตนาการ
ในเถี่ยเจิน การมอบของขวัญให้แก่ประมุขและประมุขหญิงในพื้นที่นับเป็นการแสดงมารยาท
ตงฟางซวี่พยักหน้าเล็กน้อย “ชายารองไม่สบาย วันนี้ไม่ได้มาร่วมงาน ข้าขอบใจองค์หญิงแทนนางแล้ว”
เถี่ยเจินจื่อเหวยขมวดคิ้ว “หรือชายารองทรงมิโปรดที่จื่อเหวยมาเป็นสนมที่แคว้นเฉินเพคะ?” ต้องทราบว่าที่เถี่ยเจิน จะอย่างไรผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมุขหญิง ต่างต้องสิ้นเปลืองความคิดมากมายเพื่อรับรองแขกให้ดี เถี่ยเจินจื่อเหวยจึงคิดว่าชายารองรัชทายาทมีเจตนาปฏิเสธไม่พบตน
ก่อนเดินทางมายังแคว้นเฉิน นางได้ยินว่าพระสนมในพระราชวังแห่งแคว้นเฉินชอบวางอุบายใส่กันยิ่งนัก
พระสนม?! ตงฟางซวี่คิดไม่ถึงว่านางจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ยปาก “น้องเล็กถูกเสด็จพ่อตามใจจนเสียคนแล้ว หากมีที่ใดเสียมารยาท ขอรัชทายาทโปรดอภัย ในเมื่อชายารองทรงประชวร เช่นนั้นขอรัชทายาทโปรดนำของขวัญของน้องเล็กไปมอบให้เหนียงเหนียงเพื่อเป็นการแสดงถึงน้ำใจด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ตอนนี้เอง บุรุษชนเผ่าเถี่ยเจินหลายคนแบกกล่องไม้สีแดงที่ทำขึ้นอย่างปราณีตหลายสิบกล่องเข้ามา “ของเหล่านี้เป็นสินเดิมของน้องเล็ก ทั้งยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังเดินทางมา ล้วนเป็นน้ำใจเล็กน้อยของเถี่ยเจินของพวกเรา”
“ช้าก่อน! สินเดิม?” ในที่สุดตงฟางซวี่ก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างบางอย่าง
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ หรือว่า…พระองค์รู้สึกว่าน้อยเกินไป? อวิ๋นเหวยสามารถเขียนจดหมายไปฉบับหนึ่ง บอกให้เสด็จพ่อเพิ่มของล้ำค่า…”
“ไม่! ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” ในที่สุดตงฟางซวี่ก็เข้าใจแล้ว ที่แท้สมบัติล้ำค่าแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินที่พวกเขาต้องการมอบให้ก็คือการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์! ให้องค์หญิงแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินมาเป็นสนมของตน!
เถี่ยเจินจื่อเหวยมองสีหน้าของตงฟางซวี่ เอ่ยปากด้วยความสงสัย “ฝ่าบาททรงมิโปรดจื่อเหวยหรือเพคะ?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา รอบด้านพลันมีเสียงสูดหายใจดังขึ้นเป็นระลอก องค์หญิงเถี่ยเจินผู้นี้ คำพูดและการกระทำช่างห้าวหาญยิ่งนัก! ไม่มีความสำรวมประดุจสตรีแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม พวกเขาล้วนทราบดีว่าคนแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินล้วนเปิดเผยตรงไปตรงมาเช่นนี้ เพียงแค่ยังไม่คุ้นชินเท่านั้น
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็มิคาดว่าอีกฝ่ายจะกล่าวตรงไปตรงมาเช่นนี้ “องค์หญิงบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เพียงแต่ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้ายังไม่มีความตั้งใจจะรับสนม เจตนาของอ๋องเถี่ยเจิน ข้าขอรับไว้ด้วยใจ สองแคว้นย่อมต้องมีความสัมพันธ์ทางการทูตตลอดไป มิสู้…”
