หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 613 พบเบาะแส
เล่มที่ 21 ตอนที่ 613 พบเบาะแส
ตงฟางซวี่สบตากับขันทีใหญ่ข้างกายโดยไม่รู้ตัว หรือจะกล่าวว่า…
บนใบหน้าของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเจือไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “นางเป็นนางข้าหลวงในวังพ่ะย่ะค่ะ”
นางข้าหลวง?! นี่…ทุกคนพลันหน้าเปลี่ยนสี เหตุใดองค์ชายเถี่ยเจินผู้สูงศักดิ์จึงต้องใจนางข้าหลวงผู้หนึ่งได้?
ตงฟางซวี่ขมวดคิ้ว ตอนนี้ขันทีใหญ่จึงค่อยคิดขึ้นมาได้ ยามที่องค์หญิงสี่พบองค์ชายกล่าวไปว่าตนเป็นนางข้าหลวง หากองค์ชายทรงทราบว่าองค์หญิงหลอกลวง ไม่ทราบว่าจะทำให้บุรุษแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินผู้นี้โกรธหรือไม่
“นางข้าหลวงผู้นี้อยู่ที่ใด?” ตงฟางซวี่กวาดตามองไปยังกลุ่มนางข้าหลวงที่กำลังยืนอยู่ เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยรีบหมุนตัวไปมอง จากนั้นจึงส่ายศีรษะเล็กน้อย “ไม่ได้อยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
หย่งผิงและหย่งเล่อที่อยู่ในกลุ่มสตรียากจะเชื่อหูตนเองยิ่งนัก สวรรค์ เหตุใดองค์ชายจึงต้องใจนางข้าหลวงได้เล่า? ถึงกับมีเรื่องไร้สาระเช่นนี้เชียวหรือ! แคว้นเฉินต้องให้นางข้าหลวงผู้หนึ่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์หรือไร? จะอย่างไรพวกนางก็ยากจะเชื่อว่า ในฐานะที่เป็นราชวงศ์ พวกตนจะพ่ายแพ้เช่นนี้ ในใจเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
“ไม่ทราบว่าองค์ชายพบนางข้าหลวงผู้นั้นที่ใด?” บางทีอาจตามหาในหมู่นางข้าหลวงผู้รับผิดชอบหน้าที่ในตำหนักใกล้ๆ สถานที่ที่ได้พบกัน
“ที่ริมทะเลสาบ”
ดวงตาของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเปล่งประกาย เถี่ยเจินจื่อเหวยที่อยู่ด้านข้างมองท่าทีเช่นนี้ของเสด็จพี่ของตน ในใจรู้สึกตื่นตะลึงยิ่งนัก นางไม่เคยเห็นเสด็จพี่มีท่าทีสนใจสตรีใดมาก่อน หรือว่า…ครั้งนี้จะหวั่นไหวจริงๆ แล้ว?
ขันทีใหญ่ก้มตัวลง กระซิบข้างหูตงฟางซวี่ “ฝ่าบาท เป็นองค์หญิงสี่พ่ะย่ะค่ะ”
ตงฟางซวี่ดวงตาเปล่งประกาย หรือองค์ชายเถี่ยเจินจะเข้าใจผิด คิดว่าหย่งเวยเป็นนางข้าหลวง?
เขาส่งสายตาครั้งหนึ่ง ขันทีใหญ่จึงเดินไปหยิบม้วนรูปภาพในกองม้วนหนึ่งออกมากางเบื้องหน้าเถี่ยเจินอวิ๋นเหวย “ไม่ทราบว่านางข้าหลวงที่องค์ชายกล่าวถึงคือท่านนี้หรือไม่?”
