หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 617 ประลองแลกเปลี่ยนความรู้
เล่มที่ 21 ตอนที่ 617 ประลองแลกเปลี่ยนความรู้
ภายในสวนบุปผาหลวง ขันทีใหญ่เดินเข้าไปกราบทูลด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “ทูลฝ่าบาท องค์ชายเถี่ยเจินเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อกล่าวจบ บุรุษผึ่งผายรูปงามก็เดินเข้ามา
“ถวายพระพรรัชทายาท”
ตงฟางซวี่แย้มยิ้มเล็กน้อย “องค์ชายไม่จำเป็นต้องมากมารยาท วันนี้อากาศดี เป็นวันที่ดีจริงๆ เมื่อครู่ข้าหารือกับขุนนางในราชสำนักแล้ว กำหนดวันที่ห้าเดือนหน้า ให้องค์หญิงสี่แต่งไปที่ชนเผ่าเถี่ยเจินเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ ไม่ทราบว่าองค์ชายคิดเห็นอย่างไร?”
เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายจะเผยสีหน้ายินดีออกมา ไหนเลยจะรู้ว่าเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย มีความลังเลอยู่หลายส่วน
“หรือองค์ชายรู้สึกว่าช้าเกินไป?”
“ไม่ อวิ๋นเหวยไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่…อวิ๋นเหวยคิดว่าเรื่องนี้ต้องวางแผนระยะยาว ไม่อาจรีบร้อน”
อะไรนะ? หรือเขาจะเสียใจแล้ว? เดิมทีตงฟางซวี่คิดว่าเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นมีเงื่อนไขต่างๆ ครบถ้วนแล้ว องค์ชายเถี่ยเจินผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่? “หรือว่าองค์ชายมิได้ต้องใจองค์หญิงสี่? เรื่องการแต่งงานย่อมไม่อาจบีบบังคับ องค์ชายสามารถเลือกใหม่ได้” การเป็นพันธมิตรกับชนเผ่าเถี่ยเจินเป็นเรื่องจำเป็น แคว้นเฉินจริงใจเช่นนี้ องค์ชายเถี่ยเจินควรทราบ
“ขอฝ่าบาทอย่าได้เข้าพระทัยผิด เพียงแต่อวิ๋นเหวยยังต้องการทำความรู้จักองค์หญิงสี่ให้มากขึ้น ไม่คิดกระทำลวกๆ”
ตงฟางซวี่ทราบดีว่าในชนเผ่าเถี่ยเจิน ฐานะของสตรีเท่าเทียมกับบุรุษ ทัศนคติของพวกเขาเป็นเช่นนี้ หากสตรีไม่เต็มใจ บุรุษเถี่ยเจินย่อมไม่มีบังคับ เพียงแต่เขารู้สึกว่าองค์ชายเถี่ยเจินคิดมากเกินไป องค์ชายยอดเยี่ยม หย่งเวยอ่อนโยน นี่มิใช่เป็นการแต่งงานของบุรุษมากความสามารถสตรีรูปโฉมงดงามที่เหมาะสมกันยิ่งหรือไร?
เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย ตงฟางซวี่ทำได้เพียงแย้มยิ้มบางเบา “องค์ชายใส่ใจองค์หญิงสี่เพียงนี้ ข้ารู้สึกยินดีจริงๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำตามความต้องการขององค์ชายเถิด รอให้องค์ชายเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน พวกเราค่อยหารือเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กันอีกครั้ง”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเห็นว่าบุรุษเบื้องหน้าเข้าใจเหตุผลเพียงนี้จึงคิดไปถึงคำพูดของหย่งเวยอีกครั้ง มั่นใจในความคิดของตนยิ่งขึ้น ขอเพียงนำความจริงไปกราบทูลรัชทายาท เชื่อว่าเขาคงไม่ขัดขวางการแต่งงานขององค์หญิงและแม่ทัพกองราชองครักษ์ แต่ตนรับปากองค์หญิงสี่แล้วว่าจะช่วยนางปิดบังความลับ เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยไม่คิดจะตระบัดสัตย์กล่าวเรื่องราวออกไป เพียงแต่…ตอนนี้เขายังไม่คิดยอมแพ้ อย่างน้อยต้องทดสอบคนผู้นั้นดูเสียหน่อยว่าเขาเหมาะสมกับองค์หญิงหรือไม่
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไปไกล สีหน้าของตงฟางซวี่พลันเคร่งขรึมลง เหตุใดองค์ชายเถี่ยเจินผู้นี้จึงได้ยุ่งยากเพียงนี้? “ไปตรวจสอบดูว่าเกิดเรื่องอะไรกับองค์ชายเถี่ยเจินกันแน่?” มิฉะนั้นเหตุใดจู่ๆ จึงมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้
ในลานกว้าง เงาร่างแข็งแกร่งของทหารหลายคนยืนอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์
“ท่านแม่ทัพ นี่คือการโยกย้ายกำลังพลของแต่ละตำหนักในวันนี้ขอรับ”
“ลำบากเจ้าแล้ว” เจาจวิ้นกล่าวจบก็พบว่ามีเงาร่างอันคุ้นเคยปรากฏตัวขึ้นบริเวณไม่ไกล สายตาของเขามีความระแวงพาดผ่าน เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเดินตรงมาทางเขา
“ท่านคือแม่ทัพกองราชองครักษ์ของแคว้นเฉินหรือ?” เขายืนอยู่เบื้องหน้าเจาจวิ้น น้ำเสียงเจือไปด้วยความเป็นปรปักษ์จางๆ
“พ่ะย่ะค่ะ ไม่ทราบว่าองค์ชายมีสิ่งใดจะรับสั่ง?”
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองดูแปลกประหลาดยิ่งนัก ได้ยินเสียงวิ้งครั้งหนึ่ง องค์ชายเถี่ยเจินชักกระบี่ออกมาจากเอว วาดไปทางบุรุษเบื้องหน้า เจาจวิ้นดวงตาเปล่งประกาย ชักกระบี่ออกมาด้วยความรวดเร็วประดุจสายฟ้า สองฝ่ายปะทะกันจนเกิดประกายไฟ
“ท่านแม่ทัพ!” องครักษ์ข้างกายตกใจ พากันแสดงอาวุธในมือของตนเข้ามาล้อมเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเอาไว้
“หยุดมือ!” เจาจวิ้นรีบเอ่ยเตือน สายตาขององครักษ์หลายคนเต็มไปด้วยความลังเล จากนั้นทำเพียงถอยหลังไปหลายก้าวแต่ยังไม่ยอมวางอาวุธลง
องค์ชายเถี่ยเจินเบื้องหน้าแย้มยิ้มเล็กน้อย ในน้ำเสียงไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย “ได้ยินว่าท่านแม่ทัพเป็นยอดฝีมือชั้นยอดในวัง ข้าองค์ชายชอบประมือกับยอดฝีมือมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพจะหารือแลกเปลี่ยนความรู้กับข้าองค์ชายได้หรือไม่?”
เจาจวิ้นมองสายตาของอีกฝ่าย เหตุใดจู่ๆ เขาจึงมาขอประลองกับตนได้? หรือว่า…เขาจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับหย่งเวยแล้ว?