ตอนนี้เอง เถี่ยเจินจื่อเหวยหยิบมีดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี
“ชนเผ่าเถี่ยเจินล้วนทราบกันว่าจื่อเหวยจะแต่งงาน ตอนนี้รัชทายาทมิโปรดรับเป็นสนม จื่อเหวยไม่มีหน้ากลับไปพบคนของเผ่าแล้ว มีเพียงต้องตายเท่านั้น…”
“ไม่ได้เด็ดขาด!” จี้จิ่นที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงรีบลุกขึ้นยืน เขาเคยได้ยินมาจริงๆ ว่าคนของชนเผ่าเถี่ยเจินให้ความสำคัญกับชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง การปฏิเสธเมื่อครู่นี้ของรัชทายาทต้องทำให้องค์หญิงเถี่ยเจินรู้สึกอัปยศเป็นแน่ หากองค์หญิงหลั่งเลือดในงานเลี้ยง เกรงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเถี่ยเจินและแคว้นเฉินคงถูกทำลายจนมิอาจฟื้นคืน
“รัชทายาท องค์หญิงเดินทางมาไกลนับพันลี้ มิสู้จัดเตรียมตำหนักให้ประทับเสียก่อน แคว้นเฉินย่อมต้องแสดงมิตรภาพในฐานะเจ้าบ้านเต็มที่” ในดวงตาของจี้จิ่นเปล่งประกายกล่าวเตือน ตงฟางซวี่ขมวดคิ้วแน่น เขาไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดองค์หญิงท่านนี้จึงต้องบีบบังคับผู้อื่น ทั้งสองไม่มีความรักใคร่ต่อกัน ตนเองปฏิเสธนางแต่ยังรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตไว้ สำหรับองค์หญิงเถี่ยเจินมิใช่ว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดหรือไร? นางกล่าวว่าทั่วทั้งชนเผ่าเถี่ยเจินต่างทราบว่านางจะออกมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล่าวเรื่องนี้กับตนมาก่อน มิเช่นนั้นคงไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น อารมณ์ของตงฟางซวี่ในยามนี้จึงไม่ดีนัก
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมองไปยังสตรีข้างกายอย่างเรียบเฉย “จื่อเหวย หยิบมีดออกมาเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาทเป็นการกระทำที่เสียมารยาท” แม้คำพูดจะตำหนิ แต่น้ำเสียงกลับเจือไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย นี่เป็นน้ำใจของชนเผ่าเถี่ยเจินของพวกเขา เหตุใดรัชทายาทจึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ช่างทำให้ผู้อื่นไม่พอใจจริงๆ
บรรยากาศรอบด้านพลันเคร่งเครียดขึ้นมา ตงฟางซวี่สังเกตุเห็นสายตาร้องขอทั้งหลาย มองไปยังองค์หญิงและองค์ชายแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินอีกครั้ง เพียงแต่เนิ่นนานยังคงไม่ตอบรับ
จี้จิ่นรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี รัชทายาทจะไม่เห็นภาพรวมเป็นสำคัญเกินไปแล้ว!
“มิใช่ว่าฝ่าบาทเองก็ทรงจัดเตรียมบางอย่างเป็นของขวัญขอบคุณให้องค์หญิงและองค์ชายเถี่ยเจินไว้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาทำได้เพียงเบนความสนใจ
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยเอ่ยปาก “มอบที่นั่ง!”