พบว่าสตรีในรูปถือพัดกลม ใบหน้าราวดอกท้ออ่อนโยนหาใดเปรียบ เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมีความยินดีเต็มหน้า “เป็นนาง!” จากนั้นจึงมองไปยังตงฟางซวี่ที่ตำแหน่งประมุข
บุรุษสูงศักดิ์แย้มยิ้มเล็กน้อย “องค์ชายเข้าใจผิดแล้ว นี่คือองค์หญิงสี่แห่งแคว้นเฉินของพวกเรา มิใช่นางข้าหลวงอันใด”
เอ๋?! พี่หญิงสี่?! หย่งผิงและหย่งเล่ออดไม่ได้ที่จะตกใจ มิใช่ว่าพี่หญิงไม่ได้มาร่วมงานหรอกหรือ? หรือนางเคยพบองค์ชายก่อนแล้ว เช่นนั้นเหตุใดยามที่เอ่ยถามนางวันนี้ นางจึงไม่บอกพวกตนเล่า?
ขุนนางทั้งราชสำนักเผยรอยยิ้มออกมา ที่แท้ผู้ที่องค์ชายเถี่ยเจินต้องใจก็คือองค์หญิงสี่ เช่นนั้นก็ดียิ่ง องค์หญิงสี่ถึงวัยแต่งงานพอดี เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์! ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นเลยว่า ในมุมหนึ่งของลาน บุรุษผู้หนึ่งมีความสั่นสะท้านและความไม่สงบปรากฏในดวงตา
…
“เหตุใดจึงเป็นพี่หญิงสี่ไปได้? เจ้าว่าเหตุใดพี่หญิงจึงปิดบังพวกเรา?!” เมื่อกลับมาจากงานเลี้ยง จะอย่างไรหย่งผิงก็มิอาจปล่อยวางเรื่องเมื่อครู่นี้ได้
หย่งเล่อลูบไข่มุกบริเวณหูของตน ในใจคิดว่า หากพี่หญิงเคยพบองค์ชายเถี่ยเจินมาก่อนแล้ว เหตุใดยังยินยอมมอบเครื่องประดับล้ำค่าเหล่านี้ให้พวกนาง? อีกทั้งยังไม่ไปร่วมงาน ทำให้ผู้คนมองไม่ออกเสียจริง
มือของหย่งผิงดึงปิ่นมุกเล่มนั้นออกมาเช่นกัน จากนั้นจึงหยุดฝีเท้าลง หย่งเล่อที่อยู่เบื้องหน้าหันกลับมามองท่าทีของนาง ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความลองเชิงหลายส่วน “คงมิใช่ว่าพี่หญิงอาลัยอาวรณ์ ไม่อยากคืนปิ่นมุกให้พี่หญิงสี่หรอกกระมัง?”
“กล่าวไร้สาระอันใด? คิดว่าข้าขาดแคลนเครื่องประดับเหล่านี้หรือ?” นางเพียงไม่ยินยอมเท่านั้น มักจะรู้สึกว่าหย่งเวยหลอกพวกนาง ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีบุรุษที่ควรค่าให้ตนใจสั่นปรากฏตัวขึ้นมา ผลกลับกลายเป็นว่าพลาดโอกาสไปอย่างมึนงง! พี่หญิงก็จริงๆ เลย จะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!
หย่งเล่อหัวเราะเบาๆ เดินไปเบื้องหน้าหลายก้าว เอ่ยปากด้วยความสงสัย “แปลกยิ่งนัก เหตุใดในตำหนักพี่หญิงจึงมืดเช่นนี้? นางข้าหลวงที่ปฎิบัติหน้าที่เล่า?”
หย่งผิงรีบเดินไปเบื้องหน้า มองไปตามทิศทางนั้น พบว่าบริเวณประตูตำหนักของหย่งเวยมีโคมไฟอยู่สองดวง ในตำหนักเป็นความมืดมิดผืนหนึ่ง
“หรือว่า…พี่หญิงสี่จะพักผ่อนเร็วเพียงนี้เชียว?”