“องค์ชายเป็นแขกสูงศักดิ์ของแคว้นเฉิน กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ บุรุษย่อมยืนหยัดคำฟ้า มีอะไรไม่กล้ากัน! เพียงแค่แลกเปลี่ยนกันเท่านั้น ในชนเผ่าเถี่ยเจินของข้า การแลกเปลี่ยนวิชาระหว่างบุรุษนับเป็นเรื่องปกติยิ่ง ไม่แบ่งแยกตำแหน่งฐานะ! หากรัชทายาทจะลงโทษ ข้าองค์ชายย่อมยอมรับเอง!” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยสัมผัสได้ถึงพลังภายในอันแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากกระบี่ของอีกฝ่าย แม่ทัพเบื้องหน้าแม้ปากจะกล่าวว่าไม่กล้า แต่เขาไม่ได้เกรงใจแม้แต่น้อย! ไม่อาจไม่ยอมรับว่าวรยุทธของเขาไม่เลวจริงๆ
เจาจวิ้นย่อมไม่พลาดสายตายั่วยุในดวงตาของอีกฝ่ายที่ไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย เมื่อคิดถึงท่าทีกังวลและหวาดกลัวของหย่งเวยเมื่อคืนนี้ สายตาของเขาพลันหนักแน่น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กระหม่อมขอล่วงเกินแล้ว!”
บริเวณลานกว้าง สายลมพัดมาเบาๆ บุรุษกำยำทั้งสองยืนอยู่บนหินอ่อนสีขาวนวล รอบด้านใกล้ๆ ไร้ซึ่งผู้คน
องครักษ์หลายคนมองบุรุษในลานด้วยความเคร่งเครียด พวกเขามั่นใจในแม่ทัพของตน เพียงแต่อีกฝ่ายมีฐานะสูงส่ง เกรงว่าท่านแม่ทัพของพวกเขาจะเสียเปรียบเพราะเหตุนี้
“ผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าใส่ใจเจ้ายิ่งนัก” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยย่อมไม่พลาดบรรยากาศรอบๆ ท่าทางยามปกติท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์ผู้นี้คงดีกับผู้บังคับบัญชาไม่น้อย มิเช่นนั้นคงไม่ได้รับใจคนเพียงนี้
เจาจวิ้นไม่ได้กล่าวอะไร ทำเพียงผายมือไป “องค์ชาย เชิญ”
…
เพียงไม่นานข่าวก็แพร่ไป ราวกับมีหินก้อนหนึ่งตกลงสู่ผิวทะเลสาบอันเงียบสงบจนเกิดเป็นระลอกคลื่น
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! องค์หญิงเพคะ ท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์กับองค์ชายเถี่ยเจินกำลังสู้กันที่ลานกว้าง!” ฉ่ายเอ๋อร์วิ่งเข้ามาจากด้านนอกด้วยสีหน้าร้อนรน
ได้ยินเสียงเพล้งครั้งหนึ่ง หย่งเวยตกใจจนทำจอกชาในมือร่วง “เจ้าว่าอะไรนะ?!” สีหน้าของนางพลันซีดขาว หรือว่าองค์ชายเถี่ยเจินจะไปสร้างความลำบากให้เจาจวิ้นเพราะคำพูดของตน? หากเขาทำร้ายเจาจวิ้นหรือเจาจวิ้นทำร้ายเขา ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดต่อเจาจวิ้น หย่งเวยในยามนี้รู้สึกเสียใจหาใดเปรียบกับความบุ่มบ่ามในตอนแรก หากรู้เช่นนี้ นางจะไม่บอกเรื่องของตนกับแม่ทัพกองราชองครักษ์ให้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยรู้เด็ดขาด
ในสมองปรากฏความเป็นไปได้ต่างๆ นานา ความไม่สงบในใจขยายใหญ่ยิ่งขึ้น “ไม่ ไม่ได้!”