ตอนนี้เอง ขุนนางทั้งหลายจึงค่อยผ่อนคลายลง องค์หญิงเถี่ยเจินเก็บมีดในมือไปด้วยท่าทีลังเล จนกระทั่งจัดเตรียมที่นั่งเรียบร้อยจึงเดินตามองค์ชายอ๋องเข้าไปในที่นั่ง ของล้ำค่าที่เป็นสินเดิมแต่ละกล่องก็ถูกหามออกไป
ขันทีผู้หนึ่งถือม้วนรูปภาพหลายม้วนเข้ามาอย่างระมัดระวัง เข้าถวายเบื้องหน้าเถี่ยเจินจื่อเหวยอย่างสงบ
“การผูกสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น ตั้งแต่อดีต หากเป็นทองแผ่นเดียวกันได้ย่อมดี นี่คือสตรีที่โดดเด่นที่สุดในแคว้นเฉินของข้า องค์ชายลองทอดพระเนตรดูเถิดว่าโปรดปรานผู้ใด ข้าจะเป็นเจ้าภาพผูกสมรสนี้เอง นับเป็นเรื่องดี”
ในฐานะที่เป็นแคว้นใหญ่ ต้องการแต่งงานผูกสัมพันธ์ด้วยตัวเอง นับว่าเป็นความจริงใจของแคว้นเฉินของพวกเขาแล้ว
ในที่สุดสีหน้าของเถี่ยเจินจื่อเหวยก็อ่อนลง ที่แท้รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินก็วางแผนไว้เช่นนี้เอง บางทีเขาอาจคิดไม่ถึงว่าเสด็จพ่อหวังใช้ตนมาแลกเปลี่ยนพันธมิตรระหว่างสองแคว้น บางทีนี่อาจเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันระหว่างชนเผ่าเถี่ยเจินและแคว้นเฉิน เมื่อมองไปยังใบหน้าโดดเด่นของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินอีกครั้ง เถี่ยเจินจื่อเหวยพลันเกิดความรู้สึกดี ทิ้งความไม่สงบเมื่อครู่นี้ไปชั่วคราว
“เสด็จพี่? เสด็จพี่?” อย่างไรก็ตาม บุรุษข้างกายเพิ่งจะมีปฏิกิริยากลับมาหลังจากนางส่งเสียงเรียกไปหลายครั้ง เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยได้สติกลับมาพลันแย้มยิ้มให้ตงฟางซวี่ เมื่อครู่ในสมองของเขากลับปรากฏภาพใบหน้าราวดอกท้อนั้นขึ้น
ยื่นมือออกไปหยิบม้วนรูปภาพม้วนแรกขึ้นมา หย่งผิงและหย่งเล่อที่อยู่ท่ามกลางหมู่สตรีมองไปด้วยความคาดหวัง เพียงแต่แปลกยิ่งนัก องค์หญิงในวังที่ถึงวัยแต่งงานมีไม่กี่พระองค์ เหตุใดกองรูปภาพจึงมีมากเพียงนั้นเล่า?! สิ่งที่พวกนางไม่ทราบก็คือ ตงฟางซวี่สั่งให้คนรวมภาพคุณหนูสูงศักดิ์ที่ถึงวัยแต่งงานทุกคนในราชสำนัก ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่นับว่ามีความสามารถและมีใบหน้างดงามอยู่ด้วย เพื่อต้องการให้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเลือกตัวเลือกที่ต้องใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์ชายเถี่ยเจินดูม้วนรูปภาพไปสามส่วนแล้วก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว เขาเชื่อในความรู้สึกของตน หลังจากดูรูปภาพสตรีเหล่านี้เสร็จสิ้นก็ยังไม่พบสตรีที่ทำให้เขาใจเต้น ทั้งยังหมดความอดทนที่จะดูต่อไป
“องค์ชายอ๋อง มิชอบหรือ?” ตงฟางซวี่เห็นอีกฝ่ายไม่มีการเคลื่อนไหวอันใดจึงปรายตามองไปยังขันทีใหญ่ด้านข้าง
ขันทีใหญ่ก้มหน้าลงด้วยความเคร่งเครียด เขาสั่งให้นักวาดภาพวาดให้ดีแล้ว มีแต่วาดภาพงดงามกว่าตัวจริง ไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย!
“รัชทายาท ขอเอ่ยความจริงโดยไม่ปิดบัง อวิ๋นเหวยต้องใจสตรีในวังผู้หนึ่ง หวังว่าพระองค์จะอนุญาต!”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา ทุกคนพลันเผยท่าทีแปลกใจ