ภายในลานที่ไร้ซึ่งผู้คน สตรีที่ไม่อาจสงบใจยืนอยู่ใต้ต้นไม้อย่างเงียบงัน รอคนในใจมาเยือน
“เวยเอ๋อร์!”
เสียงนี้ทำให้หย่งเวยรีบหันไป บุรุษรูปงามเดินออกมาจากความมืด ท่าทีบนใบหน้าทำให้หย่งเวยคาดเดาอะไรบางอย่างได้ “…เกิดเรื่องอะไรใช่หรือไม่?”
แม่ทัพกองราชองครักษ์ขมวดคิ้ว เขาคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่หย่งเวยกล่าวเรื่ององค์ชายเถี่ยเจินกับตน เพียงแต่ยามนั้นเขามิได้เก็บมาใส่ใจ เมื่อย้อนคิดดู สีหน้าของหย่งเวยในยามนั้นไม่ค่อยดีนัก “เวยเอ๋อร์เคยพบองค์ชายเถี่ยเจินที่ทะเลสาบใช่หรือไม่?”
องค์หญิงหย่งเวยก้มหน้าลง ความไม่สงบในใจขยายใหญ่ขึ้น “ตกลงว่า…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
แม่ทัพกองราชองครักษ์เงียบไปครู่หนึ่ง “รัชทายาทต้องการให้องค์ชายเถี่ยเจินเลือกสตรีผู้หนึ่งเพื่อแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ พระองค์เลือก…”
คำพูดต่อไปไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความหย่งเวยก็คาดเดาได้ เพียงแต่นางยังไม่ยอมเชื่อ “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ พวกเราพบกันเพียงครั้งเดียว จะเป็นเช่นนี้ไม่ได้…” เพียงแต่นางกลับจดจำสายตาของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยในยามนั้นได้อย่างชัดเจน
“เวยเอ๋อร์!” แม่ทัพกองราชองครักษ์รีบยื่นมือไปจับไหล่ทั้งสองที่กำลังสั่นระริกของนางจนแน่น “ใจเย็นเสียหน่อย เวยเอ๋อร์ เรื่องยังไม่แน่นอน รัชทายาทยังไม่รับสั่งให้เจ้าไปเป็นองค์หญิงที่ต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้!”
“ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้หรือ? แต่ว่า…ข้ามีเหตุผลอันใดให้ทำ…”
ทั้งสองพลันจมลงสู่ความเงียบงัน ฐานะพวกเขาแตกต่างกันยิ่งนัก ต่อให้พวกเขาใจตรงกันก็ทำได้เพียงนัดพบกันยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คนเท่านั้น จนถึงตอนนี้ นอกจากหย่งหนิง หย่งเวยก็มิได้บอกกล่าวผู้ใด นางคิดว่าในที่สุดก็ต้องชดใช้ผลกรรมแล้ว คราวนี้วนเวียนมาถึงนางแล้ว! หัวใจสั่นสะท้านจนทำให้สีหน้าขาวซีด แม่ทัพกองราชองครักษ์เห็นสตรีเบื้องหน้าเหม่อลอยจึงดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดด้วยความเป็นห่วง “เวยเอ๋อร์ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร มิสู้พวกเราหาโอกาสกราบทูลเรื่องนี้กับรัชทายาท รัชทายาทให้ความสำคัญกับข้ามาโดยตลอด เชื่อว่าพระองค์ต้อง…”