“องค์หญิง!” ไม่รอให้นางข้าหลวงด้านหลังขัดขวาง หย่งเวยก็ยกชายกระโปรงวิ่งออกไปแล้ว
ยามนี้ บริเวณลานกว้างมีผู้คนมารวมตัวกันไม่น้อย
จี้จิ่นที่กำลังออกจากวังเห็นข้าราชบริพารหลายคนวิ่งไปด้านหลังจึงหยุดฝีเท้าลง ส่งสายตาเป็นสัญญาณ ผู้ติดตามข้างกายจึงรีบเดินไปสอบถาม
“เรียนใต้เท้า เหล่าข้าราชบริพารกล่าวว่าองค์ชายเถี่ยเจินและท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์กำลังประลองแลกเปลี่ยนฝีมือกันที่ลานกว้างขอรับ”
องค์ชายเถี่ยเจินกับท่านแม่ทัพ?! เหตุใดจึงมีเรื่องเช่นนี้ได้
“ใต้เท้า พวกเราจะกลับจวนหรือว่า…”
ในใจของจี้จิ่นเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด มองไปยังทิศทางที่ผู้คนพากันมุ่งหน้าไป จากนั้นจึงสะบัดชายอาภรณ์เดินตามไป
“องค์หญิง อย่าเข้าไปเพคะ อย่าเข้าไป!” ฉ่ายเอ๋อร์กลัวว่าหย่งเวยจะก่อเรื่องอะไรขึ้นจึงตามหลังมาติดๆ เพียงแต่สตรีเบื้องหน้าในยามนี้ไม่ได้ยินนางกล่าวแม้แต่น้อย ขณะที่เดินเลี้ยวไปถึงกับชนคนผู้หนึ่ง
“อา!” หย่งเวยรู้สึกร่างกายโอนเอน กำลังจะล้มลงกระแทกพื้น จี้จิ่นรีบยื่นมือออกไปดึงนางไว้ “องค์หญิงได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
“ท่านอัครมหาเสนาบดี?!” ฉ่ายเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังอุทาน หย่งเวยจึงค่อยได้สติกลับมา สายตาของจี้จิ่นถูกถุงหอมบริเวณเอวของนางดึงดูด ดอกจื่อเวยบนถุงหอมชัดเจนยิ่งนัก นี่…มิได้เหมือนกับถุงหอมบนร่างของแม่ทัพกองราชองครักษ์ทุกกระเบียดนิ้วหรอกหรือ? จะเป็นความบังเอิญเชียวหรือ?
“องค์หญิงทรงรีบร้อนเพียงนี้ จะเสด็จไปที่ใด?”
ร่างกายของหย่งเวยสั่นเทาไม่หยุด “ข้า…ข้า…”
“องค์หญิงทรงคิดจะเสด็จไปหาแม่ทัพกองราชองครักษ์ใช่หรือไม่?” เสียงของจี้จิ่นเจือไปด้วยความเย็นชาอยู่หลายส่วน สายตาของเขาเปล่งประกาย หย่งเวยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวในใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านอัครมหาเสนาบดีจึงได้…ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หย่งเวยจึงไม่กล้าสบตาจี้จิ่น
ท่านอัครมหาเสนาบดีเยาว์วัยผู้นี้เป็นใต้เท้าท่านหนึ่งที่ไม่อาจหาเรื่องได้ในแคว้นเฉิน ความเฉลียวฉลาดและความสามารถของเขาทำให้หย่งเวยรู้สึกหวาดกลัว คำพูดเมื่อครู่นี้ ทำให้นางยิ่งเชื่อว่าท่านอัครมหาเสนาบดีคงรู้เรื่องอะไรแล้วกระมัง?