“ไม่ ไม่ได้! เสด็จพี่รัชทายาทไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว หรือเจ้ามองไม่ออก?! คนที่ต่อต้านเขาในราชสำนัก ตอนนี้มีจุดจบเช่นไร เขาไม่ปล่อยเจ้าไปแน่ และจะไม่ปล่อยข้าเช่นกัน พวกเรา พวกเรา…” หย่งเวยไม่มีความเชื่อใจในตัวตงฟางซวี่แม้เพียงครึ่งส่วน ในความคิดของนาง ตงฟางซวี่เปลี่ยนไปเป็นคนที่แทบจะเรียกได้ว่าเลือดเย็นไร้ใจแล้ว
“เวยเอ๋อร์? อย่ากลัว! อย่ากลัว มีข้าอยู่ วางใจเถิด มอบเรื่องนี้ให้ข้าเสีย ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
“ไม่! เจาจวิ้น พวกเราไปกันเถิด พวกเราไปจากที่นี่กัน ไปสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักพวกเรา!” หย่งเวยพลิกมือขึ้นจับเขา นางในยามนี้ราวกับมิได้ยินคำพูดใดทั้งสิ้น “ข้าไม่ต้องการไปเถี่ยเจิน ข้าไม่ต้องการแต่งงานกับองค์ชายอันใด ข้าเพียงต้องการอยู่กับเจ้า ฮือๆ…”
น้ำตาอดไม่ได้ที่จะไหลออกมา แม่ทัพกองราชองครักษ์ปวดใจยิ่งนัก ยามนี้ทำได้เพียงลูบผมนางเบาๆ พยายามกำจัดความไม่สงบให้คนในใจ
ม่านราตรีมืดมิดลง
เงาร่างแข็งแกร่งหลายร่างเดินออกมาจากตำหนักของหย่งเวยอย่างเงียบเชียบ หย่งผิงและหย่งเล่อที่กำลังคิดจะเดินออกไปพลันต้องหลบเข้าสู่มุมมืด “เจ้าดู! เหตุใดจึงมีบุรุษออกมาจากตำหนักพี่หญิงได้?”
หย่งเล่อกระพริบตา มองไปยังเงาร่างทั้งหลาย ดูแล้วไม่เหมือนขันที “ใช่ เหตุใดจึงมีบุรุษ”
ทั้งสองสบตากัน หย่งผิงพลันอุทานออกมา “สวรรค์ หรือว่าพี่หญิง…” ทั้งสองพลันหน้าเปลี่ยนสี พวกนางพบเรื่องที่ไม่สมควรเข้าเสียแล้ว!
เช้าวันต่อมา
สตรีหน้ากระจกมีสีหน้าอ่อนเพลีย นางข้าหลวงที่มีหน้าที่ปรนนิบัติเดินเข้ามา มองหย่งเวยที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างด้วยความแปลกใจ “องค์หญิงเพคะ เหตุใดวันนี้พระองค์ตื่นบรรทมเร็วเพียงนี้?”
อย่างไรก็ตาม มีเพียงหย่งเวยที่รู้ว่าเมื่อคืนหัวใจนางดังถูกมีดคว้าน มีกระทั่งความคิดที่จะจบชีวิตเกิดขึ้นชั่วพริบตา น้ำตาใหลจนหมอนเปียก แล้วจะหลับลงได้อย่างไร?
“เพียงนอนไม่หลับเท่านั้น”
น้ำเสียงไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ทำให้นางข้าหลวงอดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล
กำลังคิดจะหวีผมด้านนอกก็มีเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ดังแว่วมา เมื่อเปิดหน้าต่างมองลอดไป พบว่ามีนางข้าหลวงหลายคนกำลังขนย้ายอะไรบางอย่างอยู่ที่ลาน
“นี่คืออะไร? เหตุใดจึงนำมาส่งที่ตำหนักของพวกเรา?”
“พี่ฉ่ายเอ๋อร์ นี่คือของที่องค์ชายเถี่ยเจินสั่งให้คนนำมามอบให้ กล่าวว่าเป็นของขวัญที่ทรงประทานให้องค์หญิงหย่งเวย!” ไม่กล่าวไม่ได้ว่าองค์ชายเถี่ยเจินผู้นี้ใจกว้างยิ่งนัก ด้านนอกยังมีอีกหลายหีบ!