“มะ ไม่ใช่…” เบนสายตาออกโดยไม่รู้ตัว อัครมหาเสนาบดีเห็นมือของนางสั่นระริก ในใจจึงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้น
องค์หญิงหย่งเล่อกล่าวว่า เมื่อคืนมีบุรุษหลายคนออกมาจากตำหนักประทับขององค์หญิงหย่งเวย หากนางมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับแม่ทัพกองราชองครักษ์จริงๆ ด้วยอำนาจของแม่ทัพที่มีในตำหนักบูรพา หากต้องการเข้าออกตำหนักประทับขององค์หญิงย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด แต่เรื่องนี้ถูกผู้อื่นพบแล้ว เกรงว่าจะช้าจะเร็วก็ต้องเผยพิรุธออกมา จี้จิ่นย้อนนึกไปถึงคำพูดที่รัชทายาททรงตรัสในห้องทรงพระอักษรเมื่อครู่นี้ พระองค์ตัดสินพระทัยแล้วว่าจะให้องค์หญิงสี่ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ที่ชนเผ่าเถี่ยเจิน เพื่อจะได้รับการสนับสนุนจากชนเผ่าเถี่ยเจิน หากพระองค์ทราบว่าลูกน้องผู้มากความสามารถของตนมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับองค์หญิงสี่ ไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น
จู่ๆ องค์ชายเถี่ยเจินก็มาประลองกับแม่ทัพกองราชองครักษ์ นี่ทำให้จี้จิ่นใส่ใจยิ่ง
“ถุงหอมที่เอวขององค์หญิงช่างปราณีตจริงๆ”
เดิมทีหย่งเวยคิดจะหาข้ออ้างจากไป คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อีกฝ่ายจะเอ่ยปากกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา นางก้มหน้าลงมองถุงหอมที่ตนเย็บปักกับมือโดยไม่รู้ตัว แย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ให้ใต้เท้าเห็นเรื่องน่าขันแล้ว เป็นเพียงการหาเรื่องเล่นสนุกธรรมดาเท่านั้น”
“ดอกจื่อเวย เห็นแล้วทำให้นึกถึงองค์หญิงหย่งเวยจริงๆ”
“…” หย่งเวยไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของจี้จิ่น บุรุษเดินผ่านข้างกายนางไปอย่างเรียบเฉย “กระหม่อมขอกล่าวเตือนองค์หญิง ตอนนี้อย่าได้ไปที่ลานกว้างจะเป็นการดีที่สุด อีกไม่นานรัชทายาทจะเสด็จไปแล้ว”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ เงาร่างของบุรุษผู้นั้นก็ค่อยๆ ห่างออกไป หย่งเวยอดไม่ได้ที่จะชะงัก คำพูดของจี้จิ่นเป็นการเตือนนาง หากเรื่องแพร่ออกไป เชื่อว่าอีกไม่นานเสด็จพี่รัชทายาทย่อมปรากฏตัว นางไม่อาจรับประกันได้ว่าเมื่อถึงตอนนั้นจะแสดงท่าทีเช่นไรออกมา
“องค์หญิงเพคะ ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวได้มีเหตุผล องค์หญิงเสด็จกลับไปรอข่าวอยู่ที่ตำหนักเถิด! ท่านแม่ทัพกระทำการรู้จักแยกแยะมาโดยตลอด คงไม่เป็นอะไรเพคะ” ฉ่ายเอ๋อร์รีบเดินไปกล่าวโน้มน้าวเสียงเบา หย่งเวยกุมหน้าอกของตนแน่น รู้สึกมีความเจ็บปวดเอ่อออกมาไม่หยุด แพร่ออกไปทั่วทั้งร่าง ราวกับนางถูกดึงพลังจากทั่วทั้งร่างออกไป ฉ่ายเอ๋อร์เข้ามาประคองนางเดินกลับไปยังตำหนักของตนอย่างสิ้นไร้หนทาง
บนลานกว้าง เงาร่างทั้งสองพัวพัน ผลัดกันโจมตีอย่างมีสีสัน ทำให้ข้าราชบริพารที่ได้เห็นรู้สึกตื่นเต้น
คิดไม่ถึงว่าวรยุทธขององค์ชายเถี่ยเจินจะร้ายกาจเพียงนี้ แต่หากปะทะกันต่อไป ยังคงเป็นท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์ที่จะชนะ
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงอันเย็นชาดังแว่วขึ้น ทุกคนเงยหน้ามองไป พบตงฟางซวี่เดินมาท่ามกลางผู้คนด้วยท่าทีเคร่งขรึม สายตาของเขามองไปยังประกายกระบี่ ในใจเกิดความรู้สึกไม่พอใจ