หย่งเวยในยามนี้ได้ยินคำว่าเถี่ยเจินดังแว่วมาจากไกลๆ อย่างเฉียบคม
ร่างกายของนางสั่นเทา รีบยื่นมือไปกุมหน้าอกของตน รู้สึกหายใจไม่ออก
“ชะ เช่นนั้นหรือ?” สีหน้าของนางข้าหลวงมีความแปลกใจพาดผ่าน “ย้ายไปที่ลานอื่นเถิด หากวางไว้ตรงนี่อาจทำให้องค์หญิงไม่พอพระทัย! ลานติดกันมีห้องว่างหลายห้อง ข้าจะพาพวกเจ้าไป!”
ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างหย่งเวยและแม่ทัพกองราชองครักษ์นั้น ฉ่ายเอ๋อร์ลอบสังเกตุเห็นมาบ้าง อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นนางข้าหลวงข้างกายองค์หญิง นางย่อมมิกล้าบอกผู้ใด ยามปกติองค์หญิงปฏิบัติต่อนางไม่เลว ดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืนที่ให้นางเฝ้าอยู่นอกตำหนัก ฉ่ายเอ๋อร์ล้วนปฎิบัติหน้าที่ด้วยใจภักดี มิกล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย
เพียงไม่นาน ข่าวที่องค์ชายเถี่ยเจินส่งของขวัญให้หย่งเวยก็แพร่ไปทั่วทั้งวัง นางข้าหลวงที่ไม่ทราบสถานการณ์คิดว่านี่เป็นวาสนาขององค์หญิงสี่ องค์ชายเถี่ยเจินผู้นั้นรูปงามเพียงใด ดูผิวเผินเป็นคนน่าเข้าใกล้ องค์หญิงสี่แต่งไปที่เถี่ยเจินย่อมต้องมีวันเวลาที่ดีเป็นแน่!
“เอะอะอะไรกัน? ไม่รู้หรือว่าองค์หญิงเช่นข้ายังพักผ่อนอยู่?” หย่งผิงผลักประตูเข้ามาโดยพลัน นางข้าหลวงไม่ไกลที่กำลังซุบซิบกันอยู่ตกใจ รีบคุกเข่าลง “องค์หญิงโปรดไว้ชีวิตด้วย! องค์หญิงโปรดไว้ชีวิตด้วย!”
พวกนางเพียงกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเช้านี้ไม่กี่ประโยค คิดไม่ถึงว่าจะส่งเสียงดังไปถึงในห้อง
วันนี้อารมณ์ของหย่งผิงไม่ดียิ่งกว่ายามปกติ ต้องทราบว่าผู้ที่พักผ่อนไม่พอไม่ได้มีหย่งเวยผู้เดียว ทั้งคืน ในสมองของนางล้วนมีใบหน้างดงามของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยวนเวียน ทั้งยังมีภาพบุรุษหลายคนที่ออกมาจากตำหนักหย่งเวยด้วย รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
แม้จะมีฐานะเป็นองค์หญิง แต่เรื่องใหญ่เช่นการแต่งงานกลับมิอาจตัดสินใจเอง หย่งผิงคิดว่าไม่ง่ายเลยกว่าโอกาสจะมาถึง หากนางไม่ต่อสู้เสียบ้าง ไม่ทราบว่าวันหน้าตนจะพบกับบุรุษเช่นไร ปกติตนกับพี่หญิงก็ไม่ได้ไปมาหาสู่อันใด เช่นนี้…ย่อมไม่นับว่าผิดต่อนาง ยิ่งไปกว่านั้นเป็นนางที่โกหกตนก่อน เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความรู้สึกผิดในใจของหย่งเวยจึงค่อยๆ หายไป
“เด็กๆ!”
“องค์หญิงทรงมีสิ่งใดจะรับสั่งเพคะ?”
“เจ้าไปสืบดูเสียหน่อยวว่าองค์ชายเถี่ยเจินเสด็จผ่านที่ไหนบ้าง”
“บ่าวน้อมรับบัญชา”